Archive

Archive for December, 2010

ก.ไอซีที จัดฝึกอบรมการนำมาตรฐานสากล ISO/IEC ๒๙๑๑๐ มาใช้ในกระบวนการทำงาน

December 12th, 2010 No comments

นายธานีรัตน์ ศิริปะชะนะ รองปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เป็นประธานเปิดการฝึกอบรม เรื่อง “ การนำมาตรฐานสากล ISO/IEC ๒๙๑๑๐ มาใช้ในกระบวนการทำงาน ” ณ ห้องบอลรูม ๒ ชั้น ๓ โรงแรม ดิเอมเมอรัลด์ ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพฯ การจัดการฝึกอบรมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจในระบบคุณภาพและประโยชน์ของมาตรฐาน ISO/IEC ๒๙๑๑๐ รวมทั้งส่งเสริมระบบคุณภาพและการนำไปใช้เป็นเกณฑ์ในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ให้แก่ผู้ประกอบการ ภาครัฐ และผู้สนใจทั่วไป อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มศักยภาพให้ผู้เข้าอบรมเกิดความเชี่ยวชาญสามารถนำ มาตรฐานสากล ISO/IEC ๒๙๑๑๐ ไปประยุกต์ใช้งานได้จริงในหน่วยงานต่างๆ ตลอดจนใช้ตรวจสอบการจัดซื้อจัดจ้างด้วยระบบมาตรฐานดังกล่าวได้

View :889
Categories: Press/Release Tags:

ทรูประดับตกแต่งร้านทรูชอปทุกสาขาทั่วประเทศ ด้วยต้นคริสมาสต์

December 12th, 2010 No comments

ทรูผู้นำชีวิตคอนเวอร์เจนซ์ เตรียมส่งต่อความสุขไม่รู้จบ ประดับตกแต่งร้านทรูชอปทุกสาขาทั่วประเทศ ด้วยต้นคริสมาสต์ประดับประดาด้วยของตกแต่งสวยงาม และน้องกวางเรนเดียร์รักษ์โลกที่ทำมาจากไม้รีไซเคิล ต้อนรับเทศกาลคริสมาสต์และปีใหม่ ให้ลูกค้าที่เข้ามาเลือกซื้อสินค้าและใช้บริการได้สัมผัสบรรยากาศแบบไวท์คริสมาสต์ที่อบอวลด้วยความสุข สนุกสนาน นอกเหนือจากความมุ่งมั่นในการให้บริการอย่างเป็นกันเองและเต็มความสามารถ เพื่อให้ลูกค้าทรูยิ้มแย้มรับปีกระต่ายที่จะมาถึง

View :2410
Categories: Press/Release Tags:

ไมโครซอฟท์จัดแคมเปญ “Me and My 100% PC” ตอบรับไลฟ์สไตล์และการทำงานของคนยุคใหม่ หนุนคนไทยใช้ซอฟต์แวร์วินโดวส์ 7 ของแท้

December 12th, 2010 No comments

บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด จัดแคมเปญ “Me and My 100% PC” เพื่อส่งเสริมให้คนไทยเห็นถึงคุณค่าและประโยชน์จากการเลือกใช้ซอฟต์แวร์ลิขสิทธิ์ หลังวินโดวส์ 7 สร้างสถิติเป็นระบบปฏิบัติการที่มียอดจำหน่ายและเป็นที่นิยมเร็วที่สุดในโลก และหนึ่งปีหลังการเปิดตัวพบว่าร้อยละ 94 ของผู้บริโภคมีความพึงพอใจในผลิตภัณฑ์ นอกจากนี้ ยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของไมโครซอฟท์ในการให้ความสำคัญกับตลาดรีเทล โดยต้องการสื่อสารและใกล้ชิดกับผู้บริโภคให้มากยิ่งขึ้น

นางสาวปฐมา จันทรักษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “Me and My 100% PC เป็นแคมเปญระดับโลกที่เกิดขึ้นจากการที่ไมโครซอฟท์รับฟังความคิดเห็นของผู้บริโภคทั่วโลก จุดเด่นของแคมเปญอยู่ที่การนำเสนอให้เห็นถึงประโยชน์ของการใช้ระบบปฏิบัติการวินโดส์ 7 ของแท้ ที่สามารถตอบสนองความต้องการทั้งในด้านการทำงานและชีวิตประจำวันของผู้บริโภคยุคนี้ ไม่ว่าจะเป็นด้านการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน การช่วยสร้างสรรค์ไอเดียต่างๆ ให้กลายเป็นจริงขึ้นมาได้ การปกป้องข้อมูลให้ปลอดภัยจากไวรัส และความคุ้มค่าในการลงทุน”

แคมเปญ “Me and My 100% PC” มุ่งเน้นผลักดันให้เกิดการรับรู้ในวงกว้างเกี่ยวกับคุณค่าและประโยชน์ของการใช้ระบบปฏิบัติการวินโดวส์ 7 ลิขสิทธิ์ ผ่านสื่อสิ่งพิมพ์ สื่อวิทยุ สื่อโฆษณาประเภท In-door และสื่อออนไลน์ โดยทำงานร่วมกับ 4 ตัวแทนคนรุ่นใหม่ที่ใช้ประโยชน์จากซอฟต์แวร์วินโดวส์ 7 ของแท้ในงานและอาชีพที่หลากหลาย ได้แก่ ปกรณ์ สันติสุนทรกุล ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ Dek-D.com แทนธวัช เรืองศร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไพรม แมนชั่น จำกัด ทิชา สุทธิธรรม นักวิเคราะห์และผู้ประกาศข่าวรุ่นใหม่ และปิยชัย กรรณสูต Assistance to Senior Executive Vice President บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน)

นายปกรณ์ สันติสุนทรกุล หนึ่งในผู้ก่อตั้ง และผู้จัดการฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์ของเว็บไซต์ Dek-D.com กล่าวว่า “เว็บไซต์เด็กดีดอทคอมส่งเสริมให้สมาชิกซึ่งส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่นให้ความสำคัญกับเรื่องการไม่ละเมิดลิขสิทธิ์ ในขณะเดียวกัน ทางเว็บไซต์เองก็ใช้ซอฟต์แวร์วินโดวส์ 7 ของแท้ ซึ่งเหมาะกับงานสร้างสรรค์และพัฒนาเว็บไซต์เป็นอย่างยิ่ง เพราะใช้งานง่าย มีความเสถียร สามารถทำงานร่วมกับซอฟต์แวร์อื่นๆ เช่น พรินต์เตอร์ สแกนเนอร์ ได้ดีมาก นอกจากนี้ ยังสามารถใช้งานได้เร็ว ง่าย และเพลิดเพลินไปกับ Interface ที่ออกแบบอย่างสวยงาม เช่น Themes และ Background ต่างๆ”
นายแทนธวัช เรืองศร ผู้บริหารธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ไพรม แมนชั่น และ โกลเด้น โคสต์ กล่าวว่า “ในการทำธุรกิจ คุณภาพ ฟังก์ชั่น และราคาที่เหมาะสม เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยผลักดันให้ธุรกิจประสบความสำเร็จ การเลือกใช้ซอฟต์แวร์ลิขสิทธิ์ทำให้ธุรกิจมีเครื่องมือทางธุรกิจที่มีคุณภาพ มีฟังก์ชั่นที่เหมาะสม ในราคาที่คุ้มค่ากับการลงทุน การเลือกใช้วินโดวส์ 7 ลิขสิทธิ์ทำให้ข้อมูลทางธุรกิจของผมปลอดภัย ในขณะเดียวกันก็สามารถใช้ข้อมูลได้ทุกที่ทุกเวลาเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า”

จากการรับฟังความคิดเห็นของผู้บริโภคชาวไทยเกี่ยวกับการตระหนักถึงคุณค่าของการใช้ผลิตภัณฑ์ซอฟต์แวร์ลิขสิทธิ์ พบว่าร้อยละ 70 ยังไม่ได้ใช้ซอฟต์แวร์ลิขสิทธิ์ มากกว่าร้อยละ 70 สนใจจะซื้อซอฟต์แวร์ลิขสิทธิ์ และมากกว่าร้อยละ 50 ต้องการซื้อซอฟต์แวร์ลิขสิทธิ์ที่ติดตั้งมาพร้อมกับเครื่องใหม่ เพื่อเพิ่มช่องทางในการสื่อสารกับผู้บริโภคเกี่ยวกับแคมเปญนี้ ไมโครซอฟท์ ประเทศไทย จัดกิจกรรมบนสังคมออนไลน์เชื่อ “MS Avatar: 100% Genuinely You” โดยผู้ใช้อินเทอร์เน็ตสามารถสร้าง Avatar ในแบบฉบับของตนเองกับ Windows 7 ได้ตามสไตล์ที่ต้องการ ทั้งนี้ หนึ่งเดือนหลังจากได้เปิดตัวกิจกรรมนี้ไป ส่งผลให้ Windows 7 มีแฟนบนเฟซบุ๊คเพิ่มขึ้น 9,000 คน และมีผู้เข้าร่วมกิจกรรม MS Avatar แล้วกว่า 4,000 คน โดยกิจกรรมดังกล่าวจะจัดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในขณะเดียวกัน เว็บไซต์ของ Windows 7 ประเทศไทย มีผู้เข้าชมเป็นจำนวนกว่า 75,000 ครั้ง

