Archive

Archive for February, 2012

โซนี่มิวสิค เผยโฉมดิจิตอลมิวสิครูปแบบใหม่ จับมือ โซนี่ ไทย มอบความบันเทิงผ่านอินเตอร์เน็ตทีวี

February 20th, 2012 No comments

โซนี่มิวสิค โหมลุยธุรกิจดิจิตอลคอนเทนต์เต็มสูบ เผยโฉมดิจิตอลมิวสิครูปแบบใหม่ พร้อมจับมือ มอบความบันเทิงผ่านอินเตอร์เน็ตทีวี กับบริการ “ไอ-ฮัม ทีวี” (i-hUMM TV) สำหรับลูกค้าที่ซื้อโซนี่บราเวียอินเตอร์เน็ตทีวี สามารถรับชมความบันเทิงในรูปแบบสตรีมมิ่งคอนเทนต์ผ่านอินเตอร์เน็ตทีวีได้ฟรีทันที

นายพอล มนัสถาวร ผู้อำนวยการกลุ่มงานดิจิตอล บริษัท โซนี่ มิวสิค เอนเตอร์เทนเมนต์ โอเปอเรติ้ง(ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า วันนี้โซนี่มิวสิคมีความมุ่งมั่นที่จะต่อยอดธุรกิจดิจิตอลคอนเทนต์ พร้อมเผยโฉมดิจิตอลมิวสิครูปแบบใหม่ ด้วยความร่วมมือกับโซนี่ไทย มอบความบันเทิงผ่านอินเตอร์เน็ตทีวีกับบริการ “ไอ-ฮัม ทีวี” (i-hUMM TV) จากโซนี่มิวสิค โดยสิทธิพิเศษสำหรับลูกค้าที่ซื้อโซนี่บราเวียอินเตอร์เน็ตทีวีสามารถรับชมความบันเทิงของศิลปินสังกัดโซนี่มิวสิคในรูปแบบสตรีมมิ่งคอนเทนต์ผ่านทางอินเตอร์เน็ตทีวีได้ทันที ซึ่งคอนเทนต์ที่นำมาให้บริการในครั้งนี้จะถูกจัดเป็นหมวดหมู่ออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ Party Song , Hit Song และ Love Song โดยสามารถเลือกรับชมกันได้อย่างจุใจ เสมือนมีช่องทีวีส่วนตัวกันเลยทีเดียว

ด้วยกลยุทธ์หลักของโซนี่มิวสิคในปีนี้ ที่เน้นให้ความสำคัญกับการต่อยอดคอนเทนต์ที่มีอยู่ให้เข้ากับคอนเซ็ปต์ของความเป็น “โซนี่ยูไนเต็ด” มากยิ่งขึ้น เพื่อให้ง่ายต่อการเข้าถึงและเป็นการเชื่อมต่อคอนเทนต์ไปสู่ช่องทางใหม่ๆ กล่าวคือ เป็นการนำจุดแข็งของแต่ละแบรนด์ที่อยู่ภายใต้โซนี่ยูไนเต็ด ได้แก่ โซนี่ มิวสิค ที่มีจุดแข็งอยู่ที่การเป็นคอนทนต์ที่มีคุณภาพ(Content), โซนี่ ไทย ที่มีจุดแข็งอยู่ที่สินค้าเครื่องใช้ภายในบ้านที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก(Hardware) และ โซนี่ อีริคสัน ที่มีจุดแข็งอยู่ที่สมาร์ทโฟนที่ดีที่สุด(Device) มาผสมผสานกันจนเกิดเป็นแอพพลิเคชั่นใหม่ๆมาตอบโจทย์ลูกค้าในแต่ละแบรนด์ ดังจะเห็นได้จาก ที่ผ่านมาโซนี่มิวสิคได้เปิดให้ลูกค้าที่ใช้สมาร์ทโฟนของโซนี่อีริคสัน สามารถดาวน์โหลดคอนเทนต์ของโซนี่มิวสิคได้ฟรี และล่าสุดลูกค้าที่ใช้โซนี่บราเวียอินเตอร์เน็ตทีวีก็สามารถใช้คอนเทนต์ของโซนี่มิวสิคได้ฟรีทันทีเช่นกัน

View :1503

สื่อวิทยุโทรทัศน์ชี้ ร่างแผนแม่บทฯ​ ของกสทช.(​2 ฉบับ)โดยภาพรวม ยังมีความขัดแย้งกัน

February 17th, 2012 No comments

ได้จัดประชุมเสวนา ผ่าแผนแม่บทบริหารวิทยุโทรทัศน์ เพื่อหารือและร่วมกันแสดงความคิดเห็นที่มีต่อร่างแผนแม่บทบริหารความถี่ แผนแม่บทบริการกิจการกระจายเสียงและกิจการ ตามที่ กสทช.กำลังจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะอยู่ในขณะนี้ นั้น ที่ประชุมมีความเห็นต่อร่างแผยแม่บททั้งสองแผนโดยสรุปดังนี้

๑. ร่างแผนแม่บททั้งสองแผนโดยภาพรวม ยังมีความขัดแย้งกัน เช่น แผนแม่บทคลื่นความถี่กำหนดให้ “กรณีที่มิได้กำหนดอายุการใช้คลื่นความถี่ไว้ กสทช.จะกำหนดเวลาการสิ้นสุด ทั้งนี้ กิจการกระจายเสียงให้มีระยะเวลาสูงสุดไม่เกิน ๕ ปี และโทรทัศน์ไม่เกิน ๑๐ ปี” แต่ในแผนแม่บทบริหารกิจการฯ ที่กำหนดให้ ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอื่นของรัฐคืนคลื่นความถี่ กลับกำหนดให้มีการคืนคลื่นความถี่ภายใน ๒ ปี และจะพิจารณาให้ได้ใช้ภายใน ๓ ปี นอกจากนี้ ยังไม่มีความครบถ้วน ครอบคลุมสาระสำคัญที่ควรอยู่ในแผน เช่น แผนการปรับเปลี่ยนระบบการออกอากาศวิทยุโทรทัศน์ไปเป็นระบบดิจิตอล ที่ กสทช. แถลงข่าวเมื่อวันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ ที่ผ่านมานั้น ควรได้รับการบรรจุไว้ในร่างแผนแม่บทด้วยเพราะเป็นรายละเอียดที่สำคัญและควรผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นในครั้งนี้ แต่กลับไม่ได้รับการบรรจุไว้ในร่างแผนแม่บทฯ เป็นต้น

๒. การคืนคลื่นความถี่ ควรมีกำหนดระยะเวลาไม่นานเกินไป เพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมย์การปฏิรูปสื่อ และควรเริ่มดำเนินการได้ภายในกำหนดเวลาการปฏิบัติหน้าที่ของ กสทช.ชุดนี้ โดยควรกำหนดระยะเวลาคืนคลื่นในกิจการกระจายเสียงไม่เกิน ๒ ปีและกิจการโทรทัศน์ไม่เกิน ๔ ปี ซึ่งจะทำให้ปัญหาต่างๆที่รอการแก้ไข เช่น ปัญหาวิทยุชุมชนไม่ถูกละเลยหรือเพิกเฉยต่อไป

นอกจากนี้ยังพบว่า แนวทางการจัดสรรคลื่นความถี่ยังไม่มีความชัดเจนในกรณีที่มีการอนุญาตให้ประกอบกิจการโทรทัศน์ว่า จะมีการอนุญาตให้ใช้เป็น “ช่องรายการ” หรือ “เป็นย่านความถี่” ซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการสามารถนำมาแบ่งเป็นช่องรายการได้อีกหลายช่อง โดยที่ประชุมมีความเห็นว่าควรเป็นการอนุญาตให้ประกอบกิจการในลักษณะเป็น “ช่องรายการ”

๓. การกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการกำกับดูแลด้านเนื้อหารายการ กสทช.ควรมีแนวทางการกำหนดบทบาทหน้าที่ของตนเองเพื่อการกำกับดูแลเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงไว้ให้ชัดเจน

๔. การส่งเสริมการรวมกลุ่มกันของผู้ประกอบวิชาชีพ ควรมีการจัดทำหลักเกณฑ์เพื่อรองรับไว้ด้วย เช่น ต้องมีการกำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำที่พึงประสงค์ในการรวมตัวกันเป็นองค์กรวิชาชีพ ว่าควรมีลักษณะเช่นใด องค์กรวิชาชีพนั้นๆต้องมีกระบวนการรับเรื่องร้องเรียนที่เป็นระบบอย่างไร เมื่อมีการใช้มาตรการใดๆทางจริยธรรมกับองค์กรสมาชิกต้องรายงานและส่งสำนวนการสอบสวนมาประกอบเพื่อให้กสทช.รับทราบด้วย เป็นต้น

