Archive

Archive for February, 2012

สถาบันรหัสสากลจับมือกับกรีนสปอต นำร่องทำ GS1 Traceability เพื่อการตรวจสอบย้อนกลับในอุตสาหกรรมเครื่องดื่มเพิ่มศักยภาพในตลาดการค้าเสรี

February 27th, 2012 No comments

สถาบันรหัสสากล จับมือกับ กรีนสปอต นำร่องทำ GS1 Traceability เพื่อการตรวจสอบย้อนกลับในอุตสาหกรรมเครื่องดื่ม ติดตาม ตรวจสอบสินค้าได้ทั้งซัพพลายเชน เพื่อความปลอดภัย เพิ่มศักยภาพ และความเชื่อมั่น รองรับการเปิดตลาดการค้าเสรี รวมทั้งต่อยอดและขยายผลไปยังอุตสาหกรรมอื่น ๆ ที่เกี่ยวเนื่องต่อไป

นางพิชญา วัชโรทัย ผู้อำนวยการสถาบันรหัสสากล หรือ GS1 Thailand เปิดเผยว่า จากผลการวิจัยของ Innova Market Insights ซึ่งเป็นบริษัทวิจัยตลาดอาหารและเครื่องดื่ม ได้ระบุแนวโน้มของสินค้าอาหารที่คาดว่าจะได้รับความนิยม หนึ่งในแนวโน้มนั้นคือ Location : อาหารนั้นจะต้องสามารถระบุแหล่งที่มาน่าเชื่อถือ และตรวจสอบย้อนกลับได้ เนื่องจากผู้บริโภคบางส่วนมีแนวโน้มสนใจถึงแหล่งที่มาของสินค้าอาหารมากขึ้น เพื่อความปลอดภัยในการบริโภค สอดคล้องกับการที่บริษัท กรีนสปอต จำกัด ต้องการตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ต้องการรู้จักสินค้ามากขึ้น อยากรู้ว่าทำมาจากอะไร หรือใช้วัตถุดิบอะไร มาจากที่ไหนบ้าง ในขณะเดียวกันทางสถาบันรหัสสากลก็ได้มีโครงการที่จะประยุกต์ใช้ระบบตรวจสอบย้อนกลับตามมาตรฐานสากล ทำให้บริษัทสามารถสอบย้อน และติดตามการเคลื่อนที่ของสินค้าตลอดทั้งซัพพลายเชนได้ ดังนั้นสถาบันรหัสสากล จึงได้ร่วมมือกับบริษัท กรีนสปอต จำกัด จัดทำ GS1 Traceability ในอุตสาหกรรมเครื่องดื่ม ซึ่งการทำงานมีขอบเขตดังนี้คือ
1. การจัด Training เกี่ยวกับเรื่อง GS1 Global Traceability ให้กับพนักงานระดับปฏิบัติ และระดับผู้บริหาร
2. การตรวจประเมินกระบวนการตรวจสอบย้อนกลับของบริษัท กรีนสปอต จำกัด (GTC Program)
3. ให้คำปรึกษาในการประยุกต์ใช้งานบาร์โค้ดมาตรฐานสากล GS1
4. พัฒนาระบบ EPCIS (Electronic Product Code Information Service) เพื่อการตรวจสอบย้อนกลับให้กับบริษัท กรีนสปอต จำกัด

นายธรรมศักดิ์ จิตติมาพร กรรมการผู้จัดการบริษัท กรีนสปอต จำกัด เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ในปัจจุบันเราไม่อาจปฏิเสธได้ว่า ตลาดเครื่องดื่มของโลก กำลังเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านการผลิต และการจำหน่ายอันเป็นผลมาจากพฤติกรรมการบริโภคของคนที่เปลี่ยนแปลงไป เช่นการมุ่งเน้นเรื่องสุขภาพ การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการดำเนินชีวิตประจำวัน และสำคัญที่สุดคือ ผู้บริโภคหันมาใส่ใจเรื่องคุณภาพและความปลอดภัยของอาหารมากยิ่งขึ้น ในขณะเดียวกัน ตลาดธุรกิจเครื่องดื่มทั่วโลกก็ได้รับผลกระทบจากปัญหาทางด้านความปลอดภัยของอาหารที่สั่นคลอนความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเชื้อปนเปื้อนในเครื่องดื่มน้ำอัดลม หรือการปนเปื้อนของเมลามีนในนม ดังนั้น ผู้ประกอบการจึงจำเป็นต้องใส่ใจต่อความปลอดภัยทางด้านอาหารและเครื่องดื่มมากยิ่งขึ้น เพื่อเรียกความเชื่อมั่นของผู้บริโภคกลับคืนมา

โดยความร่วมมือกับสถาบันรหัสสากล เพื่อพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับ ตามมาตรฐานสากล GS1 และระบบ EPCIS (Electronic Product Code Information Service) ในสินค้าเครื่องดื่มไวตามิ้ลค์ จะช่วยให้ กรีนสปอต สามารถสอบย้อนแหล่งที่มา และติดตามการเคลื่อนที่ของสินค้าได้ทั้งภายใน (Internal Traceability) และระหว่างองค์กร (External Traceability) เพื่อเสริมสร้างความมั่นใจในคุณภาพแก่ผู้บริโภค สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ว่า ไวตามิ้ลค์ที่ดื่มอยู่นั้นใช้วัตถุดิบเมล็ดถั่วเหลืองจากที่ใด กระบวนการเก็บเกี่ยวเป็นเช่นไร ตลอดจนกระบวนการผลิต และการจัดจำหน่ายไปยังผู้บริโภค เพื่อประโยชน์ต่อการบริหารจัดการภายในองค์กร ผู้ผลิต ผู้จัดจำหน่าย ผู้ค้าส่ง ร้านค้าปลีก จนกระทั่งถึงมือผู้บริโภค รวมทั้งยังมีส่วนช่วยเปิดประตูการค้าสู่เวทีโลกได้กว้างขึ้น ทำให้ลูกค้าในต่างประเทศมั่นใจต่อคุณภาพของไวตามิ้ลค์ แบรนด์ และที่มาของผลิตภัณฑ์มากยิ่งขึ้น

หลังจากสิ้นสุดโครงการ GS1 Traceability นี้จะเป็น Best Practice สำหรับผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมเครื่องดื่มไทยในการประยุกต์ใช้ระบบตรวจสอบย้อนกลับตามมาตรฐานสากล GS1 และ การประยุกต์ใช้ระบบ EPCIS (Electronic Product Code Information) รวมทั้งยังสามารถขยายผลไปยังผลิตภัณฑ์อื่นๆเพื่อให้เกิดมาตรฐานทางด้านการตรวจสอบย้อนกลับ(Traceability Standard) ในประเทศไทย และทำให้ผู้ประกอบการในประเทศไทยเล็งเห็นถึงความสำคัญของระบบตรวจสอบย้อนกลับที่มาของสินค้า (Traceability) ซึ่งจะเป็นการยกระดับสินค้าให้มีความเป็นมาตรฐานระดับสากล ส่งผลให้เกิดความปลอดภัย และเพิ่มความมั่นใจของผู้บริโภคที่มีต่อผลิตภัณฑ์ในประเทศไทย เพื่อมุ่งสู่ในระดับสากลต่อไป

ระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) เป็นการสอบย้อนถึงแหล่งที่มาของสินค้า รวมทั้งติดตามการเคลื่อนที่ของสินค้าในซัพพลายเชน ซึ่งระบบตรวจสอบย้อนกลับที่ดี และมีประสิทธิภาพจะช่วยให้สามารถมั่นใจได้ว่า วัตถุดิบหรือสินค้าที่ได้รับมาจากแหล่งที่มีคุณภาพ ไม่มีการปนเปื้อนจากส่วนประกอบที่เป็นอันตราย รวมทั้งหากพบว่า สินค้ามีปัญหายังจะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถเรียกคืนสินค้าที่มีปัญหาออกจากตลาดได้อย่างแม่นยำและรวดเร็ว แต่ด้วยอุตสาหกรรมเครื่องดื่มในประเทศไทยที่เป็นอุตสาหกรรมที่มีการลงทุนจำนวนมากในการซื้อเครื่องจักรที่มีประสิทธิภาพและใช้เทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัย รวมทั้งมีการกระจายสินค้าทั้งในประเทศและส่งออกไปยังต่างประเทศมากมาย ส่งผลให้เทคโนโลยีระบบตรวจสอบย้อนกลับที่ใช้ภายในองค์กร (Internal Traceability) ในปัจจุบันไม่เพียงพอต่อความต้องการทางธุรกิจ (Business Requirement) และพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปนี้ได้

ระบบตรวจสอบย้อนกลับที่สมบูรณ์และมีประสิทธิภาพในซัพพลายเชน นอกจากผู้ประกอบการจะต้องมีกระบวนการตรวจสอบย้อนกลับระหว่างองค์กร (External Traceability) อีกด้วย ซึ่งระบบตรวจสอบย้อนกลับดังกล่าว ต้องเป็นระบบที่เป็นมาตรฐานกลางได้รับการยอมรับในระดับสากล สามารถใช้งานและแชร์ข้อมูลระหว่างคู่ค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพตลอดทั้งซัพพลายเชน ในส่วนของเทคโนโลยีมาตรฐานสากลระบบ EPCIS (Electronic Product Code Information Service) เป็นมาตรฐานกลางในการเก็บและร่วมแชร์ “เหตุการณ์(Event)” ที่เกิดขึ้นกับสินค้าระหว่างคู่ค้าในซัพพลายเชน ซึ่งระบบดังกล่าวสามารถใช้งานในอุตสาหกรรมเครื่องดื่มร่วมกับเลขหมายบาร์โค้ดมาตรฐานสากล GS1 และ Batch/Lot s หรือ Serial Number เพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบย้อนกลับสินค้าได้ตลอดทั้งซัพพลายเชน

การใช้งานระบบ EPCIS ที่เป็นมาตรฐานสากลร่วมกันนี้ จะทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องในซัพพลายเชนเครื่องดื่มทุกรายสามารถแบ่งปันข้อมูลดังกล่าวระหว่างคู่ค้าทั่วโลกผ่านระบบ Object Name Service (ONS) ที่เปรียบเสมือนสมุดโทรศัพท์หน้าเหลืองอิเล็กทรอนิกส์ในการค้นหาแหล่งข้อมูลที่ต้องการ ซึ่งจะทำให้สามารถมองเห็นการเคลื่อนที่ของสินค้าได้ตลอดตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ

“นอกจากระบบ EPCIS จะสามารถนำมาใช้ในอุตสาหกรรมเครื่องดื่มแล้ว ยังสามารถนำมาใช้ในอุตสาหกรรมอื่น ๆ ได้อีก เช่น อุตสาหกรรมเนื้อโค อุตสาหกรรม Healthcare และทางด้านโลจิสติกส์ เป็นต้น ซึ่งระบบดังกล่าวทำให้ผู้ประกอบการไทยมีระบบการตรวจสอบย้อนกลับที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล เพื่อสร้างความมั่นใจต่อผู้บริโภคทั้งภายในและต่างประเทศ อีกทั้งยังเป็นการเตรียมความพร้อมต่อการเปิดตลาดการค้าเสรีที่เกิดขึ้นในโลกยุคปัจจุบัน” ผู้อำนวยการสถาบันรหัสสากล กล่าวในที่สุด

View :1822

อวาย่า จัดงานโรดโชว์ “Avaya Experience Tour 2012” ทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

February 27th, 2012 No comments

สัมผัสโซลูชั่นสนับสนุนการทำงานร่วมกันทางธุรกิจแบบ Real –time เพื่อส่งเสริมการพัฒนาธุรกิจให้เติบโตอย่างรวดเร็ว

อวาย่า (Avaya) ผู้นำระดับโลกด้านการให้บริการและจำหน่ายระบบการติดต่อสื่อสารเพื่อการดำเนินธุรกิจ และระบบแบบการทำงานร่วมกัน (business communications and collaboration) ได้จัดกิจกรรมโรดโชว์ Avaya Experience Tour 2012 รวมกว่า 23 เมือง ทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก อาทิ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ จีน ฮ่องกง ไต้หวัน อินเดีย อินโดนีเซีย เกาหลี มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และประเทศไทย

กิจกรรมโรดโชว์จัดขึ้นภายใต้หัวข้อ “การพัฒนาธุรกิจให้เติบโตอย่างรวดเร็ว” โดยมีวิทยากรเป็นนักธุรกิจชั้นนำและผู้เชี่ยวชาญระดับโลกและระดับภูมิภาค พร้อมสัมผัสส่วนหนึ่งของนวัตกรรมและเทคโนโลยีล่าสุด เพื่อสนับสนุนการทำงานร่วมกันทางธุรกิจให้ธุรกิจก้าวหน้าประสบความสำเร็จตลอดปี 2012 และเติบโตอย่างต่อเนื่อง

อัตราการใช้งานของอุปกรณ์และแอพพลิเคชั่นในอุตสาหกรรมสื่อสารและเครือข่ายนั้นกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ซึ่งมีผลให้ความต้องการของผู้ใช้งานได้เปลี่ยนแปลงรูปแบบหรือวีถีการในการทำงานดังนั้นการแก้ปัญหาทางตันของธุรกิจที่ไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลนั้นสามารถทำได้ด้วยคุณสมบัติการเชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกันโดยการรับข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องในเวลาที่เหมาะสม เพื่อนำไปสู่การตัดสินใจอย่างชาญฉลาด รวดเร็ว ทันทุกสถานการณ์

ซึ่งงานโรดโชว์ของอวาย่า ( Avaya Experience Tour 2012) จะจัดขึ้นที่กรุงเทพฯ ในวันจันทร์ที่ 6 มีนาคม 2555 โดยโอกาสนี้ มร.พอลล์ เชน ผู้อำนวยการฝ่าย Unified Communications sales and technical operations ประจำอวาย่าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค และทีมผู้บริหารจากอวาย่าจะเข้าร่วมกล่าวในงานครั้งนี้ด้วย

อีกทั้งในงาน Avaya Experience Tour 2012 จะเปิดโอกาสให้ลูกค้า พันธมิตรและกลุ่มเป้าหมายลูกค้าใหม่ได้พบปะพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน และนำไปปฏิบัติเพื่อหาข้อมูลเชิงลึกที่จะช่วยให้ธุรกิจของพวกเขาเติบโตได้อย่างรวดเร็วและสามารถเลือกโซลูชั่นที่เหมาะสมที่สุดในการผลักดันความสำเร็จในอนาคต

มร. ฟรองซัวส์ แลนซอง ประธานบริษัทอวาย่า ประจำภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก กล่าวว่า “Avaya Experience Tour 2012 จะแสดงให้เห็นถึงโซลูชั่นการทำงานร่วมกันทางธุรกิจ ซึ่งสามารถเชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกันด้วยข้อมูลที่ต้องการในเวลาที่เหมาะสม เพื่อเร่งให้ธุรกิจก้าวเติบโตไปอีกขั้น ตามแนวคิด The Power of We™ ซึ่งหมายถึงการใช้ประโยชน์จากการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพรวดเร็วขึ้น เพื่อให้ได้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจอย่างชาญฉลาด นำไปสู่ผลลัพธ์ความสำเร็จทางธุรกิจที่ดีขึ้น

ตารางงานโรดโชว์ “Avaya Experience Tour 2012” ทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

