Archive

Author Archive

“NVK” เผยยอดขายปิดปี 2555 โตขึ้น 30% ปี 56 ลุยโปรเจกต์รัฐ – โทรคมนาคม

January 24th, 2013 No comments

ฤทธิไกร ขัณฑวีระมงคล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็น.วี.เค.อินเตอร์ จำกัด (NVK)

“NVK” พอใจผลประกอบการปี 2555 ยอดขายทะลุ 250 ล้านบาท เปิดปี 2556 เกาะกระแสระบบ 3G-Wi-Fi บูม พร้อมอ้าแขนรับโปรเจกต์รัฐติดตั้งกล้องวงจรปิด คาดดันธุรกิจปีนี้ทะยานขึ้น 40%

นายฤทธิไกร ขัณฑวีระมงคล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็น.วี.เค.อินเตอร์ จำกัด (NVK) ผู้นำในตลาดอุปกรณ์เครือข่ายไร้สายในประเทศไทย เปิดเผยว่า “ตลอด 7 ปีที่ผ่านมาบริษัทมีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด โดยปี 2555 NVK มียอดขายกว่า 250 ล้านบาทเติบโตเพิ่มขึ้น 30% เมื่อเทียบกับปี 2554 (ยอดขายอยู่ที่ 190 ล้านบาท) ซึ่งได้รับผลกระทบจากปัญหาอุทกภัยอย่างหนักส่งผลให้การลงทุนภาครัฐ เอกชน และการใช้จ่ายภาคครัวเรือนชะลอตัว

สำหรับในครึ่งปีแรก 2556 นี้ NVK คาดว่าจะมีโครงการภาครัฐจำนวนมากที่ได้รับนโยบายจากรัฐบาลเพื่อบริการอินเตอร์เน็ตไร้สายอย่างทั่วถึงพร้อมติดตั้งระบบกล้องวงจรปิดป้องกันการระบาดของยาเสพติดและลดปัญหาอาชญากรรม ประกอบกับผู้ให้บริการโทรศัทพ์มือถือยังคงเร่งติดตั้งเครือข่ายไร้สายหรือ Wi-Fi เพื่อลดปริมาณข้อมูลที่วิ่งบนเครือข่าย 3G สู่เครือข่าย Wi-Fi (3G Off-load) โดยครึ่งปีแรกคาดว่าตลาดจะมีอัตราการเติบโตราว 30% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ผมมองเมืองไทยจากวันนี้เป็นต้นไป เราจะได้เห็นการลงทุนจุดให้บริการ Wi-Fi Hotspot อย่างต่อเนื่องจากผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตและผู้ให้บริการมือถือทุกราย รวมไปถึงการสอดรับกับแผน SMART THAILAND ของกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ด้วยโครงการ Free Wi-Fi และโครงการ OTPC (One Tablet Per Child) ที่จะเป็นแรงผลักดันกระตุ้นให้ผู้ให้บริการจำเป็นต้องสร้างเครือข่ายทั้ง 3G และ Wi-Fi ให้ครอบคลุมพื้นที่ให้มากที่สุด

แต่โดยความเห็นส่วนตัว มองว่าภาครัฐควรผลักดันให้กระจายไปยังพื้นที่ห่างไกลเพื่อสร้างการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารอย่างเท่าเทียมของประชาชนในชนบทซึ่งจะส่งผลให้ประเทศมีความสามารถในการแข่งขันมากขึ้นเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านและยังสามารถแข่งขันในตลาด AEC ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย

ส่วนกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่เป็นหัวหอกหลักปีนี้ บริษัทเล็งเห็นว่าจากการที่ได้รับแต่งตั้งเป็นตัวแทนจำหน่ายอุปกรณ์กล้องเครือข่ายจาก ACTi ซึ่ง ACTi ได้ให้ความสำคัญกับตลาดในประเทศไทยอย่างมาก

โดยเป็นประเทศแรกในการเปิดตัวกล้องวงจรปิด (IP Camera) ซีรี่ย์ใหม่ล่าสุดกว่า 70 รุ่น ผมจึงเชื่อว่า IP Camera จาก ACTi จะเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีอัตราการเติบโตสูงที่สุดในพอร์ตของเรา โดยปีนี้ NVK ตั้งเป้ายอดขายจาก ACTi ไว้ราว 100 ล้านบาท จากปีที่แล้วที่เริ่มจัดจำหน่ายมาเพียง 4 เดือนมียอดขายถึง 15 ล้านบาท หรือน่าจะมีอัตราการเติบโตกว่า 200% ในพอร์ตนี้

ขณะเดียวกันกลุ่มอุปกรณ์เครือข่ายไร้สาย ปีนี้ NVK จะให้ความสำคัญต่อตลาดคอนซูเมอร์มากขึ้น โดยมีแผนที่จะเปิดตัว WLAN Router ที่มีความสามารถในการส่งสัญญาณ Wi-Fi ที่มีความเร็วสูงและสามารถครอบคลุมพื้นที่ภายในบ้านได้มากกว่า โดยจะเพิ่มช่องทางการจำหน่ายผ่านร้านไอทีต่างๆ อาทิ BananaIT และประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่างๆ ต่อไป โดยตั้งเป้ายอดจำหน่ายไว้ที่ 50,000 ตัวภายในปี 2556

ด้านภาพรวมตลาดไอที โซลูชั่น ปีนี้ ผมคาดว่าจะมีการเติบโตต่อไป อันเนื่องมาจากนโยบายการลงทุนของภาครัฐ และความคืบหน้าในการให้ใบอนุญาต 3G และ ที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อไป ส่วนภาคเอกชนนั้นก็มีความจำเป็นต้องลดต้นทุนในการบริหารจัดการ เพื่อรองรับปัญหาค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท ซึ่งการลงทุนด้าน IT น่าจะเป็นทางเลือกที่สำคัญอย่างหนึ่งของผู้ประกอบการที่จะช่วยลดต้นทุนได้เป็นอย่างดี

นอกจากนั้นภาคธุรกิจท่องเที่ยวก็กลับมาคึกคักเป็นอย่างมาก ถึงแม้ว่าจะได้รับผลกระทบจากนักท่องเที่ยวตะวันตก แต่นักท่องเที่ยวจากเอเชียก็เลือกประเทศไทยเป็นจุดหมายในการพักผ่อนที่สำคัญ ทำให้กลุ่มธุรกิจโรงแรม ต่างเร่งลงทุนทางสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ โดยเฉพาะบริการอินเตอร์เน็ตและกล้องวงจรปิด ซึ่งน่าจะเป็นแรงหนุนให้กลุ่มผลิตภัณฑ์เหล่านี้เติบโตต่อไปอีกด้วย

ปัจจุบัน NVK จัดจำหน่ายโซลูชั่น สินค้าและบริการ ผ่านตัวแทนจำหน่าย ที่กระจายอยู่ทั่วประเทศกว่า 400 และกระจายสาขาเพื่อใช้เป็นศูนย์บริการลูกค้าและบริหารการขายในต่างจังหวัดและหัวเมืองใหญ่ไปแล้วถึง 5 สาขาด้วยกัน ได้แก่ เชียงใหม่ พิษณุโลก ขอนแก่น ภูเก็ต และหาดใหญ่ ซึ่งปีที่ผ่านมาตลาดต่างจังหวัดเติบโตดีมาก ยอดขายมีสัดส่วนถึง 40% ของยอดขายรวมเลยทีเดียว

นายฤทธิไกรกล่าวทิ้งท้ายเป้าหมายธุรกิจในปี 2556 คาดว่าจะมียอดขายราว 350 ล้านบาทจากปีที่แล้ว 250 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตราการเติบโต 40% โดยแบ่งตามหมวดสินค้าเป็น IP CCTV 40%,Network 10%และ WLAN 50%

View :773
Categories: Press/Release Tags:

ทรูมูฟ เอช 3G+ ประเดิมศักราชใหม่ ผสานความโดดเด่น 6 ด้าน

January 18th, 2013 No comments

ทั้งเครือข่าย แพ็กเกจ ดีไวซ์ คอนเทนต์ สิทธิพิเศษ และบริการหลังการขาย
มอบอิสระกับทุกไลฟ์สไตล์ชาวเอช ที่ให้สนุกได้ทุกที่ทุกวัน

กรุงเทพฯ 18 มกราคม 2556 – ทรูมูฟ เอช เดินหน้าตอกย้ำผู้นำบริการ 3G ตัวจริง เอาใจสาวก
ชาวเอช ทั่วไทย ส่งแคมเปญใหญ่รับปีใหม่ “อิสระกับไลฟ์สไตล์ชาวเอช ที่ให้สนุกได้ทุกที่ทุกวัน”
ผสานความโดดเด่น 6 ด้าน ทั้งโทรชัด เน็ตแรง บนเครือข่าย 3G+ ทรงประสิทธิภาพ ครอบคลุม
มากที่สุดในไทย แพ็กเกจหลากหลาย เลือกได้ตามความต้องการใช้งาน ไม่ว่าจะโทรหรือ
เล่นเน็ตดีไวซ์ทุกระดับ เลือกได้ทุกแพลตฟอร์ม คอนเทนต์และแอพพลิเคชั่นทั้งสาระและบันเทิง
สนุกได้ทุกวันจันทร์–อาทิตย์ กิจกรรมและสิทธิพิเศษสุดเอ็กซ์คลูซีฟ และบริการหลังการขาย
ด้วยทีมงานผู้เชี่ยวชาญ พร้อมคู่ขวัญ ณเดชน์ – ญาญ่า มอบความสนุกและอิสระแบบไร้ขีดจำกัดสำหรับชาวเอชทั่วประเทศ

