Archive

Archive for July, 2012

โตชิบา ไทยแลนด์ จัดกิจกรรมออนไลน์ “Be A Satellite Star”

July 12th, 2012 No comments

กิจกรรม เป็นกิจกรรมที่เล่าเรื่องราวของคนหนุ่มสาว สามคนจาก ประเทศสิงคโปร์ อินโดนีเซีย และ ประเทศไทย ที่เกิดมาในโลกของเทคโนโลยี ต่างเชื้อชาติกัน แต่ทั้ง 3 คนล้วนมีความเชื่อในการทำความฝันให้เป็นจริง ผ่านรูปแบบคลิปวีดีโอ เพื่อเป็นการสร้างพลังขับเคลื่อนและเป็นแรงบันดาลใจให้กับหนุ่มสาวยุคใหม่ ที่ต้องการจะตามหาความฝันของตัวเอง

โดยวิดีโอเรื่องแรก “Finding My Own Voice” เป็นเรื่องราวของ “เทย์ เคซิน” นักร้องสาวชาวสิงคโปร์ที่มีความใฝ่ฝัน ที่จะเดินตามฝันของเค้า โดยการเริ่มจากการลาออกจากงานประจำเพื่อทำตามความฝันด้านดนตรีโดยการออกอัลบั้มเพลงEP อัลบั้มแรกในชีวิตจนเป็นที่โด่งดังในโลกออนไลน์

ตามมาด้วยเรื่อง “Show It To The World” เป็นเรื่องราวของ “อดินา บาชเทีย” เด็กสาวจากอินโดนีเซียที่เติบโตขึ้นมาบนยุคโลกเทคโนโลยี แต่กลับหลงใหลระบำพื้นเมืองของชาวอินโดนีเซีย ซึ่งกำลังจะเลือนหายไป เรื่องนี้เน้นให้เห็นความพยายามที่จะอนุรักษ์นาฏศิลป์โบราณเอาไว้ โดยการฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ ที่มากมาย

เรื่องสุดท้าย “The Art of Giving” เป็นเรื่องของ “ณัฐพล วงศ์สวย” หรือ “อ๋อง” ครูสอนศิลปะที่เชียงใหม่ ที่ถือว่าเป็นผู้ให้อย่างแท้จริง โดยการตระเวนวาดภาพคนหลากหลายอาชีพโดยเฉพาะผู้ที่ด้อยโอกาสในสังคม และนำภาพเหล่านั้นไปมอบให้ ซึ่งนั่นเองก็เป็นจุดสำคัญที่ทำให้ “อ๋อง” ได้สัมผัสอะไรหลายๆ อย่างจากคนเหล่านั้น และ ทำให้ “อ๋อง” เข้าใจผลงานของตัวเองอย่างลึกซึ้ง

วิดีโอทั้งหมดนี้จะออกฉายติดต่อกันในช่วงระหว่างวันที่ 01 กรกฎาคม – 31 สิงหาคม 2555 และ สามารถเข้าชมได้ที่ www.facebook.com/ToshibaNotebookthailand
สำหรับผู้ที่มีเรื่องราวหรือประสบการณ์ที่สามารถเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนอื่นๆ ได้ สามารถส่งเรื่องราวของท่านมาที่ http://www.facebook.com/ToshibaNotebookThailand#!/ToshibaNotebookThailand/app_378284362234859
เพราะคุณอาจได้เป็น Satellite Stars ดวงต่อไปจากโครงการของโตชิบาก็ได้

และเร็วๆ นี้ ท่านสามารถสร้างสรรค์คลิป VDO เรื่องราวของคุณเองในหัวข้อ “The Power of Inspiration” เข้าประกวดเพื่อลุ้นรับโน้ตบุ๊กสุดหรู Satellite M840 โดยจะเป็นกิจกรรมต่อไปจากโตชิบา
ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.facebook.com/ToshibaNotebookthailand

โดยท่านสามารถชม VDO เรื่อง “Finding My Own Voice” แบบ Full HD ได้ที่ http://www.youtube.com/watch?v=pzGVq29F9LQ
โดยท่านสามารถชม VDO เรื่อง “Show It To The World” แบบ Full HD ได้ที่ http://www.youtube.com/watch?v=H4OTxpRFZBY
โดยท่านสามารถชม VDO เรื่อง “The Art of Giving” แบบ Full HD ได้ที่ http://www.youtube.com/watch?v=xVXwn7KuSRY

View :1079

ฟูจิ ซีร็อกซ์ เปิดตัวโซลูชั่น “Print & Scan for Cloud Service” เจาะกลุ่มธุรกิจ SME ผ่านเทคโนโลยีคลาวด์คอมพิวติ้ง

July 12th, 2012 No comments

เปิดตัวโซลูชั่นใหม่ “Print & Scan for Cloud Service” ตอบสนองธุรกิจ SMEใช้งานเครื่องมัลติฟังก์ชั่นฟูจิ ซีร็อกซ์ผ่านเทคโนโลยีคลาวด์คอมพิวติ้ง หลังแนวโน้มตลาดเอเชียแปซิฟิกหันใช้คลาวด์คอมพิวติ้งเพื่อประโยชน์ทางธุรกิจมากขึ้น

บริษัท ฟูจิ ซีร็อกซ์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่าทางบริษัทฯได้ประกาศเปิดตัวโซลูชั่นใหม่ “Print & Scan for Cloud Service” สำหรับลูกค้ากลุ่มเอสเอ็มอี โดยโซลูชั่นดังกล่าวสามารถตอบสนองเทคโนโลยี Cloud computing ได้เป็นอย่างดี ช่วยให้ผู้ใช้งานเครื่องมัลติฟังก์ชั่น ฟูจิ ซีร็อกซ์ สามารถเชื่อมต่อการทำงานเพื่อการพิมพ์เอกสารหรือการสแกนเอกสารสู่ Cloud storage ได้โดยตรง ทั้งยังรองรับการพิมพ์ไฟล์งาน เช่น JPEG, PDF, XDW (DocuWorks) หรือ เอกสาร Google docs บน iPhone/iPad/Android จากหน้าเว็บผู้ให้บริการ Cloud ได้