สถานที่
กำหนดการ
โตเกียว ประเทศญี่ปุ่น 15 กุมภาพันธ์ 2555
นิวเดลี ประเทศอินเดีย
21 กุมภาพันธ์ 2555
มัมไบ ประเทศอินเดีย 23 กุมภาพันธ์ 2555
กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ 23 กุมภาพันธ์ 2555
บังคาลอร์ ประเทศอินเดีย 24 กุมภาพันธ์ 2555
ประเทศสิงคโปร์
28 กุมภาพันธ์ 2555
เพิร์ท ประเศออสเตรเลีย 28 กุมภาพันธ์ 2555
เจนไน ประเทศอินเดีย 28 กุมภาพันธ์ 2555
กัลกัตตา ประเทศอินเดีย 29 กุมภาพันธ์ 2555
ซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย 1 มีนาคม 2555
เมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย 2 มีนาคม 2555
บริสเบน ประเทศออสเตรเลีย 6 มีนาคม 2555
กรุงเทพฯ ประเทศไทย
6 มีนาคม 2555
จาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย
8 มีนาคม 2555
โอ๊คแลนด์ ประเทศออสเตรเลีย 8 มีนาคม 2555
กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ 9 มีนาคม 2555
เวลลิงตัน ประเทศนิวซีแลนด์ 9 มีนาคม 2555
ปังกิ่ง ประเทศจีน
20 มีนาคม 2555
เซียงไฮ้ ประเทศจีน
22 มีนาคม 2555
ฮ่องกง ประเทศจีน
23 มีนาคม 2555
กัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย 27 มีนาคม 2555
ไทเป ประเทศไต้หวัน
29 มีนาคม 2555
เซินเจิ้น ประเทศจีน 30 มีนาคม 2555

View :1383

ICT เปิดตัว FREE PUBLIC WIFI

February 27th, 2012 No comments

นาวาอากาศเอก อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือ กระทรวง ICT กล่าวถึงการเปิดให้บริการอินเทอร์เน็ตไร้สายในที่สาธารณะฟรี (Free Public WiFi) ว่า “จากแนวนโยบาย SMART THAILAND ของกระทรวง ICT ที่ได้ประกาศไปเมื่อเดือนสิงหาคม 2554 นั้น ทางกระทรวงฯ ได้ดำเนินการประสานงานและร่วมมือกับผู้ให้บริการเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ได้แก่ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) และผู้ให้บริการภาคเอกชน โดยได้รับการสนับสนุนจาก กสทช. ขณะนี้พร้อมที่จะเปิดตัวโครงข่าย SMART-WIFI@TH ซึ่งเป็นการให้บริการอินเทอร์เน็ตไร้สายที่ปลอดภัย เชื่อถือได้ และยั่งยืน อ้างอิงจากการศึกษาโครงการที่ใกล้เคียงกันในต่างประเทศ ร่วมกับการศึกษาความต้องการเฉพาะของประเทศไทย ทำให้มั่นใจได้ว่า SMART-WIFI@TH จะให้ประโยชน์ในด้านเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ รวมทั้งผู้ใช้บริการไม่ว่าจะเป็น นักเรียน นักศึกษา ผู้ประกอบธุรกิจขนาดเล็ก คนทำงานที่ต้องเดินทางหรือทำงานนอกสถานที่เป็นประจำ (Mobile Workers) รวมทั้งนักท่องเที่ยวก็จะได้รับความสะดวกสบายในด้านข้อมูลข่าวสารออนไลน์อย่างเต็มที่”

สำหรับการเปิดตัวในครั้งนี้ เป็น Phase 1 ครอบคลุมกว่า 20,000 จุดทั่วประเทศ โดยเน้นพื้นที่สาธารณะที่มีความต้องการสูงเป็นพื้นที่ในการให้บริการช่วงแรก เช่น ศาลากลางจังหวัด สนามบิน มหาวิทยาลัย สถานีขนส่ง ฯลฯ โดยมีรัฐวิสาหกิจ ทั้ง บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) และ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ CAT เป็นผู้ร่วมดำเนินการในช่วงเริ่มต้นและจะร่วมมือกับผู้ให้บริการภาคเอกชนในช่วงต่อไป โดยมีเป้าหมายที่จะให้บริการได้มากกว่า 250,000 จุด ภายใน 5 ปี

นาวาอากาศเอก อนุดิษฐ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “จากสถิติการศึกษาอัตราการเข้าถึงการสื่อสารผ่านอินเทอร์เน็ตพบว่า ทุกๆ 10% ของการเข้าถึงที่เพิ่มขึ้น จะสามารถเพิ่ม GDP ได้ 1.3% นั่นหมายความว่าการพัฒนาทางเศรษฐกิจมีความสัมพันธ์กับการเข้าถึงการสื่อสารผ่านอินเทอร์เน็ตอย่างแท้จริงซึ่งรัฐบาลเล็งเห็นศักยภาพของการสื่อสารผ่านอินเทอร์เน็ตและมุ่งที่จะพัฒนาอย่างเต็มที่ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้คือ เพิ่มการเข้าถึงให้ได้ 80% ของจำนวนหลังคาเรือนภายใน 4 ปี (2558) ซึ่งในการพัฒนารูปแบบการดำเนินการที่ยั่งยืนสำหรับประเทศไทย (Sustainable model for Thailand) กระทรวง ICT เข้าใจเป็นอย่างดีว่า ความต้องการและสถานการณ์ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของประเทศไทยนั้นมีลักษณะเฉพาะ ดังนั้นจึงได้พัฒนารูปแบบการดำเนินการสำหรับ “SMART-WIFI@TH” เพื่อให้ได้ผลสำเร็จที่ยั่งยืนในระยะยาว โดยโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการให้บริการจะเป็นการผสมระหว่างโครงข่าย backbone ที่มีอยู่ในปัจจุบันและโครงข่ายใหม่ รวมทั้งจุดเชื่อมต่อ (access point) ของ TOT CAT และผู้ประกอบการด้านโทรคมนาคมภาคเอกชน ซึ่งทำงานร่วมกันอย่างไร้รอยต่อและเชื่อถือได้ ภายใต้ ID “SMART-WIFI@TH” เดียวกัน และกระทรวง ICT เชื่อมั่นว่า SMART-WIFI@TH จะสร้างความเสมอภาคและชีวิตที่ดีขึ้นเพื่อคนไทย และสำหรับ FREE PUBLIC WIFI 20,000 จุดแรกนี้ รัฐบาล ตั้งใจมอบเป็นของขวัญปีใหม่ 2555 เพื่อพี่น้องชาวไทยทุกคน”

View :795

ก.ไอซีที สรุปบทเรียนการบริหารจัดการน้ำ และเตรียมพร้อมป้องกันภัยทุกชุมชนในจังหวัดนครนายก

February 26th, 2012 No comments

นาวาอากาศเอกอนุดิษฐ์ นาครทรรพ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เปิดเผยถึงการจัดทำสรุปบทเรียนเกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำในบริบทของการเตือนภัยและการเตรียมพร้อมป้องกันภัยทุกหมู่บ้าน/ชุมชนจังหวัดนครนายก ว่า เหตุการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นในปี 2554 ได้ส่งผลกระทบต่อ GDP ของประเทศไทยประมาณร้อยละ 3 และประเทศยังต้องใช้ทรัพยากรเป็นจำนวนมากในการแก้ไขสถานการณ์ ซึ่งเมื่อรวมกับมูลค่าของความเสียหายที่เกิดขึ้น และงบประมาณที่จะต้องนำมาเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบที่มีมูลค่ามากมายมหาศาลแล้ว ได้ส่งผลโดยรวมต่อเศรษฐกิจของประเทศเป็นอย่างมาก

การบริหารจัดการกับสถานการณ์ภัยพิบัติ ถือเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ ซึ่งได้แก่ การรู้ล่วงหน้า การหลีกเลี่ยง การเตรียมตัวที่จะเผชิญกับภัย และการบรรเทาภัยในกรณีที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ โดยการเตรียมความพร้อมเหล่านี้นับเป็นองค์ประกอบหลักของความสำเร็จในทุกหน่วยงานทั้งภาครัฐ และภาคประชาชน ดังนั้น จึงจำเป็นจะต้องมีการปรับปรุงระบบการทำงาน และลักษณะของความพร้อมให้เข้มแข็ง และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยการศึกษาและวิเคราะห์จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว เพื่อนำมาใช้เป็นกุญแจสำคัญในการปรับปรุงแก้ไข

สำนักงานปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ได้ให้ความสำคัญในการจัดทำสรุปบทเรียนเกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำในบริบทของการเตือนภัย เพื่อเรียนรู้สาเหตุ ปัญหา อุปสรรค ข้อขัดข้อง ตั้งแต่จุดเริ่มต้นของการเกิดภัย จนกระทั่งการฟื้นฟูเยียวยาภายหลังการเกิดอุทกภัย โดยกระทรวงฯ และภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมกับจังหวัดนครนายก จัดการสัมมนาเชิงปฏิบัติการการจัดทำสรุปบทเรียนเกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำในบริบทของการเตือนภัย และการเตรียมพร้อมป้องกันภัยทุกหมู่บ้าน/ชุมชน จังหวัดนครนายกขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อทบทวนสถานการณ์อุทกภัยในช่วงปีที่ผ่านมา รวมถึงสรุปแนวโน้มของการเกิดภัยและความรุนแรง เพื่อให้แต่ละหน่วยงานได้ทบทวนแผนงานของตน แล้วนำเอาส่วนที่เกี่ยวกับการเตือนภัยมาหา
รือ เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการปฏิบัติงาน ตลอดจนร่วมแสดงความคิดเห็นในด้าน “ความพร้อม” ภายใต้ภารกิจที่แต่ละหน่วยงานรับผิดชอบ

นอกจากนี้ยังมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาการประสานงานในบทบาทของหน่วยงานตามขั้นตอนของการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เพื่อจัดระบบบริหารการดำเนินงานเผชิญสถานการณ์ในภาพรวม (Unified Command) ให้กระชับ รวมทั้งเพื่อให้ชุมชน/หมู่บ้าน มีการเตรียมความพร้อม และมีแผนปฏิบัติเมื่อเกิดภัย ตามนัยแผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ภายใต้กรอบนโยบายการเตรียมความพร้อมแห่งชาติ ตลอดจนเพื่อให้ชุมชนในพื้นที่เสี่ยงภัยมีความสามารถในการเตรียมพร้อมป้องกันภัย มีแผนเผชิญเหตุสาธารณภัยภายใต้การดำเนินงานของคณะกรรมการชุมชน และยังเป็นการสร้างกิจกรรมและเชื่อมโยงให้ชุมชนมีกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง ในด้านการเตรียมความพร้อมป้องกันภัย ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถให้กับชุมชนในการเตรียมพร้อมป้องกันภัย และพัฒนาสู่การพึ่งพาตนเองในการบริหารจัดการภัยพิบัติด้วยชุมชนอย่างยั่งยืน รวมถึงยังช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนชาวต่างชาติ ชาวไทย นักท่องเที่ยว และประชาชนเกี่ยวกับการบริหารจัดการสถานการณ์ภัยพิบัติอีกด้วย

สำหรับการสัมมนาเชิงปฏิบัติการฯ ครั้งนี้ได้มีการจัดเป็น 2 กิจกรรม คือ การสรุปบทเรียน และการเตรียมพร้อมป้องกันภัย โดยกิจกรรมที่ 1 การจัดทำสรุปบทเรียนเกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำในบริบทของการเตือนภัย เป็นการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อระดมความคิดเห็นจากภาคราชการ ภาคเอกชน มูลนิธิต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง และภาคประชาชน มาจัดทำเป็นสรุปบทเรียนฯ เพื่อนำข้อบกพร่องในการบริหารจัดการน้ำช่วงที่ผ่านมา มาใช้เป็นบทเรียนในการแก้ไขปัญหา และกำหนดเป็นแนวทางการบริหารจัดการน้ำ ส่วนกิจกรรมที่ 2 การเตรียมพร้อมป้องกันภัยทุกหมู่บ้านทุกชุมชนของจังหวัดนครนายก จะเป็นการนำสรุปเหตุการณ์อุทกภัยและดินโคลนถล่มที่เกิดขึ้น ในปี 2554 มาเป็นกรณีศึกษา และเตรียมความพร้อมรับภัยพิบัติที่อาจจะเกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับชุมชนที่จะต้องมีการเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายเพื่อให้หมู่บ้าน/ชุมชนที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยมีความรู้ความเข้าใจ และตระหนักถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการสาธารณภัยในเบื้องต้น ตลอดจนมีการจัดทำแผนชุมชนในการเตรียมความพร้อม การเผชิญเหตุ และการปฏิบัติการในภาวะฉุกเฉินเมื่อเกิดภัยตามหลักสากล คือ หลักการจัดการความเสี่ยงจากภัยพิบัติโดยอาศัยชุมชนเป็นฐาน (Community Based Disaster Risk Management : CBDRM) อันเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการเสริมสร้างศักยภาพชุมชนด้านการจัดการภัยพิบัติ

ส่วนกลุ่มเป้าหมายในการสัมมนาฯ ครั้งนี้ ได้แบ่งเป็น 2 กลุ่ม โดยกิจกรรมที่ 1 คือ ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ เอกชน สื่อมวลชน และมูลนิธิต่าง ๆ กิจกรรมที่ 2 คือ ผู้แทนหน่วยงานในจังหวัดนครนายก ทั้ง หน่วยงานราชการ ทหาร อบจ./นายอำเภอ/ปลัดอำเภอฝ่ายความมั่นคง เทศบาล/องค์การบริหารส่วนตำบล ผู้นำชุมชน กำนัน/ผู้ใหญ่บ้าน ชุมชน/หมู่บ้าน อาสาสมัคร มูลนิธิ ซึ่งรวมผู้เข้ารับการสัมมนาทั้งหมดประมาณ 1,500 คน

“กระทรวงฯ หวังว่า การสัมมนาฯ ครั้งนี้จะทำให้ได้ข้อสรุปที่จะช่วยในการประเมินภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ ซึ่งจะทำให้แต่ละหน่วยงานมีข้อมูลในการทบทวนแผนงานของตนให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างสอดคล้องกับสภาพปัญหา รวมทั้งช่วยให้เกิดการพัฒนาการประสานงานที่มีประสิทธิภาพ ขจัดความสับสนในการบริหารสถานการณ์ และความซับซ้อนในการสนับสนุนการปฏิบัติงานในช่วงต้นของการบรรเทาภัย นอกจากนี้ยังช่วยให้ชุมชน/หมู่บ้านที่เสี่ยงภัยมีความพร้อมในการป้องกันภัยพิบัติ สามารถบริหารจัดการ และลดความเสียหายเมื่อเกิดสาธารณภัยขึ้น มีการสร้างคณะกรรมการชุมชน/หมู่บ้านเสี่ยงภัยที่มีความเข้มแข็งสามารถช่วยเหลือประชาชนในหมู่บ้านได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ก่อนที่หน่วยงานภายนอกจะเข้าไปให้ความช่วยเหลือ รวมถึงมีการสร้างเครือข่ายป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยระหว่างชุมชน/หมู่บ้าน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคราชการ และภาคประชาชน ซึ่งการเตรียมความพร้อมดังกล่าวจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อการบริหารสถานการณ์ภัยพิบัติให้กับนักลงทุนชาวต่างชาติ ชาวไทย นักท่องเที่ยว รวมทั้งประชาชน และนำมาซึ่งการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในอนาคต” นาวาอากาศเอกอนุดิษฐ์ กล่าว

View :955

คิวบิค แอซโซซิเอทส์ กรุ๊ป (ประเทศไทย) ร่วมมือกับ ทีโอที เสริมทัพ รุกตลาด IPTV

February 25th, 2012 No comments

พร้อมแนะนำ by Cubic กล่องมหัศจรรย์ที่จะเปลี่ยนทีวีของคุณให้กลายเป็น SMART TV ได้ในพริบตา (Available in Full HD)