นายอติรุฒม์ โตทวีแสนสุข กรรมการผู้จัดการ ธุรกิจโมบายล์ บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า
“จากความสำเร็จในปีที่ผ่านมาของแคมเปญ “เปลี่ยน” ที่มีดาราคู่ขวัญ ณเดชน์ และ ญาญ่า ชวนคนไทย
ทั้งประเทศเปลี่ยนมาใช้ทรูมูฟ เอช 3G+ พร้อมแนะนำ GO Live 3031 มือถือ 3G+ และ GO Live S1 สมาร์ทโฟน 3G+ ให้ใช้ทรูมูฟ เอช 3G+ กันง่ายๆ ในปีนี้ ทรูมูฟ เอช เดินหน้าเต็มพิกัด ต่อยอดความสนุกด้วยแคมเปญ
“อิสระกับไลฟ์สไตล์ชาวเอช ที่ให้สนุกได้ทุกที่ทุกวัน” ผนวกศักยภาพความโดดเด่น 6 ด้าน ทั้งเครือข่าย แพ็กเกจ ดีไวซ์ คอนเทนต์และแอพพลิเคชั่น สิทธิพิเศษ และบริการหลังการขาย เพื่อให้ชาวเอชสนุกกับความพิเศษและประสบการณ์ใหม่ๆ ทุกที่ทุกเวลา

สนุกกับความพิเศษและประสบการณ์ใหม่ ด้วยศักยภาพความโดดเด่นจาก ทรูมูฟ เอช ดังนี้
1. เครือข่าย – สนุกและอิสระเต็มที่กับเครือข่าย 3G+ บนคลื่นความถี่ 850 MHz ที่โทรชัด เน็ตแรง ครอบคลุม
มากที่สุดในไทยพร้อมรองรับการใช้งานบนคลื่นความถี่ 2.1 GHz แบบไม่สะดุด ที่จะมาเพิ่มประสิทธิภาพ
ให้กับโครงข่าย เร็วๆ นี้
2. แพ็กเกจ – แนะนำ 4 แพ็กเกจใหม่ โดนใจไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างกัน ทั้ง iPlay, iTalk, iNet และ iSmart
เอาใจทั้งคนชอบโทร หรือเล่นเน็ต
3. ดีไวซ์ – สนุกกับดีไวซ์ทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นฟีเจอร์โฟน สมาร์ทโฟนหลากหลายแพลตฟอร์ม และแอร์การ์ด พร้อมพบกับ
• GO Live 3031 รุ่นใหม่ สีขาว แถมสายเคเบิ้ลเพื่อใช้ต่อเป็นโมเด็มเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต และเพิ่มช่องรายการทีวี อาทิ Food Planet แนะร้านค้าและผลิตภัณฑ์สุดอร่อย Sabaidee TV บันเทิงครบรสยกค่ายอาร์สยาม และ Work Point ให้ดูได้จุใจมากขึ้นผ่านแอพพลิเคชั่น H TV เป็นเจ้าของได้ในราคาเพียง
990 บาท

• GO Live S1 เพิ่มฟังก์ชั่นลูกเล่น โดยเพิ่มเฟรมแบบต่างๆ และสติ๊กเกอร์รูปญาญ่า ใน H Camera, แอพพลิเคชั่นเอาใจแฟนคลับญาญ่า กับ H Club by Yaya และ H Lifestyle by Yaya แนะนำแอพฯ
ที่เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ต่างๆ ให้ใช้งานได้อย่างรวดเร็ว สนุกคุ้มค่าในราคาเพียง 2,990 บาท
• แอร์การ์ด สีส้ม รองรับ 3G+ 7.2 Mbps ในราคา 990 บาท และรองรับ 3G+ 21 Mbps ในราคา
1,290 บาท พร้อมอัพเกรดซอฟต์แวร์เวอร์ชั่นใหม่ที่สามารถนำไปต่อกับแท็บเล็ตที่ไม่มีซิม แล้วสามารถเล่นเน็ตได้ทันที
4. คอนเทนต์และแอพพลิเคชั่น – สนุกทั้ง 7 วันกับหลากหลายแอพพลิเคชั่นและคอนเทนต์ที่ไม่ซ้ำกัน ตั้งแต่
วันจันทร์-อาทิตย์ ไม่ว่าจะดูหนัง ดูทีวี ฟังเพลง ฟังวิทยุ ช้อปปิ้ง ท่องเที่ยว หรือ กีฬา เอาใจทุกไลฟ์สไตล์ชาวเอช
5. กิจกรรมและสิทธิพิเศษ – เต็มอิ่มตลอดทั้งปีกับหลากหลายกิจกรรม อาทิ Music of the Month มันส์กับคอนเสิร์ตทุกวันอังคารสุดท้ายของเดือน และกิจกรรมที่ให้ชาวเอชสนุกได้ทุกที่ทุกวันในจังหวัดต่างๆ พิเศษ!
เตรียมพบกับเซอร์ไพรส์จาก ณเดชน์ และ ญาญ่า สำหรับชาวเอชโดยเฉพาะ
6. บริการหลังการขาย – บริการหลังการขายด้วยทีมงานผู้เชี่ยวชาญ ทั้งร้านทรูช้อปกว่า 250 สาขาทั่วประเทศ และศูนย์บริการลูกค้า โทร 1331 รวมถึงช่องทางอำนวยความสะดวกอื่นๆ อาทิ บริการ iService ผ่านเว็บไซต์ www.truemove-h.com

นอกจากนี้ ทรูมูฟ เอช ยังจับกระแสคู่ขวัญ ณเดชน์ – ญาญ่า มาประชันกันตามคำเรียกร้อง ออกภาพยนตร์โฆษณา 2 ชุด 2 สไตล์ โดย ณเดชน์ รับบทพรีเซ็นเตอร์แนะนำ 4 แพ็กเกจใหม่ เอาใจทั้งคนชอบโทรหรือเล่นเน็ต เริ่มออกอากาศแล้วตั้งแต่วันนี้ ส่วน ญาญ่า จะมาพร้อมกับผลิตภัณฑ์ใหม่เช่นกัน สามารถติดตามได้เร็วๆ นี้

“ทรูมูฟ เอช ยังคงมุ่งมั่นมอบประสบการณ์อิสระและความสนุกจากบริการ 3G+ ที่จะเปลี่ยนไลฟ์สไตล์คนไทย
ไปสู่รูปแบบใหม่ และจะเดินหน้าพัฒนาบริการ ควบคู่ไปกับการสรรหาดีไวซ์ที่ทุกคนเป็นเจ้าของได้ง่ายๆ ตอบโจทย์
ทุกรูปแบบการใช้งานด้วยแพ็กเกจที่หลากหลาย รวมถึงกิจกรรมรูปแบบใหม่ๆ ที่จะให้คนไทยได้รับประสบการณ์
ที่ดีเยี่ยมผ่านคอนเทนต์และแอพพลิเคชั่น ที่จะมอบอิสระไร้ขีดจำกัดในการใช้งานบนเครือข่าย 3G+ โทรชัด
เน็ตแรง และครอบคลุมมากที่สุดในไทย” นายอติรุฒม์ กล่าวสรุป

View :746
Categories: Press/Release Tags:

ยุติปัญหาโรมมิ่งชายแดน กสทช. คุยลาว-มาเลย์ร่วมคุมสัญญาณมือถือ

January 18th, 2013 No comments

ข่าวดีของผู้บริโภค นักท่องเที่ยวหรือผู้อยู่อาศัยบริเวณชายแดนมาเลเซียและลาวหมดห่วงได้ ต่อไปนี้ไม่ต้องเสี่ยงกระเป๋าฉีกจากการโรมมิ่งโดยไม่ตั้งใจ หลังจากสำนักงาน ในฐานะหน่วยงานที่ต้องทำหน้าที่ประสานงานเกี่ยวกับการบริหารคลื่นความถี่ทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ รวมทั้งมีหน้าที่วินิจฉัยและแก้ไขปัญหาการใช้คลื่นความถี่ที่มีการรบกวนกัน ได้เจรจากับหน่วยงานของประเทศลาวและประเทศมาเลเซียแล้ว ในการกำหนดระยะและระดับสัญญาณของเทคโนโลยี 2G และ 3G ในพื้นที่เชื่อมต่อ โดยสัญญาณบริการมือถือของแต่ละประเทศจะข้ามชายแดนมาเป็นระยะทางไม่เกิน 2 กิโลเมตร และมีระดับสัญญาณที่อ่อนจนเครื่องมือถือของผู้ใช้บริการไม่สามารถจับสัญญาณได้

นายประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช) ด้านการคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม แจ้งข่าวดีเกี่ยวกับปัญหาการใช้โทรศัพท์มือถือในบริเวณพื้นที่ชายแดน ที่เคยเกิดกรณีบ่อยครั้งที่ผู้ใช้บริการโทรออกหรือรับสายอยู่ในดินแดนฝั่งไทยแท้ๆ แต่กลับถูกคิดค่าบริการในอัตราสูงแบบบริการข้ามแดนอัตโนมัติหรือโรมมิ่งต่างแดน ทั้งนี้เหตุดังกล่าวเกิดเนื่องจากสัญญาณของผู้ให้บริการภายในประเทศนั้นอ่อนกว่า เครื่องที่พกติดตัวมาจึงเปลี่ยนโดยอัตโนมัติไปใช้เครือข่ายของผู้ให้บริการจากอีกประเทศที่สัญญาณแรงกว่า ซึ่งปัญหาดังกล่าวน่าจะไม่เกิดขึ้นอีกต่อไปแล้ว อย่างน้อยในส่วนของพื้นที่ชายแดนด้านที่ติดกับประเทศลาว เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมา คณะกรรมการร่วมทางเทคนิคว่าด้วยการประสานและจัดสรรคลื่นความถี่วิทยุตามบริเวณชายแดนไทย-ลาว หรือ JTC (Joint Technical Committee on Coordination and Assignment of Frequencies ได้มีการเจรจาและบรรลุข้อตกลงที่จะกำหนดสัญญาณ หรือ Signal Level ของบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในเขตพื้นที่เชื่อมต่อชายแดน ว่าจะมีค่าสูงสุดไม่เกิน -90 dBm สำหรับส่วนของเทคโนโลยี 2G และไม่เกิน -100 dBm สำหรับเทคโนโลยี 3G รวมทั้งมีการกำหนดระยะการส่งสัญญาณด้วยว่า ในเขตพื้นที่พิเศษ หรือ Special Zone ที่เป็นเขตประชากรหนาแน่น ระยะการส่งสัญญาณข้ามชายแดนจะจำกัดไว้ที่ 1 กิโลเมตร ขณะที่เขตพื้นที่ทั่วไป หรือ General Zone จำกัดระยะที่สัญญาณจะข้ามแดนมาไว้ที่ 2 กิโลเมตร