โซลูชั่น “Print & Scan for Cloud Service” ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายสำหรับผู้ใช้งานในการพิมพ์งานจากที่ใดบนโลกผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตสู่เครื่องมัลติฟังก์ชั่นฟูจิ ซีร็อกซ์ที่ลงทะเบียนไว้ได้ทันที โดยเทคโนโลยีนี้มีการป้องกันการพิมพ์ด้วยรหัสผ่านสำหรับผู้ใช้งานที่มีสิทธิ์จากการลงทะเบียนไว้ที่เครื่องมัลติฟังก์ชั่นเท่านั้น เพื่อป้องกันการพิมพ์จากบุคคลภายนอก หรือผู้ไม่ประสงค์ดีได้อีกด้วย

ปัจจุบันมีผู้ให้บริการ Public cloud มีมากมาย เช่น Google docs หรือ Dropbox และกำลังมีผู้ใช้บริการที่เพิ่มจำนวนมากขึ้นด้วย จากการสำรวจข้อมูลผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตดาต้าเซ็นเตอร์ของฟูจิ ซีร็อกซ์ เอเซียแปซิฟิก พบว่า ธุรกิจเอสเอ็มอีในเอเชียแปซิฟิก กว่า 13% ได้ใช้งาน Public Cloud แล้ว และอีก 44% วางแผนใช้งานในอีก 1-2 ปีข้างหน้า ขณะที่ ธุรกิจองค์กรขนาดใหญ่ใช้งาน Private Cloud 14% แล้ว และ 47% ของกลุ่มนี้วางแผนจะใช้ใน 2 ปี เช่นกัน

View :940

ก.ไอซีที เตรียมจัดงาน Bangkok International ICT Expo 2012 โชว์นวัตกรรมด้าน ICT

July 12th, 2012 No comments


นาวาอากาศเอกอนุดิษฐ์ นาครทรรพ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เปิดเผยว่า กระทรวงฯ ได้ร่วมกับ สมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เตรียมจัดงาน “” ขึ้นระหว่างวันที่ 3 – 6 สิงหาคม 2555 ณ อาคารชาเลนเจอร์ 3 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี เพื่อเป็นการแสดงศักยภาพของประเทศไทยในด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) และเป็นการสร้างความเชื่อมั่นต่อชาวต่างชาติในสถานการณ์ปัจจุบันของประเทศไทย รวมทั้งเพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ อุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ภายหลังประสบอุทกภัย
“งาน Bangkok International ICT Expo 2012 ในปีนี้ กระทรวงฯ ได้กำหนดแนวคิดของการจัดงานเอาไว้ คือ Smart Thailand Towards AEC ซึ่งเป็นการแสดงวิสัยทัศน์ และทิศทางการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้าน ICT ของประเทศตามแนวทาง Smart Thailand 2020 ที่จะก่อให้เกิดการบูรณาการเพื่อเพิ่มศักยภาพด้านการศึกษา เกษตรกรรม การท่องเที่ยว รวมถึงธุรกิจบริการและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ อันจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนไทยอย่างยั่งยืน เพื่อเตรียมพร้อมการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC
โดยรูปแบบของการจัดงาน Bangkok International ICT Expo 2012 จะแบ่งออกเป็น 4 ส่วน ได้แก่ 1.ส่วนนิทรรศการ ซึ่งจะมีการจัดนิทรรศการใน Royal Pavilion และ MICT Pavilion 2.ส่วนแสดงสินค้า จะเป็นการแสดงนวัตกรรมเทคโนโลยีจากภาคเอกชน ผู้ประกอบการต่างๆ รวมทั้งการจำหน่ายสินค้าราคาพิเศษ 3.ส่วนการประชุมสัมมนา เป็นการเปิดเวทีเพื่อให้ความรู้และนวัตกรรมด้าน ICT และ 4.กิจกรรมร่วมสนุกต่าง ๆ ผ่านเทคโนโลยีด้าน ICT ที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าชมงานได้มีส่วนร่วมด้วย” นาวาอากาศเอก อนุดิษฐ์ กล่าว
สำหรับงาน Bangkok International ICT Expo นั้นจัดขึ้นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2547 เพื่อเป็นกิจกรรมให้ประชาชนทั่วไป ระลึกถึงวันสื่อสารแห่งชาติ ซึ่งตรงกับวันที่ 4 สิงหาคม ของทุกปี รวมทั้งเพื่อเป็นการแสดงศักยภาพการแข่งขันด้านเทคโนโลยีสารสนเทศของไทยในภูมิภาค ตลอดจนเพื่อเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร และนวัตกรรมด้าน ICT โดยได้มีการจัดนิทรรศการดังกล่าวอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี แต่ในปี พ.ศ. 2551 กระทรวงฯ ได้ร่วมกับ International Telecommunication Union (ITU) จัดงาน “ITU Telecom Asia 2008” ขึ้น ระหว่างวันที่ 2 – 5 กันยายน 2551 แทน จึงไม่ได้มีการจัดงานฯ ในปีดังกล่าว หลังจากนั้น จึงได้ว่างเว้นจากการจัดงาน Bangkok International ICT Expo มาถึง 3 ปี
อย่างไรก็ตาม ในระหว่างนั้นกระทรวงไอซีที ได้มีการจัดงาน MICT สร้างคน สร้างชาติ ซึ่งเป็นนิทรรศการเผยแพร่ความรู้ รและนำเสนอเทคโนโลยีต่างๆ ด้าน ICT ตลอดจนนำเสนอผลงาน บทบาท ภารกิจต่างๆ ของกระทรวงฯ และหน่วยงานในสังกัดให้แก่ประชาชนในส่วนภูมิภาค โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการยกระดับการเรียนรู้ด้าน ICT แก่ประชาชนอย่างทั่วถึง และเท่าเทียม ทั้งนี้ เพื่อให้ประชาชนนำความรู้ที่ได้ไปใช้พัฒนาตนเอง และพัฒนาชุมชน ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการพัฒนาชาติต่อไป

View :1163

บราเดอร์ต่อยอด Brother Service Excellence เน้นพัฒนาระบบSpare Part (สำรองอะไหล่) พร้อมระบบออนไลน์ ขยายศูนย์บริการทั่วประเทศ