๕. ควรมีการกำหนดว่าจะมีการจัดทำหลักเกณฑ์การขอรับเงินสนับสนุนจากกองทุนวิจัยและพัฒนาฯเพื่อให้เกิดความโปร่งใสตรวจสอบได้
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังมีความคิดเห็นในประเด็นความไม่สอดคล้องกันระหว่างร่างแผนทั้งสองแผนกับแนวทางที่ควรจะนำมาปฏิบัติได้จริงอีกหลายประการ โดยที่ประชุมสรุปว่าจะนำเสนอความคิดเห็นทั้งหมดที่ได้รับจากการประชุมวันนี้จัดทำเป็นข้อเสนอแนะเพื่อเสนอต่อ กสทช. ในนามสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ภายในวันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ เพื่อให้ กสทช.รับไปพิจารณาปรับปรุงร่างแผนแม่บททั้งสองในรายละเอียดต่อไป

View :1073

iStudio by SPVi เปิดช็อปใหม่ที่ iStudio สาขาเซ็นทรัลพลาซ่า พระราม 9

February 16th, 2012 No comments

เน้นกิจกรรม Below the lineจับกลุ่มลูกค้าใหม่ที่มีไลฟ์สไตล์ และกลุ่มครอบครัวมากขึ้น โดยการขยายพื้นที่ของร้านมากถึง 232 ตารางเมตร รวมทั้งการเพิ่มบริการภายในร้าน และเพิ่มพื้นที่สำหรับการดิสเพลย์สินค้า พร้อมเปิดสาขาใหม่อีกหลายสาขา เพื่อรองรับเทรนด์ไลฟ์สไตล์โพรดักท์ปี 2012

ไตรสรณ์ วรญาณโกศล Chief Executive Officer ของ


คุณไตรสรณ์ วรญาณโกศล Chief Executive Officer (CEO) ของ iStudio by SPVi กล่าวว่า SPVi เป็นบริษัทที่ร่วมทุนธุรกิจกับทาง IT City โดยมี IT City ถือหุ้น 40% SPV Advance 40% และนักลงทุนกับผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีอีก 20% โดยภายในปีแรก (1989) มีทุนจดทะเบียนเพียง 16 ล้านบาท แต่ในปี 2553 มีทุนประกอบการกว่า 900 ล้านบาท ซึ่งคุณไตรสรณ์ กล่าวว่า “รูปแบบกิจกรรมใหม่ที่เกี่ยวข้องกับ iStudio จะเชื่อมโยงให้เกิดความน่าสนใจในสินค้าของ Apple มากขึ้น เน้นการนำสินค้า Apple เข้ามาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน เพราะทุกวันนี้เราเห็นได้อย่างชัดเจนแล้วว่า ร้าน iStudio เป็นร้านที่ลูกค้าให้ความสนใจที่จะแวะเข้ามาทดลอง เรียนรู้ และสอบถามมากที่สุด แต่สิ่งที่จะทำให้เราแตกต่างจากร้านอื่นๆ ก็คือ ประสบการณ์ที่ดีที่ลูกค้าจะได้รับจากพนักงานของเรา ด้วยบริการที่เป็นกันเอง และพนักงานสามารถที่จะแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้ อีกทั้งสินค้าใหม่ๆ จะเป็นจุดดึงดูดให้ลูกค้ากลับมาหาเราอีก เพราะโดยปกติเมื่อลูกค้าซื้อคอมพิวเตอร์ 1 เครื่อง อย่างน้อยเขาก็จะใช้เครื่องนั้นไปไม่น้อยกว่า 1-2 ปี แต่ในช่วงเวลาดังกล่าว เขาก็อยากจะได้อุปกรณ์ใหม่เพื่อนำไปใช้งานร่วมกับอุปกรณ์ของเขา ซึ่ง SPVi ก็ไม่ได้มีแต่ร้าน iStudio เพียงอย่างเดียว เรายังมีร้านในมหาวิทยาลัย เปิดในนาม U-Store ทั้งหมด 9 แห่ง ใน 7 มหาวิทยาลัย ได้แก่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต และท่าพระจันทร์, ABAC บางนา และหัวหมาก, ,มหาวิทยาลัยกรุงเทพ รังสิต, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน, มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา, มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ และล่าสุด มหาวิทยาลัยบูรพา ชลบุรี ซึ่งเราก็หวังว่า เราจะทำให้นิสิตนักศึกษาหันมาใช้ Apple มากขึ้น และเป็นลูกค้าของร้าน iStudio ของเราในอนาคต และอีกหนึ่งบริการจากเราคือ ศูนย์ซ่อมผลิตภัณฑ์จาก Apple เพื่อรองรับลูกค้า Apple อีก 2 สาขา คือที่ ศูนย์ซ่อมทาวน์อินทาวน์ และ IT Mall ฟอร์จูน ซึ่งในช่วงแรกเราจะเปิดซ่อมสำหรับ iPad ก่อน โดยมีเจ้าหน้าที่และทีมงานผู้เชี่ยวชาญซึ่งได้รับการรับรองจาก Apple เป็นผู้ให้คำแนะนำและซ่อมเครื่อง ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นสิ่งใหม่ๆจากเรา ที่จะรองรับการใช้งานและบริการที่ดีแก่ลูกค้าของเรา”

“สำหรับการเปิดสาขาใหม่ของ iStudio นั้น เราจะพยายามหลีกเลี่ยงการใช้ราคาเป็นเครื่องมือการตลาด แต่เราจะพยายามเน้นกิจกรรมเพื่อสร้างความผูกพันระหว่าง SPVi กับลูกค้า โดยโปรโมชั่นยอดนิยมก็คือ การทำโปรโมชั่นร่วมกับบัตรเครดิตต่างๆ หรือร่วมกับคู่ค้าของเรา ซึ่งงบการตลาดจะเน้นไปด้านการทำกิจกรรมเพื่อสร้างประสบการณ์ให้แก่กลุ่มเป้าหมาย ซึ่งเราจะเน้นกิจกรรมที่เสริมสร้างความรู้ในการใช้งานให้มากขึ้น ส่วนการทำโฆษณาประชาสัมพันธ์ เราจะไม่เน้นตัวสินค้า แต่เราจะเน้นว่าลูกค้าสามารถพบเราได้ที่ไหนเป็นหลัก และพบกับกิจกรรมของเราได้ที่ไหน เมื่อไหร่ ซึ่งแผนในการชิงส่วนแบ่งทางการตลาดนั้นเราคิดว่าสินค้า Apple เป็นสินค้าที่เป็นที่สนใจของคนทั่วไปอยู่แล้ว ลูกค้าหน้าใหม่ส่วนใหญ่ขาดแต่เพียงความมั่นใจในการที่จะเลือกซื้อ หรือเลือกใช้สินค้า Apple ดังนั้น หน้าที่ของเราที่จะเพิ่มส่วนแบ่งทางด้านการตลาดก็คือ การขยายจุดขาย การตอบโจทย์ลูกค้าว่าทำไมถึงต้องใช้ Apple และการสร้างความมั่นใจว่าลูกค้าจะได้สินค้าและบริการหลังการขายที่ดี โดยกลุ่มลูกค้าเป้าหมายใหม่ที่จะนำสินค้าเข้าไปใช้ในชีวิตประจำวัน ได้แก่ ผู้ใหญ่สูงวัย และเด็กเล็กซึ่งนิยมใช้ iCloud, Facetime, Games และ Social network สำหรับการขยายธุรกิจนั้น เราเปิดดำเนินธุรกิจเป็นตัวแทน Apple มานานกว่า 20 ปีแล้ว ภายใต้ชื่อ SPV Advance หรือคนทั่วไปจะได้เห็นชื่อ SPV Group โดยปี 2011 ที่ผ่านมาเราได้ร่วมทุนกับทาง IT City เพื่อขยายธุรกิจ Apple โดยใช้ชื่อว่า SPVi และขยายธุรกิจเข้าไปยังสาขาของ IT City ทุกสาขาทั่วประเทศ ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาเราได้เปิด Corner ในสาขาของ IT City กว่า 40 สาขา ซึ่งทาง IT City ก็ได้เพิ่มร้านแนวใหม่ที่ชื่อว่า iSociety เพื่อวางสินค้า High End อีกด้วย นอกจากนี้เรายังขยายสาขาเข้าไปในห้าง BigC 2 แห่งคือ สาขาพระราม 4 และสาขารัชดา รวมทั้งกำลังอยู่ในช่วงของการพิจารณาวางแผนเปิดสาขาใหม่อีก 3 แห่งในห้าง BigC”