นอกจากนี้ ไมโครซอฟท์ยังเดินหน้าเพิ่มช่องทางสื่อสารกับผู้บริโภคผ่านไมโครซอฟท์ เอ็กซ์พีเรียนซ์ แกลเลอรี่ และไมโครซอฟท์ เอ็กซ์พีเรียนซ์ เซ็นเตอร์ ทั้ง 3 แห่ง โดยมีแผนที่จะเปิดเพิ่มเติมอีกเป็น 10 แห่งภายในอีก 2 ปีข้างหน้า ผู้บริโภคสามารถพบกับซอฟต์แวร์ลิขสิทธิ์ และแคมเปญ “Me and My 100% PC’ ได้ที่ทั้งที่ไมโครซอฟท์ เอ็กซ์พีเรียนซ์ หน้าแฟนเพจของ Windows7 ที่ http://www.facebook.com/Windows7ThaiFan และทางเว็บไซต์วินโดวส์ 7 www.windows7thailand.com

View :1112
Categories: Press/Release Tags:

“โพสท์ อิลิเม็นท์” รุกผู้นำเกมออนไลน์บนเฟชบุ๊คเจ้าแรก น้อมนำแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง ใน “เกรท คิงส์ ซิตี้”

December 11th, 2010 No comments

บริษัท Post elements Co., Ltd (บริษัท โพสท์ อิลิเม็นท์ จำกัด) ในฐานะผู้ผลิตนิตยสาร computer arts Thailand ซึ่งเป็นนิตยสารนำเข้าจากประเทศอังกฤษ ที่ครองอันดับนิตยสารที่ขายดีที่สุด (world-best selling*) ในหมวดนิตยสาร creative ตั้งแต่ปี 2005 โดย

ทั้งนี้ นายธนัช จิรวารศิริกุล กรรมการผู้จัดการ Post elements Co., Ltd. เตรียมยกระดับพร้อมรุกนวัตกรรม Game online สื่อสร้างสรรค์สังคมบน Facebook เจ้าแรกของคนไทย ในการสร้างสรรค์สื่อออนไลน์ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในปัจจุบัน พร้อมน้อมนำแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงและทฤษฎีใหม่ของในหลวง โดยเปิดตัวเกมออนไลน์ “” (เกรท คิงส์ ซิตี้) โครงการสื่อสร้างสรรค์สังคมออนไลน์ อยู่อย่างไรให้พอเพียง เปรียบเสมือนแหล่งความรู้ที่ทันสมัยและถูกต้องให้กับเยาวชน และกลุ่มนักออกแบบชาวไทย เพื่อตอบรับกับนโยบายของรัฐบาล “Creative Thailand” และยกระดับอุตสาหกรรมทางด้าน digital media and Creative design ในประเทศไทย

นายธนัช กล่าวว่า “ทางบริษัท โพสท์ อิลิเม็นท์ จำกัด ได้ริเริ่มจัดทำโครงการเกมโดยใช้เทคโนโลยี Flash ที่สามารถเล่นผ่านเครือข่ายทางอินเตอร์เน็ต โดยน้อมนำแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงและทฤษฎีใหม่ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาผสมผสานกับการสร้างพื้นที่ทำไร่ทำสวนจำลองเพื่อก่อให้เกิดรายได้และนำรายได้นั้นมาบริหารหมู่บ้านและเมือง โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการทำให้ประชากรในเมืองของตนเองนั้นมีความสุขที่สุด พร้อมทั้งสอดแทรกเนื้อหาสาระความรู้ที่เกี่ยวกับโครงการในพระราชดำริต่างๆ เพื่อให้ผู้เล่นเกิดความรู้ความเข้าใจโครงการที่พระองค์ทรงพระราชทานให้แก่พสกนิกรชาวไทยมากยิ่งขึ้น ภายใต้ชื่อเกมออนไลน์ ‘Great King City’
(เกรท คิงส์ ซิตี้)โครงการสื่อสร้างสรรค์สังคมออนไลน์ ‘อยู่อย่างไรให้พอเพียง’

ทั้งนี้ทีมงานสร้างเกมต้องการพัฒนาศักยภาพการนำเสนอเกมออนไลน์ที่สอดแทรกการพัฒนาความคิดของผู้เล่นในการสร้างสรรค์สังคมและชุมชน ที่เสมือนจริงมากขึ้น เชื่อมั่นหลังเปิดตัวเกมออนไลน์ ‘Great King City’ จะมีผู้ชม Viewer และผู้เข้าร่วมเล่นเกมสูงถึง 7 แสนคนต่อเดือน เชื่อมั่นการตอบรับจากกลุ่มผู้เล่นเกมส์และกลุ่มผู้เข้าสังคมออนไลน์จะให้ความสนใจในการเข้ามาร่วมสังคมเกมส์ออนไลน์ ‘Great King City’ มากขึ้น พร้อมเปิดโอกาสให้ภาครัฐและเอกชนมีส่วนร่วมกันในการส่งเสริมและเผยแพร่โครงการเศรษฐกิจพอเพียงและทฤษฎีใหม่

View :2653
Categories: Press/Release Tags:

มอล แอ็คเซสพอร์ทัล ได้รับรางวัล Deloitte Technology Fast 500 Companies of Asia Pacific

December 11th, 2010 No comments

มอล รั้งอันดับที่ 23 ในกลุ่มบริษัทธุรกิจเทคโนโลยีที่เติบโตเร็วที่สุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกประจำปี 2553

มอล แอ็คเซสพอร์ทัล เบอร์ฮาด หรือ ) ผู้ให้บริการชำระเงินชั้นนำสำหรับเกมออนไลน์ โลกเสมือนจริง และเครือข่ายสังคมในเอเชีย ได้รับเลือกเป็นหนึ่งในบริษัทประกอบธุรกิจเทคโนโลยีที่เติบโตเร็วที่สุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก จากการจัดอันดับของดีลอยท์ (Deloitte)

มอล (www.mol.com) รั้งอันดับที่ 23 ในฐานะบริษัทประกอบธุรกิจเทคโนโลยีที่เติบโตเร็วที่สุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกประจำปี 2553 จากการจัดอันดับ Deloitte Technology Fast 500 Asia Pacafic ด้วยอัตราการขยายตัวของรายได้สูงถึง 1,181% ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา และ มอล ยังเป็นบริษัทเทคโนโลยีสัญชาติมาเลเซียที่รั้งอันดับสูงสุดในปีนี้ โดยบริษัทมีสำนักงานใหญ่ในมาเลเซีย และมีสำนักงานสาขาตั้งอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และอินเดีย

นอกจากนี้ การจัดอันดับดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า มอลเป็นบริษัทอินเทอร์เน็ตที่รั้งอันดับสูงสุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งตอกย้ำถึงสถานะของบริษัทแม่ มอล โกลบอล (MOL Global) ในฐานะบริษัทอินเทอร์เน็ตชั้นนำของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

มอล เป็นบริษัทในเครือ มอล โกลบอล (www.molglobal.net) ซึ่งในต้นปีนี้ได้เข้าซื้อกิจการเฟรนด์สเตอร์ (Friendster) (www.friendster.com) เครือข่ายสังคมออนไลน์รุ่นบุกเบิก มอล โกลบอล ซึ่งดำเนินธุรกิจผ่าน มอล และเฟรนด์สเตอร์ ถือเป็นเครือข่ายการจัดจำหน่ายคอนเทนท์แบบครบวงจรรายใหญ่ที่สุดในเอเชีย รวมถึงเครือข่ายสังคมและชุมชนออนไลน์ขนาดใหญ่ในเอเชีย

“การจัดอันดับ Deloitte Technology Fast 500 Asia Pacific นั้น ประเมินจากการขยายตัวของรายได้ในช่วง 3 ปี การเป็นหนึ่งใน 500 บริษัทด้านเทคโนโลยีที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วที่สุดในทวีปเอเชียแปซิฟิกจึงถือเป็นความสำเร็จที่น่าประทับใจ” โยชิทากะ อาซาเอดะ (Yoshitaka Asaeda) พันธมิตรในโครงการจัดอันดับ Technology Fast 500 Asia Pacific กล่าว “มอล แอ็คเซสพอร์ทัล เบอร์ฮาด สมควรที่จะได้รับการยอมรับและความไว้วางใจอันเนื่องมาจากการขยายตัวที่โดดเด่นของบริษัท”