“ค่าระดับสัญญาณสูงสุดตามที่กำหนด ทั้งของเทคโนโลยี 2G และ3G นั้นเป็นระดับที่จะทำให้เครื่องลูกข่าย หรือเครื่องมือถือของผู้ใช้บริการทั่วๆ ไปไม่สามารถติดต่อสื่อสารได้ ดังนั้นปัญหาแบบที่เคยเกิดจึงไม่น่าจะเกิดขึ้นอีกแล้ว เพราะภายใต้กติกาที่ตกลงร่วมกันนี้หมายความว่า ระดับสัญญาณของผู้ให้บริการมือถือของประเทศลาวที่ส่งข้ามมาในดินแดนไทยจะค่อนข้างอ่อน จนเครื่องของผู้ใช้บริการไม่เปลี่ยนไปหาโดยอัตโนมัติ เว้นแต่ว่าสัญญาณของเครือข่ายผู้ให้บริการไทยอ่อนกว่า ซึ่งถ้าหากยังเกิดกรณีเครื่องเปลี่ยนไปจับสัญญาณต่างแดนอัตโนมัติก็จะสะท้อนปัญหาเรื่องคุณภาพของโครงข่ายผู้ให้บริการไทย แสดงว่าบริเวณนั้นๆ อาจต้องมีการตั้งสถานีวิทยุคมนาคมเพิ่มเติม” นายประวิทย์กล่าว

ส่วนในกรณีประเทศมาเลเซียนั้น นายประวิทย์เปิดเผยว่า มีข้อตกลงเดิมอยู่แล้วว่า ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ของทั้งสองประเทศต้องปรับลดพื้นที่ให้บริการ (Service Area Coverage) ของสถานีวิทยุกิจการเคลื่อนที่ระบบเซลลูล่าให้อยู่ภายในเขตแดนของประเทศตนเท่านั้น โดยไม่ให้มีสัญญาณข้ามเขตแดน หรือมีให้น้อยที่สุด ดังนั้นจึงน่าจะมีความเสี่ยงลดลงอย่างมากเช่นกัน และแม้ว่าทางหน่วยงานโทรคมนาคมของมาเลเซียนั้นมีความพยายามเสนอให้ประเทศไทยพิจารณาทบทวนเรื่องดังกล่าว แต่ท่าทีของไทยก็ยังคงยืนยันที่จะจำกัดพื้นที่เช่นเดิม

อย่างไรก็ตาม กสทช. ด้านการคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม ยังคงมีข้อแนะนำสำหรับผู้ใช้บริการโทรศัพท์มือถือว่า เพื่อความมั่นใจและสบายกระเป๋า (สตางค์) ในการใช้งานเมื่ออยู่บริเวณพื้นที่ชายแดน ยังควรต้องหมั่นสังเกตว่าเครื่องกำลังจับสัญญาณของเครือข่ายที่เราเปิดใช้บริการหรือไม่ ทั้งนี้เพื่อความมั่นใจ ไม่พลาด และไม่ต้องเสียเงินเพิ่มโดยไม่จำเป็น

View :782
Categories: Press/Release Tags:

เอไอเอส ประกาศวิสัยทัศน์ปี 2013 ปีแห่งการก้าวไปข้างหน้าเพื่อประเทศไทย

January 17th, 2013 No comments


เอไอเอส ผนึกกำลังพันธมิตรทางธุรกิจ ประกาศวิสัยทัศน์ AIS Vision 2013 Moving Forward ยกปี 2013 เป็นปีแห่งการก้าวกระโดดไปข้างหน้าของทุกอุตสาหกรรมจากผลของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านสื่อสารโทรคมนาคมด้วยการเริ่มต้นของเทคโนโลยี 3G 2100 MHz เต็มรูปแบบ สร้างโอกาสทางการแข่งขัน เสริมแกร่งประเทศไทย
นายสมประสงค์ บุญยะชัย รองประธานกรรมการ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส กล่าวว่า “ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาอุตสาหกรรมสื่อสารโทรคมนาคมในฐานะโครงสร้างพื้นฐานหลักของประเทศ ได้มีส่วนสร้างประโยชน์ให้แก่ประเทศและประชาชนในหลากหลายแง่มุม ไม่ว่าจะเป็นการเปิดโลกแห่งการสื่อสารในทุกที่ ทุกเวลา อย่างเท่าเทียมกัน ยกระดับขีดความสามารถทาง การแข่งขัน และสร้างโอกาสให้แก่ทุกกลุ่มอย่างไร้ขีดจำกัด อีกทั้งยังมีส่วนมากกว่า 2%ในการสร้างการเติบโตของ GDP ประเทศ สร้างงานมากกว่า 300,000 ตำแหน่ง และสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่อุตสาหกรรมต่างๆ อาทิ เปิดช่องทางสร้างรายได้หลักให้แก่ธุรกิจเพลงที่มีการซื้อ-ขายเพลงมากกว่า 20 ล้านเพลงต่อปี, เปิดโลกดิจิตอลแห่งการอ่านให้แก่คนไทยด้วย E-Book ที่มีการดาวน์โหลดมากกว่า 200,000 เล่มต่อเดือน, เปิดมิติใหม่ของการนำเสนอข่าวแบบ Instant มากกว่า 24 ล้านข่าวต่อเดือน และเปิดโอกาสในการเพิ่มศักยภาพทางการแข่งขันและสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ระบบคมนาคม ขนส่ง สาธารณสุข การศึกษา ทั้งภาครัฐและเอกชนอย่างไร้ขีดจำกัด”
“ปี 2013 นับเป็นช่วงเวลาสำคัญแห่งการก้าวไปข้างหน้าอีกขั้นของประเทศไทย จากการที่สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ได้มอบใบอนุญาตการให้บริการ 3G ในย่านความถี่ 2100 MHz ให้แก่ผู้ประกอบการ ดังนั้นจึงถือเป็นจังหวะแห่งความท้าทายยิ่งของทุกภาคส่วนในประเทศ ที่จะสร้างโอกาสทางการแข่งขันจากการเทคโนโลยีใหม่ดังกล่าว โดยภาพของโอกาสที่จะเกิดขึ้นในอุตสาหกรรมสื่อสารโทรคมนาคม ประกอบไปด้วย 3 ส่วนหลัก คือ
- การเติบโตของตลาดอุปกรณ์สื่อสาร หรือ Smart Device จากความต้องการของผู้บริโภคที่จะ Upgrade อุปกรณ์จาก 2G มาสู่เครื่องที่รองรับ 3G รวมไปถึงกลุ่มลูกค้าใหม่ของ 3G
- โอกาสมหาศาลสำหรับการเติบโตของ Mobile Application ที่จะทำให้กลุ่ม Application หรือ Software Developer สามารถเปิดตลาดใหม่ๆได้อย่างรวดเร็วและเข้าถึงได้ในวงกว้าง
- รูปแบบใหม่ๆของการประยุกต์ใช้โครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสารเพื่อประโยชน์เฉพาะของหลากหลายอุตสาหกรรม ทั้งภาครัฐและเอกชน อาทิ การศึกษาทางไกล, การสาธารณสุขทางไกล, ระบบการขนส่งทั้งส่วนบุคคลและธุรกิจ, ฯลฯ
นายสมประสงค์ ชี้ให้เห็นภาพการเติบโตของปี 2013 ว่า “อุตสาหกรรมสื่อสารโทรคมนาคมจะยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ประกอบด้วย
- ส่วนธุรกิจบริการแอร์ไทม์ จะเติบโตราว 7% โดยแบ่งเป็น 2% จะเกิดจากการใช้งานด้านเสียง และมากกว่า 60% จะเกิดจากการใช้งานข้อมูล
- ส่วนธุรกิจการจำหน่ายเครื่องที่คาดว่าจะเติบโตมากกว่า 15% ซึ่งมากกว่า 7 ล้านเครื่องจะมาจากการจำหน่าย Smart Phone และมากกว่า 1 ล้านเครื่องจะมาจาก Smart Device ประเภทแท็บเล็ต”

สำหรับกลยุทธ์ของเอไอเอสนั้น นายวิเชียร เมฆตระการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กล่าวว่า “คุณภาพ อันจะนำมาซึ่ง สุดยอดประสบการณ์จากการให้บริการในทุกส่วน หรือ The Best Customer Experience ยังคงเป็นหัวใจหลักที่เรายึดเป็นเป้าหมายในการให้บริการ ซึ่งเอไอเอสมีความพร้อมอย่างเต็มที่ในการก้าวไปข้างหน้าอีกขั้นกับบริการ AIS 3G โดยในครึ่งปีแรกจะครอบคลุมจังหวัดหลักในทุกภาค และครบทั้ง 77 จังหวัดในครึ่งปีหลัง ซึ่งแน่นอนว่า การขยายเครือข่ายจะมาพร้อมกับการปรับปรุงคุณภาพการใช้งานที่ดียิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ความเสถียรของการใช้งาน Data และ ความชัดเจน ต่อติดง่าย สายไม่หลุดของการใช้งานด้านเสียง ซึ่งการพัฒนาเครือข่ายดังกล่าวจะเป็นหัวใจสำคัญของโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสาร อันจะเป็นฐานต่อยอดการสร้างสรรค์บริการใหม่ๆ ที่จะเท่ากับเป็นการหนุนอัตราเติบโตของอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องอย่างยั่งยืนต่อไป”
“นอกจากนี้ในเชิงของการบริหารจัดการองค์กร ปีนี้ถือเป็นปีแห่งการก้าวไปข้างหน้าด้วยพลังจากพนักงานกว่า 9,000 ชีวิต ที่พร้อมด้วยความรู้ ความเข้าใจ ทักษะ และมุมมอง ที่สามารถสร้างสรรค์บริการในยุค 3G อย่างเต็มรูปแบบ ได้ร่วมกัน Commit ว่าจะมอบบริการ3 G ที่ดีที่สุดเพื่อลูกค้าและคนไทยเสมอ”