View :3223

ก.ไอซีที จับมือ 7 หน่วยงานพัฒนาระบบเชื่อมโยงข้อมูลเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยพิบัติ ตามกรอบ TH e-GIF

February 16th, 2012 No comments

นางจีราวรรณ บุญเพิ่ม ปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เปิดเผยภายหลังพิธีลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ “การพัฒนาระบบการแลกเปลี่ยนข้อมูลภาครัฐ เพื่อการบริหารจัดการการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยพิบัติด้านการเกษตร ตามกรอบแนวทางการเชื่อมโยงรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ” ว่า กระทรวงไอซีทีได้ดำเนินการจัดทำ ปรับปรุง และเผยแพร่กรอบแนวทางการเชื่อมโยงรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ (TH e-GIF) อย่างต่อเนื่องจนมาถึงเวอร์ชั่น 2.0 เพื่อให้หน่วยงานภาครัฐและผู้เกี่ยวข้องได้มีแนวทางในการพัฒนาการเชื่อมโยงแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงาน

อย่างไรก็ตาม ภายใต้ข้อจำกัดด้านความแตกต่างของรูปแบบวิธีการในการจัดเก็บข้อมูลสารสนเทศที่เป็น ลักษณะเฉพาะของแต่ละหน่วยงาน ประกอบกับผลการสำรวจสถานภาพการเชื่อมโยงข้อมูลสารสนเทศของหน่วยงานภาครัฐ เพื่อกำหนดแผนการดำเนินงาน (Road Map) ในการจัดทำมาตรฐานการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ทำให้พบว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเร่งดำเนินการผลักดันให้เกิดมาตรฐานข้อมูลร่วมเฉพาะกลุ่มธุรกรรม (Domain Specific Core Set) สำหรับกลุ่มผู้ใช้ข้อมูลร่วมกันในแต่ละด้าน เพื่อมุ่งสู่การสร้างมาตรฐานข้อมูลกลางของประเทศ (Universal Core Set) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผู้ใช้ข้อมูลด้านการเกษตรที่เป็นรากฐานสำคัญทางเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งรัฐบาลและกระทรวงฯ ได้มีนโยบายที่จะพัฒนาระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ ในกลุ่มที่เป็นเกษตรกรและผู้เกี่ยวข้องทั่วประเทศ

ในปีงบประมาณ 2554 กระทรวงไอซีที จึงได้ร่วมมือกับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้แก่ สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมประมง กรมปศุสัตว์ ธนาคาร เพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พัฒนาระบบเชื่อมโยงข้อมูลทะเบียนเกษตรกร รวมทั้งพัฒนามาตรฐานข้อมูลและกระบวนการเพื่อการแลกเปลี่ยนข้อมูลของหน่วยงานภาครัฐ เพื่อการบริหารจัดการการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยพิบัติ หรือ “Agriculture Disaster Relief Information System (Aggie DRIS)” ซึ่งการพัฒนาระบบดังกล่าว จะเป็นการบูรณาการการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยพิบัติ และบูรณาการเชื่อมโยงข้อมูลทะเบียนเกษตรกรทั้งด้านพืช ประมง ปศุสัตว์ และข้อมูลเกษตรกรในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสหกรณ์การเกษตร ตามวิธีการที่ได้เสนอแนะไว้ในกรอบแนวทางการเชื่อมโยงรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ อันจะเป็นการยกระดับคุณภาพและประสิทธิภาพในกระบวนการพิจารณาการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยพิบัติอีกด้วย

ดังนั้น เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีความตระหนักถึงความสำคัญในการใช้งานระบบเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างกันและส่งเสริมสนับสนุนการใช้ระบบงานดังกล่าวในด้านนโยบาย กระทรวงไอซีที จึงได้จัดพิธีลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ “การพัฒนาระบบการแลกเปลี่ยนข้อมูลภาครัฐเพื่อการบริหารจัดการการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยพิบัติ ตามกรอบแนวทางการเชื่อมโยงรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ” ระหว่างกระทรวงฯ กับ 7 หน่วยงานดังกล่าว เพื่อเป็นข้อตกลงในการร่วมใช้ระบบข้อมูล และประชาสัมพันธ์การใช้งานระบบดังกล่าว

“การลงนามในครั้งนี้ เป็นการตอบรับนโยบายของรัฐบาล ที่ได้มอบหมายให้ทุกส่วนราชการบูรณาการความร่วมมือ เพื่อเร่งบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติการณ์มหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นเมื่อปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะ “เกษตรกร” ที่เป็นประชากรส่วนใหญ่ และเป็นกลุ่มอาชีพที่เป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งพื้นที่ทำกิน ผลผลิตทางการเกษตร และที่อยู่อาศัย ได้รับความเสียหายเป็นอย่างมาก กระทรวงไอซีที จึงได้นำเอาเทคโนโลยีสารสนเทศอันทันสมัยมาประยุกต์ใช้ร่วมกับกระบวนการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยพิบัติด้านการเกษตร เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับเกษตรกรและเพิ่มศักยภาพในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ภาครัฐ อันจะส่งผลให้การช่วยเหลือเยียวยาเกษตรกรผู้ประสบภัยพิบัติด้านการเกษตรเป็นไปด้วยความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น” นางจีราวรรณ กล่าว

สำหรับบันทึกข้อตกลงความร่วมมือดังกล่าว จัดทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อร่วมกันผลักดันการใช้งานมาตรฐานข้อมูล และกระบวนการเพื่อการแลกเปลี่ยนข้อมูล พร้อมทั้ง “ระบบบริหารจัดการการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยพิบัติด้านการเกษตร” เพื่อมุ่งสู่การเชื่อมโยงข้อมูลภาครัฐในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์อย่างเต็มระบบ โดยให้หน่วยงานที่เข้าร่วมโครงการฯ ได้บูรณาการความร่วมมือและเร่งบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุภัยพิบัติต่างๆ ด้วยความสะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น ทั้งนี้ เพื่อให้เกษตรกรได้รับการช่วยเหลือหลังจากประสบภัยพิบัติด้านการเกษตรได้อย่างทั่วถึง อันจะเป็นการทำให้คุณภาพชีวิตของเกษตรกรดีขึ้นได้

View :985

ทรูมูฟ เอช จับมือ ทรูออนไลน์ และ ทรูวิชั่นส์ ให้เป็นเจ้าของ iPhone 4S และ iPhone 4 ราคาเริ่มต้นเพียง 50% พิเศษเฉพาะลูกค้าทรูออนไลน์ และทรูวิชั่นส์ (แพลทินัมหรือโกลด์) เท่านั้น

February 16th, 2012 No comments

ทรูมูฟ เอช ผู้นำบริการ 3G ตัวจริง และผู้นำด้านสมาร์ทโฟน จัดแคมเปญสุดพิเศษ “Only You…Only True” ให้เป็นเจ้าของ หรือ ในราคาโดนใจ เริ่มต้นเพียง 50% สิทธิพิเศษเฉพาะลูกค้าทรูออนไลน์ และทรูวิชั่นส์ (แพ็กเกจแพลทินัมหรือโกลด์)

ที่ไว้วางใจใช้บริการนาน 12 เดือนขึ้นไป เพียงซื้อเครื่องพร้อมสมัครแพ็กเกจทรูมูฟ เอช XL 899 นาน 18 เดือน (ชำระค่าบริการรายเดือนล่วงหน้า 7 เดือน) เป็นเจ้าของ iPhone 4S หรือ iPhone 4 และอิสระกับการใช้งานบนเครือข่ายทรูมูฟ เอช 3G+ ที่เร็วกว่า แรงกว่า ครอบคลุมทุกจังหวัดมากกว่า 600 อำเภอ
ทั่วไทย ได้ที่ร้านทรูช็อป ทุกสาขาทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 21 กุมภาพันธ์ – 12 เมษายน 2555 ตรวจสอบสิทธิ์ได้ที่ www.truemove-h.com/verify