บริษัท คิวบิค แอซโซซิเอทส์ กรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมกับ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ต่อยอดการดำเนินธุรกิจขององค์กร รุกธุรกิจ IPTV (Internet Protocol Television) หรือการให้บริการรูปแบบรายการที่มีความหลากหลายของเนื้อหาสาระและความบันเทิง ผ่านกล่องรับสัญญาณที่ใช้ระบบอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ซึ่งมีความเสถียรในการนำสัญญาณภาพและเสียงสู่โทรทัศน์ที่บ้านคุณ ซึ่งนำเสนอเนื้อหารายการครอบคลุมรูปแบบไลฟ์สไตล์ของคนไทยในปัจจุบัน

บริษัท คิวบิค แอซโซซิเอทส์ กรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำด้านเทคโนโลยีการสื่อสารและการให้บริการ IPTV (Internet Protocol Television) ความเร็วสูง ที่จะเชื่อมโยงทุกความต้องการของลูกค้าทุกกลุ่มเป้าหมาย เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของโลกที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ด้วยสาเหตุของเทคโนโลยีที่ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการอำนวยความสะดวกและช่วยเหลือมนุษย์ในด้านต่าง ๆ มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน รูปแบบการดำเนินชีวิต และการเรียนรู้

นายพันธ์เทพ จำรัสโรมรัน ประธานกรรมการ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ในความร่วมมือระหว่าง บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) และ บริษัท คิวบิค แอซโซซิเอทส์ กรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด นี้ นับว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่ง ด้วยสององค์กรจะร่วมผสานกำลังสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และบริการที่เปี่ยมไปด้วยคุณภาพ ในการพัฒนาธุรกิจด้านเทคโนโลยี พร้อมมอบประสบการณ์ใหม่ๆให้กับคนไทย โดยเราเชื่อว่าการให้บริการอินเทอร์เน็ตที่มีประสิทธิภาพและเสถียรภาพของเรา ประกอบกับการให้บริการ IPTV ของคิวบิค จะสามารถตอบโจทย์ไลต์สไตส์ของคนไทยให้ดำเนินชีวิตทันสมัยได้อย่างสมบรูณ์แบบยิ่งขึ้น”

นายศุภศักดิ์ ณ นครพนม ประธานกรรมการบริหาร บริษัท คิวบิค แอซโซซิเอทส์ กรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด กล่าว “ธุรกิจ IPTV มีในประเทศไทยมานานกว่า 5 ปี แต่ยังไม่เป็นที่นิยมมากนัก อาจเป็นเพราะความไม่เสถียรของกล่องรับสัญญาณ จำนวนเนื้อหารายการมีน้อยไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภค อีกทั้งผู้ที่ให้บริการปัจจุบันยังไม่มีบริการที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนยุคนี้ได้ครบถ้วน ดังนั้นบริษัท คิวบิค แอซโซซิเอทส์ กรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด จึงได้ทำการศึกษาตลาด IPTV ในประเทศไทยมานานกว่า 2 ปีเต็ม และได้พัฒนาเทคโนโลยีการให้บริการ IPTV ให้มีประสิทธิภาพมากที่สุดซึ่งสามารถตอบสนองความต้องการผู้บริโภคได้ครบวงจร โดยบริษัทเชื่อว่า Set Top Box ของทางคิวบิค จะช่วยเพิ่มจำนวนของผู้ใช้บริการ IPTV ในประเทศไทยได้อย่างรวดเร็ว ด้วยความสามารถในการมอบประสบการณ์ใหม่ในการใช้ชีวิตประจำวันของผู้บริโภคอย่างสมบูรณ์แบบ เรียกได้ว่าเพียงนิ้วสัมผัสโลกทั้งโลกก็อยู่ในมือคุณ”

“เราตั้งใจมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับคนไทย ด้วยการเสนอทางเลือกใหม่ในการดูโทรทัศน์จาก IPTV by Cubic ที่จะเชื่อมต่อโทรทัศน์ของคุณให้กลายเป็นอินเทอร์เน็ตทีวีได้ทันทีอย่างง่ายดาย เพียงเท่านี้ คุณจะสัมผัสความสะดวกสบายในรูปแบบที่ล้ำสมัย และสนุกไปกับเนื้อหารายการทั้งในประเทศและต่างประเทศ มากกว่า 50 รายการคุณภาพที่คัดสรรมาเพื่อตอบสนองทุกไลฟ์สไตล์ และครอบคลุมทุกความต้องการของทุกคน” นายศุภศักดิ์ ณ นครพนม กล่าวเสริม

ผลิตภัณฑ์ IPTV by Cubic พร้อมเปิดตัวและวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในเดือน เมษายน 2555 นี้
ในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ นี้ IPTV by Cubic ได้เปิดแสดงประสิทธิภาพของสินค้าที่อาคาร 9 สำนักงานใหญ่ TOT ถนนแจ้งวัฒนะ ตั้งแต่เวลา 9.00 น. – 17.00 น. และจะเปิดแสดงบูทสินค้าอย่างต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 27 – 2 มีนาคม ขอเชิญผู้สนใจร่วมเข้าชม และสัมผัสกับความมหัศจรรย์ของ IPTV by Cubic

View :1076

ดีแทคเปิดตัวเฟซบุ๊คสำหรับมือถือทุกรุ่นเอาใจสาวกเฟซบุ๊คตัวจริง

February 24th, 2012 No comments

นำแอพพลิเคชั่นเฟซบุ๊คล่าสุดให้ลูกค้ามือถือธรรมดาใช้งานได้เทียบเท่าสมาร์ทโฟน ฟรีค่าบริการดาต้านาน 3 เดือน

ดีแทคจับมือเฟซบุ๊คร่วมเปิดตัวแอพพลิเคชั่นเฟซบุ๊คสำหรับจาวา (Java) เพื่อให้ลูกค้าใช้งานกับมือถือธรรมดาหรือฟีเจอร์โฟน พิเศษสำหรับลูกค้าดีแทค สามารถดาวน์โหลดและใช้งานผ่านแอพพลิเคชั่นฟรีนานถึง 3 เดือน

ลูกค้ามือถือธรรมดาหรือฟีเจอร์โฟน ที่ใช้งานเฟซบุ๊คผ่านแอพพลิเคชั่นเฟซบุ๊คใหม่สำหรับมือถือทุกรุ่นนี้ จะสามารถใช้เฟซบุ๊คได้ดียิ่งขึ้นและรวดเร็วขึ้นเมื่อเทียบกับใช้งานบนแอพพลิเคชั่นหรือโมบายล์ไซต์อื่น ๆ และสามารถใช้งานได้กับมือถือธรรมดาได้หลากหลายรุ่น ทำให้ลูกค้าจำนวนมากได้ใช้งานเฟซบุ๊คแบบเต็มรูปแบบบนเครือข่ายที่มีคุณภาพของดีแทค โดยแอพพลิเคชั่นเฟซบุ๊คมีรูปแบบการใช้งานใหม่ ๆ ที่สร้างขึ้นโดยเฉพาะและช่วยให้ลูกค้าได้เชื่อมต่อและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ต่าง ๆ เป็นวงกว้าง ประกอบด้วย
- การใช้งาน News Feed และรูปภาพ รวดเร็วขึ้น
- อัพโหลดรูปภาพจากมือถือได้เร็วขึ้น
- เชื่อมต่อ local address book contacts กับเพื่อน ๆ ในเฟซบุ๊คได้
- ดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นเพียงครั้งเดียว สามารถใช้งานได้ตลอด

แอพพลิเคชั่นเฟซบุ๊คใหม่ ออกแบบเพื่อให้ใช้งานดาต้าน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับแอพพลิเคชั่นจาวาหรือโมบายล์ไซต์อื่น ๆ ในขณะเดียวกันช่วยให้ลูกค้าที่ใช้มือถือธรรมดาใช้งานเฟซบุ๊คได้รวดเร็ว และมีประสบการณ์ใช้งานดียิ่งขึ้น และทำให้ลูกค้าใช้งานแอพพลิเคชั่นต่อเนื่องเมื่อสิ้นสุดช่วงให้บริการฟรี