July 12th, 2012 No comments

บราเดอร์พัฒนาบริการอย่างเหนือชั้นอีกครั้งหลังจากประสบความสำเร็จอย่างมากจากการ พัฒนาโครงการบริการสู่ความเป็นเลิศ” () ในปีที่ผ่านมา การทุ่มพัฒนาอย่างต่อเนี่องในระบบ Spare Part โชว์ศักยภาพความเร็วและคุณภาพงานบริการจนสามารถตอบสนองความต้องการของศูนย์บริการได้สูงถึง 99% พร้อมพัฒนาบริการช่วยเหลือผ่านระบบออนไลน์แบรนด์แรกในไทย เดินหน้าเปิดศูนย์บริการ ทั่วประเทศในปีนี้

นายวรศักดิ์ ประดิษฐ์กุล ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายบริการลูกค้า บริษัท คอมเมอร์เชียล (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า“ ให้ความสำคัญอย่างมากในด้านคุณภาพงานบริการ ดังเห็นได้จากความทุ่มเทที่ผ่านมาในการก้าวสู่บริการอันเป็นเลิศ โดยล่าสุดจากการสำรวจความพึงพอใจ ของลูกค้าพบว่ากว่า 95% พึงพอใจต่อคุณภาพการบริการของบราเดอร์ ซึ่งถือเป็นความภาคภูมิใจอย่างมาก และบราเดอร์จะเดินหน้า รักษาความต่อเนื่องด้านคุณภาพ ตลอดจนดำเนินการตรวจสอบศูนย์บริการ เพื่อพัฒนามาตรฐานให้สูงยิ่งขึ้น อย่างไม่หยุดยั้ง

นอกจากนี้ บราเดอร์ยังเน้นการใช้เทคโนโลยีซึ่งเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่สำคัญโดยมีระบบออนไลน์ ที่สมบูรณ์แบบ รวมทั้งการพัฒนาระบบอย่างต่อเนื่องเพื่อความสะดวกรวดเร็วและประสิทธิภาพ ในการทำงาน ของศูนย์บริการ ทั้งยังมีการวางแผนพัฒนาระบบในขั้นต่อไปที่จะก้าวไปสู่การนำระบบ Microsoft Dynamic CRM ที่จะช่วยในการสร้างความสัมพันธ์และเพิ่มความพึงพอใจของลูกค้า รวมทั้งการมีระบบ Remote Support ของ Contact Center ที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการให้บริการแก่ลูกค้าในทุกระดับ และตอบสนองการพัฒนา เปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่เป็นไปอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน หลังจากที่ล่าสุด บราเดอร์ ได้รับการยอมรับในการเป็นผู้นำเรื่องเวลาในการซ่อม ที่ไอทีซิตี้อย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 2 ปี โดยสามารถซ่อมได้ในระยะเวลาที่กำหนด100% อย่างต่อเนื่อง” นายวรศักดิ์ ประดิษฐ์กุล กล่าว ทั้งนี้ นอกจากการพัฒนาระบบอันทันสมัยแล้ว บราเดอร์ ยังตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านบริการ ด้วยการวางกลยุทธ์ในการเป็นผู้นำในเรื่องศูนย์บริการที่ครอบคลุมทั่วประเทศ โดยจะเร่งการขยาย เพิ่มเติมในศูนย์บริการให้ครอบคลุมครบ 77 จังหวัดภายในปี 55

View :942

เอไอเอสวัน-ทู-คอล จับมือ Click for Clever ให้นักเรียนติว GAT/PAT ฟรีบนมือถือ

July 11th, 2012 No comments


เอไอเอสวัน-ทู-คอล! โดย นายอเนก อนันต์วัฒนพงษ์ ผู้ช่วยกรรม​การ​ผู้อำนวย​การ ส่วนงานบริหารกลุ่มลูกค้าพรี​เพด เอไอเอส ร่วมกับ Click for Clever สถาบันกวดวิชาแนวใหม่บนโลกออนไลน์ สานต่อกิจกรรมดีๆ เปิดตัวโครงการ “Click for U ระเบิดความรู้สู่มหาวิทยาลัย Season 2” โดยมอบความพิเศษสุดเอ็กซ์คูลซีฟ ให้วัยทีนชาว วัน-ทู-คอล!ติว GAT/PAT ได้อย่างไร้ข้อจำกัด ทั้งรับฟรีคลิป Highlight ติวสอบทุกวิชาผ่านมือถือ ให้ติวได้ทุกที่ทุกเวลา เพียงกด *456# แล้วโทรออก พร้อมดาวน์โหลดหนังสือประกอบการเรียนบนเว็บไซต์ได้ฟรีทาง AIS Bookstore หรือรับฟรีทั้งเล่มได้จากการเข้าร่วมกิจกรรมติวสด (หนังสือมีจำนวนจำกัด) น้องๆที่สนใจ สามารถสมัครเข้าร่วมโครงการได้ตั้งแต่วันนี้ – 10 สิงหาคม 2555 หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.clickforclever.com และ www.ais.co.th/12call

View :1090
Categories: Press/Release Tags:

เดลต้าให้บริการ Wi-Fi ที่ใหญ่ที่สุดในโลกซึ่งครอบคลุมเที่ยวบินที่บินระหว่างประเทศด้วย

July 11th, 2012 No comments


การร่วมมือกับเซอร์วิส โพไวเดอร์ เพียงหนึ่งเดียวช่วยให้การเชื่อมต่อเป็นไปอย่างทั่วถึง ทั่วโลก ด้วยบริการ Gogo อินเตอร์เน็ท ภายในห้องผู้โดยสาร

ผลตอบรับที่ได้จากผู้โดยสารเน้นให้ความสำคัญกับการให้บริการอินเตอร์เน็ทบนเครื่องที่บินในภูมิภาคในทุกชั้นโดยสาร รวมถึง เครื่องบินในประเทศที่บินเส้นทางหลัก และ เที่ยวบินระหว่างประเทศ

แอตแลนต้า, 6 กรกฎาคม 2555 – (NYSE: DAL) จะเริ่มเปิดให้บริการอินเตอร์เน็ทภายในห้องโดยสารของฝูงบินระหว่างประเทศที่บินระยะทางไกล (long haul) กว่า 150 ลำ ได้แก่ เครื่องโบอิ้ง 777, 767, 747, แอร์บัส 330 และเครื่องโบอิ้ง 757 ที่บินข้ามมหาสมุทรโดยจะเปิดให้บริการในต้นปี 2556