นายปพนธ์ รัตนชัยกานนท์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ และรองหัวหน้ากลุ่มคณะผู้บริหารด้านการพาณิชย์ บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า “กลุ่มทรู ในฐานะผู้ให้บริการรายแรกที่นำ iPhone เข้ามาจำหน่ายในไทย และสร้างยอดขายสูงสุดในประเทศ ประกาศจัดแคมเปญสุดพิเศษ “Only You…Only True” เอาใจลูกค้า

ทรูออนไลน์ และทรูวิชั่นส์ แพ็กเกจแพลทินัมหรือแพ็กเกจโกลด์ ที่ไว้วางใจใช้บริการนาน 12 เดือนขึ้นไป (ติดตั้งเสร็จก่อนวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2554) ให้เป็นเจ้าของ iPhone 4S และ iPhone 4 ได้ง่ายๆ ในราคาสบายๆ เริ่มต้นเพียง 50% ให้ลูกค้าสัมผัสประสบการณ์การใช้งานเต็มประสิทธิภาพบนสุดยอดสมาร์ทโฟนผ่านบริการ 3G+ จากทรูมูฟ เอช ซึ่งเป็นเครือข่ายที่แรงกว่า สปีดที่เร็วกว่า และครอบคลุมพื้นที่ให้บริการมากที่สุด ทั่วกรุงเทพฯ

ทุกจังหวัดมากกว่า 600 อำเภอทั่วไทย รวมถึงสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ สนามบินหลัก 10 แห่ง ทางหลวงสายหลัก 4 เส้นทาง และจะขยายพื้นที่ให้บริการ 3G+ ครอบคลุมทั่วประเทศภายในปีนี้ ทั้งนี้ จากการสำรวจตลาดมือถือในไทย มีผู้ใช้สมาร์ทโฟนประมาณ 27%* และในอีก 6 เดือนข้างหน้า คาดว่าจะมีผู้ใช้สมาร์ทโฟนเพิ่มขึ้นอีก 28%* ซึ่งเป็นแนวโน้มที่ทำให้ทรูมูฟ เอช แบบรายเดือนสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง”

สนใจเป็นเจ้าของ iPhone 4S และ iPhone 4 ได้ที่ร้านทรูช็อป ทุกสาขาทั่วประเทศ ทั้งนี้ ลูกค้าทรูออนไลน์ และ ทรูวิชั่นส์ (แพ็กเกจแพลทินัมหรือโกลด์) ตรวจสอบสิทธิ์ในแคมเปญ Only You…Only True ที่จัดขึ้นระหว่าง 21 กุมภาพันธ์ – 12 เมษายน 2555 ได้ที่ www.truemove-h.com/verify

View :1599

สนุกดอทคอม ส่ง “Dealfish.co.th” แหล่ง/พื้นที่พบปะซื้อ-ขายสินค้าและบริการ

February 16th, 2012 No comments

ออนไลน์แบบ P2P ที่สุดแห่งความสะดวกสบาย ที่เชื่อมต่อผู้ซื้อและผู้ขายให้สามารถนำเสนอสินค้าตามเขตพื้นที่ทั่วประเทศไทย ใช้งานง่าย สะดวก รวดเร็ว Dealfish พร้อมแล้วที่จะกระตุ้นตลาดอีคอมเมิร์ซแบบบุคคลต่อบุคคลในปี 2012

สนุกดอทคอมเปิดตัว แหล่ง/พื้นที่พบปะซื้อ-ขายสินค้าและบริการออนไลน์ที่เน้นการเชื่อมโยงระหว่างบุคคลกับบุคคลหรือ (P2P) ตามพื้นที่ในประเทศไทย เพียงไม่กี่ขั้นตอนคุณสามารถประกาศขายสินค้าหรือค้นหาสิ่งที่ต้องการตามหมวดหมู่การจัดกลุ่มประเภทที่ได้รวม ไอที เครื่องใช้ไฟฟ้าทั่วไป ไลฟ์สไตล์ แฟชั่น ยานยนต์ อสังหาริมทรัพย์ อุปกรณ์ตกแต่งบ้าน และอื่นๆ อีกมากมาย พร้อมแล้วที่จะขับเคลื่อนการซื้อ-ขายแบบ P2P เพื่อให้เป็นส่วนหนึ่งของการเติบโตของตลาดอีคอมเมิร์ซที่มีการคาดการณ์ว่าจะมีอัตราการเติบโตประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ในปีนี้

นายทิวา ยอร์ค กรรมการผู้จัดการ กลุ่มธุรกิจอีคอมเมิร์ซ บริษัทสนุก ออนไลน์ จำกัด เปิดเผยว่า “บริการ Dealfish.co.th คือแหล่ง/พื้นที่พบปะซื้อ-ขายสินค้าและบริการออนไลน์ที่มีวิวัฒนาการมาจากสนุก! คลาสสิฟายด์ ผู้ใช้บริการสามารถเข้ามาประกาศสิ่งที่ต้องการขาย พร้อมระบุราคาและตำแหน่งที่อยู่ของสินค้าได้ง่ายๆ ในเพียงไม่กี่ขั้นตอน”

“ด้วยประสบการณ์ที่ได้จากสนุก! คลาสสิฟายด์ บริการประกาศซื้อ-ขายสินค้าออนไลน์ชั้นนำในประเทศไทย เราพบว่าผู้ใช้บริการในเว็บไซต์ของเราเลือกซื้อ-ขายสินค้า ที่อยู่ในท้องที่ของตนเอง ด้วยการใช้รูปแบบการจัดสรรตามพื้นที่ เราสามารถเชื่อมต่อพวกเขาเหล่านั้นกับสิ่งของที่เขาต้องการได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ในขณะเดียวกันก็ยังสามารถจัดสรรกลุ่มลูกค้าที่เป็นเป้าหมายให้กับผู้ขาย และนำเสนอสินค้าและบริการให้ตรงกับผู้ซื้อได้ดีมากยิ่งขึ้น” นายทิวากล่าว

สนุก! ยังคาดการณ์ว่าในปี 2555 นี้ มูลค่าตลาดอีคอมเมิร์ซจะมีการขยายตัวไม่ต่ำกว่า 40-50% เพิ่มขึ้นจากการซื้อ-ขายออนไลน์เมื่อปีที่ผ่านมา โดยตัวเลขที่สำนักงานสถิติแห่งชาติระบุตัวเลขการซื้อขายออนไลน์ในปี 2553 มีมูลค่า 6,770 ล้านบาท

“Dealfish.co.th สร้างความแตกต่างให้กับตัวเอง ด้วยการนำเสนอรูปแบบพื้นที่พบปะซื้อ-ขายออนไลน์ ที่สะดวก รวดเร็ว และให้ความสำคัญกับแหล่งที่อยู่อาศัยของผู้ใช้บริการ ทั้งในกรุงเทพฯ และยังขยายสู่พื้นที่ในต่างจังหวัดอีกด้วย เพราะเราเชื่อว่าโดยส่วนใหญ่ผู้ใช้บริการจะมองหาผู้ซื้อและผู้ขายที่อาศัยอยู่ในบริเวณที่ใกล้เคียงกับตนเอง เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายในการติดต่อ ดังนั้น Dealfish.co.th จึงเป็นบริการที่ตั้งใจพัฒนาขึ้นเพื่อเชื่อมต่อบุคคลกับบุคคลหรือผู้ซื้อกับผู้ขายให้ง่ายที่สุด” นายทิวากล่าวเสริม

“ปัจจุบันบริการต่างๆ บนเว็บไซต์นั้นเปิดให้ใช้บริการฟรี และสำหรับในอนาคตจะมีการเก็บค่าบริการ สำหรับฟีเจอร์ใหม่ที่เพิ่มขึ้นมาสำหรับผู้ขาย”

“ในอนาคต เรามีแผนการที่จะผสานรวมการติอต่อสื่อสาร สังคมออนไลน์ และการใช้งานกับอุปกรณ์เคลื่อนที่ เข้าด้วยกัน เพื่อให้การเชื่อมต่อบนไซต์เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น”

View :2349
Categories: Press/Release Tags:

แปซิฟิก ไลเซนซิ่ง สตูดิโอจับมือ เอ็มซีเอ็น เปิดตัวเกม แองกรี้ เบิร์ด บนเฟซบุ๊ค

February 15th, 2012 No comments

บริษัท แปซิฟิก ไลเซนซิ่ง สตูดิโอ จำกัด ผู้ดูแลลิขสิทธิ์ และสินค้า แองกรี้ เบิร์ด ()ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จับมือร่วมกับ บริษัท เอ็ม ซี เอ็น เอเชีย (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำด้านบริการค้นหาข้อมูล และโฆษณาบนโทรศัพท์มือถือ ผู้ดูแลลิขสิทธิ์ในรูปแบบดิจิตอลของโรวิโอ () ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และญี่ปุ่น เปิดตัวเกม แองกรี้ เบิร์ด บนเฟซบุ๊คที่มาพร้อมคุณสมบัติใหม่ๆ มากมาย อาทิ ความสามารถในการแข่งขันเพื่อเปรียบเทียบคะแนนกับเพื่อนบนเครือข่ายสังคมออนไลน์ ไอเท็มเพิ่มพลัง(power-ups) และเลเวลพิเศษสำหรับเฟซบุ๊ค เป็นต้น

มร.นีล รัจ (Mr.Neal Rudge) กรรมการผู้จัดการ บริษัท แปซิฟิก ไลเซนซิ่ง สตูดิโอ จำกัด เปิดเผยว่า โรวีโอ(Rovio)บริษัทผู้สร้างสรรค์ แองกรี้ เบิร์ด เกมบนมือถือประเภทสมาร์ทโฟนที่ประสบความสำเร็จอย่างท่วมท้น ต้องการจะเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่กว้างมากขึ้น และให้ แองกรี้ เบิร์ด ปรากฏในทุกสื่อ จึงได้พัฒนา แองกรี้ เบิร์ด บนเฟซบุ๊ค ขึ้น เพื่อเข้าถึงกลุ่มผู้ใช้เฟซบุ๊ค กว่า 800 ล้านคนทั่วโลก

“คุณสมบัติเด่นของ แองกรี้ เบิร์ด บนเฟซบุ๊ค ที่แตกต่างจากเดิม คือ มีบอร์ดคะแนน (Leaderboard) ที่ทำให้ผู้ใช้สามารถจะเปรียบเทียบคะแนนของตนกับเพื่อนๆ บนเครือข่ายสังคมออนไลน์ได้ และสำหรับผู้ที่ได้คะแนนสูงสุด 3 อันดับแรกบนบอร์ดคะแนนในแต่ละเลเวลยังจะได้รับมงกุฎทอง เงิน และทองแดง นอกจากนั้นยังมีไอเท็มเพิ่มพลังที่จะทำให้เล่นเกมได้ง่ายขึ้น ซึ่งจะได้มาจากการเล่นเกม ได้รับมาจากเพื่อน หรือซื้อเพิ่มเติมได้ด้วย” นีล กล่าว

ด้าน ดร.มนตรี วีรยางกูร กรรมการผู้จัดการบริษัท เอ็ม ซี เอ็น เอเชีย (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ถือลิขสิทธิ์การเผยแพร่ในรูปแบบดิจิตอลของ แองกรี้ เบิร์ด กล่าวว่า การเปิดตัวเกมแองกรี้ เบิร์ด บนเฟซบุ๊คในครั้งนี้จะสร้างปรากฏการณ์อันยิ่งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง และจะทำให้แองกรี้ เบิร์ด บรรลุเป้าหมายในการเพิ่มจำนวนผู้ที่ชื่นชอบ แองกรี้ เบิร์ด เป็นหนึ่งพันล้านคนทั่วโลกได้อย่างแน่นอน

“พร้อมกันนี้ เอ็ม ซี เอ็น ยังได้จับมือกับพันธมิตรอย่าง แอร์เอเชีย ซึ่งเป็นสายการบินผู้สนับสนุนแองกรี้ เบิร์ด เฟซบุ๊ค ประเทศไทย และ บมจ.เออาร์ไอพี จัดการแข่งขัน แองกรี้ เบิร์ด บนเฟซบุ๊ค ระดับประเทศขึ้น เพื่อเพิ่มความตื่นเต้น และสร้างกระแสให้กับแองกรี้ เบิร์ด บนเฟซบุ๊ค ในประเทศไทยโดยเปิดโอกาสให้ผู้เล่นเกมทั่วประเทศได้ร่วมชิงชัยในการแข่งขันที่กรุงเทพฯ นอกจากนั้นแอร์เอเชียยังเตรียมมอบประสบการณ์แองกรี้ เบิร์ด บนเครื่องบินในบางไฟลท์ ซึ่งเราจะเปิดเผยรายละเอียดให้ทราบต่อไป” ดร.มนตรี กล่าว

ด้าน นายปฐม อินทโรดม กรรมการบริหารและผู้จัดการทั่วไป บริษัท เออาร์ไอพี จำกัด (มหาชน) ผู้นำด้านข่าวสารไอทีและผู้ผลิตสื่อครบวงจร กล่าวในฐานะผู้จัดงาน“คอมมาร์ต” ว่า “เรายินดีที่ได้มีส่วนร่วมในการเปิดตัวแคมเปญใหญ่ของเมืองไทยในครั้งนี้รวมถึงการแข่งขัน ‘Angry Birds Facebook Thailand Challenge at Commart’ ที่จะจัดขึ้นภายในงานคอมมาร์ต ไทยแลนด์ 2012 อีกด้วย”

ผู้เชี่ยวชาญในแวดวงคอมพิวเตอร์ อย่าง จอห์น รัตนเวโรจน์ นายกสมาคมคอมพิวเตอร์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และ Executive Producer รายการ Light House Family เชื่อว่า“การเปิดตัวเกม แองกรี้ เบิร์ด บนแพลทฟอร์มของเฟซบุ๊ค ประกอบกับกิจกรรมทางการตลาดต่างๆ ในครั้งนี้จะเป็นการสร้างโอกาสในการพัฒนาเกมออนไลน์ หรือเกมบนเครือข่ายสังคมออนไลน์สู่อีกระดับและรายการ Light House Family จะเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนกิจกรรมนี้ด้วย”

“งาน คอมมาร์ตในปีนี้จะนำประสบการณ์แห่งความสุขมารวมไว้ในที่เดียว ซึ่งแฟนๆ ของแองกรี้ เบิร์ดในประเทศไทยไม่ควรพลาด” นายจอห์นกล่าวเพิ่มเติม

View :1306
Categories: Game, Press/Release Tags: ,

วีเอ็มแวร์ เปิดตัว VMware vCloud Integration Manager ช่วยผู้ให้บริการเร่งการนำเสนอบริการ vCloud อย่างฉับไว

February 15th, 2012 No comments

ผู้ให้บริการวีเอ็มแวร์เกือบ 90 รายนำเสนอบริการที่ขับเคลื่อนด้วย VMware vCloud® บน VMware vSphere®, VMware vCloud Director® และ vCloud API

อิงค์ (NYSE: VMW) ผู้นำระดับโลกในด้านเวอร์ช่วลไลเซชั่นและโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ เปิดตัว VMware vCloud® Integration Manager™ โซลูชั่นใหม่ที่ได้รับการออกแบบเป็นพิเศษเพื่อช่วยให้ผู้ให้บริการสามารถสร้างระบบอัตโนมัติสำหรับการนำเสนอและจัดการบริการคลาวด์บน VMware vCloud Director™ นอกจากนี้ วีเอ็มแวร์ได้เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีผู้ให้บริการเกือบ 90 รายที่นำเสนอบริการที่เป็นไปตามเกณฑ์ของวีเอ็มแวร์ภายใต้โครงการ VMware vCloud Powered โดยเพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่าเมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 3 ของปี 2554

“ผู้ให้บริการกำลังมองหาวิธีที่จะนำเสนอบริการคลาวด์ที่ให้อัตรากำไรสูงออกสู่ตลาดภายในเวลาอันรวดเร็ว” มร.แมทธิว ลอดจ์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายบริการคลาวด์ของวีเอ็มแวร์ กล่าว “ก่อนหน้านี้ การดำเนินการดังกล่าวนับเป็นเรื่องยุ่งยากซับซ้อน และต้องใช้บุคลากรด้านการพัฒนาซอฟต์แวร์จำนวนมากเพื่อเขียนโค้ดเชื่อมโยงและสร้างพอร์ทัล หรือไม่ก็ต้องติดตั้งระบบของบริษัทอื่นซึ่งมีราคาแพงและซับซ้อนอย่างมาก แต่ด้วย VMware vCloud® Integration Manager™ ผู้ให้บริการ VMware vCloud จะได้รับเครื่องมือที่จำเป็นสำหรับการจัดสรรบริการ รองรับตัวแทนจำหน่าย และเร่งการเข้าใช้บริการของลูกค้าให้รวดเร็วยิ่งขึ้น”