นายปกรณ์ พรรณเชษฐ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายผลิตภัณฑ์ บมจ. โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น () เปิดเผยว่า นับจากนี้เป็นต้นไปลูกค้าของเราที่ใช้งานมือถือธรรมดาหรือฟีเจอร์โฟนซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมากจะสามารถใช้งานแอพพลิเคชั่นเฟซบุ๊คใหม่ ด้วยประสบการณ์ใช้งานแบบเต็มรูปแบบและเร็วยิ่งขึ้นบนเครือข่ายดีแทค การเปิดตัวแอพพลิเคชั่นใหม่นี้ยังทำให้การใช้งานดาต้าขยายออกไปสู่ลูกค้าในกลุ่มที่ใช้มือถือรุ่นต่าง ๆ อย่างแพร่หลาย ในช่วงเปิดตัวนี้ ดีแทคเปิดให้ลูกค้าได้ใช้งานผ่านแอพพลิเคชั่นฟรีจนถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2555 ลูกค้าดีแทคและแฮปปี้สามารถดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นได้จากมือถือ โดยกด *704*90# และเข้าสู่ลิงค์ที่ส่งมาให้ เราคาดว่าลูกค้าดีแทคจะให้การตอบรับที่ดีจากความชื่นชอบในลักษณะการใช้งานที่สะดวกของแอพพลิเคชั่นเองและด้วยการทำโปรโมชั่นของเราในกลุ่มลูกค้าเป้าหมายและลูกค้าทั่วไป

จาเวียร์ โอลิแวน Head of Growth, Engagement, and Mobile, Facebook. กล่าวว่า “เฟซบุ๊คไม่เพียงต้องการสร้างประสบการณ์ที่ดีสำหรับการใช้งานบนเว็บไซต์เท่านั้น เรายังสร้างให้ลูกค้าได้ใช้งานบนมือถือต่าง ๆ ได้อย่างยอดเยี่ยมด้วย เรายินดีเป็นอย่างยิ่งที่ความร่วมมือกับดีแทคจะทำให้ผู้คนจำนวนมากได้เชื่อมต่อถึงกันผ่านเฟซบุ๊คบนฟีเจอร์โฟน ผ่านทางแอพพลิเคชั่นความเร็วสูงที่มีคุณภาพอย่างสะดวก”

View :1149

ก.ไอซีที Kick Off โครงการ Smart Province เลือก นครนายก เป็นจังหวัดนำร่อง

February 24th, 2012 No comments

นาวาอากาศเอกอนุดิษฐ์ นาครทรรพ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เปิดเผยภายหลังเป็นประธานในพิธีและร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการSmart Province (จังหวัดอัจฉริยะ) ระหว่างกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารกระทรวงมหาดไทย และจังหวัดนครนายก ว่า กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารได้จัดทำโครงการ (จังหวัดอัจฉริยะ) ขึ้น โดยกำหนดให้จังหวัดนครนายกเป็นจังหวัดนำร่อง เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนและประสิทธิภาพการบริหารราชการในจังหวัดนครนายก รวมถึงให้เป็นต้นแบบในการบริหารราชการ และขยายผลการดำเนินการสู่จังหวัดอื่นๆ ต่อไป ซึ่งการจัดทำ “จังหวัดอัจฉริยะต้นแบบ” นี้ กระทรวงฯ ได้วางกรอบแนวทางและขอบเขตการดำเนินโครงการฯ ไว้ 3 แนวทาง คือ 1. ดำเนินการผลักดันโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT Infrastructure) ของจังหวัดนครนายก เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเข้าถึงเทคโนโลยีของผู้ใช้งาน 2. ดำเนินการด้านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อให้บริการประชาชนและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐ และ 3.ดำเนินการด้านให้บริการข้อมูลที่จำเป็นสำหรับประชาชนในระดับหมู่บ้าน

ด้านนายพระนาย สุวรรณรัฐ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า การดำเนินโครงการSmart Province (จังหวัดอัจฉริยะ) เป็นการนำเอาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร รวมทั้งระบบการบริหารจัดการที่มุ่งเน้นคุณภาพ เข้าไปใช้ในการบริหารจัดการจังหวัดต้นแบบ เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ตามตัวชี้วัด 5 ประการ คือ ผลผลิตมวลรวมเพิ่มขึ้น รายได้ประชากรต่อหัวต่อปีเพิ่มขึ้นการกระจายรายได้ของประชาชนดีขึ้น ความสุขมวลรวมของประชาชนดีขึ้น และค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการภาครัฐลดลง ดังนั้น เพื่อให้การดำเนินโครงการฯ บรรลุผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่ตั้งไว้ จึงได้มีการคัดเลือกจังหวัดนครนายก มาเป็นจังหวัดต้นแบบของโครงการฯ และได้มีการร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ 3 ฝ่ายในครั้งนี้

นายสุรชัย ศรีสารคาม ผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก กล่าวเพิ่มเติมว่า จังหวัดนครนายกได้กำหนดยุทธศาสตร์ในการพัฒนาวิสัยทัศน์จังหวัดที่สำคัญไว้ 4 ประการ คือ เป็นเมืองน่าเที่ยว น่าอยู่ ศูนย์อาหารสุขภาพและอาหารปลอดภัย และเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ ซึ่งการร่วมมือกับกระทรวงมหาดไทย และกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ในโครงการ Smart Province (จังหวัดอัจฉริยะ) ครั้งนี้ ถือเป็นการบูรณาการพัฒนาประเทศที่มีกลไกหลักสำคัญ 4 กลไก คือ การบริหารราชการส่วนกลาง การบริหารราชการส่วนภูมิภาค การบริหารราชการส่วนท้องถิ่น และการประกอบธุรกิจของภาคเอกชนและประชาชนให้สอดคล้องและประสานกันอย่างมีเอกภาพ นอกจากนี้ยังเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน และประสิทธิภาพในการบริหารงานของทุกภาคส่วนในจังหวัดนครนายก รวมทั้งเพิ่มความยั่งยืนในการบริหารราชการแผ่นดินในระบอบประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขอีกด้วย

สำหรับโครงการ Smart Province (จังหวัดอัจฉริยะ) นี้ เป็นนโยบายเร่งด่วนของกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ภายใต้แนวคิดการพัฒนาประเทศไทยไปสู่“Smart Thailand” ซึ่งประกอบด้วย Smart Network , Smart Government และ Smart Business โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางและรูปแบบการพัฒนา “Smart Province” ที่เหมาะสม รวมทั้งเพื่อสร้างโอกาสและความเท่าเทียมกันในการเข้าถึงเทคโนโลยีสารสนเทศในระดับท้องถิ่น ตลอดจนเพื่อพัฒนาจังหวัดให้พร้อมสู่การเป็น “Smart Thailand” ซึ่งได้มอบหมายให้สำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) เป็นผู้ดำเนินโครงการ และในระยะแรกของโครงการได้กำหนดให้ “จังหวัดนครนายก” เป็นต้นแบบของจังหวัดที่จะดำเนินการให้บริการรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์เพื่อมุ่งสู่การเป็น “Smart Province” เนื่องจากมีความเหมาะสมของขนาดพื้นที่จังหวัด และความพร้อมทั้งด้านสถานที่ราชการ สถานที่ท่องเที่ยว การเกษตร