การขยายการให้บริการ Wi-Fi จะใช้ดาวเทียมในการรับส่งสัญญาณเพื่อให้การบริการครอบคลุมทั่วโลกและยังช่วยเสริมให้การบริการ อากาศสู่ภาคพื้น (air-to-ground) ที่ Gogo ให้บริการอยู่ในเครื่องบินโดยสารภายในอเมริกาสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

ฝูงบินเดลต้าให้บริการอินเตอร์เน็ท Wi-Fi ที่ใหญ่ที่สุดในโลกโดยให้บริการในกว่า 3,000 เที่ยวบินทุกวัน รวมถึงเครื่องบินในประเทศที่บินเส้นทางหลัก จำนวน กว่า 800 ลำซึ่งรวมทั้งเครื่องที่บินในภูมิภาค ( Regional jets) ทุกลำของเดลต้า ทำให้ผู้โดยสารกว่า 400,000 คน ในแต่ละวัน สามารถเข้าถึงบริการอินเตอร์เน็ท Wi-Fi ที่ความสูงหนือพื้นดิน 10,000 ฟุต

บริการอินเตอร์เน็ทระหว่างประเทศใช้ดาวเทียมในช่วงคลื่นความถี่สูง Ku-band เพื่อให้สามารถครอบคลุมการใช้บริการได้ทั่วโลก และในปี 2558 เมื่อการดำเนินการทุกอย่างเสร็จสมบูรณ์ ฝูงบินทั่วโลกของเดลต้าจะมีเครื่องบินที่ติดตั้งอุปกรณ์อินเตอร์เน็ท Wi-Fi ประมาณ 1,000 ลำ

“ความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีของเดลต้าคือส่วนประกอบสำคัญที่ช่วยยกระดับความพึงพอใจต่อประสบการณ์การเดินทางของผู้โดยสาร อีกทั้ง J.D. Power and Associates และ นิตยสาร PC World ยังยกย่องให้สิ่งนี้เป็นจุดเด่นของการเดินทาง” Tim Mape รองประธานอาวุโสฝ่ายการตลาดของเดลต้า กล่าว “ด้วยการขยายบริการอินเตอร์เน็ท Wi-Fi ข้ามโลกตลอดทั่วทั้งฝูงบินของเรา ทำให้ผู้โดยสารของเดลต้าไม่ขาดการติดต่อตลอดระยะเวลาของการเดินทาง”

การขยายบริการอินเตอร์เน็ท Wi-Fi ภายในห้องผู้โดยสารในฝูงบินที่บินข้ามมหาสมุทรของเดลต้าเป็นแผนปรับปรุงล่าสุดซึ่งเดลต้าได้ทุ่มงบลงทุนกว่า 9 หมื่นล้านบาทเพื่อยกระดับการให้บริการ ผลิตภัณฑ์ และสิ่งอำนวยความสะดวก

ทั่วโลกไปจนถึงปี 2556 นอกเหนือจากการปรับปรุงคุณภาพการให้บริการอินเตอร์เน็ท Wi-Fi แล้ว เดลต้ายังได้เพิ่มที่นั่งในชั้น เฟิร์สคลาส ให้มากขึ้นและปรับปรุงระบบความบันเทิงภายในห้องผู้โดยสารสำหรับเครื่องบินในประเทศ การให้บริการที่นั่ง BusinessElite ที่ปรับเอนนอนได้ 180o ในฝูงบินระหว่างประเทศทั้งหมด และเมื่อเร็วๆนี้ ได้มีการติดตั้งที่นั่งแบบ Economy Comfort เสร็จสมบูรณ์ในฝูงบินโดยสารทุกลำ เพิ่มระบบความบันเทิงส่วนตัวภายในตัวที่นั่งให้แก่ผู้โดยสารทั้งในชั้น BusinessElite และ Economy ในเที่ยวบินระหว่างประเทศที่บินระยะทางไกล ปรับปรุง Delta Sky Lounge Clubs ให้ทันสมัยอย่างสม่ำเสมอ และ การปรับปรุงคุณภาพสิ่งอำนวยความสะดวกในอาคารผู้โดยสารใหม่สำหรับผู้โดยสารที่บินระหว่างประเทศใน 2 เกตเวย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกของเดลต้า ได้แก่ ที่ แอตแลนต้า ซึ่งปัจจุบันได้เปิดให้บริการแล้วและการขยายเทอร์มินัลระหว่างประเทศที่ นิวยอร์ก-เจเอฟเค ซึ่งจะเปิดให้บริการในเดือนพฤษภาคมปี 2013

เดลต้า แอร์ไลน์ส ให้บริการการบินแก่ลูกค้ากว่า 160 ล้านคนในแต่ละปี และในปีที่ผ่านมา เดลต้าได้รับการยกย่องให้เป็น “สายการบินในประเทศที่ดีที่สุดแห่งปี” โดยผู้อ่านนิตยสาร Travel Weekly และได้ชื่อว่าเป็น “Top Tech-Friendly U.S. Airline” จากนิตยสาร PCWorld สำหรับนวัตกรรมด้านเทคโนโลยี่ และชนะเลิศรางวัล Business Travel News Annual Airline Survey จากการที่เดลต้ามีเครือข่ายชั้นนำในอุตสาหกรรมการบินที่ครอบคลุมการบินทั่วโลก เดลต้า และ ฝูงบินของ เดลต้า คอนเนคชั่น จึงสามารถให้บริการการบินสู่ 350 เส้นทางใน 65 ประเทศ ใน 6 ทวีป สำนักงานใหญ่ของเดลต้าตั้งอยู่ในแอตแลนต้า เดลต้า มีการจ้างพนักงานกว่า 80,000 คนทั่วโลก ให้บริการการบินโดยใช้ฝูงบินของเดลต้าเองกว่า 700 ลำ และในฐานะสมาชิกผู้ก่อตั้งของพันธมิตร SkyTeam ทั่วโลก เดลต้าได้เข้าร่วมกับผู้นำในอุตสาหกรรมการบินระหว่างทวีปยุโรปและทวีปอเมริกา ได้แก่ แอร์ฟรานซ์-เคแอลเอ็ม และ อลิตาเลีย และเมื่อรวมกับพันธมิตรอื่นๆของเดลต้าทั่วโลกแล้ว เดลต้าสามารถให้บริการการบินแก่ลูกค้าวันละกว่า 13,000 เที่ยวบิน ซึ่งมีศูนย์กลางใน แอมสเตอร์ดัม, แอตแลนต้า, ซินซินเนติ, ดีทรอยท์, เมมฟิส, มินิอาโปลิส-เซนต์พอล, นิวยอร์ก-เจเอฟเค, ปารีส-ชาร์ล เดอ กอลล์, ซอลท์เลค ซิตี้ และ โตเกียว-นาริตะ บริการของสายการบินยังรวมถึงโปรแกรม SkyMiles สำหรับผู้เดินทางซึ่งเป็นโปรแกรมสะสมไมล์ของสายการบิน การบริการในชั้น BusinessElite ที่ได้รับรางวัลการให้บริการ และ Sky Clubs ของเดลต้าในท่าอากาศยานทั่วโลกกว่า 50 แห่ง เดลต้าได้ทุ่มงบกว่า 9 หมื่นล้านบาทตลอดถึงปี 2556 เพื่อปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆในท่าอากาศยาน รวมทั้งผลิตภัณฑ์ทั่วโลก, การบริการ ตลอดจนเทคโนโลยี่ ทั้งนี้ เพื่อให้บริการของเราเป็นที่ประทับใจของลูกค้าทั้งบนอากาศและภาคพื้นดิน ลูกค้าสามารถเช็คอินเที่ยวบิน, พิมพ์บัตรขึ้นเครื่อง, เช็คกระเป๋า และตรวจสอบสถานะทางการบินได้ที่ delta.com