ซอฟต์แวร์ ช่วยให้ผู้ให้บริการสามารถสร้างและปรับใช้บริการคลาวด์ได้อย่างฉับไว ดำเนินงานด้วยประสิทธิภาพสูงสุด และปรับขนาดเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างเหมาะสม เชื่อถือได้ และประหยัดค่าใช้จ่าย จะช่วยผู้ให้บริการ:

· สร้างรายได้รวดเร็วกว่าเดิม: vCloud Integration Manager จะถูกผนวกรวมอย่างกลมกลืนเข้ากับ VMware vCloud Director, VMware vSphere®, VMware vShield™ Edge และ VMware vCenter™ Chargeback Manager เพื่อสร้างระบบอัตโนมัติและเพิ่มความรวดเร็วในการจัดสรรและนำเสนอโครงสร้างพื้นฐานและบริการที่เกี่ยวข้อง vCloud Integration Manager จะจัดหา API บน REST เพื่อรองรับการผนวกรวมเข้ากับระบบส่วนหลังหรือแบ็คออฟฟิศของผู้ให้บริการ (เช่น ระบบ CRM, ระบบบิลลิ่ง ฯลฯ) และพอร์ทัลการบริหารจัดการบนเว็บ

· เพิ่มความสะดวกในการดำเนินงานและลดค่าใช้จ่าย: vCloud Integration Manager ประกอบด้วยพอร์ทัลบนเว็บ จะเพิ่มความคล่องตัวในการทำงานและรองรับแผนบริการโดยอัตโนมัติ รวมไปถึงการจัดการดูแลลูกค้าในทุกขั้นตอนและการบริหารจัดการตัวแทนจำหน่าย เพียงแค่คลิกปุ่มเดียว ผู้ให้บริการจะสามารถกำหนดมาตรฐานสำหรับการตั้งค่าและส่งมอบผลิตภัณฑ์ จัดการดูแลลูกค้าตั้งแต่ขั้นตอนการลงทะเบียนไปจนถึงการยกเลิกสัญญา และลดระยะเวลาและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องในการทำธุรกรรมกับตัวแทนจำหน่าย

โครงการ VMware vCloud Powered ได้รับการตอบรับที่ดี
ผู้ให้บริการเกือบ 90 รายได้เปิดให้บริการ vCloud Powered ตั้งแต่วีเอ็มแวร์เปิดตัวโครงการนี้เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2554 ทั้งนี้ โครงการ VMware vCloud Powered กำหนดให้พันธมิตรภายใต้โครงการ VMware Service Provider Program (VSPP) นำเสนอบริการบนแพลตฟอร์ม VMware vSphere และ vCloud Director พร้อมทั้งปรับใช้ vCloud API และสนับสนุน Open Virtualization Format (OVF) การบังคับใช้ข้อกำหนดเหล่านี้ช่วยให้มั่นใจได้ว่า บริการ VMware vCloud Powered จะรองรับการเข้าถึงแบบตามความต้องการของลูกค้าที่ต้องการเข้าใช้งานโครงสร้างพื้นฐานแบบเวอร์ช่วลจากระบบคลาวด์สาธารณะหรือพับบลิคคลาวด์ (Public Cloud) รวมถึงแพลตฟอร์มที่แข็งแกร่งและปลอดภัย และการใช้งานได้ทุกที่สำหรับแอพพลิเคชั่นและ API ระหว่างดาต้าเซ็นเตอร์ภายในองค์กรกับบริการ VMware vCloud Powered ที่ลูกค้าเลือกใช้

ผู้ให้บริการ VMware vCloud Powered อยู่ในสหรัฐฯ ออสเตรเลีย ออสเตรีย เบลเยียม แคนาดา จีน ฟินแลนด์ ฝรั่งเศส เยอรมนี อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น มาเลเซีย เนเธอร์แลนด์ นิวซีแลนด์ นอร์เวย์ ฟิลิปปินส์ รัสเซีย แอฟริกาใต้ และสหราชอาณาจักร โดยรองรับกรณีการใช้งานที่หลากหลาย ตั้งแต่ทรัพยากรประมวลผลสำหรับสภาพแวดล้อมก่อนการใช้งานจริง ไปจนถึงเวิร์กโหลดตามฤดูกาลและเวิร์กโหลดชั่วคราว และการกู้คืนระบบเมื่อเกิดภัยพิบัติโดยอาศัยบริการคลาวด์

VMware vCloud Integration Manager เริ่มวางจำหน่ายในช่วงไตรมาสแรกของปี 2555 นำเสนอในรูปแบบการคิดค่าบริการตามปริมาณการใช้งานจริง เหมือนกับรูปแบบที่ผู้ให้บริการ vCloud ใช้งานอยู่ หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม โปรดดูที่หน้า vCloud Integration Manager บน Partner Central

View :1098

ทรูไลฟ์ พลัส เขย่าตลาด Pay TV เปิดแพ็กเกจใหม่ “ทรูวิชั่นส์ โกลด์ไลท์”

February 15th, 2012 No comments

ดูรายการระดับโลกในราคาสุดพิเศษ เดือนละ 590 บาท เพียงใช้ ทรูมูฟ เอช แบบรายเดือน แพ็กเกจ 399 บาทขึ้นไป 2 เบอร์ในบ้านเดียวกัน

ศูนย์รวมความพิเศษของทุกบริการในกลุ่มทรู โชว์ศักยภาพผู้นำคอนเวอร์เจนซ์ไลฟ์สไตล์ เปิดตัวแพ็กเกจใหม่สุดคุ้ม “โกลด์ไลท์” ชมรายการระดับโลกคุณภาพกว่า 92 ช่อง ในราคาพิเศษเพียงเดือนละ 590 บาท (จากปกติเดือนละ 1,070 บาท) สำหรับลูกค้าที่ใช้ทรูมูฟ เอช แบบรายเดือน แพ็กเกจ 399 บาทขึ้นไป 2 เบอร์ในบ้านเดียวกัน โดนใจทุกคนในครอบครัว ครบทุกประเภทรายการทั้งหนังดังสุดฮิตระดับอินเตอร์ ซีรี่ส์บันเทิงสุดฮอตจากแดนกิมจิ บอลพรีเมียร์ลีกแมทช์ดัง การ์ตูนสนุกสร้างสรรค์ยอดฮิตจากอเมริกา สารคดีระดับโลก และช่องรายการอื่นๆ อีกมากมาย สมัครได้แล้ววันนี้ที่ทรูช้อป ทรูพาร์ตเนอร์ทุกสาขา หรือติดต่อศูนย์บริการลูกค้า ทรูไลฟ์พลัส โทร 02 900 9119

นายอติรุฒม์ โตทวีแสนสุข กรรมการผู้จัดการ คอนเวอร์เจนซ์ กลุ่มบริษัททรู และกรรมการผู้จัดการกลุ่มลูกค้าธุรกิจ บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า ทรูไลฟ์ พลัส ต่อยอดความสำเร็จของกลยุทธ์การตลาดที่มุ่งเน้นตอบสนองไลฟ์สไตล์ลูกค้าเฉพาะกลุ่ม สร้างปรากฎการณ์ความคุ้มค่าอีกครั้งกับคอนเวอร์เจนซ์แพ็กเกจใหม่ ผนวกบริการทรูมูฟ เอช และทรูวิชั่นส์ ให้ลูกค้าได้ทั้งโทรและออนไลน์ผ่านเครือข่าย 3G+ แถมยังได้รับความรู้ความบันเทิงจากหลากหลายรายการของทรูวิชั่นส์ ล่าสุด เปิดตัว “ทรูวิชั่นส์ โกลด์ไลท์ แพ็กเกจ” ที่รวมช่องรายการดังระดับโลก ตอบสนองทุกความชอบสำหรับทุกคนในครอบครัว ออกแบบพิเศษสำหรับลูกค้าที่ใช้ทรูมูฟ เอช แบบรายเดือน แพ็กเกจ 399 บาทขึ้นไป 2 เบอร์ในบ้านเดียวกัน ให้รับชมรายการคุณภาพระดับโลกจากทรูวิชั่นส์ ในราคาเบาๆ เพียงเดือนละ 590 บาท (จากปกติเดือนละ 1,070 บาท) มั่นใจว่า ความคุ้มค่าของแพ็กเกจทรูวิชั่นส์ โกลด์ไลท์ ที่ให้ลูกค้าได้ทั้งดูช่องรายการคุณภาพของทรูวิชั่นส์ พร้อมโทรและเล่นเน็ตผ่านเครือข่ายคุณภาพของทรูมูฟ เอช จะได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดีเหมือนเช่นเคย