โดยการดำเนินงานในระยะแรกจะเชื่อมข้อมูลต่างๆ ลงในบัตรประชาชนอเนกประสงค์ หรือสมาร์ทการ์ด รวมถึงการขยายพื้นที่ให้บริการโครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง หรือ บรอดแบนด์ซึ่งได้รับความร่วมมือจากบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด(มหาชน) และผู้ให้บริการเอกชนอื่นๆ ทั้งนี้ เมื่อสิ้นสุดโครงการฯ จะมีการวิเคราะห์ผลการดำเนินงาน รวมทั้งปัญหา ที่เกิดขึ้นเพื่อวางแนวทางที่เหมาะสม สร้างรูปแบบการบริหารจัดการและการให้บริการภาครัฐผ่านเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีประสิทธิภาพ ช่วยให้ประชาชนสามารถเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศได้อย่างทั่วถึง และสะดวกรวดเร็วมากยิ่งขึ้นต่อไป

View :879

TVC: “เครือข่ายที่ดีที่สุดของเรา เอไอเอส 3G”

February 22nd, 2012 No comments

ในช่วงเวลาที่โทรศัพท์เคลื่อนที่สามารถเป็นผู้ช่วยและ Support การใช้ชีวิตได้ในทุกๆด้าน ความคาดหวังของผู้บริโภคในแต่ละ Segment บ่งบอกถึง Lifestyle ที่แตกต่างและการเลือกใช้ชีวิตในแบบที่แต่ละคนชื่นชอบ

ภาพยนตร์โฆษณาชุดล่าสุดจากเอไอเอสภายใต้แคมเปญ “เครือข่ายที่ดีที่สุดของเรา ” นำเสนอเรื่องราวจากมุมมองของผู้บริโภคถึง 15 Segment ที่ต่างบอกเล่าถึง Lifestyle และการเติมเต็มความต้องการได้ดังใจจากบริการของเอไอเอส ประกอบไปด้วย


- Voice ในเมือง
- Voice ต่างจังหวัด
- Voice/Data สถานที่ท่องเที่ยว
- Data
- Application Search
- Application Chat
- Data Roaming Unlimited Package
- mPAY
- Privilege
- Application Twitter
- Application AIS Book Store
- Wifi@Coffee Shop
- Application Facebook
- Application Instragram

ทั้งหมดเป็นการตอกย้ำและสะท้อนถึงความตั้งใจของเอไอเอส ในฐานะ Brand ผู้นำว่า “เครือข่ายที่ดี และเชื่อมั่นได้มากที่สุด” จะต้องมีการเดินหน้าพัฒนาอย่างต่อเนื่องในทุกๆด้าน เพราะความต้องการของผู้บริโภคมิใช่เพียง 3G มิใช่เพียง Data มิใช่เพียงการใช้งาน Voice มิใช่เพียงการใช้ Application และมิใช่เพียง…….ฯลฯ หากแต่ต้องผสมผสานบริการทุกรูปแบบอย่างลงตัวเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภค ในทุกๆ Segment สนับสนุนให้สามารถเลือกใช้ชีวิตในแบบที่ตัวเองชื่นชอบได้อย่างไร้ข้อจำกัดตามแนวคิด “ชีวิตในแบบคุณ”

View :907

ทรูมูฟ เอช ร่วมกับพันธมิตรสมาร์ทโฟนชั้นนำ HTC เปิดตัวโปรโมชั่นใหม่

February 22nd, 2012 No comments

ร่วมกับพันธมิตรสมาร์ทโฟนชั้นนำ เปิดตัวโปรโมชั่นการตลาดสำหรับไลฟ์สไตล์ของลูกค้าคนรุ่นใหม่ที่ซื้อสมาร์ทโฟน พร้อมสมัครแพ็คเกจสมาร์ทโฟนจาก ทรูมูฟ เอช รับสิทธิ์ลุ้นรางวัลใหญ่ 2 ต่อ ต่อแรก ลุ้นเป็นผู้โชคดีหนึ่งเดียวในประเทศไทยบินร่วมงานเปิดตัวภาพยนต์ฟอร์มยักษ์ MIB 3 ที่นิวยอร์คพร้อมการดูแลพิเศษระดับ VIP หรือทริปพักผ่อนสุดหรูที่ภูเก็ต พิเศษต่อที่สอง เมื่อซื้อ ที่ทรูช้อป ทรูพาร์ทเนอร์ทุกสาขาทั่วประเทศ ยังได้ลุ้นรับสิทธิ์เที่ยวประเทศสิงคโปร์และทัวร์ยูนิเวอร์แซลสตูดิโอฟรี 3 วัน 2 คืน จำนวน 2 รางวัล รางวัลละ 2 ที่นั่ง พร้อมสิทธิพิเศษอื่นๆ อีกมากมาย อาทิ รับบัตรชมภาพยนต์ MIB3 ฟรี และโปรแกรมผ่อนชำระ 0% นาน 10 เดือน โปรโมชั่นพิเศษนี้สำหรับลูกค้าทรูมูฟเอชที่ซื้อโทรศัพท์ ตั้งแต่ 1 กุมภาพันธ์ – 30 เมษายน 2555 เท่านั้น ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.truemove-h.com หรือโทร 1331

View :1506

เอไอเอส รุกเดินหน้าต่อเนื่อง เน้นตอบโจทย์และมอบประสบการณ์คุณภาพครบทุกด้าน พร้อมยืนยันเข้าสู่สังเวียนประมูล 3G เต็มที่

February 22nd, 2012 No comments

ประกาศความสำเร็จผลการดำเนินงานปี 2011 ที่เติบโตในภาพรวมถึง 12 % ยืนยันให้เห็นถึงความต้องการใช้งานทั้ง Voice และ Data ที่ยังคง เพิ่มอย่างต่อเนื่อง พร้อมเดินหน้าพัฒนาคุณภาพบริการทุกด้านเพื่อสร้างประสบการณ์คุณภาพสมบูรณ์แบบ ตอกย้ำฟิตเต็มร้อย สำหรับการประมูล 3 จี 2.1 GHz ที่จะเกิดขึ้น ในปีนี้

นายวิเชียร เมฆตระการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส กล่าวว่า “ภาพรวมของอุตสาหกรรมสื่อสารโทรคมนาคม ในปีที่ผ่านมาเติบโตราว 9% ทั้งในส่วนของการให้บริการที่โต 11% และการจำหน่ายสมาร์ทดีไวส์ ที่เติบโต15% เช่นกัน ซึ่งตัวเลขดังกล่าวชี้ให้เห็นถึงความต้องการใช้งานระบบสื่อสารไร้สายของ คนไทยอย่างชัดเจน”

นายวิเชียร เมฆตระการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน)


“ในส่วนของเอไอเอส สำหรับปี 2554 ที่ผ่านมา ยังคงครองความเป็นผู้นำใน ส่วนแบ่งการตลาด ด้วยการเติบโตในภาพรวม 12% โดยมีจำนวนลูกค้า ณ สิ้นปี 2554 ถึง 33.5 ล้านราย มีการใช้งาน Voice ที่เติบโต 8% และ มีลูกค้าที่ใช้งานดาต้า 10 ล้านราย โดยในจำนวนนี้ 1.2 ล้านราย คือ ผู้ที่ใช้งาน 3 จี ซึ่งการเติบโตดังกล่าวเชื่อว่าเป็นผลที่เกิดจากการยึดมั่นเรื่องคุณภาพในการให้บริการทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นเครือข่ายที่พร้อมตอบสนองทั้ง Voice และ Data, แพ็คเกจการใช้บริการที่หลากหลาย สำหรับทุก Segment ,การนำ Smart Device คุณภาพเข้ามาจำหน่าย , การพัฒนาหลากหลาย Application อาทิ AIS Book Store ที่ได้รับการตอบอย่างดียิ่ง ตลอดจนการยกระดับบุคลากรที่ส่งมอบบริการ รวมไปถึงการผนึกกำลังกับพันธมิตรตามหลัก Ecosystem มอบประสบการณ์สุดพิเศษ ให้แก่ลูกค้า”

