Home > Press/Release > รมว.ไอซีที แถลงผลงาน 30 วันหลังเข้ารับตำแหน่ง

รมว.ไอซีที แถลงผลงาน 30 วันหลังเข้ารับตำแหน่ง

นายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ได้แถลงนโยบายความคืบหน้าในการดำเนินงานภายหลังเข้ารับ ตำแหน่งครบ 30 วัน ว่า ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมาได้ดำเนินงานในโครงการ และกิจกรรมต่างๆ หลายโครงการซึ่งแต่ละโครงการมีความคืบหน้าดังนี้ โครงการถนนไร้สาย จะมีการเสนอร่างโครงการฯ ให้คณะกรรมการนโยบายบรอดแบนด์แห่งชาติที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานได้ พิจารณาเพื่อรับเป็นนโยบายของรัฐบาล ภายในเดือนสิงหาคมนี้

ซึ่งเมื่อผ่านการพิจารณาแล้วจะเป็นหน้าที่ของ 2 หน่วยงาน คือ บมจ.ทีโอที และบมจ.กสท โทรคมนาคม ร่วมกันดำเนินการ รวมทั้งจะมีการบูรณาการวางแผนงานร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม แห่งชาติ หรือ กทช. และจะมีการร่างข้อตกลงร่วมกับกทช.เพื่อทำข้อตกลงอย่างเป็นทางการและประกาศ เป็นวาระสำคัญต่อสาธารณะเพื่อประโยชน์ของประชาชนต่อไป โดยโครงการนี้คาดว่าจะแล้วเสร็จภายใน 2 ปี และมีราคาค่าบริการที่ความเร็ว 2 เมกะบิตต่อวินาทีในเบื้องต้นประมาณไม่เกิน 150 บาทต่อเดือน

ส่วนงบประมาณการดำเนินงานนั้นของ ทีโอที คาดว่าจะใช้งบประมาณไม่เกิน 14,000 ล้านบาท ขณะที่ กสทฯ นั้นจะเป็นการขยายการดำเนินงานจากโครงการ CDMA ที่ได้ดำเนินการไปแล้ว 817 ล้านบาท และเตรียมจะดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างอีก 3,800 ล้านบาท

โครงการที่สองเป็น โครงการถวายพระพรออนไลน์เพื่อประสานทุกองคาพยพถวายความจงรักภักดีเนื่องใน วโรกาส 12 สิงหาคม และ 5 ธันวาคม อันเป็นกิจกรรมเทิดพระเกียรติเพื่อความปรองดองและประสานสามัคคี ซึ่งจะเริ่มดำเนินการที่ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ระหว่าง 5-12 สิงหาคม 2553 โดยมีศ.นพ.เกษม วัฒนชัย องคมนตรี เป็นประธานเปิดงานในวันที่ 5 สิงหาคม 2553 และในวันที่ 11 สิงหาคม 2553 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีจะมาเป็นประธานในพิธีเปิดซุ้มถวายพระพรออนไลน์พร้อมทั้งเชิญคณะ รัฐมนตรีเข้าร่วมกิจกรรมนี้ด้วย และกระทรวงฯ จะได้ประสานงานกับหน่วยงานในท้องถิ่นทั่วประเทศเพื่อเปิดช่องทางให้ประชาชน ทั่วประเทศได้เข้าร่วมในกิจกรรมถวายพระพรออนไลน์เนื่องในวโรกาส 12 สิงหาคม และ 5 ธันวาคม

โครงการที่สามเป็นการ จัดตั้งสำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ และสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์เป็นองค์การมหาชน ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติในหลักการเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2553 และสำนักงาน ก.พ.ร.จะประชุมหารือในวันที่ 23 กรกฎาคมนี้ ก่อนส่งเรื่องให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตีความ โดยกระทรวงฯ จะพยายามผลักดันให้สามารถประกาศกฎหมายจัดตั้งในราชกิจจานุเบกษาภายใน 2 เดือน หรือแล้วเสร็จประมาณเดือน ส.ค.2553 และใช้งบประมาณ 250 ล้านบาท “ส่วน