“นี่คือรางวัลของมอล ที่ดีลอยท์มอบให้เพื่อแสดงถึงการยอมรับในฐานะที่เราเป็นหนึ่งในบริษัทเทคโนโลยีที่เติบโตได้เร็วที่สุดในเอเชียแปซิฟิก” กาเนช คูมาร์ บังกาห์ (Ganesh Kumar Bangah) ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของมอล แอ็คเซสพอร์ทัล เบอร์ฮาด กล่าว

ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา มอลช่วยให้บริษัทผู้พัฒนาเกมและแอพพลิเคชั่นสามารถแปรเปลี่ยนเงินเสมือนจริงของพวกเขาให้เป็นเงินที่สามารถใช้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย และช่วยให้บริษัทเหล่านี้มีรายได้มากขึ้น อีกทั้งยังช่วยให้ลูกค้าได้รับบริการด้านธุรกรรมเสมือนอย่างสะดวกสบายผ่านบริการชำระเงินของบริษัทที่มีหลากหลายรูปแบบ

“ในขณะที่ความต้องการด้านดิจิตอลไลฟ์สไตล์กำลังขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง การซื้อผลิตภัณฑ์ออนไลน์จากทั่วโลกอาจมีขั้นตอนที่ยุ่งยากและซับซ้อน มอลมุ่งมั่นที่จะนำเสนอบริการที่หลากหลายและให้บริการเพื่อรองรับความต้องการด้านดิจิตอลไลฟ์สไตล์อย่างครบวงจร” นายบังกาห์กล่าว “ผมเชื่อมั่นด้วยว่า เรามีศักยภาพที่จะเติบโตต่อไปได้อีกท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจในทุกวันนี้ เนื่องจากเรามีบริการที่คุ้มค่าด้านกลยุทธ์กับพันธมิตรของเรา ซึ่งจะช่วยให้พวกเขาสามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงสามารถปรับขนาดธุรกิจในภูมิภาค ลดต้นทุนค่าใช้จ่าย เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันให้มากขึ้นได้ในที่สุด”

เมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา มอลประกาศเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์กับบริษัทหลายแห่ง อาทิ เฟซบุ๊ก (Facebook) และเพย์พาล (Paypal) เพื่อเปิดตัวบริการเปลี่ยนเงินเสมือนจริง (Virtual Currency) ให้เป็นเงินที่สามารถชำระหนี้ได้ตามกฎหมายสำหรับบริษัทอินเทอร์เน็ตระดับโลกหลายแห่งในเอเชีย และในอีกไม่กี่สัปดาห์ที่จะถึงนี้ บริษัทจะประกาศแผนงานโฆษณาและการตลาดครั้งใหญ่ที่สุดเพื่อรุกทำธุรกรรมดังกล่าวเพื่อรองรับการพัฒนาเครือข่ายสังคมและแอพพลิเคชั่นเกมต่างๆ ในภูมิภาค

เกี่ยวกับ Technology Fast 500 Asia Pacific Program
โครงการจัดอันดับ Deloitte Technology Fast 500 Asia Pacific จัดทำขึ้นเพื่อให้การยอมรับบริษัทประกอบธุรกิจเทคโนโลยีที่มีผลประกอบการขยายตัวรวดเร็วที่สุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกในระหว่าง 3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งการจัดอันดับนี้ได้รับการสนับสนุนจาก Deloitte Technology Fast 50 ซึ่งจัดอันดับบริษัทด้านเทคโนโลยีที่มีการขยายตัวได้ดีโดยพิจารณาภายในกลุ่มทำเลที่ตั้ง หรือภูมิประเทศที่กำหนดมาโดยเฉพาะ และมีการดำเนินงานโดยเทคโนโลยี มีเดีย แอนด์ เทเลคอมมิวนิเคชั่นส์ (Technology, Media & Telecommunications หรือ TMT) ซึ่งเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมระดับโลกของดีลอยท์ ทู้ช โธมัทสุ จำกัด (Deloitte Touche Tohmatsu Limited)

เกี่ยวกับดีลอยท์
ดีลอยท์ เป็นชื่อเรียกธุรกิจใดธุรกิจหนึ่ง หรือกลุ่มธุรกิจของดีลอยท์ ทู้ช โธมัทสุ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทเอกชนของอังกฤษที่มีเครือข่ายบริษัทที่เป็นสมาชิกซึ่งดำเนินธุรกิจแยกจากกันโดยเด็ดขาด และไม่ผูกพันกันทางกฎหมาย สามารถดูคำอธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับโครงสร้างทางกฎหมายของบริษัท ดีลอยท์ ทู้ช โธมัทสุ จำกัด และบริษัทที่เป็นสมาชิกทั้งหมดได้ที่ www.deloitte.com/about

ดีลอยท์ ให้บริการในสายงานด้านการตรวจสอบบัญชี ภาษี การให้คำปรึกษา และให้คำแนะนำทางการเงินแก่ลูกค้าในองค์กรของรัฐบาลและหน่วยงานเอกชนในหลากหลายภาคอุตสาหกรรม ด้วยเครือข่ายการดำเนินงานของบริษัทในเครือกว่า 140 ประเทศที่เชื่อมต่อถึงกันทั่วโลก ดีลอยท์จึงสามารถให้บริการแก่ลูกค้าได้อย่างดีเยี่ยม นอกจากนี้ การที่บริษัทมีความรู้ในเชิงลึกยังช่วยให้ลูกค้าประสบความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจได้ทั่วทุกแห่ง ด้วยเครือข่ายบุคลากรผู้เชี่ยวชาญของดีลอยท์ที่มีอยู่ราว 170,000 คนทั่วโลก ซึ่งมุ่งมั่นให้บริการที่ได้มาตรฐานเพื่อความพึงพอใจสูงสุด

เกี่ยวกับมอล แอ็คเซสพอร์ทัล เบอร์ฮาด
มอล แอ็คเซสพอร์ทัล เบอร์ฮาด (MOL) เป็นหนึ่งในผู้ให้บริการชำระเงินชั้นนำของเอเชีย มอล เป็นบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนและได้รับสถานะ MSC Malaysia โดยเริ่มดำเนินธุรกิจบริหารและพัฒนาระบบการชำระเงิน บริษัทรองรับการทำธุรกรรมมากกว่า 60 ล้านครั้งด้วยปริมาณเงิน 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี บริษัทพัฒนาเครือข่ายจุดชำระเงินกว่า 540,000 สาขาใน 75 ประเทศทั่วโลก นอกจากนั้น บริษัทยังมีการออนไลน์เชื่อมกับธนาคาร 88 แห่งใน 9 ประเทศทั่วโลก

เกี่ยวกับบริษัท มอล แอ็คเซสพอร์ทัล จำกัด (ประจำประเทศไทย)
บริษัท มอล แอ็คเซสพอร์ทัล จำกัด (MOL) เริ่มดำเนินการในประเทศไทยเมื่อเดือนกันยายน 2552 จากการให้บริการจำหน่ายบัตรเติมเงินเกมออนไลน์ ผ่านทางร้านอินเตอร์เน็ตคาเฟ่ทั่วประเทศกว่า 1300 แห่งในชื่อ FunLoader และต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ได้เริ่มจำหน่ายบัตรเติมเงินเกมออนไลน์ และเฟซบุ๊ค เครดิตผ่านเว็บไซต์ www.mol.com โดยร่วมกับพันธมิตรธุรกิจทั้งด้านเกม และช่องทางการชำระเงินชั้นนำของประเทศที่จะทำให้การซื้อบัตรเติมเงินเกมกลายเป็นเรื่องง่ายและปลอดภัย

MOL เป็นเครื่องหมายการค้าของมอล แอ็คเซสพอร์ทัล เบอร์ฮาด ในมาเลเซีย ชื่อผลิตภัณฑ์อื่นและชื่อบริษัทที่ระบุในข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้อาจเป็นเครื่องหมายการค้าของเจ้าของแต่ละราย

View :886

ตัวแทนจำหน่ายของอวาย่าคาดการณ์การเจริญเติบโตของตลาดที่เพิ่มขึ้นของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกในปี 2554

December 11th, 2010 No comments

จากผลการสำรวจคิดเป็นร้อยละ 97 ของพันธมิตรตัวแทนจำหน่ายผู้เข้าร่วมประชุมคาดว่าธุรกิจของพวกเขาจะเติบโตเพิ่มขึ้นในปี 2554

• การเติบโตที่เพิ่มขึ้นที่สุดมาจากองค์กรกลางถึงขนาดใหญ่ – ซึ่งจะเปลี่ยนอย่างเห็นได้ชัดจากปีที่ผ่านมา
• ธุรกิจการบริการลูกค้าจะเพิ่มประสิทธิภาพเพื่อการขับเคลื่อนการลงทุนด้านการสื่อสารเชิงกลยุทธ์
• ธุรกิจการบริการทางการเงินและธุรกิจประกันภัยที่จะลงทุนมากที่สุดในส่วนของเทคโนโลยีสำหรับปี 2554