โดย นายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ หัวหน้าผู้บริหารด้านการตลาด เผยถึงปรากฏการณ์ทางการตลาดในปี 2013 ว่า “พฤติกรรมผู้บริโภคในปี 2013 มีความต้องการหลักๆคือ ต้องการเชื่อมต่อเข้าสู่โลก Online และ Social Network ตลอดเวลา ผ่านอุปกรณ์สื่อสารยุคใหม่ ที่พกพาได้สะดวก สามารถตอบสนองความต้องการพื้นฐานทั้งเรื่องงาน และ ส่วนตัว ทุกที่ ทุกเวลา แบบ Real Time ดังนั้นเมื่อโครงสร้างพื้นฐานเริ่มมีความพร้อมแล้ว การพัฒนาบริการเพื่อลูกค้าจึงเป็นสิ่งที่เราเตรียมการมาล่วงหน้าเพื่อให้ทันความต้องการและก้าวไปข้างหน้าอีกขั้นรับยุค 3G นั่นเอง โดยเอไอเอสได้มีการร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจสร้างตำนานบทใหม่ทางการตลาดในยุค 3G อย่างมีสีสันและเข้าถึงในทุกกลุ่ม เริ่มตั้งแต่
1. เปิดตัวสมาร์ทโฟนคุณภาพที่รองรับ 3G อย่างต่อเนื่องตลอดปี ด้วยแนวคิด “มือถือ 3G เพื่อคนไทย” ด้วยระดับราคาเริ่มต้นเพียงหลักพันบาท พร้อมแพ็คเกจการใช้งานที่สอดรับกับชีวิตในแบบคุณ ทุกกลุ่มเป้าหมาย

2. เปิดตัวบริการแห่งโลกดิจิตอลที่ยกระดับการใช้ชีวิตและมอบสุดยอดประสบการณ์อีกขั้น อาทิ
- Calling Post : แสดงสถานะที่เชื่อมต่อจาก Social Media ของคุณแบบ Real Time ให้ผู้ที่โทรเข้ามาได้รับทราบทุกความรู้สึกของคุณ (กุมภาพันธ์ 2013)
- My Cloud : พื้นที่ดิจิตอลส่วนตัวให้คุณจัดเก็บข้อมูลสำคัญได้ด้วยตัวเอง พร้อมเคลื่อนย้ายได้ในทุกระบบปฏิบัติการ ทั้งแอนดรอยด์, วินโดวส์, แอ็ปเปิ้ล, ซิมเบี้ยน และ แบล็คเบอรี่ (กุมภาพันธ์ 2013)
- AIS Movie Store : โลกแห่งภาพยนตร์ทั้งไทย/เทศในมือคุณจากความร่วมมือกับ 2 ยักษ์ใหญ่แห่งวงการ คือ สหมงคลฟิล์มและ จีทีเอช พร้อมให้บริการแล้วทั้งบนแอ็ปเปิ้ลและแอนดรอยด์ (กุมภาพันธ์ 2013)
- AIS mPay Master Card : เปิดโลกแห่งอำนาจการใช้จ่ายที่ประเมินค่าไม่ได้จาก MasterCard ใน AIS 3G Sim Card ที่จะปฏิวัติรูปแบบการใช้จ่ายของคุณในยุค 3G (เร็วๆนี้)
- AIS mPay Rabbit : ยกระดับความสะดวกในการโดยสารรถไฟฟ้า BTS ด้วยบัตร Rabbit ใน AIS Smart Phone (ไตรมาส 3)
- AIS Privilege App : สุดยอดสิทธิพิเศษจากมากกว่า 10,000 พาร์ทเนอร์ เพียงปลายนิ้วบนสมาร์ทโฟนทุกระบบปฏิบัติการ (กุมภาพันธ์ 2013)

โดยเอไอเอสยังคงสร้างความต่อเนื่องของการร่วมมือกับกลุ่มผู้มีไอเดียผ่านโครงการ AIS The StartUp ทั้งในรูปแบบของการร่วมพัฒนาบริการ, ร่วมทุน หรือ ร่วมเปิดโอกาสใหม่ๆทางการตลาดอย่างต่อเนื่อง อันจะนำมาซึ่งโฉมหน้าของ Application และ Digital Service ในยุค 3G อย่างชัดเจน”
“สุดยอดงานบริการลูกค้าเป็นอีก 1 หัวใจสำคัญในการส่งมอบบริการคุณภาพ ที่นอกเหนือจากอำนวยความสะดวกแล้ว จะต้องมาจากความเข้าใจใน Customer Journey ของยุค 3G ดังนั้นเอไอเอสจึงใช้งบประมาณมากกว่า 2,000 ล้านบาทยกระดับช่องทางการส่งมอบบริการและเสริมศักยภาพบุคลากร ไม่ว่าจะเป็น AIS Shop ที่มีการขยายต่อเนื่องและเตรียมเปิดตัว AIS Online Store เต็มรูปแบบในไตรมาสแรก, AIS Call Center ที่ก้าวสู่การเป็น Online Call Center, Telewiz 450 แห่ง และ Telewiz Plus 40 แห่ง ที่มีศักยภาพทั้งการจัดจำหน่ายอุปกรณ์และการให้บริการในยุค 3G” นายสมชัย กล่าว

โดยนายสมประสงค์ ย้ำในตอนท้ายว่า “ปีนี้ประเทศไทยจะมีการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันที่แข็งแกร่ง จากพัฒนาการของโครงสร้างระบบสื่อสารโทรคมนาคมและบรอดแคสติ้ง เริ่มต้นจาก 3G, , Digital TV, ฯลฯ ซึ่งแน่นอนว่าจะทำให้มีความพร้อมต่อการแข่งขันในเวทีอาเซียน และระดับสากล โดยเอไอเอสพร้อมที่จะทำหน้าที่ผู้ประกอบการในการสนับสนุนและร่วมสร้างการเติบโตของประเทศให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างยั่งยืนตลอดไป

View :857
Categories: 3G Tags:

โนเกียเปิดตัว Nokia Lumia 620 สมาร์ทโฟนบนแพลทฟอร์ม WP8 สีสันสดใสราคาโดนใจ

January 15th, 2013 No comments

กรุงเทพฯ 15 มกราคม 2556: โนเกียเปิดตัว Nokia Lumia 620 สมาร์ทโฟนล่าสุดบนระบบปฏิบัติการ Windows Phone 8ในประเทศไทย เสริมทัพ Nokia Lumia 920 และ Nokia Lumia 820 โดยมอบดีไซน์สดใส ขนาดกะทัดรัด สีสันสุดจี๊ด ในราคาโดนใจ แต่เปี่ยมประสิทธิภาพในการใช้งาน

นางสาวนนทวัน สินธวานนท์ หัวหน้าฝ่ายการตลาด บริษัท โนเกีย (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “โนเกียกำลังดำเนินตามกลยุทธ์เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายใหม่ๆ โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ต้องการสัมผัสประสบการณ์บนสมาร์ทโฟนเป็นครั้งแรก” พร้อมเสริมว่า “ด้วยดีไซน์สุดสร้างสรรค์ ซอฟต์แวร์อัพเดตใหม่ล่าสุดของ Windows Phone 8 และประสบการณ์สุดพิเศษเฉพาะโนเกีย อาทิ เทคโนโลยีเลนส์ของโนเกีย และแผนที่โนเกีย ทำให้ Nokia Lumia 620 สามารถแข่งขันได้ในตลาดอย่างแน่นอน”

Nokia Lumia 620 มากับฝาครอบที่ถอดเปลี่ยนได้ซึ่งใช้เทคนิกการผสมสีสองชั้น มอบสีสันสุดจี๊ดสองเฉดในหนึ่งเดียว
โดยสีชั้นที่สองเป็นโพลีคาร์บอเนตชนิดใสที่มีการผสมสีลงไปแล้วนำไปซ้อนกับชั้นแรก เกิดเป็นสีสันใหม่ๆ พร้อมกับเพิ่มมิติความลึกให้กับตัวเครื่อง

Nokia Lumia 620 มีฟีเจอร์สุดล้ำเช่นเดียวกับ Nokia Lumia 920 และ Nokia Lumia 820 เช่น โปรแกรม Nokia Lenses แบบพิเศษต่างๆ ทั้งในกล้องหลักขนาด 5 เมกะพิกเซล และกล้องหน้าแบบ VGA โดยสามารถใช้ฟังก์ชั่น Cinemagraph สำหรับสร้าง
แอนิเมชั่นบนภาพนิ่ง ฟังก์ชั่น Smart Shoot เพื่อสร้างสรรค์ภาพที่ดีที่สุดจากหลากหลายเฟรมภาพ หรือลบวัตถุที่ไม่ต้องการออกไปจากภาพ

Nokia Lumia 620


นอกจากนี้ยังได้เปิดตัว PhotoBeamer แอพฟรีที่ช่วยฉายภาพสวยๆ จากสมาร์ทโฟนไปยังหน้าจอที่มีการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต
เพียงแค่ส่องกล้องไปที่ QR Code

Nokia Lumia 620 ให้คุณเข้าถึงประสบการณ์การใช้งานระบบแผนที่นำทาง รวมถึงเทคโนโลยี Nokia City Lens ซึ่งแสดงข้อมูลของสถานที่ต่างๆ ที่อยู่รอบตัว ผ่านหน้าจอ Nokia Lumia เท่านั้น

