Home > Press/Release > ดีเอชแอล เผยบิ๊กดาต้าขจัดความเสี่ยงในอุตสาหกรรมลอจิสติกส์

ดีเอชแอล เผยบิ๊กดาต้าขจัดความเสี่ยงในอุตสาหกรรมลอจิสติกส์

· ระบบวิเคราะห์ข้อมูลบิ๊กดาต้า อนาลิติกส์ คือ เทคโนโลยีสำคัญที่ใช้ใน DHL Resilience360 นวัตกรรมโซลูชั่นใหม่ล่าสุด
· ข้อมูลรายงานผลการวิเคราะห์ทิศทางของระบบบิ๊กดาต้า สามารถพัฒนาแอพพลิเคชั่นใหม่ๆ อีกมากมาย

กรุงเทพฯ 11 มีนาคม 2557 – ดีเอชแอล ผู้ให้บริการลอจิสติกส์ชั้นนำของโลก เปิดตัวรายงานผลการวิเคราะห์ทิศทางของระบบบิ๊กดาต้าในอุตสาหกรรมลอจิสติกส์ พร้อมนำเครือข่ายข้อมูลที่ครบวงจรมาใช้ตรวจจับความเสี่ยงในระบบซัพพลายเชนได้ล่วงหน้า นอกจากนี้ ดีเอชแอลยังเปิดตัว Resilience360 โซลูชั่นใหม่ล่าสุด ซึ่งเป็นเครื่องมือบริหารความเสี่ยงในระบบซัพพลายเชนที่สนับสนุนเทคโนโลยีวิเคราะห์ข้อมูลบิ๊กดาต้า อนาลิติกส์ (Big Data Analytics) เพื่อให้ข้อมูลภาพรวมเกี่ยวกับปัญหาที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในระบบซัพพลายเชนของลูกค้าได้ล่วงหน้า สำหรับแอพพลิเคชั่นใหม่ๆ ที่พัฒนาต่อยอดจากรายงานผลการวิเคราะห์ทิศทางของระบบบิ๊กดาต้าฯ ดังกล่าว ได้แก่ แอพพลิเคชั่น DHL Parcel Volume Prediction เพื่อคาดการณ์ปริมาณการขนส่งสินค้าและพัสดุ และแอพพลิเคชั่น DHL Geovista ซึ่งอยู่ในระหว่างการทดลองใช้งานอยู่ในขณะนี้

ดร.มาร์คุส คุคเคลเฮ้าส์ ผู้อำนวยการหน่วยธุรกิจ Trend Research ดีเอชแอล คัสตอมเมอร์ โซลูชั่นส์ แอนด์ อินโนเวชั่น กล่าวว่า “นวัตกรรมโซลูชั่น Resilience360 ตอกย้ำให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ระบบวิเคราะห์ข้อมูลบิ๊กดาต้า อนาลิติกส์ก่อให้เกิดประโยชน์ด้านเศรษฐกิจต่ออุตสาหกรรมซัพพลายเชนอย่างแท้จริง การรวบรวมข้อมูลและการประเมินผลจะช่วยปกป้องและเพิ่มประสิทธิภาพให้แก่ระบบซัพพลายเชน ส่งผลให้ธุรกิจต่างๆ สามารถปฏิบัติงานได้อย่างราบรื่น รวมถึงสร้างความพึงพอใจให้แก่ลูกค้าได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและยั่งยืน ทั้งนี้รายงานผลการวิเคราะห์ทิศทางของระบบบิ๊กดาต้าในอุตสาหกรรมลอจิสติกส์ที่ดีเอชแอลจัดทำขึ้น ชี้ให้เห็นว่าระบบวิเคราะห์ข้อมูลบิ๊กดาต้า อนาลิติกส์สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ถึง 2 ด้าน คือ เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และมีศักยภาพในการนำมาประยุกต์ใช้สร้างสรรค์โมเดลธุรกิจใหม่ๆ”