“ปี 2555 ในภาพใหญ่ถือเป็นปีแห่งความท้าทายและโอกาสใหม่ๆ ของประเทศ ในการก้าวไปข้างหน้าอีกขั้น จากตัวเลข GDP ที่คาดว่าจะเติบโตราว 3-5% รวมถึงนโยบาย ของกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ซึ่งให้ความสำคัญแก่การขยายโอกาส ในการเข้าถึงโลกแห่ง online ผ่านโครงการ Smart Thailand รวมไปถึง โครงการ One Tablet per Child และการเตรียมเปิดประมูล 3จี 2.1 GHz ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ยืนยันว่าจะสามารถดำเนินการได้ในปีนี้ ทั้งหมด จะนำมาซึ่งโอกาสที่คนไทยจะได้สัมผัสกับบริการทางด้านสื่อสารโทรคมนาคมที่สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น”

นายวิเชียร คาดการณ์ภาพของอุตสาหกรรมในปี 2555 ว่า “การเติบโตของการใช้งาน Voice, Data และยอดจำหน่ายของ Smart Device จะยังคงเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด มากกว่า 100% ซึ่งแน่นอนเราจะได้เห็นภาพการแข่งขันระหว่าง Operator ที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรง โดยกลยุทธ์ในส่วนของเอไอเอสนั้นยังคงมุ่งให้ความสำคัญกับ “การส่งมอบประสบการณ์คุณภาพสมบูรณ์แบบ” ในทุกด้าน ควบคู่กับการทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์ เพื่อผนึกกำลังส่งมอบความพิเศษที่มากยิ่งขึ้นไปยังลูกค้าตลอดปีนี้ นอกจากนี้เอไอเอสยังมีความพร้อมเต็มที่ใน การเข้าร่วมประมูล 3จี ไม่ว่าจะเป็น เงินลงทุน, ความรู้ ความสามารถของบุคลากร, งบประมาณ รวมไปถึงความสามารถในการให้บริการได้อย่างรวดเร็ว หากได้รับใบอนุญาต”

ด้าน นายมาร์ค ชอง ชิน ก๊อก หัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่ผู้บริหารด้านปฏิบัติการ เอไอเอส กล่าวว่า “คุณภาพ” ยังคงเป็นหัวใจหลักในการส่งมอบประสบการณ์จากทุกมิติ ผ่าน Devices, Networks, Applications รวมถึง Customer Services โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของ Network ซึ่ง เอไอเอสจะใช้งบประมาณลงทุนด้านเครือข่ายเป็นเงินเบื้องต้น 8 พันล้านบาท ซึ่งจะมีทั้งการขยายพื้นที่การให้บริการ, ปรับปรุงคุณภาพเครือข่าย, เพิ่มความสามารถในการรองรับการใช้งานของ 2G ในส่วนของ Voice และ Data อย่าง EDGE Plus ที่ยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง และเพิ่มความสามารถในการรองรับการใช้ดาต้า ของ 3 G 900 MHz รวมไปถึงการขยายจุดให้บริการ Wifi ใน Community Mall ใหม่ๆ พร้อมด้วยประสบการณ์พิเศษที่จับมือกับพาร์ทเนอร์มอบให้แก่ลูกค้าเอไอเอสเท่านั้น”

“ในส่วนของ Smart Device จะมุ่งเน้นการขยายตลาดไปยังตลาดต่างจังหวัดเพิ่มขึ้น โดยร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ผู้ผลิตระดับโลก นำ Smart Device คุณภาพระดับสากลในราคาสุดคุ้มมามอบให้แก่ลูกค้า พร้อมแพ็คเกจการใช้งานที่เหมาะสม คุ้มค่าทั้ง Voice , Data ก่อนใคร และพิเศษกว่าใครเสมอ”

นายมาร์ค ย้ำถึงแนวทางการพัฒนา Applications และ Service ว่า “เรายังมุ่งให้ความสำคัญกับการพัฒนา Applications ที่จะอำนวยความสะดวกให้แก่ลูกค้าในทุกๆ Segment ทั้งลูกค้าทั่วไปเพื่อให้ Digital Lifestyle เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ผ่าน Innovative Application ต่างๆรวมไปถึง การมุ่งพัฒนา Mobile Business Solution และการผสมผสานเทคโนโลยี Fix และ Wireless เข้าด้วยกันเพื่อตอบโจทย์ความต้องการกลุ่มลูกค้า SMEs และลูกค้าองค์กรที่มีความต้องการใช้งานที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในช่วงวิกฤติอุทกภัย ที่ผ่านมาซึ่งสามารถทำให้การทำงานยังคงเป็นไปได้อย่างต่อเนื่อง”

ด้านนายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ รองกรรมการผู้อำนวยการ ส่วนงานการตลาดเอไอเอส กล่าวว่า “เป็นที่ชัดเจนแล้วว่าปัจจุบันโทรศัพท์เคลื่อนที่และเทคโนโลยีไร้สาย เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการใช้ชีวิตอย่างชัดเจน เพราะเป็นทั้งผู้ช่วยและ Support กิจวัตรต่างๆพร้อมตอบสนองความคาดหวังของผู้บริโภคในแต่ละ Segment ที่มี Lifestyle แตกต่างกันออกไป”

“สำหรับกลยุทธ์ด้านการตลาดในปีนี้ เรายังคงมุ่งเน้นการตอบสนองความต้องการใช้งาน Voice และ Data ผ่านทาง Promotion Package ที่หลากหลายและคุ้มค่า ควบคู่กับ การนำ Device คุณภาพและ Application เพื่อส่งมอบให้ลูกค้าในแต่ละ Segment ที่ละเอียดยิ่งขึ้น โดยจุดแข็งของเอไอเอสที่เหนือกว่า คือ การพัฒนา Innovative Service อย่างต่อเนื่อง ที่จะเป็นการเปิดประสบการณ์ใหม่สำหรับผู้ใช้บริการ อาทิ ช่วงที่ผ่านมาได้เปิดตัวความร่วมมือกับธนาคารกรุงไทย ให้ลูกค้าเอไอเอสถอนเงินสดจากตู้เอทีเอ็มได้เพียงใช้รหัส ซึ่งนอกเหนือจากจะเป็นประโยชน์แก่ลูกค้าแล้ว ยังเป็นการสร้างโอกาสทางการเติบโตให้แก่พาร์ทเนอร์ในอุตสาหกรรมอื่นๆตามแนวคิด Ecosystem โดยจะมีการทยอยเปิดบริการใหม่ๆตามแนวคิดนี้อย่างต่อเนื่อง”

“อย่างไรก็ตามสิ่งที่เอไอเอสยืนยันและต้องการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภค คือ“เครือข่ายที่ดี และ เชื่อมั่นได้มากที่สุด” จะต้องมีการเดินหน้าพัฒนาอย่างต่อเนื่องในทุกๆด้าน เพราะความต้องการของผู้บริโภคมิใช่เพียง 3G มิใช่เพียง Data มิใช่เพียงการใช้งาน Voice มิใช่เพียงการใช้ Application และมิใช่เพียง…….ฯลฯ หากแต่ต้องผสมผสานบริการ ทุกรูปแบบอย่างลงตัวเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคในทุกๆ Segment สนับสนุนให้สามารถเลือกใช้ชีวิตในแบบที่ตัวเองชื่นชอบได้อย่างไร้ข้อจำกัดตามแนวคิด “ชีวิตในแบบคุณ” ล่าสุดจึงได้ส่งผ่านแนวคิดดังกล่าวผ่าน Communication Campaign ที่นำเสนอมุมมองของผู้บริโภคถึง 15 กลุ่ม ซึ่งต่างบอกเล่าถึง Lifestyle และการเติมเต็มความต้องการได้ดังใจจากบริการของเอไอเอส โดยเรามีความพร้อมอย่างเต็มที่ในการเดินข้างหน้า นำบริการที่ดีที่สุดมามอบให้แก่ลูกค้า พร้อมประสบการณ์คุณภาพที่สมบูรณ์แบบตลอดไป” นายสมชัยกล่าวในตอนท้าย

View :1467