View :1077

เทเลโฟนิก้า|วิโว่ และ อีริคสัน ร่วมกันสร้างโอกาสทางการศึกษาให้แก่ชุมชนในเมืองรีโอเดจาเนโร ผ่านระบบสื่อสารไร้สาย

July 10th, 2012 No comments


· เด็กและวัยรุ่นกว่า 3,000 คน ในชุมชนย่านวิล่าครูไซโร่ แห่งเมืองริโอเดจาเนโร จะได้รับโอกาสทางการศึกษาที่ดีขึ้น

· โรงเรียนรัฐบาลสองแห่ง และ องค์กรพัฒนาเอกชนท้องถิ่น ที่มีชื่อว่า Social Attitude จะสามารถเข้าถึงระบบสื่อสารไร้สายได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

· โครงการนี้ถูกริเริ่มขึ้นโดย Connect To Learn ซึ่งเป็นองค์กรระดับโลกที่มีจุดมุ่งหมายในการสร้างโอกาสทางการศึกษาให้กับเด็กและเยาวชนยุคใหม่ ด้วยการนำเทคโนโลยีการสารสนเทศเข้ามาช่วยอย่างมีประสิทธิภาพ

(Telefônica|Vivo) ได้ร่วมมือกับ (Ericsson) เพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษาที่ดีขึ้น ให้กับเด็กและวัยรุ่นกว่า 3,000 คน ในชุมชนย่านวิล่าครูไซโร่ (Vila Cruzeiro) แห่งเมืองริโอเดจาเนโร (Rio de Janeiro) ผ่านเครือข่ายอินเตอร๋เน็ทบรอดแบนด์ไร้สาย และบริการพิเศษอื่นๆผ่านระบบ Cloud

ภายใต้โครงการนี้ วิโว่ จะช่วยจัดหาบริการอินเตอร์เน็ทความเร็วสูง ส่วน อีริคสัน จะช่วยจัดหาโซลูชั่นและเครื่องมือด้านไอซีทีต่างๆ ให้แก่ โรงเรียนรัฐบาลสองแห่ง คือ CIEP José Carlos Brandão Monteiro และ Joracy Camargo รวมทั้งอีกหนึ่งองค์กรพัฒนาเอกชนท้องถิ่นที่มีชื่อว่า Social Attitude อีกด้วย

โดยทั้งโรงเรียนและองค์กรพัฒนาเอกชนท้องถิ่น จะได้รับเครื่องคอมพิวเตอร์เน็ทบุ๊ค ที่สามารถเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ทไร้สายได้ เพื่อช่วยให้ทั้งคุณครูและนักเรียน สามารถเข้าถึงข้อมูลทางการศึกษาที่มีอยู่อย่างกว้างขวางบนโลกอินเตอร์เน็ท โดยโครงการนี้ประสบสำเร็จได้ด้วยความคิดริเริ่มขององค์กร Connect To Learn ซึ่งมีเป้าหมายในการสนับสนุนให้โรงเรียนมัธยมหลายแห่งทั่วโลก มีโอกาสเข้าถึงสือและข้อมูลทางการศึกษาที่มีคุณภาพ โดยการใช้เทคโนโลยีไอซีทีเข้ามาช่วย รวมทั้งการให้ทุนการศึกษาระยะยาวแก่เด็กนักเรียนในโรงเรียนเหล่านี้

ลูเซียน ดิแอซ (Luciene Dias) ผู้อำนวยการภูมิภาคของ เทเลโฟนิก้า|วิโว่ ได้อธิบายว่าโครงการนี้จะช่วยเพิ่มศักยภาพในการใช้งานอินเทอร์เน็ตภายในโรงเรียนให้ดียิ่งขึ้น รวมทั้ง “มูลนิธิเทเลโฟนิก้า จะช่วยสนับสนุนให้นักเรียนและบุคลากรของโรงเรียน มีการพัฒนาความรู้ความสามารถในการใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ภายในโรงเรียนอีกด้วย”

นอกจากการสนับสนุนด้านบริการอินเตอร์เน็ทแล้ว เทเลโฟนิก้า ยังได้ให้การสนับสนุนแก่สำนักงานการศึกษาแห่งเมืองริโอเดจาเนโรและยูเนสโก ผ่านมูลนิธิเทเลโฟนิก้า ในการจัดฝึกอบรมนักศึกษาฝึกงานเพื่อทำหน้าที่เป็นผู้สอนการใช้เทคโนโลยีในห้องเรียนแบบดิจิตอล ในโรงเรียน 150 แห่ง ผ่านโครงการโรงเรียนแห่งอนาคต (Escolas do Amanhã หรือ Schools of Tomorrow ในภาษาอังกฤษ)