นายองอาจ ประภากมล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการพาณิชย์ บมจ. ทรูวิชั่นส์ กล่าวว่า ในฐานะผู้นำตลาดบริการโทรทัศน์แบบบอกรับสมาชิก ทรูวิชั่นส์มุ่งมั่นคัดสรรรายการคุณภาพสำหรับทุกคนในครอบครัว เพื่อมอบสาระ ความรู้ และความบันเทิงอย่างครบครันให้ผู้บริโภคทุกระดับ โดยเฉพาะทรูวิชั่นส์ โกลด์ไลท์ แพ็กเกจ ที่ออกแบบและเลือกสรรหลากหลายคอนเทนต์ครบรส โดนใจทุกคนในครอบครัว ทั้งรายการบันเทิงและวาไรตี้ อาทิ ช่อง TVN ช่องบันเทิงจากเกาหลี เต็มอิ่มกับหนังดังและสุดยอดรายการบันเทิงทางช่อง FOX Family Movies เอาใจชายหนุ่มผู้รักความเร็วและการแต่งรถ ด้วยช่องรายการ Discovery Turbo และสำหรับแฟนฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ จะได้ชมการถ่ายทอดสดรวมกว่า 150 แมทช์ ต่อฤดูกาล ทางช่องทรูสปอร์ต 2, ทรูสปอร์ต 5, ทรูสปอร์ต 6 และทรูสปอร์ตเอ็กซ์ตร้า 1 และยังมีช่องกีฬาอีกหลากหลายเพื่อแฟนกีฬารวมกว่า 12 ช่อง นอกจากนี้ยังครบครันด้วยช่องเพื่อเด็กๆ อย่าง Nickelodeon ช่องการ์ตูนยอดนิยมจากอเมริกา อภิมหาความสนุกเพื่อคุณหนูๆ ที่ชื่นชอบการ์ตูน รวมถึงช่องรายการอื่น ๆ อีกมากให้เลือกรับชมได้รวมกว่า 92 ช่อง โดยลูกค้าจะได้รับชมรายการผ่านกล่องอัจฉริยะรุ่นใหม่ “ทรูวิชั่นส์ รุ่น เอชดี พลัส” ที่มีคุณภาพความคมชัดสมจริง ระบบเสียงรอบทิศ สามารถรองรับการเพิ่มช่องใหม่ และรายการคุณภาพระดับโลกด้วยระบบดิจิตอลในอนาคตอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด และยังสามารถอัพเกรดเป็นแพ็กเกจโกลด์, แพลทินัม หรือเลือกซื้อแพ็กเกจพิเศษเพิ่มได้ตามต้องการ โดยไม่ต้องเปลี่ยนอุปกรณ์

นายสุภกิจ วรรธนะดิษฐ์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านการพาณิชย์ บริษัท เรียล มูฟ จำกัด กล่าวว่า การเปิดตัวแพ็กเกจ “โกลด์ไลท์” ตอกย้ำยุทธศาสตร์คอนเวอร์เจนซ์ไลฟ์สไตล์ของกลุ่มทรู มอบความพิเศษสำหรับลูกค้าที่ใช้ทรูมูฟ เอช แบบรายเดือน แพ็กเกจ 399 บาทขึ้นไป 2 เบอร์ในบ้านเดียวกัน สามารถสมัครชมทรูวิชั่นส์ โกลด์ไลท์ แพ็กเกจ ด้วยค่าบริการเพียงเดือนละ 590 บาท (จากปกติเดือนละ 1,070 บาท) ซึ่งจะช่วยเติมเต็มไลฟ์สไตล์ ให้ลูกค้าได้ทั้งโทรและออนไลน์เต็มสปีดบนเครือข่าย 3G+ ที่เร็วและแรงเหนือใคร ด้วยความเร็วสูงสุดถึง 42 Mbps* ครอบคลุมพื้นที่มากที่สุดทั่วกรุงเทพฯ ทุกจังหวัดมากกว่า 600 อำเภอทั่วไทย รวมถึง สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ สนามบินหลัก 10 แห่ง ทางหลวงสายหลัก 4 เส้นทาง และบริการ WiFi ความเร็วสูงสุด 8 Mbps ครอบคลุม 100,000 จุด ทั้งในและต่างประเทศ และยังได้ชมรายการคุณภาพระดับโลก หลากหลายทั้งสาระและความบันเทิงจากทรูวิชั่นส์มากถึง 92 ช่อง นอกจากนี้ ในเร็วๆ นี้ สมาชิก ทรูวิชั่นส์ โกลด์ไลท์ แพ็กเกจ จะสามารถรับชมรายการผ่านแอพพลิเคชั่น TV anywhere ได้เช่นเดียวกับลูกค้าทรูมูฟ เอช ที่เป็นสมาชิกทรูวิชั่นส์ แพลทินัม และโกลด์ แพ็กเกจ ซึ่งสามารถดูรายการต่างๆ บนมือถือ สมาร์ทโฟน หรือแท็บเล็ต ได้ทุกที่ทุกเวลา ผ่านเครือข่าย 3G+ ของทรูมูฟ เอช

นอกจากนี้ ทรูไลฟ์ พลัส ยังเปิดตัวภาพยนตร์โฆษณาเรื่องใหม่ ที่เล่าประสบการณ์ของ 3 คู่ที่ใช้ทรูมูฟ เอช 2 เบอร์ ซึ่งมีทั้งคู่สวีท ณัฐ ศักดาทร และปั๋ม AF7 คู่พ่อและลูก และคู่แฝด ซึ่งผู้ชมจะได้เห็นอารมณ์ต่างๆ ทั้งความสนุก และความตื่นเต้นของทุกคู่จากการที่ได้รับชมรายการคุณภาพระดับโลกจากทรูวิชั่นส์ โกลด์ไลท์ ทั้งนี้ ลูกค้าที่สนใจสามารถสมัคร “ทรูวิชั่นส์ โกลด์ไลท์ แพ็กเกจ” ได้แล้ววันนี้ที่ร้านทรูช้อปทุกสาขา หรือติดต่อศูนย์บริการลูกค้า ทรูไลฟ์พลัส โทร 0 2900 9119

* ความเร็วในการใช้บริการ 3G+ ขึ้นอยู่กับปริมาณผู้ใช้งาน ณ จุดที่ใช้งานและอุปกรณ์ที่รองรับ

View :813

ไอบีเอ็มตั้งเป้าปี 2555 นำประเทศไทยก้าวสู่โลกใหม่ เร่งสร้างธุรกิจ สร้างคน สร้างเมือง ให้กับประเทศไทย

February 15th, 2012 No comments

บริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย จำกัด ตั้งเป้าหมายปี 2555 เน้นนำประเทศไทยก้าวสู่โลกใหม่ นำองค์ความรู้ ความก้าวหน้าเทคโนโลยีในอนาคต มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพของทุกธุรกิจอุตสาหกรรมในไทย มุ่งสร้างธุรกิจ สร้างคน สร้างเมือง ควบคู่ไปกับการ สร้างสมาร์ทบิสิเนส เป็นคู่คิดช่วยปฏิรูปการดำเนินธุรกิจของลูกค้า ด้วยโซลูชั่นที่ตอบโจทย์และสร้างคุณค่าให้กับทุกอุตสาหกรรม นำเสนอโซลูชั่นที่ช่วยจัดการและวิเคราะห์จำนวนมหาศาล (Big Data) โซเชียลบิสิเนส (Social Business) สมาร์ทคอมเมิร์ซ (Smart Commerce) ช่วยเพิ่มศักยภาพในการดำเนินงาน และสร้างความสำเร็จของธุรกิจในยุคนี้ พร้อมขยายตลาดเพิ่มสาขาต่างจังหวัดทุกภูมิภาคทั่วประเทศ และประเทศลาว

นางพรรณสิรี อมาตยกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย จำกัด เปิดเผยว่า “ในปี 2555 นี้ไอบีเอ็มได้ตั้งเป้าหมายสำคัญไว้ 3 เรื่องนอกเหนือจากการดำเนินธุรกิจ คือ การสร้างธุรกิจ สร้างคน และสร้างเมือง เพื่อนำประเทศไทยก้าวสู่โลกยุคใหม่ เนื่องจากเศรษฐกิจการลงทุนของโลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ทุกวันนี้ฐานการผลิตและการลงทุนต่างก็พุ่งเป้ามาที่ประเทศในกลุ่มที่ตลาดกำลังเติบโต (Growth Market) รวมทั้งอาเซียนและประเทศไทย จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องสร้างความพร้อมเพื่อรองรับการลงทุนใหม่ๆ เป็นแหล่งผลิตสินค้า และแรงงานที่มีคุณภาพ ด้วยการสร้างสภาวะแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำธุรกิจ สร้างมูลค่าทางธุรกิจ และทรัพยากรคนที่มีทักษะความชำนาญ