โครงการที่สี่ เป็นความคืบหน้าในการดำเนินโครงการสนธิกำลังร่วม 3 กระทรวงเพื่อปกป้องเทิดทูนสถาบัน สังคม และประชาชนจากผลกระทบของสื่อเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารที่ไม่เหมาะสม และผิดกฎหมาย โดยได้ดำเนินการปิดกั้นเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องกับการพนันฟุตบอล 1,308 URL เว็บลามกอนาจาร 977 URL และเว็บยาเสพติด 392 URL ซึ่งทั้งหมดเป็นผลงานของศูนย์ปฏิบัติการความปลอดภัยทาง อินเตอร์เน็ต หรือ ISOC นอกจากนี้ยังมีความคืบหน้าการจัดตั้งสำนักงานป้องกันและ ปราบปรามการกระทำความผิดทางเทคโนโลยีตามที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติ โดยจะมีการเพิ่มอัตรากำลังจาก 22 อัตราเป็น 57 อัตราเพื่อสร้างประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานให้เพิ่มขึ้น” นายจุติ กล่าว

โครงการต่อมา คือ ไซเบอร์ สเกาท์ เป็นโครงการที่จัดทำขึ้นเพื่อลดช่องว่าง เปิดโอกาสและช่องทางในการเข้าถึงเทคโนโลยีสารสนเทศให้กับเยาวชน ซึ่งจะช่วยให้สามารถใช้คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตในการศึกษาค้นคว้าหา ข้อมูลความรู้ในการเรียน อันจะเป็นการเพิ่มองค์ความรู้ให้กับสังคมได้เพิ่มมากขึ้นด้วย และในปีงบประมาณ 2554 กระทรวงฯ จะจัดสรรงบประมาณจัดการอบรมผู้ฝึกสอน เพื่อพัฒนาคุณภาพในการเรียนรู้และเนื้อหาสาระของโครงการฯ ให้เป็นมาตรฐานสากลหรือ IC 3 รวมทั้งอบรมผู้อำนวยการโครงการฯ เพื่อให้เยาวชนที่ร่วมโครงการฯ รู้จักใช้อินเทอร์เน็ตอย่างสร้างสรรค์

นอกจากนี้กระทรวงฯ ยังจะได้ลงนามความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาในระดับอุดมศึกษาทั้งรัฐและเอกชน ในกรุงเทพฯ และภูมิภาคต่างๆ เพื่อพัฒนาหลักสูตรที่มีมาตรฐานสากลและช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับบุคลากร ด้านไอซีทีของประเทศในระยะยาว เนื่องจากหลักสูตรที่ใช้อยู่ในปัจจุบันยังไม่สามารถผ่านการสอบที่เป็น มาตรฐานสากล เช่น การสอบประกาศนียบัตรของไมโครซอฟต์ เป็นต้น

พร้อมกันนี้กระทรวงฯ ยังจะได้ลงนามความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยราชภัฏต่างๆ เพื่อผลิตครู อาจารย์ด้านไอซีทีที่มีประสิทธิภาพ สามารถให้ความรู้แก่เด็ก เยาวชนตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาเป็นต้นไป ซึ่งถ้าผนวกผลการดำเนินงานของโครงการนี้กับการวางเครือข่ายอินเทอร์เน็ตความ เร็วสูงของ ทีโอที และกสทฯ เข้าด้วยกัน ก็จะทำให้ตัวชี้วัดการเข้าถึงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของประเทศไทย เพิ่มสูงขึ้น รวมถึงเป็นการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศให้เพิ่มขึ้นด้วย สำหรับการตรวจเยี่ยม หน่วยงานในสังกัดนั้น ทั้งบมจ.ทีโอที บมจ.กสท โทรคมนาคม บจ.ไปรษณีย์ไทย และสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) นั้น คาดว่าจะได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมภายใน 4 เดือนนี้

View :961

Related Posts

  1. No comments yet.
  1. No trackbacks yet.
You must be logged in to post a comment.