อีเลน วีดแมน-กรุนวอลด์ (Elaine Weidman-Grunewald) รองประธานฝ่ายพัฒนาสำนึกเพื่อสังคมและความยั่งยืน ของอิริคสัน กล่าวว่า “เด็กทุกคนควรมีโอกาสทางการศึกษาทั้งสิ้น แต่ก็ยังมีเด็กอีกจำนวนมากที่ถูกทิ้งให้ล้าหลังกว่าคนอื่น หน้าที่ขององค์กร Connect To Learn คือ การนำพลังแห่งเทคโนโลยีไอซีทียุคศตวรรษที่ 21 มาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อการศึกษา เพื่อให้ทุกคนมีโอกาสเท่าเทียมกัน”

โครงการนี้ได้นำเทคโนโลยีไอซีทีผ่านระบบ Cloud ที่ถูกพัฒนาขึ้นโดย อีริคสัน และเหล่าผู้ให้การสนับสนุนองค์กร Connect To Learn สำหรับใช้ในโรงเรียน และใช้ประสบการณ์จริงขององค์กรพัฒนาเอกชนต่างๆ โดยระบบที่เลือกใช้นี้ได้ถูกออกแบบให้เหมาะกับผู้ใช้ที่มีความรู้ทางเทคโนโลยีน้อยมากๆหรือไม่มีเลย และการที่ระบบนี้สามารถเพิ่มโอกาสทางการศึกษาผ่านอินเตอร์เน็ทอย่างมีประสิทธิภาพด้วยต้นทุนที่ลดลง ก็เพราะผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องกังวลในเรื่องทางเทคนิคที่ซับซ้อน ไม่ว่าจะเป็นการป้องกันไวรัส การทำซอฟท์แวร์อัพเดต การลงโปรแกรม หรือการบำรุงรักษาระบบในแง่อื่นๆ เพราะงานเหล่านี้ถูกจัดการโดยระบบ Cloud ทั้งสิ้น

เกี่ยวกับ Connect To Learn

Connect To Learn ถูกตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 2010 โดยการร่วมมือกันของสามองค์กร คือ สถาบันโลกแห่งมหาวิทยาลัยโคลัมเบียซึ่งทำหน้าที่จัดหาแนวทางเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน อิริคสัน และ Millennium Promise อันเป็นองค์กรพัฒนาเอกชนแห่งเมืองนิวยอร์ค ซึ่งทำงานเพื่อให้บรรลุเป้าหมายแห่งการพัฒนาสหัสวรรษขององค์การสหประชาชาติ โปรแกรมนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้เด็กทั่วโลกโดยเฉพาะเด็กผู้หญิงได้เข้าถึงแหล่งข้อมูลทางการศึกษาคุณภาพสูงได้ โดยเหล่าผู้ร่วมสนับสนุนต่างเข้าใจถึงบทบาทที่เปลี่ยนไปของอินเตอร์เน็ทความเร็วสูง และเทคโนโลยีทางไอซีทีอื่นๆ ที่สามารถทำให้เด็กจำนวนมากมีโอกาสเข้าถึงแหล่งข้อมูลและบริการทางการศึกษาที่เป็นประโยชน์ยิ่ง ผ่านระบบ Cloud และการเชื่อมต่อถึงกันระหว่างโรงเรียนต่างๆ นอกจากนั้นแล้ว Connect To Learn ยังให้ทุนการศึกษาแก่เด็กด้อยโอกาสโดยเฉพาะเด็กผู้หญิง เพื่อให้มีโอกาสศึกษาต่อในระดับมัธยมศึกษาอีกด้วย โดยโครงการนี้ได้เปิดโอกาสให้เด็กๆ ทั้งในทวีปอัฟริกา ลาตินอเมริกา คาริบเบียน และกลุ่มประเทศอาหรับ ได้เข้าถึงแหล่งข้อมูลการเรียนการสอนอันมีคุณภาพ ผ่านระบบไอซีที และช่วยให้ทั้งนักเรียนและครูในชนบทห่างไกลและในเมือง ได้เข้าสู่โลกอินเตอร์เน็ทได้อย่างอิสระ เพื่อเชื่อมต่อเด็กๆทั่วโลกเข้าด้วยกัน และสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กๆเหล่านี้ด้วยการให้โอกาสทางการเรียนรู้ใหม่ๆแก่เขาเหล่านั้น

http://www.connecttolearn.org

View :1014

ก.ไอซีที เปิดเว็บไซต์ถวายพระพรออนไลน์ และแสตมป์เฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ

July 10th, 2012 No comments


นาวาอากาศเอกอนุดิษฐ์ นาครทรรพ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เปิดเผยว่า ในโอกาสมหามงคลต่างๆ ที่ผ่านมา กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และหน่วยงานในสังกัด ได้ตระหนักในพระมหากรุณาธิคุณของสถาบันพระมหากษัตริย์ และได้มีการจัดกิจกรรมเพื่อเฉลิมพระเกียรติขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์ในการขยายช่องทางการแสดงความจงรักภักดีด้วยการถวายพระพรโดยการใช้เครือข่ายอินเทอร์เน็ต พร้อมทั้งประชาสัมพันธ์เชิญชวนชาวไทยทุกหมู่เหล่าร่วมกันถวายพระพรออนไลน์จนเป็นที่แพร่หลาย

โดยในปี 2553 กระทรวงฯ และหน่วยงานในสังกัด ได้ร่วมกันจัดทำโครงการถวายพระพรออนไลน์ขึ้น 2 วาระโอกาส ได้แก่ “โครงการถวายพระพรออนไลน์ 5 ธันวาคม 2553” เนื่องในโอกาส 60 ปี พระราชพิธีราชาภิเษกสมรส พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ผ่านทางเว็บไซต์ www.9forking.com และ “โครงการถวายพระพรออนไลน์ 12 สิงหาคม 2553” เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 78 พรรษา 12 สิงหาคม 2553 ผ่านทางเว็บไซต์ www.ourking.in.th ต่อมาในปี 2554 กระทรวงฯ และหน่วยงานในสังกัด ได้ร่วมฉลองในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554 โดยการร่วมจัดทำ “โครงการถวายพระพรออนไลน์เฉลิมพระเกียรติ 84 พรรษา” ผ่านทางเว็บไซต์ www.welovekingonline.com

“และเนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 5 รอบ 28 กรกฎาคม 2555 สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมารนี้ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และหน่วยงานในสังกัด ก็ได้ร่วมดำเนินการจัดทำ “โครงการถวายพระพรออนไลน์เฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร”ผ่านทางเว็บไซต์ www.crownprince60.com ขึ้น โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระฉายาลักษณ์ในฉลองพระองค์ชุดต่างๆ จำนวน 6 ภาพ มาจัดทำเป็นภาพโปสการ์ดในการถวายพระพร โดย สำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ SIPA เป็นผู้จัดทำเว็บไซต์ถวายพระพร และบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) เป็นผู้สนับสนุนระบบการจัดเก็บข้อมูลการ ถวายพระพร ส่วนหน่วยงานอื่นในสังกัด ได้ทำการเชื่อมโยงเว็บไซต์ถวายพระพรออนไลน์ดังกล่าวบนหน้าแรกเว็บไซต์ของทุกหน่วยงาน เพื่อให้ประชาชนได้ร่วมถวายพระพรอย่างทั่วถึง

โดยประชาชนทุกหมู่เหล่าสามารถร่วมลงนามถวายพระพรได้ ด้วยการเข้าไปที่เว็บไซต์ www.crownprince60.com ซึ่งจะพบกับพระฉายาลักษณ์และวีดีทัศน์พระราชกรณียกิจ จากนั้นให้คลิกที่คำว่า “ลงนามถวายพระพร” จะปรากฏหน้าโปสการ์ดจำนวน 6 ภาพ และเริ่มเข้าสู่ขั้นตอนการถวายพระพรออนไลน์ ที่จะมีอยู่ 2 ขั้นตอน คือ 1. เลือกรูปแบบการ์ดถวายพระพร โดยสามารถคลิกลงบนการ์ดใดการ์ดหนึ่งขั้นตอนที่ 2 เลือกคำถวายพระพร ที่ด้านล่าง แล้วพิมพ์ชื่อ – สกุล และหมายเลขรหัส ที่ปรากฏ จากนั้นก็ให้คลิกที่ “ลงนามถวายพระพร” ก็เป็นอันเสร็จสิ้นการลงนามถวายพระพร

และนอกจากประชาชนทุกภาคส่วนจะสามารถลงนามถวายพระพรออนไลน์ด้วยตนเองได้แล้ว กระทรวงฯ และหน่วยงานในสังกัด ยังได้จัดมุมถวายพระพรออนไลน์ไว้ ณ ที่ตั้งของหน่วยงาน เพื่อให้ประชาชนที่เข้ามาติดต่อรับบริการต่างๆ ได้มีโอกาสลงนามถวายพระพรออนไลน์ได้นับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม จนถึงเดือนธันวาคม 2555 ด้วย จึงขอเชิญชวนประชาชนทั่วประเทศร่วมกันถวายพระพรออนไลน์ทาง www.crownprince60.com โดยพร้อมเพรียงกันเพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร เนื่องในพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 5 รอบ 28 กรกฎาคม 2555” นาวาอากาศเอกอนุดิษฐ์ กล่าว

พร้อมกันนี้ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ยังได้จัดสร้างตราไปรษณียากรชุด 60 พรรษา สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เพื่อร่วมเทิดพระเกียรติ โดยได้รับพระราชทานภาพฉลองพระองค์เครื่องแบบทหาร มาจัดพิมพ์เทคนิคพิเศษด้วยการปั๊มฟอยด์ทองของอักษรบรรยาย ซึ่ง ไปรษณีย์ไทย ได้จัดพิมพ์ทั้งสิ้นจำนวน 700,000 ดวง และจะเริ่มจำหน่ายในวันที่ 28 กรกฎาคม 2555 เป็นวันแรก

View :1391

ก.ไอซีที ลงนามจัดซื้อแท็บเล็ตเพิ่ม 403,941 เครื่อง จาก เสิ่นเจิ้น สโคปฯ

July 9th, 2012 No comments


นาวาอากาศเอกอนุดิษฐ์ นาครทรรพ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เปิดเผยภายหลังพิธีลงนามสัญญาจัดซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์พกพา (แท็บเล็ต) เพิ่มเติม ภายใต้โครงการจัดการเรียนการสอนโดยใช้คอมพิวเตอร์พกพา ระหว่าง กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กับ บริษัท เสิ่นเจิ้น สโคป ไซแอนทิฟิก ดีเวลอปเมนต์ จำกัด (Shenzhen Scope Scientific Development Co.,Ltd) ว่า ภายหลังจากกระทรวงไอซีที ได้ลงนามจัดซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์พกพา (แท็บเล็ต) จาก บริษัท เสิ่นเจิ้น สโคป ไซแอนทิฟิก ดีเวลอปเมนต์ จำกัด ล็อตแรก จำนวน 400,000 (สี่แสน) เครื่อง เป็นมูลค่า 32,800,000 USD (สามสิบสองล้านแปดแสนดอลลาร์สหรัฐ ) เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2555 ที่ผ่านมา และมีกำหนดส่งมอบภายใน 60 วันนั้น ขณะนี้ทางบริษัท เสิ่นเจิ้น สโคปฯ ได้ดำเนินการผลิตและทยอยส่งมอบให้แก่กระทรวงไอซีทีอย่างต่อเนื่องตามกำหนดการจัดส่งเครื่องแท็บเล็ต

โดยบริษัท เสิ้นเจิ้น สโคปฯ ได้เริ่มต้นจัดส่งเครื่องแท็บเล็ตตั้งแต่วันที่ 23 พฤษภาคม 2555 จำนวน 2,000 เครื่อง เพื่อให้กระทรวงฯ ได้ตรวจสอบคุณสมบัติเครื่องให้เป็นไปตามเงื่อนไขการจัดซื้อ ก่อนส่งหนังสือรับรองให้บริษัทฯ ดำเนินการผลิตเครื่องแท็บเล็ตและส่งมอบตามสัญญา โดยบริษัทฯ ได้จัดส่งล็อตแรกให้ในวันที่ 22 มิถุนายน 2555 จำนวน 10,000 เครื่อง และคาดว่าจะจัดส่งเสร็จสิ้นจนครบตามจำนวน 400,000 เครื่อง ในวันที่ 18 สิงหาคม 2555 โดยเครื่องแท็บเล็ตที่ผ่านการตรวจนับแล้วทั้งหมดจะจัดเก็บไว้ ณ คลังเก็บสินค้าของ บริษัท พัสดุภัณฑ์ไทย จำกัด ท่าเรือคลองเตย เพื่อรอการตรวจรับของคณะกรรมการตรวจรับพัสดุและส่งมอบให้กับกระทรวงศึกษาธิการตามลำดับต่อไป