กรุงเทพฯ, ประเทศไทย — อวาย่าซึ่งเป็นผู้นำระดับโลกด้านระบบสื่อสาร ซอฟต์แวร์ และบริการสำหรับองค์กรขนาดใหญ่ ได้เปิดเผยถึงผลสำรวจแนวโน้มธุรกิจการสื่อสารและอุตสาหกรรมร่วมในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่มีแนวโน้มปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้น ซึ่งผลการสำรวจได้มาจากการสัมภาษณ์คณะผู้แทนผู้เข้าร่วมงานประชุมประจำปีอวาย่าคอนเนกท์พันธมิตรธุรกิจภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ( Connect Asia Pacific Partner Conference) ที่จัดขึ้นที่มาเก๊า

การสำรวจถูกจัดขึ้นก่อนหน้าที่คณะผู้แทนจำหน่ายจะเดินทางมาถึงในงานเพื่อแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมทางธุรกิจทั่วไปและแนวโน้มที่คณะผู้แทนได้เห็นทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกสำหรับธุรกิจการสื่อสารและอุตสาหกรรมร่วม มีการตอบสนองในเชิงบวกอย่างท่วมท้นซึ่งคิดเป็นร้อยละ 78 ของผู้เข้าร่วมต่อสภาพแวดล้อมทางธุรกิจโดยทั่วไปว่าจะเป็นไปในทางบวกหรือบวกอย่างมากเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา และร้อยละ 97 ของผู้เข้าร่วมคาดหวังถึงการเติบโตของธุรกิจตัวเองในปี 2554 มากไปกว่านั้นเกือบ 2 ใน 3 หรือร้อยละ 64% ได้คาดการณ์กับธุรกิจของพวกเขาว่าจะโตได้สูงถึงเท่าตัวในปีหน้า

มีคณะผู้แทนจำหน่ายมากกว่า 200 คนซึ่งเป็นตัวแทนจาก 84 พันธมิตรธุรกิจและผู้จัดจำหน่ายในด้านเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญของอวาย่าจาก 15 ประเทศและทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเข้าร่วมงาน ที่เปิดโอกาสให้อวาย่าและพันธมิตรธุรกิจปราศรัยถึงการวางแผนกลยุทธ์ วิธีทางการตลาด การริเริ่มสิ่งใหม่และจุดเป้าหมายร่วมกันสำหรับปีหน้า

“ผลสำรวจนี้ได้แสดงถึงปริมาณของการกลับมาสู่ความเชื่อมั่นทางธุรกิจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก” นายฟรังซัว ลองซง (Francois Lancon) ประธานฝ่ายภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของอวาย่า กล่าวว่า “เราได้เห็นการเติบโตอย่างเด่นชัดของบริษัทอวาย่าในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกสำหรับปี 2010 และยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องในปี 2554 ในขณะที่เราดำเนินการตามเป้าหมายของเราในเชิงรุก ของการเพิ่มธุรกิจเป็นสองเท่าในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกภายในระยะ 3 ปี นวัตกรรมตัวอย่างเช่น Avaya Flare Experience ซึ่งทำให้ผู้แทนจำหน่ายของอวาย่านำเสนอsolutionทำให้การทำงานเป็นไปได้โดยง่ายและคล่องตัวมากขึ้น โดยเรามั่นใจในการดึงเอาคนมาเป็นศูนย์รวมของการพัฒนาโดยเน้นPeople-Centric ไปกับเทคโนโลยีใหม่ที่พัฒนาเพื่อทำให้เกิดความมีประสิทธิภาพและผลิตผลในการทำงานมากยิ่งขึ้นในองค์กร และ รวมถึงความสามารถของผู้แทนจำหน่ายทั้งหมดของอวาย่าในกลุ่ม Avaya Connect ที่เราได้สร้างขึ้นในภูมิภาคนี้จะช่วยให้เราประสบความสำรวจได้อย่างมากในปี 2554″ เขากล่าวเสริม

FSI คาดว่าจะมีการขยายตัวตามแนวดิ่งครั้งใหญ่ที่สุด
ในบรรดาผู้เข้าร่วมการสำรวจ ร้อยละ 62 เชื่อว่าธุรกิจการบริการทางการเงินและธุรกิจประกันภัย (FSI) เป็นหนึ่งในสองอันดับแรกในแนวดิ่งที่น่าจะผลักดันการเติบโตมากที่สุดในธุรกิจการสื่อสารและใช้จ่ายกับพวกเขาในปี 2554นอกจากนี้ร้อยละ 42 เห็นว่าโทรคมนาคมและอุตสาหกรรมไอทีจะเป็นกลุ่มลูกค้าหลัก ร้อยละ 35 เล็งเห็นถึงการใช้จ่ายของรัฐบาลในด้านเทคโนโลยีการสื่อสารยังคงมีอยู่มาก และร้อยละ 27 ตระหนักถึงการเจริญเติบโตของบริษัทอุตสาหกรรม

โซลูชั่นใหม่เพื่อการผลักดันการบริการลูกค้า
มีการเปลี่ยนแปลงจากการสำรวจที่คล้ายกันซึ่งจัดทำขึ้นปีที่ผ่านมา คือ ร้อยละ 35 ของผู้ตอบแบบสอบถามได้ตระหนักถึง “โซลูชั่นใหม่เพื่อการผลักดันการบริการลูกค้า” ซึ่งเป็นจุดมุ่งเน้นสำคัญในการลงทุนสำหรับลูกค้าในปี 2554 โดยแนวคิดนี้ได้เน้นค่าของการบริการที่แตกต่างซึ่งเป็นกลยุทธ์สำคัญเพื่อรักษาลูกค้า การยกระดับการบริการลูกค้าเป็นหลักการแนวทางหลักของ อวาย่าเพื่อการใช้งานของศูนย์ติดต่อรุ่นใหม่ – ที่ใช้สภาพแวดล้อมและประวัติการณ์เพื่อให้ผู้ใช้บริการมั่นใจได้ว่าจะได้รับประสบการณ์ที่คุ้มค่า พร้อมทั้งกระตุ้นแรงจูงใจลูกค้าเพื่อเพิ่มโอกาสในการที่จะใช้จ่าย วัตถุประสงค์หลักเมื่อปีที่แล้ว –”การลงทุนด้านเทคโนโลยีที่คัดสรรเพื่อเพิ่มผลผลิต” ได้คะแนนเป็นที่สองและร้อยละ 27 ของผู้ตอบแบบสอบถาม การประหยัดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานได้อยู่ต่ำสุดในรายการ มีเพียงร้อยละ 6 เท่านั้นที่คิดว่านี้จะผลักดันพฤติกรรมการตัดสินใจซื้อของลูกค้าในปี 2554

บริษัทขนาดใหญ่จะลงทุนอีกครั้ง — UC และวิดีโอจะเป็นจุดเน้นมากที่สุด
เมื่อถามว่าธุรกิจประเภทใดน่าจะเพิ่มการใช้จ่ายในปี 2554 ร้อยละ 59 คิดว่าบริษัทระหว่างประเทศและบริษัทระดับชาติขนาดใหญ่น่าจะเพิ่มการใช้จ่ายกับพวกเขาในปี 2554 อีกร้อยละ 31 คิดว่าบริษัทขนาดกลางที่จะผลักดันการเติบโตอย่างแข็งแกร่ง อันนี้แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงจากปีที่ผ่านมาเมื่อตลาด SME ถูกเห็นว่าเป็นตัวขับเคลื่อนที่ใหญ่ที่สุดของการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นในปี 2010 การเปลี่ยนแปลงนี้ได้รับการสนับสนุนจากมุมมองที่ความเชื่อมั่นทางธุรกิจได้กลับมาสู่ภูมิภาคและบริษัทขนาดใหญ่พร้อมสำหรับการลงทุนเพื่ออนาคตอีกครั้ง และส่วนที่สำคัญที่สุดของการเติบโตในการใช้จ่ายตามที่พันธมิตรธุรกิจจองอวาย่าจะอยู่ใน Unified Communications (UC) ร้อยละ 33, วิดีโอ ร้อยละ 17, contact center (CC) ร้อยละ 15, และ Software/Communication as a Service (SaaS / CaaS) ร้อยละ 15