โซลูชั่น DHL Resilience360 มีฟังก์ชั่นการทำงานแบบเรียลไทม์ที่สำคัญ 2 ประการ ประการแรกคือการศึกษาและการประเมินความเสี่ยง ประการที่ 2 คือการใช้เป็นเครื่องมือติดตามการทำงานของระบบซัพพลายเชน ซึ่งช่วยลดปัญหาและส่งผลให้ระบบซัพพลายเชนมีความยืดหยุ่นและคล่องตัวมากยิ่งขึ้น รวมถึงป้องกันการผลิตไม่ให้เกิดการหยุดชะงักและกระทบต่อรายได้ (ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.dhl.com/resilience360)

การปรับปรุงประสิทธิภาพในการดำเนินงาน คือประเด็นสำคัญที่ระบุไว้ในรายงานผลการวิเคราะห์ทิศทางของระบบบิ๊กดาต้าในอุตสาหกรรมลอจิสติกส์ โดยมีรายละเอียดครอบคลุมถึงการปรับปรุงประสิทธิภาพในการดำเนินงาน การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างสภาพอากาศ การแพร่ระบาดของโรคไข้หวัด และพฤติกรรมการซื้อสินค้าผ่านระบบออนไลน์ของแต่ละบุคคล สำหรับแอพพลิเคชั่น DHL Parcel Volume Prediction ที่พัฒนาขึ้นใหม่นั้น ช่วยในการวางแผนและประเมินปริมาณสินค้าและการขนส่งพัสดุให้มีความสะดวก คล่องตัว และง่ายยิ่งขึ้น โดยใช้ข้อมูลที่มีความเกี่ยวพันกัน ซึ่งในกรณีดังกล่าว บิ๊กดาต้าจะนำมาใช้พัฒนากระบวนการดำเนินงานให้ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และปรับปรุงการให้บริการลูกค้าให้ดียิ่งขึ้น

นอกจากนี้ บิ๊กดาต้ายังช่วยเพิ่มศักยภาพในการพัฒนาโมเดลธุรกิจใหม่ๆ ให้แก่ผู้ให้บริการลอจิสติกส์ เช่น การพัฒนาระบบการตลาดที่อิงตามข้อมูลทางภูมิศาสตร์ (geo marketing) สำหรับธุรกิจขนาดกลางและเล็ก และแอพพลิเคชั่น DHL Geovista ที่สนับสนุนผู้ให้บริการลอจิสติกส์สามารถนำมาใช้วิเคราะห์และประเมินข้อมูลทางภูมิศาสตร์ที่มีความละเอียดและซับซ้อน พร้อมทั้งคาดการณ์ตัวเลขยอดขายของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ รายงานเรื่อง “บทบาทของระบบบิ๊กดาต้าในอุตสาหกรรมลอจิสติกส์” (Big Data in Logistics) เปิดให้ดาวน์โหลดได้ที่ www.dhl.com/bigdata โดยรายงานการวิจัยชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการศึกษาวิเคราะห์ธุรกิจลอจิสติกส์ของดีเอชแอล ซึ่งศูนย์สร้างสรรค์นวัตกรรมของดีเอชแอลได้นำเทคโนโลยี Trend Radar มาใช้วิเคราะห์ทิศทางการดำเนินธุรกิจ และศึกษาแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบสำคัญต่ออนาคตของอุตสาหกรรมลอจิสติกส์ หรือติดตามบทความเกี่ยวกับบทบาทและอิทธิพลของบิ๊กดาต้าที่มีต่อโลกแห่งอนาคต โดย ดร.มาร์คุส คุคเคลเฮ้าส์ ได้ที่ดีเอชแอลบล็อก www.delivering-tomorrow.com

View :342

Related Posts

Categories: Press/Release Tags:
  1. No comments yet.
  1. No trackbacks yet.
You must be logged in to post a comment.