หลังจากนั้น กระทรวงฯ จะทำการสั่งซื้อเพิ่มเติม หรือ รีพีท ออเดอร์ (Repeat Order) โดยทำสัญญาจัดซื้อเครื่องแท็บเล็ตกับบริษัท เสิ่นเจิ้น สโคปฯ ในส่วนที่เหลือตามระเบียบปฏิบัติ ซึ่งต้องดำเนินการรีพีท ออเดอร์ก่อนวันสิ้นสุดสัญญาหลัก ที่กระทรวงฯ ได้ทำสัญญาจัดซื้อไปแล้วจำนวน 400,000 เครื่อง ซึ่งการลงนามในสัญญาสั่งซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์พกพา (แท็บเล็ต) เพิ่มเติมครั้งนี้ กระทรวงฯ ได้สั่งซื้อเป็นจำนวน 403,941 (สี่แสนสามพันเก้าร้อยสี่สิบเอ็ด) เครื่อง ในราคาเครื่องละ 82 USD

สำหรับคุณลักษณะของเครื่องคอมพิวเตอร์พกพา (แท็บเล็ต) ที่ บริษัท เสิ่นเจิ้น สโคปฯ เสนอมานั้น คือ เป็นหน้าจอแบบสัมผัสขนาด 7 นิ้ว มีหน่วยบันทึกข้อมูล 8 GB มีหน่วยประมวลผลกลางมีความเร็วสัญญาณนาฬิกา (Clock speed) 1.2 GHz มีหน่วยความจำหลัก (RAM) จำนวน 1 GB ใช้ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ 4.0 แบบ Ice Cream Sandwich และใช้แบตเตอรี่ชนิด Lithium Polymer ขนาดความจุ 3600 mAh มีการรับประกันเป็นระยะเวลา 2 ปี

View :1057
Categories: Press/Release Tags:

ทรูมูฟ สยายปีกบริการ Data Roaming Flat Rate เพียงวันละ 499 บาท ราคาเดียวทั่วยุโรปและโอเชียเนีย

July 9th, 2012 No comments


ใช้ได้ไม่อั้น ไม่จำกัดจำนวนเครือข่ายและประเทศ โทรออกนาทีละ 25 บาท รับสายนาทีละ 28 บาท และส่ง SMS ข้อความละ 11 บาท

กรุงเทพฯ 9 กรกฎาคม 2555 – ทรูมูฟ ขยายบริการ Flat Rate สู่ทวีปยุโรปและโอเชียเนีย ดินแดนในฝันของนักเดินทาง ค่าบริการราคาเดียวใช้ได้ไม่อั้น สูงสุดเพียงวันละ 499 บาท ครอบคลุม 35 เครือข่าย ใน 23 ประเทศทั่วยุโรป และ 3 เครือข่ายในประเทศออสเตรเลีย ออนไลน์ได้ไม่จำกัดจำนวนเครือข่ายและประเทศที่ใช้งานต่อวัน มอบความคุ้มค่าสูงสุดให้กับลูกค้าใช้งานได้สะดวกสบายไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย หากใช้ไม่ถึงคิดค่าบริการตามจริง 50 บาท/MB นอกจากนี้ ยังคิดค่าบริการโทรออก รับสาย และส่ง SMS ราคาเดียวกันทุกเครือข่ายที่ร่วมรายการ ได้แก่ โทรออกนาทีละ 25 บาท (ประหยัดกว่า 60-80%) รับสายนาทีละ 28 บาท (ประหยัดกว่า 40-65%) และส่ง SMS ข้อความละ 11 บาท สมัครใช้บริการโรมมิ่งได้ที่โทร 1331 หรือร้านทรูช็อปทุกสาขา

นายสุพจน์ มหพันธ์ ผู้จัดการทั่วไป กลุ่มธุรกิจบริการระหว่างประเทศ บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า “ทรูมูฟ ผู้ให้บริการโทรศัพท์ข้ามประเทศรายแรกและรายเดียวที่ให้บริการ Data Roaming Flat Rate ใช้ได้ไม่จำกัดในราคาเดียวสุดคุ้ม มาตั้งแต่ปี 2552 และได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ผลักดันให้ธุรกิจดาต้าโรมมิ่งของทรูมูฟเติบโตขึ้นกว่า 300% ทรูมูฟจึงได้เดินหน้าขยายบริการ Data Roaming Flat Rate ไปยังเครือข่ายชั้นนำในประเทศต่างๆ ทั่วยุโรป และออสเตรเลีย ใช้ได้ไม่อั้น เพียงวันละ 499 บาท พร้อมเพิ่มความพิเศษและคุ้มค่ามากยิ่งขึ้นสำหรับลูกค้าที่ใช้บริการดาต้าโรมมิ่งในโซนยุโรป สามารถเดินทางข้ามประเทศและเปลี่ยนเครือข่าย ได้ไม่จำกัด ใน 1 วัน (เฉพาะเครือข่ายที่ร่วมรายการ) ซึ่งการขยายบริการครั้งนี้ เพิ่มเติมจากเดิมที่เปิดให้บริการใน 16 เครือข่าย 14 ประเทศสุดฮิตในเอเชียและอเมริกา ทำให้ปัจจุบันลูกค้าทรูมูฟสามารถใช้บริการ Data Roaming Flat Rate ได้ทั้งสิ้น 54 เครือข่าย ใน 39 ประเทศทั่วโลก (โรมมิ่งในทวีปเอเชียบนเครือข่ายในกลุ่มคอนเน็กซัส เพียงวันละ 333 บาท) ตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้สามารถออนไลน์ได้แบบไม่จำกัดตลอดเวลาแม้ในขณะที่เดินทางไปต่างประเทศ ซึ่งการขยายบริการครั้งนี้ คาดว่าจะทำให้รายได้จากดาต้าโรมมิ่ง เติบโตขึ้นกว่า 30% ภายในปีนี้”

ลูกค้าที่สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ทรูมูฟ แคร์ โทร. 1331 และร้านทรูช็อป ทั่วประเทศ หรือ www..com/ir

View :1111