“ผลสรุปโดยรวมแสดงให้เห็นถึงการวางตำแหน่งอย่างใกล้ชิดของจุดมุ่งเน้นด้านนวัตกรรมของอวาย่าและการคาดการณ์การเติบโตของพันธมิตรธุรกิจและการร่วมกันจัดอันดับความสำคัญของการลงทุนสำหรับลูกค้า” นายฟรังซัวกล่าว “ทั้ง UC, วิดีโอ, CC, ข้อมูล, virtualization, application and service อวาย่าจะร่วมมือกับพันธมิตรธุรกิจของเราในการผลักดันความสำเร็จให้กับลูกค้าผ่านแนวทางใหม่ในการทำงานร่วมกันและการติดต่อสื่อสาร วิธีที่คนเป็นศูนย์กลางมากขึ้นกว่าเทคโนโลยีที่ขับเคลื่อนทั้งการผลิตและยกระดับขีดความสามารถในการบริการลูกค้า เพิ่มช่องทางรายได้ใหม่ และประหยัดค่าใช้จ่ายประจำ

** การสำรวจได้จัดทำขึ้นโดยบริษัทอวาย่าระหว่างวันที่ 23 พฤศจิกายน ถึง 2 ธันวาคม 2553 จากคณะผู้แทนพันธมิตรธุรกิจในด้านเชิงกลยุทธ์กว่า 200 คนในงานประชุมอวาย่าคอนเนกท์พันธมิตรธุรกิจภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกปี 2553**

View :818
Categories: Press/Release Tags:

ส่องโลกไอทีในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและประเทศไทย แกะรอยความท้าทายและโอกาสในปี 2553 และวิเคราะห์ทิศทางตลาดไอทีปี 2554

December 11th, 2010 No comments

โดย ดร. เบง เทค เลียง
กรรมการผู้จัดการ และผู้จัดการทั่วไป กลุ่มธุรกิจเอ็นเทอร์ไพรส์ บิสิเนส
บริษัท ฮิวเลตต์ – แพคการ์ด (ประเทศไทย) จำกัด

ความท้าทายและโอกาสของไอทีในปี 2553 มีดังต่อไปนี้

การใช้เทคโนโลยีศูนย์ข้อมูลแบบผนวก
ในปี 2553 เป็นปีที่องค์กรหลายแห่งเริ่มติดตั้งอุปกรณ์ศูนย์ข้อมูลเพิ่มขึ้นเพื่อรองรับ
การขยายตัวของธุรกิจ ส่งผลให้เกิดปัญหาการอัดแน่นของเทคโนโลยี ทำให้มีค่าใช้จ่ายในการพัฒนาและดูแลระบบไอทีเพิ่มสูงขึ้นถึงร้อยละ 70 ของงบประมาณด้านไอทีทั้งหมด ดังนั้น องค์กรต่างๆ จึงหันมาแก้ไขปัญหาการขยายตัวอย่างไร้ระเบียบของไอที ด้วยการลงทุนในระบบโครงสร้างพื้นฐานแบบผนวก (converged infrastructure solutions) ซึ่งคาดว่าจะช่วยสร้างโอกาสทางการตลาดทั่วโลกคิดเป็นมูลค่าสูงถึง 35,000 ล้านเหรียญสหรัฐภายในปี 2555

ตลอดปีที่ผ่านมา เอชพีเดินหน้าส่งเสริมการนำเทคโนโลยีมาใช้พัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานแบบผนวกอย่างครบวงจร ซึ่งรวมระบบคอมพิวติ้ง อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล และอุปกรณ์เครือข่ายเข้าไว้ด้วยกัน ทำให้ลูกค้าสามารถนำเทคโนโลยีต่างๆ มาใช้สร้างสรรค์และพัฒนานวัตกรรมเพี่อสนับสนุนการทำธุรกิจของตนได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

แนวทางการดำเนินการดังกล่าวของเอชพีจะช่วยธุรกิจต่างๆ เร่งพัฒนาสภาพแวดล้อม
การทำงานได้อย่างรวดเร็ว สามารถคาดการณ์ และทำซ้ำได้ ส่งผลให้มีการนำทรัพยากรไอที สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ และพนักงานมาใช้สร้างสรรค์และพัฒนานวัตกรรมต่างๆ ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยองค์กรต่างๆ สามารถใช้แอพพลิเคชั่นได้ทุกที่ ทุกเวลา ทั้งยังใช้ทรัพยากรได้อย่างยืดหยุ่นและคล่องตัวตามต้องการในแนวทางที่คุ้มค่าสูงสุด เพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารงาน ระบบ และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ตลอดจนให้บริการได้อย่างต่อเนื่อง และสร้างความคุ้มค่าจากการลงทุนด้านไอทีได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น

การมุ่งพัฒนาแอพพลิเคชั่นที่ล้ำสมัย
ในปี 2553 นี้ ประธานเจ้าหน้าที่ด้านไอทีหรือซีไอโอหลายรายได้ตระหนักถึงความจำเป็นในการปรับปรุงระบบไอทีที่ไร้ประสิทธิภาพเพื่อลดค่าใช้จ่ายและนำงบประมาณไปสร้างสรรค์ระบบการทำงานใหม่ๆ ได้มากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับวิถีชีวิตของผู้คนในปัจจุบันที่เน้น
การให้บริการตนเองมากขึ้น ดังนั้น แอพพลิเคชั่นที่ใช้ในการประกอบธุรกิจของบริษัทต่างๆ จึงต้องรองรับวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งสามารถก้าวไปในระดับเดียวกัน หรือล้ำหน้าคู่แข่ง เพื่อให้การดำเนินงานของบริษัทมีความต่อเนื่อง ราบรื่น ไม่สะดุด

อย่างไรก็ตาม องค์กรหลายแห่งมีการทำงานในสภาพแวดล้อมที่ซ้ำซ้อน ไม่คล่องตัว ทั้งยังต้องใช้งบประมาณในการดูแลรักษามาก ขณะที่การอัพเดทระบบให้ทันสมัยก็มีค่าใช้จ่ายสูง
องค์กรเหล่านั้นจึงได้ปรับปรุงและยกระดับแอพพลิเคชั่นต่างๆ ให้ทันสมัยมากขึ้น ซึ่ง
การปรับเปลี่ยนนี้สามารถทำได้อย่างรวดเร็ว ส่งผลให้องค์กรต่างๆ มีค่าใช้จ่ายใน
การบำรุงรักษาระบบเดิมลดลง ทั้งยังมีงบประมาณเหลือนำไปลงทุนสร้างสรรค์นวัตกรรม
ล้ำสมัยเพิ่มขึ้น

การวางระบบคลาวด์ คอมพิวติ้ง

ซีไอโอในองค์กรธุรกิจและหน่วยงานภาครัฐต่างเผชิญกับความกดดันในการมอบบริการที่รองรับเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาของผู้บริโภค หนึ่งในโซลูชั่นที่ได้รับความนิยมขององค์กรธุรกิจและหน่วยงานภาครัฐต่างๆ คือ ระบบคลาวด์ คอมพิวติ้ง (Cloud Computing) ที่ส่งเสริมการทำคอลลาบอเรชั่น พร้อมทั้งเพิ่มความรวดเร็วและคล่องตัวในการทำงานอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

ในการที่จะนำเทคโนโลยีคลาวด์ คอมพิวติ้งมาใช้ให้ได้ประโยชน์มากสุด องค์กรต่างๆ จำเป็นต้องรู้ว่า ระบบไอทีของตนนั้นสามารถใช้ประโยชน์จากระบบคลาวด์จากแหล่งใดและอย่างไร พร้อมพิจารณาคุณสมบัติของเทคโนโลยีคลาวด์เปรียบเทียบกับระบบการให้บริการแบบเดิม และเลือกสิ่งที่ดีที่สุด เพื่อนำมาใช้สนับสนุนการดำเนินงานของตนให้บรรลุเป้าหมายได้ตรงตามงบประมาณที่วางไว้

สุดยอดเทรนด์ที่มีอิทธิพลต่ออุตสาหกรรมไอทีในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและประเทศไทยในปี 2554

การใช้เทคโนโลยีการสื่อสารแบบเคลื่อนที่รวมทั้งระบบปฏิบัติการคลาวด์ คอมพิวติ้ง ก่อให้เกิดการทำงานและการติดต่อสื่อสารที่ฉับไว เพราะว่าได้เชื่อมโยงทุกสิ่งไว้ด้วยกัน ลูกค้าและประชาชนจึงคาดหวังที่จะได้รับบริการที่รวดเร็ว สามารถตอบสนองความต้องการได้อย่างทันทีทันใด ไม่ต้องใช้เวลารอนานเป็นวันๆ หรือหลายสัปดาห์ดังเช่นที่ผ่านมา