ปัจจุบันมีแอพพลิเคชั่นดีๆ มากกว่า 120,000 แอพบน Windows Phone Store ให้ผู้ใช้งาน Nokia Lumia ได้เลือกสรร
ครบครันทั้งแอพเพื่อการทำงาน ข่าวสาร สังคมออนไลน์ ความบันเทิง เกมส์ กิน-ดื่ม-เที่ยว ถ่ายภาพ ฯลฯ เช่น
K-Mobile Banking Plus, Evernote, CNN, ThaiTV3, Facebook, WhatsApp, Major Movie Plus, SF Showtimes, Singhapp,
Angry Birds, Need for Speed, Where’s My Water และจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องด้วยความร่วมมืออย่างใกล้ชิดของโนเกีย ไมโครซอฟท์ ผู้ให้บริการเครือข่าย พันธมิตร และนักพัฒนา

พร้อมกันนี้ ผู้ให้บริการเครือข่ายได้ร่วมกันมอบดาต้าแพคเกจสุดประหยัด หลากหลายให้เลือกสรร โดยเอไอเอสมอบแพคเกจเสริมให้ใช้งานอินเตอร์เน็ต 3G/Edge+ 1GBในราคาเพียง 199 บาทต่อเดือนเป็นเวลา 8 เดือน ดีแทคมอบแพคเกจสมาร์ทโฟนให้ใช้งานอินเตอร์เน็ตดีแทค 3G/Edge 2GB ในราคา 539 บาทต่อเดือนเป็นเวลา 18 เดือน ทรูมูฟมอบแพคเกจสมาร์ทโฟน 4 แพคเกจให้เลือกใช้งานอินเตอร์เน็ตตามความต้องการ พร้อมส่วนลดพิเศษสำหรับผู้สมัครใช้งานใหม่ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ผู้ให้บริการ
แต่ละเครือข่าย

Nokia Lumia 620 พร้อมวางจำหน่ายในราคา 8,250 บาท มี 5 สีสุดจี๊ดให้เลือกได้แก่ สีเขียวมะนาว ชมพู เหลือง ฟ้า และ ขาว

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Nokia Lumia 620 ได้ที่ Nokia Shop และร้านค้าชั้นนำ หรือคลิก www.nokia.co.th/lovelumia

View :1701

กทค.ลุยเตรียมเปิดประมูล 4G ลั่นปี 57 แจ้งเกิด

January 14th, 2013 No comments

กทค.ลุยเตรียมเปิดประมูล ลั่นปี 57 แจ้งเกิด

พ.อ.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ รองประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ()ในฐานะประธานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม(กทค.) เปิดเผยว่า หลังจากกสทช.ได้ผ่านพ้นการเปิดประมูลคลื่นความถี่ 2.1 กิ๊กกะเฮิร์ตส์เพื่อให้บริการมือถือระบบ 3 จีไปแล้วเมื่อปลายปี 55 ที่ผ่านมา เท่าที่ติดตามผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องทราบว่า คงจะสามารถเปิดให้บริการบางส่วนได้ ประมาณต้นเดือนเมษายนนี้
อย่างไรก็ตามแม้หลายฝ่ายยังคงมองว่าประเทศไทยก็ยังคงล่าช้ากว่าเพื่อนบ้านอย่างสปป.ลาวที่เปิดให้บริการมือถือระบบ 4 จีไปแล้ว แต่ก็ไม่ถือว่าล่าช้าไปมากเพราะบางประเทศเพิ่งเริ่มจะใช้ ส่วนประเทศไทยคาดว่าอีกประมาณไม่เกิน 2 ปีจากนี้เชื่อว่าเราจะสามารถเปิดใช้บริการ 4จี ได้ โดยล่าสุด กสทช.ได้มีการตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาเพื่อเตรียมการเปิดประมูล 4จีแล้วเช่นกัน เนื่องจากสัญญาสัมปทานมือถือบนคลื่นความถี่1800 เมกะเฮิร์ตช์ระหว่างบริษัท กสทโทรคมนาคม จำกัด(มหาชน) กับบริษัททรูมูฟ และบริษัทดีพีซีจะหมดลงในเดือนกันยายนนี้ ทำให้ต้องมีการคลื่นความถี่กลับมาที่กสทช. ดังนั้นกสทช.จึงต้องนำคลื่นความถี่นี้ไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้คลื่นดังกล่าวยังเป็นระบบ 2จีหรืออัพเกรตเป็น 2.5จีก็ตาม แต่คลื่นความถี่ 1800 เมกะเฮิร์ตช์ สามารถนำไปใช้เป็น 4G ได้แล้วในหลายประเทศทั่วโลก
“แนวทางที่มีความเป็นไปได้ ก็คือการนำคลื่นดังกล่าวไปให้บริการมือถือระบบ 4 จีที่ทั่วโลกกำลังเดินไปสู่เทคโนโลยีนี้กันเพราะหากเรายังคงใช้เทคโนโลยีเดิมก็จะมีปัญหาในอนาคต นั่นคือการผลิตอุปกรณ์จะน้อยลง ทำให้การดูแลรักษาแพงขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นประเทศไทยจึงต้องตามให้ทันเทคโนโลยีให้ทัน หรือไม่ก็ต้องจ้างผลิตอุปกรณ์ที่ทั่วโลกไม่ผลิตแล้ว”
อย่างไรก็ตามการจะเดินไปสู่เทคโนโลยี่4 จีไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่ายๆ เพราะหลังสิ้นสุดสัมปทานยังคงมีลูกค้าในระบบเดิมอยู่อีกกว่า 10 ล้านเลขหมาย กสทช.จึงต้องแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเตรียมการทำงานและเริ่มทำงานเพื่อเตรียมการเมื่ออายุสัญญาสัมปทานหมดลงเพื่อดูแลผู้บริโภคเหล่านี้ว่าจะทำอย่างไร
ส่วนที่ว่า เมื่อมีการนำคลื่นความถี่4G มาใช้แล้วราคาค่าบริการถูกลง หรือไม่ ยืนยันได้ว่า ถูกลงแน่นอน เนื่องจากเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปและการติดตั้งโครงข่ายต่างๆ การจัดการง่ายขึ้น จึงทำให้การลงทุนหรือต้นทุนต่ำลง ทั้งนี้ เมื่อการลงทุนต่ำลงก็ทำให้ราคาค่าบริการต่ำลงตามไปด้วยเช่นกัน เป็นไปตามแนวโน้มของระบบโทรคมนาคมที่ราคาจะลดต่ำลงไปเรื่องๆทุกปี ๆละประมาณ 5-8 %
อย่างไรก็ตามในส่วนของราคาการประมูลนั้นตนเองคงไปชี้อะไรไม่ได้ แต่ต้องมีความระมัดระวังมากขึ้น เนื่องจากการประมูลครั้งก่อนมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนค่อนข้างมาก ทั้งที่การตั้งราคาประมูลคลื่นความถี่ 2.1 GHz ครั้งก่อนเราไม่ได้ถูกกว่าประเทศอื่น แต่ก็ถูกโจมตี

View :741
Categories: 3G Tags:

เชค พอยต์ คาดการณ์แนวโน้มภัยคุกคามระบบรักษาความปลอดภัยในปี 2556

January 9th, 2013 No comments

โดย นายราลินแกม โซกาลินแกม ผู้อำนวยการประจำภูมิภาคเอเชียใต้
บริษัท เชค พอยต์ ซอฟต์แวร์ เทคโนโลยีส์ จำกัด

ในช่วงใกล้สิ้นปี 2555 และได้เวลาต้อนรับปีใหม่ที่กำลังจะมาถึง คุณอาจกำลังจัดเตรียมแผนธุรกิจและแผนงานด้านไอทีประจำปี 2556 ของคุณไว้ให้พร้อม เช่นเดียวกับบรรดาอาชญากรไซเบอร์ก็กำลังเดินหน้าปรับใช้ภัยคุกคามที่มีความซับซ้อนยิ่งขึ้นโดยตั้งเป้าหมายไปที่ระบบคอมพิวเตอร์เฉพาะและองค์กรทั้งขนาดใหญ่และเล็ก

ในรอบปีที่ผ่านมา องค์กรธุรกิจต้องประสบกับปัญหาด้านการละเมิดและการเจาะระบบที่ร้ายแรงหลายอย่าง และแน่นอนว่าทั้งผู้โจมตีและองค์กรธุรกิจจะต้องพัฒนาอาวุธที่จะนำมาใช้ต่อกรระหว่างกันอย่างต่อเนื่องใน ปี 2556 โดยฝ่ายไอทีและผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยจะต้องสามารถเอาชนะกลวิธีและแนวทางต่างๆ ที่ แฮกเกอร์กำลังปรับเปลี่ยนให้ทันสมัยจึงจะสามารถปกป้ององค์กรของตนได้

ต่อไปนี้คือภัยคุกคามและแนวโน้มของระบบรักษาด้านความปลอดภัยที่เราคาดว่าจะเกิดขึ้นในปีนี้

ภัยคุกคามที่ 1: วิศวกรรมสังคม

เริ่มต้นด้วยกลวิธีแบล็คแฮทที่มีรูปแบบท้าทายหรือเชื้อเชิญให้เหยื่อหลงเชื่อและดำเนินการตามที่ต้องการทั้งในโลกจริงและโลกดิจิทัล หรือที่เรียกว่า วิศวกรรมสังคม ก่อนที่ยุคคอมพิวเตอร์จะเฟื่องฟู สิ่งนี้หมายถึงการล่อลวงความลับของบริษัทด้วยการใช้วาจาที่แยบยล แต่ขณะนี้วิศวกรรมสังคมได้ย้ายเข้าสู่เครือขายสังคมออนไลน์แล้ว ซึ่งลุกลามไปถึง Facebook และ LinkedIn ด้วย