ในฐานะที่ไอบีเอ็มเป็นองค์กรของความก้าวหน้า ด้วยองค์ความรู้และเทคโนโลยที่คิดค้นสร้างสรรค์ให้โลกธุรกิจทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประกอบกับในปี 2555 นี้ ไอบีเอ็ม ประเทศไทย ครบรอบ 60 ปี ตลอดเวลาที่ผ่านมา ไอบีเอ็มทำงานร่วมกับรัฐบาลไทยและองค์กรต่างๆอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำเอาเทคโนโลยีมาปรับใช้แก้ไขปัญหาที่ท้าทายและซับซ้อน พร้อมทั้งเสริมสร้างศักยภาพในด้านต่างๆ ด้วยหลักการที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานและค่านิยมของเราในการสร้างความก้าวหน้าให้กับลูกค้า พันธมิตร และตอบแทนให้กับประเทศชาติ จึงได้กำหนดที่จะทำภารกิจใน 3 มิติ เพื่อ สร้างธุรกิจ สร้างคน และสร้างเมือง

1. สร้างธุรกิจ : Building Smarter Business ไอบีเอ็มมุ่งสร้างโซลูชั่นใหม่ๆมาสู่ตลาด เป็นคู่คิดในการช่วยปฏิรูปการดำเนินธุรกิจของลูกค้า ในเรื่องของกระบวนการทางธุรกิจ ช่วยลดค่าใช้จ่าย และสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน รวบรวมเอาเทคโนโลยีที่เป็นโซลูชั่นครบทั้งฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และบริการทางด้านไอที มาช่วยสร้างคุณค่าให้กับทุกธุรกิจ และอุตสาหกรรม โดยโซลูชั่นทั้งหมดในปีนี้ได้เน้นตอบโจทย์ กระแสการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ที่องค์กรต่างๆต้องพร้อมรับมือ เช่น ภาวะข้อมูลกำลังล้นโลก หรือมีอยู่มากมายจนเกิดกระแสที่เรียกว่าบิ๊กดาต้า ซึ่งหมายถึงข้อมูลจำนวนมหาศาลที่ซับซ้อน มาจากหลากหลายแหล่งและไม่มีโครงสร้างตายตัว (Unstructured Data) ข้อมูลดิบมหาศาลหรือบิ๊กดาต้าเหล่านี้ ต้องนำระบบวิเคราะห์ข้อมูลทางธุรกิจ(Business Analytics) มาช่วยให้องค์กรปรับปรุงประสิทธิภาพในการดำเนินงาน โดยระบบวิเคราะห์ข้อมูลจะต้องเป็นองค์ประกอบสำคัญในการคิดไตร่ตรอง นำมาใช้ตัดสินใจและคาดการณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นได้ และช่วยตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว

ในยุคที่โซเชียลมีเดียมีความสำคัญเพิ่มมากขึ้น ข้อมูลทุกอย่างหลั่งไหลเข้ามาอย่างรวดเร็ว โลกของเรามีการเชื่อมต่อทางสังคมมากขึ้น ตอนนี้โลกกำลังก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ จากการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของโทรศัพท์มือถือ แท๊บเล็ต ทุกคนกลายเป็นผู้เผยแพร่คอนเท้นต์ ไอบีเอ็มมองว่าโซเชียลบิสิเนส รวมทั้งโซลูชั่นสมาร์ทเตอร์ คอมเมิร์ซ ที่ได้ออกแบบมาสำหรับช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำการตลาด ที่ครบวงจร เพื่อรองรับยุคของผู้บริโภคที่นิยมใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ จะเป็นกลจักรสำคัญที่จะขับเคลื่อนการปฏิรูปธุรกิจ โดยจะช่วยให้ทุกภาคส่วนขององค์กรสามารถใช้ประโยชน์จากแนวคิดการเชื่อมโยงกันทางสังคมในระบบงานธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมกันนี้ ไอบีเอ็มยังได้ขยายตลาดออกไปสู่ภูมิภาค และประเทศเพื่อนบ้าน โดยเน้นไปในจังหวัดกลุ่มที่มีนิคมอุตสาหกรรมในทุกๆภาค เพื่อขยายการดูแลลูกค้าให้ได้อย่างใกล้ชิด โดยในปีนีมีแผนขยายไปที่ ชลบุรี โคราช ขอนแก่น หาดใหญ่ และ ประเทศลาว

2. สร้างคน Smarter People : Building workforce of the future สร้างทักษะในตลาดแรงงานโดยเฉพาะทักษะทางด้านไอที จากผลสำรวจผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีทั่วโลก ชี้ว่าอุตสาหกรรมไอที กำลังต้องการบุคลากรที่มีทักษะทางด้าน การวิเคราะห์ข้อมูล( Business Anayltics) บุคลากรที่มีทักษะด้านคลาวด์คอมพิวติ้ง และบุคลากรที่มีความรู้ด้านธุรกิจและอุตสาหกรรม ไอบีเอ็มได้ริเริ่มช่วยสร้างบุคลากรเหล่านี้ โดยมีแผนงานที่จะนำเอาทีมผู้บริหารที่เชี่ยวชาญของไอบีเอ็มมาให้ความรู้ความเข้าใจ ในเรื่องความสำคัญและความต้องการ บุคคลากรที่มีทักษะดังกล่าว โดยร่วมมือกับมหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษาทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด เพื่อร่วมกันพัฒนาและสร้างคนกลุ่มนี้ ในการเตรียมรองรับความต้องการของตลาดดังกล่าว นอกจากนี้ไอบีเอ็มยังให้ความสำคัญกับการสร้างความเป็นผู้นำมาโดยตลอด เพื่อรองรับการดำเนินธุรกิจที่มองโลกเป็นผืนเดียวกัน เราจึงมีความจำเป็นที่จะต้องพัฒนาผู้นำยุคใหม่ที่สามารถทำงานได้ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนในโลก ด้วยแนวทางการพัฒนาผู้นำของไอบีเอ็ม

3. สร้างเมือง Smarter Cities : System of The Cities ความแข็งแรงของเมืองที่มีศักยภาพหลากหลายด้านจะช่วยสร้างข้อได้เปรียบในการแข่งขันของประเทศ ไอบีเอ็มมีแผนงานจะไปช่วยพัฒนาระบบของเมือง นำความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสารสนเทศ มาบูรณาการเพิ่มประสิทธิภาพในเมืองใหญ่ เพื่อสร้างโมเดลสมาร์ทเตอร์ซิตี้ ในงานบริการภาครัฐ (Government Service) ด้านความปลอดภัยสาธารณะ ( Public Safety) ทางด้านการขนส่ง (Transportation) ทางด้านการศึกษา (Education) ทางด้านพลังงานและสาธารณูปโภค (Energy and Utilities) ทางด้านการสื่อสาร (Telecommunications) และทางด้านการสาธารณะสุข (Healthcare) โดยมุ่งไปที่จังหวัดในเขตนิคมอุตสาหกรรม เนื่องจากมีการลงทุนภาคอุตสาหกรรม การเข้ามาช่วยสร้างโมเดลสมาร์ทเตอร์ซิตี้ จะเป็นการช่วยสร้างระบบโครงสร้างพื้นฐานให้เมืองพร้อมรองรับการเติบโต พัฒนาเมืองให้เกิดความแข็งแกร่ง สร้างศักยภาพทางด้านตราสินค้าของเมืองให้เป็นที่จดจำได้

“ไอบีเอ็มมั่นใจว่าด้วยองค์ความรู้นวัตกรรมและเทคโนโลยีที่แข็งแกร่ง ผนวกกับความมุ่งมั่นตั้งใจจริงในการผลักดันแผนงานดังกล่าวให้ต่อเนื่องจะช่วย สร้างธุรกิจ สร้างคน และสร้างเมือง สามารถนำประเทศไทยก้าวเข้าสู่โลกใหม่ได้อย่างแท้จริง” นางพรรณสิรี กล่าวสรุป

View :822