จากผลการวิจัยล่าสุดที่จัดทำขึ้นโดยเอชพีบ่งชี้ถึงบทบาทของไอทีในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกในปัจจุบันว่า มีการเปลี่ยนแปลงจากเดิมซึ่งมีบทบาทสนับสนุนเพียงแค่งานบริหารขององค์กรมาเป็นบทบาทของการเป็นศูนย์กลางที่สนับสนุนการทำงานทุกอย่างขององค์กร(1)
• ผู้บริหารระดับอาวุโสในภาครัฐและธุรกิจร้อยละ 80 ตระหนักว่า องค์กรของตนต้องมีการปรับเปลี่ยนอย่างรวดเร็วเพื่อให้บริการแก่ลูกค้าและประชาชนได้ดีขึ้นและตรงตามความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของผู้บริโภค
• ขณะที่ร้อยละ 73 ระบุว่า เทคโนโลยีมีบทบาทสำคัญต่อการสร้างสรรค์นวัตกรรมในภาครัฐและธุรกิจ
• และอีกร้อยละ 76 กล่าวว่า ความสำเร็จในการดำเนินงานเกิดจากการนำเทคโนโลยีมาใช้สนับสนุนการให้บริการของภาครัฐและธุรกิจ

มุ่งหน้าสู่ Instant-On Enterprise
วิสัยทัศน์การสร้างองค์กรแบบ Instant-On Enterprise จะทำให้องค์กรต่างๆ มีแต้มต่อใน
การแข่งขันที่เหนือกว่า ทั้งยังให้บริการตรงตามความต้องการของลูกค้า พนักงาน พันธมิตร และประชาชนได้อย่างฉับไวและทันที ทั้งนี้ เอชพีได้เปิดตัวโซลูชั่น Hybrid Delivery เพื่อสนับสนุนลูกค้าให้ทำงานแบบ Instant-On อย่างมีประสิทธิภาพ โดยช่วยลูกค้าวางกลยุทธ์สำหรับการให้บริการของตน พร้อมทั้งการศึกษาวิเคราะห์ปริมาณงานและการใช้งานภายในองค์กร เพื่อกำหนดความเหมาะสมภายในสภาพแวดล้อมแบบผสมหรือ Hybrid นอกจากนี้ยังทำให้ลูกค้ามีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับภารกิจหลักที่ต้องทำเพื่อปรับเปลี่ยนสู่รูปแบบ
การให้บริการแบบผสม

เนื่องจากองค์กรธุรกิจและภาครัฐต่างมุ่งยกระดับขึ้นเป็นองค์กรแบบ Instant-On Enterprise เอชพีเล็งเห็นว่า เทคโนโลยีระดับองค์กรที่มีแนวโน้มจะได้รับความนิยมสูงในอนาคต มีดังนี้

โซลูชั่น Application Transformation

ระบบ Instant-On Enterprise ทำงานบนแอพพลิเคชั่นที่มีความพร้อมในการใช้งานตลอดเวลาและสามารถปรับให้เข้ากับโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ได้อย่างง่ายดาย ปัจจุบัน แอพพลิเคชั่นที่มีความยืดหยุ่นและคล่องตัวในการใช้งานเป็นที่ต้องการอย่างแพร่หลายมากกว่าที่ผ่านมาโดยเฉพาะอย่างยิ่งแอพพลิเคชั่นที่เป็นหัวใจสำคัญในการสร้างสรรค์นวัตกรรมสำหรับองค์กรธุรกิจและภาครัฐ อย่างไรก็ตาม แอพพลิเคชั่นที่ใช้กันในปัจจุบัน
ทำให้องค์กรต่างๆ ไม่สามารถให้บริการใหม่ๆ เพื่อเพิ่มแต้มต่อในการแข่งขันได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้
• โซลูชั่นเดิมไม่สามารถตอบสนองความต้องการทางธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว ทั้งยังไม่มีความยืดหยุ่น ทำให้มีงบประมาณบานปลายในการลงทุนทางด้านเทคโนโลยี ผลการศึกษาล่าสุดที่จัดทำขึ้นโดยเอชพีเผยว่า องค์กรในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่เข้าร่วมการสำรวจมากกว่าร้อยละ 50 ใช้แอพพลิเคชั่นที่มีอายุนานกว่า 8 ปี ขณะที่กลุ่มตัวอย่างมากกว่าร้อยละ 15 มีแอพพลิเคชั่นที่มีอายุนานกว่า 16 ปี และอีกมากกว่าร้อยละ 50 มีความเห็นว่า ค่าใช้จ่าย ทรัพยากรและเวลาที่ต้องใช้ในการปรับปรุงและดูแลรักษาแอพพลิเคชั่นรุ่นเดิมเป็นอุปสรรคที่ทำให้องค์กรต่างๆ ไม่สามารถให้บริการใหม่ๆ ได้อย่างรวดเร็ว
• พอร์ทโฟลิโอแอพพลิเคชั่นมีขนาดเพิ่มขึ้นอย่างมาก ส่งผลให้เกิดปัญหา
การขยายตัวอย่างไร้ระเบียบของแอพพลิเคชั่นต่างๆ โดยเฉลี่ยแล้วบริษัทที่ติดอันดับฟอร์จูน 100 ส่วนใหญ่มีขนาดของซอฟต์แวร์ (Line of Code) สูงถึง 35 ล้านหน่วย และมีอัตราการเติบโตร้อยละ 10 ต่อปี
• เนื่องจากองค์กรต่างๆ มีการขยายตัวของแอพพลิเคชั่นเป็นจำนวนมาก และ
ส่วนใหญ่เป็นแอพพลิเคชั่นที่ใช้งานมานานแล้ว นอกจากนี้ยังมีโมเดล
การให้บริการด้านไอทีรูปแบบใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นระบบโมบายล์และ
คลาวด์ คอมพิวติ้ง ซึ่งนับว่าเป็นสิ่งใหม่และท้าทายสำหรับองค์กรต่างๆ ทำให้หลายๆ องค์กรจำเป็นต้องใช้เทคโนโลยี Application Transformation ที่เหมาะสม โดยกลุ่มตัวอย่างเกือบร้อยละ 60 ระบุว่า การใช้เทคโนโลยี Application Transformation เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ตนจะทำเป็นอันดับแรก
ในปี 2554

ดังนั้น เอชพีจึงเชื่อมั่นในการพัฒนาและยกระดับแอพพลิเคชั่นและกระบวนการต่างๆ สู่ยุคอนาคต เพื่อช่วยธุรกิจต่างๆ ควบคุมและบริหารจัดการแอพพลิเคชั่นที่ล้าสมัย ตลอดจนกระบวนการทำงานที่ไม่มีความคล่องตัวให้เป็นการทำงานที่เปี่ยมประสิทธิภาพ เพื่อรองรับ
การพัฒนานวัตกรรมและเพิ่มความรวดเร็วในการดำเนินงาน ตอบสนองความต้องการและการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ได้อย่างทันท่วงที

โซลูชั่น Converged Infrastructure

ระบบ Instant-On Enterprise คือ การพัฒนาต่อยอดจากเทคโนโลยีที่สามารถปรับขยายและปรับลดให้ตรงตามความต้องการที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอได้อย่างรวดเร็วและเหมาะสม โดยจะต้องมีเทคโนโลยีในปริมาณที่ไม่มากหรือน้อยเกินไป แต่มีปริมาณที่เหมาะสมและสามารถตอบสนองความต้องการขององค์กรธุรกิจต่างๆ ได้เป็นอย่างดี

สำหรับองค์กรธุรกิจหลายแห่ง โครงสร้างพื้นฐานทั้งแบบปกติและแบบเสมือนที่ไม่มี
ความยืดหยุ่น และมีการขยายตัวอย่างไร้ระเบียบ ทำให้ธุรกิจต่างๆ มีการทำงานที่ไม่สะดวกและคล่องตัว ส่งผลให้การทำงานและการบำรุงรักษาระบบไอทีต้องใช้ทรัพยากรไอทีมากกว่าร้อยละ 70 และเหลืออีกร้อยละ 30 สำหรับนำไปใช้สร้างสรรค์นวัตกรรมต่างๆ

โซลูชั่น HP Converged Infrastructure คือ พิมพ์เขียวสถาปัตยกรรมโครงสร้างศูนย์ข้อมูลแห่งอนาคตที่ได้รับออกแบบให้อุดช่องว่างระหว่างความต้องการขององค์กรและบริการไอที จึงช่วยลูกค้าขจัดปัญหาความอัดแน่นของเทคโนโลยี ทั้งยังสามารถผนวกรวมอุปกรณ์เซิร์ฟเวอร์ อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล และอุปกรณ์เครือข่ายเข้าไว้ด้วยกันเป็นศูนย์รวมทรัพยากรที่สามารถทำงานร่วมกันได้ นอกจากนี้ ยังช่วยประหยัดไฟและควบคุมระบบทำความเย็นได้เป็นอย่างดี ด้วยแพลทฟอร์มการบริหารจัดการทรัพยากรที่ใช้ร่วมกันดังกล่าว