ปัจจุบันผู้โจมตีกำลังใช้เทคนิควิศวกรรมสังคมเพิ่มมากขึ้น ซึ่งร้ายแรงเกินกว่าจะเพียงแค่ล่อลวงพนักงานที่ตกเป็นเป้าหมายให้บอกข้อมูลส่วนตัวออกมาเท่านั้น โดยในช่วงปีที่ผ่านมา บรรดาผู้โจมตีได้ใช้วิธีการติดต่อเข้าไปยังพนักงานต้อนรับและขอให้โอนสายไปยังพนักงานที่ตกเป็นเป้าหมาย เพื่อที่จะให้เห็นว่าการติดต่อนั้นเกิดขึ้นจากภายในองค์กร อย่างไรก็ตาม วิธีการดังกล่าวอาจไม่จำเป็นในกรณีที่รายละเอียดซึ่งอาชญากรไซเบอร์กำลังต้องการได้รับการโพสต์ไว้แล้วบนเครือข่ายสังคมออนไลน์ จะเห็นได้ว่าเครือข่ายสังคมออนไลน์กลายเป็นเครือข่ายที่น่าสนใจอย่างมาก เนื่องจากมีการเชื่อมโยงบุคคลและองค์กรต่างๆ เข้าด้วยกัน และแต่ละบุคคลก็มีเพื่อนหรือผู้ร่วมงานติดตามโปรไฟล์ของตนอยู่ในจำนวนที่มากพอที่จะสร้างให้เกิดกลลวงด้านวิศวกรรมสังคมขึ้นได้

ภัยคุกคามที่ 2: ภัยคุกคามแบบต่อเนื่องขั้นสูง (Advanced Persistent Threats : APT)

วิศวกรรมสังคมเป็นภัยคุกคามที่มีความสำคัญ เนื่องจากสามารถใช้เป็นรากฐานสำหรับการโจมตีขั้นสูงที่มีขีดความสามารถในการทะลุผ่านกำแพงความปลอดภัยขององค์กรเข้ามาได้ ในปีนี้มีการตรวจพบการโจมตีที่รับรู้กันในวงกว้าง ได้แก่ มัลแวร์ Gauss และ Flame ซึ่งเป็นมัลแวร์ที่ตั้งเป้าหมายการโจมตีไปที่องค์กรทั้งภาครัฐและเอกชน การโจมตีดังกล่าวเรียกว่า ภัยคุกคามแบบต่อเนื่องขั้นสูง (Advanced Persistent Threats: APT) มีความซับซ้อนในระดับสูงและได้รับการสร้างขึ้นมาอย่างพิถีพิถันโดยมีจุดประสงค์เพื่อให้ได้รับสิทธิ์ในการเข้าถึงเครือข่ายและทำการขโมยข้อมูลอย่างเงียบๆ ในลักษณะของการโจมตีแบบค่อยเป็นค่อยไป (low-and-slow) ที่มักจะยากต่อการตรวจจับ ทำให้โอกาสที่การโจมตีในรูปแบบนี้จะประสบผลสำเร็จจึงมีสูงมาก

นอกจากนี้ APT ไม่จำเป็นต้องพุ่งเป้าการโจมตีไปที่โปรแกรมที่มีชื่อเสียง เช่น Microsoft Word แต่สามารถกำหนดเป้าหมายไปที่พาหะอื่นๆ แทนได้ เช่น ระบบแบบฝังตัวต่างๆ จะเห็นได้ว่าอุปกรณ์พกพาจำนวนมากที่มีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน แต่การสร้างระบบรักษาความปลอดภัยสำหรับการเข้าสู่ระบบขององค์กรนั้นกลับยังไม่ค่อยได้รับการตระหนักถึงเท่าใดนัก

ในขณะนี้เรากำลังพูดถึงสิ่งปกติต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับเครือข่ายของเราอยู่ การโจมตีแบบ APTก็ยังคงเดินหน้าจู่โจมหน่วยงานภาครัฐและองค์กรที่มีชื่อเสียงต่างๆ อย่างต่อเนื่องตลอดเวลา

ภัยคุกคามที่ 3: ภัยคุกคามภายใน

อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าการโจมตีที่เป็นอันตรายที่สุดบางอย่างมักจะเกิดจากภายในองค์กรเป็นหลัก และสามารถสร้างความเสียหายได้ในระดับสูงสุดตามระดับสิทธิ์ที่ผู้ใช้สามารถเข้าถึงและดำเนินการกับข้อมูลได้ จากการศึกษาภายใต้การสนับสนุนของกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิสหรัฐอเมริกา, ศูนย์ป้องกันภัยคุกคามภายในของ CERT จากสถาบันวิศวกรรมซอฟต์แวร์ของมหาวิทยาลัยคาร์เนกีเมลลอน และหน่วยตำรวจลับสหรัฐอเมริกา พบว่าบุคลากรภายในองค์กร (โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมการเงิน) ที่กระทำความผิดสามารถรอดพ้นจากความผิดของตนได้ยาวนานเกือบ 32 เดือนก่อนที่จะได้รับการตรวจพบ แม้ว่าความไว้วางใจจะเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง แต่ความไว้วางใจมากเกินไปก็อาจทำให้คุณตกอยู่ในอันตรายได้เช่นกัน

ภัยคุกคามที่ 4: การใช้อุปกรณ์ส่วนตัว หรือ BYOD

ประเด็นด้านความไว้วางใจมีความสำคัญต่อโลกที่เต็มไปด้วยอุปกรณ์มือถือเช่นกัน เนื่องจากองค์กรธุรกิจจำนวนมากกำลังพยายามที่จะปรับใช้นโยบายและเทคโนโลยีที่เหมาะสมในลักษณะผสมผสานเพื่อจัดการกับปรากฏการณ์การนำอุปกรณ์ส่วนตัวเข้ามาใช้งาน (bring-your-own-device: BYOD) จะเห็นได้ว่าขณะนี้ผู้ใช้จำนวนมากกำลังใช้งานอุปกรณ์พกพาของตนในลักษณะเดียวกับพีซีมากขึ้น และสิ่งนี้กำลังเปิดรับการโจมตีผ่านเว็บเช่นเดียวกับที่พวกเขาพบเมื่อใช้คอมพิวเตอร์เดสก์ท็อปของตน

สำหรับผู้โจมตีแล้ว ดูเหมือนว่าจะมีความพยายามมากขึ้นที่จะหลีกเลี่ยงกลไกการตรวจจับและการตรวจสอบโปรแกรมที่ผู้จำหน่ายอุปกรณ์มือถือนำมาใช้ในการป้องกันลูกค้าของตน แต่การเพิ่มจำนวนของ iPhone, โทรศัพท์ Google Android และอุปกรณ์อื่นๆ ที่นำเข้ามาใช้ในที่ทำงานนั้น กำลังเปิดประตูอีกบานให้ผู้โจมตีเข้ามายังระบบได้ง่ายขึ้น โปรดระลึกไว้เสมอว่า สมาร์ทโฟนของคุณมีกล้อง มีไมโครโฟน และสามารถบันทึกการสนทนาได้ และแน่นอนว่าเมื่อคุณสมบัติเหล่านี้สามารถเข้าถึงเครือข่ายองค์กรของคุณได้ ก็อาจเป็นดาบสองคมสำหรับการรักษาความปลอดภัยสำหรับองค์กรของคุณได้เช่นกัน

ภัยคุกคามที่ 5: การรักษาความปลอดภัยสำหรับระบบคลาวด์

BYOD ไม่ใช่สิ่งเดียวที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงระบบรักษาความปลอดภัยที่องค์กรจะต้องสร้างล้อมรอบข้อมูลที่สำคัญไว้ แต่ยังมีแนวโน้มที่เรียกว่าการประมวลผลแบบคลาวด์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เนื่องจากมีบริษัทเป็นจำนวนมาก (และมากขึ้นเรื่อยๆ) กำลังวางข้อมูลของตนไว้ในบริการคลาวด์สาธารณะเพิ่มมากขึ้น บริการเหล่านี้จึงตกเป็นเป้าหมายที่น่าสนใจ และอาจเป็นจุดสำคัญที่ทำให้องค์กรประสบปัญหาได้เช่นกัน สำหรับองค์กรธุรกิจแล้ว ระบบรักษาความปลอดภัยยังคงเป็นส่วนสำคัญที่จะต้องคำนึงถึงเมื่อต้องเจรจากับผู้ให้บริการระบบคลาวด์ และเป็นสิ่งจำเป็นที่องค์กรธุรกิจจะต้องทำให้เกิดความชัดเจนที่สุดด้วย

ภัยคุกคามที่ 6: HTML5

การนำการประมวลผลแบบคลาวด์เข้ามาใช้งานได้เปลี่ยนแปลงรูปแบบการโจมตีไปอย่างมาก ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการนำ HTML5 เข้ามาใช้งานนั่นเอง จากงานประชุมแบล็กแฮทในช่วงต้นปีนี้ ซึ่งเป็นเวทีที่รวมบรรดาผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยมาไว้ด้วยกันนั้น ทำให้เราได้รับทราบถึงสัญญาณการโจมตีที่จะเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก และพบด้วยว่าความสามารถด้านการรองรับการทำงานข้ามแพลตฟอร์มของ HTML5 และการผสานรวมของเทคโนโลยีต่างๆ ได้เปิดโอกาสให้เกิดการโจมตีใหม่ๆ ขึ้น เช่น การใช้ฟังก์ชั่น Web Worker ในทางที่ไม่ถูกต้อง แม้ว่าจะมีความระมัดระวังในการใช้งาน HTML5 มากขึ้น แต่เนื่องจากสิ่งนี้เป็นสิ่งใหม่ จึงมีโอกาสที่นักพัฒนาจะดำเนินการผิดพลาดและเปิดช่องให้ผู้โจมตีจะใช้ประโยชน์จากความผิดพลาดดังกล่าวได้ ดังนั้น เราจึงจะได้พบการโจมตีที่พุ่งเป้าไปที่ HTML 5 เพิ่มขึ้นในปีหน้าอย่างแน่นอน แต่ก็คาดหวังว่าจะค่อยๆ ลดลงเมื่อมีการปรับปรุงระบบรักษาความปลอดภัยให้ดียิ่งขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป

ภัยคุกคามที่ 7: บ็อตเน็ต

แม้ว่าการแข่งขันพัฒนาอาวุธป้องกันระหว่างนักวิจัยและผู้โจมตีจะนำไปสู่นวัตกรรมเป็นจำนวนมาก แต่ก็คาดกันว่าอาชญากรไซเบอร์จะทุ่มเทเวลาอย่างหนักเพื่อพัฒนาสิ่งที่ดีที่สุด เช่น การทำให้แน่ใจว่าบ็อตเน็ตของตนจะมีความพร้อมใช้งานและสามารถแพร่กระจายได้ในระดับสูง ขณะที่มาตรการจัดการที่นำเสนอโดยบริษัทต่างๆ เช่น ไมโครซอฟท์ ก็อาจทำได้เพียงแค่หยุดการทำงานของสแปมและมัลแวร์ได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น เนื่องจากผู้โจมตีไม่ได้หยุดที่จะเรียนรู้เทคนิคการจัดการดังกล่าว อีกทั้งยังได้นำสิ่งที่เรียนรู้ได้มาเสริมความสมบูรณ์ให้กับอาวุธร้ายของตนด้วย และแน่นอนว่าบ็อตเน็ตจะยังคงอยู่ที่นี่ตลอดไป

ภัยคุกคามที่ 8: มัลแวร์ที่มีเป้าหมายอย่างแม่นยำ

ผู้โจมตีกำลังเรียนรู้ขั้นตอนต่างๆ ที่นักวิจัยใช้ในการวิเคราะห์มัลแวร์ และแนวทางนี้ได้แสดงให้เห็นแล้วว่าผู้โจมตีสามารถพัฒนามัลแวร์ที่สามารถหลบหลีกการตรวจวิเคราะห์ได้อย่างดีเยี่ยม ตัวอย่างของการโจมตีเหล่านี้ รวมถึง Flashback และ Gauss โดยมัลแวร์ทั้งสองสายพันธุ์นี้ประสบความสำเร็จอย่างมาก โดยเฉพาะ Gauss ที่สามารถหยุดนักวิจัยไม่ให้ดำเนินการวิเคราะห์มัลแวร์ได้โดยอัตโนมัติ และในปีที่กำลังจะมาถึงนี้ ผู้โจมตีจะยังคงเดินหน้าปรับปรุงและปรับใช้เทคนิคเหล่านี้ รวมทั้งยังจะพัฒนาให้มัลแวร์ของตนมีความซับซ้อนยิ่งขึ้นเพื่อที่จะได้สามารถพุ่งเป้าโจมตีไปที่คอมพิวเตอร์ที่มีการกำหนดค่าไว้อย่างเฉพาะได้

สิ่งที่แน่นอนสำหรับปี 2556 ก็คือจะมีการโจมตีและการแพร่ระบาดของมัลแวร์ผ่านทางพาหะที่ครอบคลุมเครือข่ายสังคมไปจนถึงอุปกรณ์มือถือของพนักงานในองค์กร เนื่องจากการรักษาความปลอดภัยสำหรับคอมพิวเตอร์และระบบปฏิบัติการจะยังคงได้รับการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง พร้อมๆ กับเทคนิคใหม่ๆ ของอาชญากรไซเบอร์ที่พยายามเลี่ยงผ่านการป้องกันเหล่านี้ อย่างไรก็ตาม เหตุผลสำคัญกว่านั้นก็คือการสร้างโซลูชั่นความปลอดภัยเดียวที่สามารถจัดการภัยคุกคามต่างๆ ได้อย่างครอบคลุมที่เรากำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้

View :842

“เอซุส”เผยตัวเลขความสำเร็จปิดปี 2555 แง้มไตรมาสแรกส่งแท็บเล็ตเปิดตัวเพียบ

January 8th, 2013 No comments

“เอซุส” ซิสเต็ม ยูนิต เผยผลประกอบการปี 2555 รายได้รวมเพิ่มขึ้น เดินหน้ารุกตลาดแท็บเล็ต พร้อมลุยตลาด Accessories เต็มสูบ คาดทิศทางตลาดไอทีครึ่งปีแรกแข่งขันเดือด

นายพรเทพ วัชรอำนวย กรรมการผู้จัดการ บริษัท อัสซุสเทค คอมพิวเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า “ผลประกอบการของปี 2555 ที่ผ่านมา มีรายได้รวมเพิ่มขึ้นจากปี 2554 28% โดยสัดส่วนรายได้มาจาก โน้ตบุ๊กและเน็ตบุ๊ก 98% อีแพดหรือแท็บเล็ต 1% และแพดโฟน (ที่เพิ่งลงตลาดประเทศไทยในช่วงปลายปีที่ผ่านมา) มีรายได้คิดเป็น 1 % ของรายได้รวมทั้งหมดของบริษัทฯ ทั้งนี้จะเป็นว่าโน้ตบุ๊กและเน็ตบุ๊กเป็นหมวดที่สร้างรายได้หลักในกลุ่ม โดยเฉพาะตลาดในภาคใต้ เอซุส โน้ตบุ๊กประสบ ความสำเร็จเป็นอย่างมาก สามารถสร้างยอดขายมาเป็นอันดับ 1”

สำหรับปี 2556 นี้ ไตรมาสแรก เราจะเน้นตลาดแท็บเล็ต ด้วยความมั่นใจในการออกแบบของผลิตภัณฑ์ รวมถึงคุณภาพของสินค้า ดังนั้น ขบวนแท็บเล็ตที่จะนำมาเปิดตัวให้ลูกค้าชาวไทยได้สัมผัสจะไม่ผิดหวังทั้งด้วยรูปโฉมและราคาอย่างแน่นอน อาทิ เช่น Nexus7 และ Transformer Book เป็นต้น

“นอกจากนั้น เอซุส จะนำเข้าสินค้าในกลุ่ม Accessories เข้ามาเปิดตลาดในประเทศไทยอย่างจริงจังเป็นปีแรก ด้วยรางวัลการันตีความสวยงามด้านการออกแบบของเอซุสที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก เช่น Reddot, Good Design, iF Design Award ฯลฯ ทำให้เราเชื่อว่าตลาดของสินค้าในกลุ่มนี้จะมีบทบาทชัดเจนในปี 2556” นายพรเทพ กล่าว

ถึงแม้ว่าการแข่งขันของตลาดไอทีจะเพิ่มสูงขึ้น แต่ความต้องการสินค้าของผู้บริโภคก็เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน โดยมีแท็บเล็ตเป็นตัวชูโรง ควบคู่ไปกับการพัฒนาสินค้าในกลุ่มของโน้ตบุ๊ก ที่เน้นรองรับระบบปฏิบัติการ Windows 8 และ Android รวมถึงหน้าจอแบบทัชสกรีนที่ตอบโจทย์การใช้งานให้มากขึ้น

ด้านเป้าหมายของปี 2556 พาเหรดสินค้าของแท็บเล็ตที่อัดแน่นด้วยเทคโนโลยี่ การออกแบบที่สวยงาม นวัตกรรมดีๆ เก๋ ของแพดโฟน เข้าแถวเดินหน้าลงตลาดประเทศไทย รวมถึงโน้ตบุ๊กรุ่นใหม่ ที่พร้อมตอบทุกโจทย์การใช้งาน จะเป็นตัวขับเคลื่อนให้เอซุส ซิสเต็ม ยูนิต มีความเป็นไปได้ว่ารายได้รวมจะเพิ่มขึ้น 35-40% อย่างแน่นอน

View :817
Categories: Gadgets, Technology Tags:

ifec ชูแอพพลิเคชั่น PageScope Mobile for iOs/Andriod รับกระแสโมบายพริ้นติ้งมาแรงปี 56 หนุนปริมาณพิมพ์งานเพิ่ม

January 7th, 2013 No comments

ชี้กระแสโมบายออฟฟิศดันการสั่งพิมพ์งานผ่านอุปกรณ์ไร้สายเพิ่ม หลังสินค้ากลุ่มสมาร์ทโฟนแท็บเล็ตเติบโตพุ่ง องค์กรธุรกิจหนุนพนักงานใช้เพื่อเพิ่มความคล่องตัวด้านการทำงาน สบช่องเร่งสร้างการรับรู้แอพพลิเคชั่น จากโคนิก้ามินอลต้า ชูจุดเด่นสามารถสั่งพิมพ์ จาก Cloud ทั้งอีเมล์ รูปภาพ งานเอกสาร เว็บไซต์หรือสั่งสแกนจากเครื่องดิจิทัลมัลติฟังก์ชั่นเข้าสู่มือถือ ด้วยรูปแบบการใช้งานง่าย หนุนช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านบริหารจัดการเอกสารภายในองค์กร และลดต้นทุนค่าใช้จ่ายงานด้านเอกสารลง

นายคาวี แหวนทองคำ ผู้จัดการแผนกวางแผนและจัดการระบบงานเอกสาร บริษัท อินเตอร์ ฟาร์อีสท์ วิศวการ จำกัด (มหาชน) หรือ ifecผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายเครื่องดิจิทัล มัลติฟังก์ชั่น ‘โคนิก้า มินอลต้า’ รายเดียวในประเทศไทย เปิดเผยว่า จากแนวโน้มองค์กรธุรกิจที่เปิดกว้าง ให้พนักงานสามารถใช้งานอุปกรณ์ไร้สายเข้ามาเชื่อมโยงระบบข้อมูลและซอฟต์แวร์ในองค์กร ด้วยแนวคิด (Bring Your Own Device) หรือ BYOD ผ่านเทคโนโลยีระบบสื่อสารไร้สายและ คลาว์คอมพิวเตอร์ เพื่ออำนวยความสะดวกในการทำงาน ตลอดจนการเพิ่มขึ้นของจำนวนอุปกรณ์ไร้สาย เช่น สมาร์ทโฟน และแท็บเล็ต ส่งผลให้การเชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์ไร้สายและเครื่องพิมพ์ เป็นสิ่งที่มี ความจำเป็นและมีความสำคัญมากขึ้น