โซลูชั่น HP Enterprise Security

ประธานเจ้าหน้าที่ด้านไอที (ซีไอโอ) และประธานเจ้าหน้าที่ด้านเทคโนโลยี (ซีทีโอ) ที่มีระบบไอทีขององค์กรแบบ Instant-On Enterprise ล้วนตระหนักดีว่า โซลูชั่น Enterprise Security เป็นสิ่งจำเป็น ซึ่งประกอบด้วยระบบและโซลูชั่นต่างๆ ที่ไม่ส่งผลกระทบต่อการไหลเวียนของข้อมูลระหว่างองค์กรธุรกิจและลูกค้า หรือระหว่างภาครัฐและประชาชน

ปัจจุบัน องค์กรธุรกิจและหน่วยงานภาครัฐเลือกใช้แนวทางการเชื่อมโยงกับลูกค้าและประชาชนแบบเปิด โดยใช้แอพพลิเคชั่นแบบเคลื่อนที่ ระบบเครือข่ายสังคมออนไลน์ และบริการคลาวด์ สำหรับโซลูชั่นการรักษาความปลอดภัยดังกล่าวถือเป็นความท้าทายอย่างยิ่ง รายงานผลการสำรวจล่าสุดของฟอร์เรสเตอร์ รีเสิร์ช อิงค์ ระบุว่า กระแสบริโภคนิยม (consumerism) คือเทรนด์ทางด้านเทคโนโลยีที่สร้างความวิตกกังวลให้แก่ผู้บริหารระบบรักษาความปลอดภัย โดยกลุ่มตัวอย่างที่เป็นองค์กรธุรกิจเกือบครึ่ง (ร้อยละ 46) เผยว่า มีความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยในระบบสมาร์ทโฟน ขณะที่อีกร้อยละ 38 มีความวิตกกับความปลอดภัยของเทคโนโลยี Web 2.0

สำหรับการเป็นองค์กรแบบ Instant-On Enterprise ฝ่ายไอทีจำเป็นต้องจัดทำระบบรักษาความปลอดภัยแบบครบวงจร เพื่อปกป้องสินทรัพย์ทางธุรกิจของบริษัท และเปิดให้ผู้ที่ได้รับอนุญาตเข้าใช้งานได้เท่านั้น การศึกษาล่าสุดที่จัดทำขึ้นในนามของเอชพี ระบุว่า ในปีที่ผ่านมา ผู้บริหารระดับสูงในองค์กรธุรกิจ ภาครัฐ และด้านเทคโนโลยีทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
ทุก 1 ใน 2 คน เผชิญอุปสรรคในการพัฒนานวัตกรรม การเพิ่มความคล่องตัวของเทคโนโลยี และการให้บริการลูกค้า ซึ่งมีสาเหตุจากปัญหาระบบการรักษาความปลอดภัย

โซลูชั่น HP Enterprise Security จะทำให้องค์กรธุรกิจและหน่วยงานของรัฐสามารถรักษาความปลอดภัยของข้อมูลและทรัพยากร รวมทั้งบริหารความเสี่ยงและขับเคลื่อนการพัฒนานวัตกรรมได้อย่างต่อเนื่อง

โซลูชั่น Information Optimization

องค์กรธุรกิจและหน่วยงานของรัฐเผชิญความท้าทายที่เกิดจากการขยายตัวของข้อมูลอย่างรวดเร็ว ระบบไอทีมีการออกกฎหมายและข้อบังคับการควบคุมการใช้งานเพิ่มขึ้น ขณะที่งบประมาณที่ใช้ในการบริหารจัดการมีอยู่เท่าเดิมหรือลดลง ขณะเดียวกัน ผู้นำในองค์กรภาครัฐและธุรกิจต้องการการให้บริการข้อมูลที่ตรงตามกำหนดเวลาเพื่อให้สามารถตัดสินใจได้แบบเรียลไทม์

ผลการวิจัยล่าสุดของเอชพีบ่งชี้ว่า ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมีผู้บริหารระดับสูงด้านเทคโนโลยีและธุรกิจเพียงร้อยละ 18 เท่านั้นที่ระบุว่า ฝ่ายไอทีได้ให้ข้อมูลตามที่เขาต้องการตลอดเวลา ปัญหานี้จะเลวร้ายยิ่งขึ้น เนื่องจาก
- ในปี 2548 มนุษย์สร้างข้อมูลดิจิตอลจำนวน 150 เอ็กซาไบด์ แต่สามารถเพิ่มขึ้นมากกว่า 8 เท่าในปี 2553
- ผู้บริหารระดับสูงทั้งทางด้านไอทีและธุรกิจร้อยละ 88 เชื่อว่า อุปกรณ์การจัดเก็บข้อมูลจะเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่าร้อยละ 20 ในอีก 2 ปีข้างหน้า ขณะที่มากกว่าร้อยละ 86 เชื่อว่า อุปกรณ์การจัดเก็บข้อมูลจะเพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 30
- ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการด้านกฎหมายมีมูลค่าประมาณ 1.8 ล้านเหรียญสหรัฐต่อข้อมูล 1 เทราไบด์

การจะเอาชนะความท้าทายดังกล่าว องค์กรต่างๆ สามารถเลือกใช้โซลูชั่น HP Information Optimization เพื่อสร้างสรรค์สภาพแวดล้อมด้านไอทีให้เป็นหนึ่งเดียว เพื่อให้มีการบริหารจัดการข้อมูลที่เป็นเอกภาพ มีประสิทธิภาพ และมีความถูกต้องตรงตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับต่างๆ ทั้งยังช่วยสนับสนุนองค์กรนั้นๆ ให้มีแต้มต่อในการแข่งขันที่เหนือกว่าคู่แข่งอีกด้วย ดังนั้น การใช้โซลูชั่น HP Information Optimization จึงทำให้องค์กรต่างๆ สามารถควบคุมและศึกษาทำความเข้าใจข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

View :867

ดีแทคพร้อมขาย BlackBerry Torch 9800 ราคา 21,900 บ. พร้อมผ่อน 0% นาน 10 เดือน

December 11th, 2010 No comments

ดีแทคพร้อมจำหน่าย ในราคา 21,900 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) พร้อมโปรโมชั่นผ่อน 0% นาน 10 เดือนผ่านบัตรเครดิตชั้นนำ สำหรับ ใหม่มาพร้อมกับรูปลักษณ์ที่เป็นทั้ง Touch Screen และ Slide QWERTY Keyboard ในเครื่องเดียว และใช้ระบบปฏิบัติการ BlackBerry OS6 ใหม่ล่าสุด

การเปิดจำหน่าย BlackBerry Torch 9800 ของดีแทค มาพร้อมกับแพ็คเกจเสริมเพื่อการใช้งาน BlackBerry 4 รูปแบบ ครอบคลุมไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างเพื่อตรงตามการใช้งานอย่างเหมาะสม ประกอบด้วย 1. BlackBerry Internet UNLIMIT 790 บาท/เดือนสำหรับซิมดีแทคแบบรายเดือน และ 790 บาท/ 30 วันสำหรับซิมแฮปปี้แบบเติมเงิน ครอบคลุมทุกการใช้งาน อาทิ แชท รับ-ส่งอีเมล โซเชียลเน็ตเวิร์ก และใช้งานดีแทคอินเตอร์เน็ตได้ไม่จำกัด 2. BlackBerry Life 350 บาท/เดือนสำหรับผู้ใช้ซิมดีแทคแบบรายเดือน และ 350 บาท/ 30 วัน สำหรับซิมแฮปปี้ ครอบคลุมแชท รับ-ส่งอีเมล โซเชียลเน็ตเวิร์ก โดยจะคิดค่าดีแทคอินเตอร์เน็ตตามแพ็คเกจหลักที่เลือกไว้ 3. BlackBerry BeMail ที่เน้นการแชทและรับ-ส่งอีเมล ( BlackBerry eMail, Google. Yahoo, Hotmail, MSN, และ POP3/IMAP/OWA เป็นต้น) ค่าบริการ 299 บาท/เดือนสำหรับผู้ใช้ซิมดีแทคแบบรายเดือน และ 299 บาท/ 30 วัน สำหรับซิมแฮปปี้ และ 4. BlackBerry BeSocial ที่เน้นการแชทและการใช้งานโซเชียลเน็ตเวิร์ก อาทิ Facebook, Twitter และ MySpace เป็นต้น ค่าบริการ 299 บาท/เดือนสำหรับผู้ใช้ซิมดีแทคแบบรายเดือน และ 299 บาท/ 30 วัน สำหรับซิมแฮปปี้

ลูกค้าสามารถซื้อ BlackBerry Torch 9800 จากดีแทคได้ที่ร้านค้าที่ร่วมรายการกว่า 380 แห่ง ทั้งสำนักงานบริการดีแทค ดีแทคเซ็นเตอร์ ร้านทีจีโฟน เจมาร์ท ไอ-โมบาย บลิสเทล และ ไออีซี ช็อป ที่ร่วมรายการ และสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www..co.th

View :1013

ดีแทคเปิดตัวไมโครซิมสำหรับ iPad พร้อมมอบฟรีดีแทคอินเตอร์เน็ตให้ใช้งานคุ้มค่าสูงสุด 3GB ที่ iStudio

December 9th, 2010 No comments

ดีแทคเปิดตัวไมโครซิมสำหรับใช้งานกับ โดยเฉพาะ เพื่อเพิ่มความสะดวกและความสบายใจให้กับลูกค้า พร้อมจัดโปรโมชั่นแพ็คเกจพิเศษสำหรับลูกค้าที่ซื้อไมโครซิมที่ iStudio

นายปกรณ์ พรรณเชษฐ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายผลิตภัณฑ์ บมจ. โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) กล่าวว่า ดีแทคเปิดตัวไมโครซิมใหม่สำหรับ iPad เพื่อให้ลูกค้า iPad ซึ่งนำเครื่องติดตัวไปใช้งานในที่ต่าง ๆ มีความสบายใจในการใช้งานโมบายอินเตอร์เน็ตอย่างต่อเนื่องบนเครือข่ายของดีแทคที่เร็วกว่า ดีกว่า และครอบคลุมทั่วประเทศ พร้อมกันนี้เรายังได้จัดแคมเปญส่งเสริมการขายไมโครซิมกับ iStudio ซึ่งเป็นผู้จัดจำหน่ายไมโครซิมสำหรับ iPad เพียงรายเดียวของดีแทค โดยแถมฟรีดีแทคอินเตอร์เน็ต 3GB และแฮปปี้อินเตอร์เน็ต 5,000 นาที สำหรับการใช้งานในเดือนแรกให้กับลูกค้าที่ซื้อ iPad พร้อมดีแทคไมโครซิมที่ iStudio ทุกสาขาตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป แพ็คเกจที่เราจัดขึ้นนี้มีความเหมาะสมกับการใช้งานประเภทดาต้าโดยเฉพาะในปริมาณที่รองรับการใช้งานจำนวนสูงสุดของลูกค้าได้ ทั้งนี้ ลูกค้ายังจะได้รับความสะดวกสามารถจดทะเบียนเลขหมาย ณ จุดขายทันที สำหรับลูกค้าที่ใช้งานแฮปปี้อินเตอร์เน็ตสามารถตรวจสอบยอดการใช้งาน ยอดเงิน และสมัครแพ็คเกจแฮปปี้อินเตอร์เน็ตเพิ่มเติมได้ที่ www.happy.co.th/internetwebservices

ไมโครซิมสำหรับ iPad จากดีแทควางจำหน่ายแล้ววันนี้ที่ iStudio และร้านค้าตัวแทนจำหน่ายของ Apple ที่ร่วมรายการ แบบรายเดือน ราคา 499 บาท แถมฟรีชั่วโมง internet 3GB ในเดือนแรก เดือนต่อไปค่าบริการเดือนละ 650 บาท (ไม่รวม VAT 7%) ใช้ได้ 3GB ส่วนเกินคิดอัตราพิเศษ 1 บาท/MB

สำหรับแบบเติมเงิน ราคา 499 บาท แถมฟรี Happy internet 5,000 นาที ใช้ได้นาน 100 วัน เดือนต่อไปค่าบริการ Happy internet นาทีละ 25 สตางต์ (ไม่รวม VAT 7%) รับวันเพิ่มอีก 100 วัน ทุกครั้งที่เติมเงิน.

View :1071
Categories: Press/Release Tags: ,

ครม.อนุมัติแนวทางแก้ปัญหาบัตรสมาร์ทการ์ดแล้ว

December 9th, 2010 No comments

ครม.อนุมัติแนวทางแก้ปัญหาบัตรสมาร์ทการ์ดแล้ว                   
นายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เปิดเผยถึงแนวทางแก้ไขปัญหาบัตรสมาร์ทการ์ดว่า คณะรัฐมนตรี (ค.ร.ม.)มีมติเมื่อวันนี้ (7 ธ.ค.53) ตามแนวทางที่กระทรวงไอซีทีเสนอ โดยให้กระทรวงมหาดไทยแก้ไขกฎกระทรวงฉบับที่ 22 (พ.ศ.2550) เพื่อรองรับบัตร 26 ล้านใบที่กรมการปกครองได้ออกให้ประชาชนไปแล้วและรายการอื่นๆ เพิ่มเติม เพื่อรองรับบัตรสมาร์ทการ์ดที่ กระทรวงไอซีที ได้ว่าจ้างบริษัทเอกชนคู่สัญญา (บจ.วีสมาร์ท) ผลิตไปแล้วจำนวน 9 ล้านใบให้สามารถนำออกมาใช้งานได้
“การที่ ค.ร.ม. มีมติเลือกแนวทางการแก้กฎกระทรวงมหาดไทยนั้น มีเหตุผลสำคัญ 3 ประการ คือ 1.พิจารณาถึงประโยชน์ของประชาชนเป็นหลักเพราะแนวทางนี้จะทำให้ประชาชนได้ใช้บัตรประชาชนแบบสมาร์ทการ์ดเร็วที่สุด  โดยคาดว่าจะสามารถนำส่งให้กับอำเภอ หรือเขตต่างๆ ได้ภายในเดือนมกราคม 2554 ภายหลังจากที่กระทรวงมหาดไทยกลับไปแก้ไขกฎกระทรวงฯ ภายใน 2 สัปดาห์ และนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง 2.การเลือกแนวทางนี้แทนการเปิดประมูลใหม่จะทำให้ภาครัฐลดความเสี่ยงจากการถูกฟ้องร้องจากเอกชน กรณีที่ไม่รับบัตรซึ่งผลิตออกมาอย่างถูกต้องตามทีโออาร์และบัตรที่ค้างสต็อกอยู่เพื่อรอการผลิตของบริษัท 3.บัตรสมาร์ทการ์ดรุ่นนี้ถือว่ามีคุณสมบัติที่สูงกว่าข้อกำหนดที่ระบุไว้ คือ มีความสลับซับซ้อนมากกว่าทำให้ปลอมแปลงได้ยากขึ้น จากเหตุผลดังกล่าวจึงทำให้ ค.ร.ม.เลือกการแก้ไขกฎกระทรวงมหาดไทยแทนการเปิดประมูลใหม่ที่จะใช้ระยะเวลาในการดำเนินการนานกว่าและเสี่ยงต่อการถูกฟ้องร้องมากกว่า” นายจุติ กล่าว
          นอกจากนี้ ค.ร.ม.ยังมีมติอนุมัติโครงการธนาคารไปรษณีย์เพื่อรายย่อย โดยให้มีการตั้งบริษัทจำกัดขึ้นเพื่อให้บริการสินเชื่อรายย่อย อันเป็นโครงการที่ต่อยอดจากนโยบายการแก้ปัญหาหนี้นอกระบบของรัฐบาล ซึ่งจะมุ่งเน้นกลุ่มประชาชนที่มีฐานะยากจนไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ จำนวนกว่า 4 ล้านคน และกลุ่มที่ประสบปัญหาเงินกู้นอกระบบ จำนวน 18 ล้านคน โดยจะมีการดำเนินการจัดตั้งให้เร็วที่สุด
          ส่วนประเด็นการแก้ไขสัญญาสัมปทานระหว่าง บมจ.ทีโอที กับ บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) นั้น ขณะนี้ยังไม่ได้มีการสรุปแนวทางการดำเนินการที่ชัดเจนออกมาตามที่เป็นข่าวแต่อย่างใด มีเพียงการส่งจดหมายจากกระทรวงไอซีทีเพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติมจาก บมจ.ทีโอที และบมจ.กสท โทรคมนาคม เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาเท่านั้น โดยมีกำหนดให้ส่งรายละเอียดเพิ่มเติมมาให้กระทรวงฯ ภายในวันที่ 15 ธ.ค.นี้ ซึ่งกระทรวงฯ จะได้ประมวลความเห็นจากคณะกรรมการมาตรา 22 ตามพ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมการงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ.2535 และความเห็นกระทรวงไอซีที เพื่อนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีต่อไป
          สำหรับข้อมูลที่ทางกระทรวงฯ ได้ขอเพิ่มเติมนั้น คือ 1.ความคืบหน้าในการดำเนินการตามคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง 2.ความคืบหน้าในการดำเนินงานตามแผนฟื้นฟูองค์กรในระยะยาว 3.ความคืบหน้าเรื่องการดำเนินการเปิดประมูลโทรศัพท์เคลื่อนที่ในระบบ 3จีของทีโอที 4.รายงานการเตรียมการส่งมอบทรัพย์สินของบมจ.ทีโอที และบมจ.กสท โทรคมนาคมกับคู่สัญญา และ 5.รายงานฉบับสมบูรณ์ผลสรุปการพิจารณาของคณะกรรมการมาตรา 22 ฯ

View :988
Categories: Press/Release Tags: ,