บริษัทฯ จึงได้เร่งสร้างการรับรู้โมบายแอพพลิเคชั่น PageScope Mobile for iOS/Android ซึ่งเป็นแอพพลิเคชั่นที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงอุปกรณ์ไร้สายกับเครื่องดิจิทัลมัลติฟังก์ชั่น ให้ลูกค้าสามารถสั่งพิมพ์งานได้จากทุกที่ ด้วยจุดเด่นด้านการออกแบบฟังก์ชั่นการทำงานพิมพ์เอกสารจากอุปกรณ์ไร้สายสะดวก เหมือนการสั่งงานพิมพ์จากเครื่องคอมพิวเตอร์ และรองรับงานพิมพ์ได้ทุกประเภททั้งเอกสาร รูปถ่าย อีเมล์ ผ่านไวไฟ (wifi) สามารถเชื่อมต่อกับ Cloud Service ได้ทุกระบบ ทั้ง iCloud, GoogleDrive, Evernote, Dropbox และ MS Office365 โดยลูกค้าสามารถดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นดังกล่าวได้แล้ว ผ่าน AppStore และ Google Play Store

นอกจากนี้ ลูกค้ายังสามารถสแกนเอกสารจากเครื่องดิจิทัลมัลติฟังก์ชั่น ‘โคนิก้ามินอลต้า’ เข้าสู่อุปกรณ์ไร้สายได้โดยตรง ซึ่งเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านการทำงานเอกสาร และช่วยในการบริหารจัดการงานเอกสารภายในองค์กรได้ดียิ่งขึ้น รองรับการเติบโตของการใช้งานเอกสาร ในรูปแบบดิจิตอล และการสั่งพิมพ์งานผ่านอุปกรณ์ไร้สายหรือโมบายพริ้นติ้งที่จะมีปริมาณสูงขึ้นในอนาคต

“ปีนี้ 56 เรามองว่ากระแสโมบายด์พริ้นติ้งจะเป็นสิ่งที่จำเป็นที่เข้ามาช่วยอำนวยความสะดวก ด้านการใช้งานให้แก่ผู้ใช้งานพิมพ์เอกสารภายในองค์กร ซึ่งทางโคนิก้ามินอลต้า ได้พัฒนาแอพพลิเคชั่นPageScope Mobile for iOS/Android ไว้รองรับการใช้งานโมบายพริ้นติ้ง เพื่อให้ลูกค้ามีความคล่องตัว ในการทำงานด้านการพิมพ์งานเอกสารและยังช่วยบริหารจัดการงานเอกสารภายในองค์กร ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งเชื่อว่าจะทำให้การทำงานเอกสารผ่านเครื่องดิจิทัลมัลติฟังก์ชั่นของลูกค้ามีความคล่องตัวและมีประสิทธิภาพที่เพิ่มสูงยิ่งขึ้น” นายคาวี กล่าว

ทั้งนี้ บริษัทฯ ยังมีความพร้อมด้านตัวเครื่องดิจิทัลมัลติฟังก์ชั่น โคนิก้ามินอลต้าสีและขาวดำ ที่สามารถรองรับการสั่งพิมพ์เอกสารผ่านโมบายพริ้นติ้งมากกว่า 30 รุ่น โดยมีความเร็วในการพิมพ์เอกสารตั้งแต่ 20 ถึง 75 แผ่น/นาที เช่น เครื่องดิจิทัลมัลติฟังก์ชั่นสี bizhub C224 และรุ่น bizhub C35 ซึ่งปัจจุบัน บริษัทฯ ได้ทำรายการส่งเสริมการขายผ่อนชำระเพียงเดือนละ 1,850 บาท จึงเชื่อมั่นว่า ด้วยแอพพลิเคชั่นดังกล่าวที่ช่วยอำนวยความสะดวกในด้านการใช้งานมากขึ้น และฟังก์ชั่นการทำงานของเครื่องที่หลากหลายรุ่นพร้อมให้บริการ จะช่วยให้ลูกค้าสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและช่วยลดต้นทุนค่าใช้จ่าย บริหารจัดการเอกสารภายในองค์กรลงได้

View :908

อนุฯคุ้มครองโทรคมนาคมเสนอ กสทช.เฉียบขาดสั่งปรับบริษัทมือถือสูงสุด ๕ ล้านบาทต่อวัน

January 7th, 2013 No comments

ประธานอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคด้านกิจการโทรคมนาคม ระบุสำนักงาน ควรเฉียบขาด สั่งปรับสูงสุด ๕ ล้านบาทต่อวัน ชี้ อย่าให้คำสั่งปรับทางปกครองเป็นเพียงการให้บริษัทจ่ายค่าเช่าในการกระทำผิดกฎหมายเท่านั้น เผยตัวเลขผู้ใช้บริการถูกบริษัทยึดเงินเฉลี่ยรายละ ๕๐๐ บาทแล้ว โดย พรีเพดมีคนใช้บริการ ๗๐ ล้านเลขหมาย

กรณีปัญหากำหนดระยะเวลาการใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบชำระค่าบริการล่วงหน้า (พรีเพด) ซึ่งยืดเยื้อมายาวนาน แม้ล่าสุดเลขาธิการ กสทช. ได้มีคำสั่งบังคับทางปกครองบริษัทผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ๓ ราย โดยให้บริษัทชำระค่าปรับทางปกครองในอัตราวันละ ๑๐๐,๐๐๐ บาท ต่อสำนักงาน กสทช.ให้ครบถ้วนทั้งนี้ซึ่งคิดแล้วเป็นการจ่ายค่าปรับเป็นเงิน ๓ ล้านบาทต่อเดือน โดยมีคำสั่งปรับทางปกครองไปตั้งแต่วันที่ 30 พฤษภาคมปีที่ผ่านมา

นางสาวสารี อ๋องสมหวัง ประธานคณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคด้านกิจการโทรคมนาคม เปิดเผยว่า จากข้อมูลการร้องเรียนพบว่า ตั้งแต่ปี ๒๕๕๒-๒๕๕๕ มีผู้บริโภคร้องเรียนกรณีนี้ทั้งสิ้น ๒,๔๙๔ กรณี ในจำนวนนี้เป็นผู้ร้องเรียนที่ถูกยึดเงินในระบบจำนวน ๖๘๗ กรณี เฉพาะรายที่แจ้งรวมเป็นเงินที่ถูกยึดจำนวน ๓๕๕,๒๒๕.๐๔ บาท หรือเฉลี่ยแล้วผู้ใช้บริการถูกยึดเงินจากระบบรายละ ๕๑๗.๐๖ บาท โดยผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบเติมเงินทั้งประเทศมีจำนวนทั้งสิ้น ๗๐,๖๑๐,๔๙๐ เลขหมาย หากมีผู้บริโภคแม้เพียงร้อยละ ๑ หรือจำนวน ๗๐๐,๐๐๐ คน ถูกยึดเงินในระบบก็รวมเป็นเงินถึง ๓๕๐ ล้านบาทแล้ว แต่เงินค่าปรับของ ๓ บริษัทถูกคิดแค่ ๓ ล้านบาทต่อเดือนเท่านั้น ทั้งที่กระทำผิดกฎหมายและยึดเงินของผู้บริโภคไปแล้วจำนวนมาก

“ปัญหานี้ยืดเยื้อมานานคนใช้บริการมีมากถึง ๗๐ ล้านเลขหมาย สำนักงาน กสทช. ควรมีความเฉียบขาดมากกว่านี้ โดยเพิ่มค่าปรับทางปกครองในอัตราสูงสุดเป็นวันละ ๕ ล้านบาท เนื่องจากเป็นประเด็นที่เห็นการกระทำความผิดขัดต่อกฎหมายชัดเจน ซึ่งคณะอนุกรรมการฯได้ทำความเห็นเสนอไปยัง กทค. ตั้งแต่เดือนกันยายนปี ๕๕ เพื่อขอให้มีการเพิ่มค่าปรับทางปกครองให้สอดคล้องกับความเสียหายของผู้บริโภค ประเด็นสำคัญนั้น ไม่ใช่ต้องการเงิน แต่ต้องการให้กฎหมายมีความศักดิ์สิทธิ์ สามารถคุ้มครองผู้บริโภคได้อย่างแท้จริงและนำไปสู่การแก้ไขปัญหานี้ได้โดยการยุติการกำหนดระยะเวลาการใช้บริการพรีเพดเสียที มิฉะนั้นคำสั่งปรับทางปกครองจะเป็นเพียงการให้บริษัทจ่ายค่าเช่าในการกระทำผิดกฎหมายเท่านั้น “ นางสาวสารีกล่าว

นางสาวสารี กล่าวต่อไปว่า เหตุผลที่สนับสนุนได้ดีก็คือ แม้ สำนักงาน กสทช. จะมีการออกคำสั่งทางปกครองไปแล้ว แต่ก็ยังมีผู้บริโภคจำนวนมากถูกกำหนดระยะเวลาการใช้บริการ ถูกยึดเงิน และถูกยึดหมายเลขโทรศัพท์อยู่เช่นเดิมหากนับตั้งแต่มีคำสั่งทางปกครองตั้งแต่วันที่ 31 พฤษภาคม ปีที่ผ่านมา มีสูงถึง ๓๓๐ ราย แบ่งเป็น ถูกกำหนดระยะเวลาใช้บริการ ๑๖๐ ราย ถูกยึดเงิน ๔๓ ราย และถูกยึดเลขหมาย ๑๒๗ ราย

พร้อมขอให้ผู้บริโภคช่วยกันร้องเรียนเรื่องนี้ให้มาก โดยสามารถร้องเรียนไปยังสำนักงาน กสทช. ๑๒๐๐ เพื่อให้สำนักงาน กสทช. ดำเนินการสั่งปรับทางปกครองแบบลงโทษให้สอดคล้องกับความเสียหายของผู้บริโภค และให้ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบพรีเพดทุกราย ปฏิบัติตามประกาศ เรื่อง กระบวนการรับเรื่องร้องเรียนและพิจารณาข้อร้องเรียนของผู้ใช้บริการ พ.ศ. ๒๕๔๙ ข้อ ๕ คือ ในระหว่างการพิจารณาเรื่องร้องเรียน ผู้ให้บริการต้องยุติการระงับบริการแก่ผู้ร้องเรียนทุกราย จนกว่าเรื่องร้องเรียนนั้นจะได้ข้อยุติด้วย

View :694
Categories: 3G, Technology Tags: