Archive

Posts Tagged ‘HP’

เอชพีสร้างนิยามใหม่ ขจัดความซับซ้อนของโซลูชั่นจัดเก็บข้อมูลพลิกโฉมเทคโนโลยีแห่งทศวรรษด้วยสถาปัตยกรรมเชิงเดี่ยว

December 20th, 2012 No comments

20 ธันวาคม 2555 –เอชพี เผยโฉมนวัตกรรมระบบจัดเก็บข้อมูลสุดล้ำเป็นครั้งแรกในวงการไอที ภายใต้พอร์ทโฟลิโอโซลูชั่นระบบจัดเก็บข้อมูลแบบผนวก Converged Storage โดยใช้สถาปัตยกรรมเชิงเดี่ยว ซึ่งช่วยขจัดปัญหาความซับซ้อนและความไร้ประสิทธิภาพในการทำงาน และสามารถรองรับการใช้งานขององค์กรทุกขนาด

นายสุรชัย อรรถมงคลชัย ผู้จัดการธุรกิจเอชพีสตอเรจ กลุ่มธุรกิจ เอ็นเทอร์ไพรส์ กรุ๊ป บริษัท ฮิวเลตต์-แพคการ์ด (ประเทศไทย) จำกัด


สุดยอดนวัตกรรมล้ำสมัยดังกล่าว ได้รับการออกแบบมาเพื่อการใช้งานในสภาพแวดล้อมระบบการจัดเก็บข้อมูลขนาดใหญ่หรือบิ๊กดาต้า สภาพแวดล้อมแบบคลาวด์ และสภาพแวดล้อมแบบเวอร์ช่วลได้อย่างดีเยี่ยม ซึ่งประกอบด้วย โซลูชั่นระบบจัดเก็บข้อมูล HP 3PAR StoreServ Storage โซลูชั่นระบบจัดเก็บข้อมูล HP StoreAll Storage และโซลูชั่นระบบจัดเก็บข้อมูล HP StoreOnce Backup

ปัจจุบัน องค์กรต่างๆ สูญเสียค่าใช้จ่ายไปเกือบร้อยละ 70 ในการขยายสมรรถนะโดยไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บข้อมูลแต่อย่างใด (1) ขณะที่ผู้ดูแลระบบจะต้องพยายามบริหารจัดการสถาปัตยกรรมจัดเก็บข้อมูลที่แตกต่างกันจำนวนมากมาย ส่งผลให้เกิดปัญหาความไร้ระเบียบของระบบโครงสร้างพื้นฐาน องค์กรส่วนใหญ่จึงจำเป็นต้องเลือกลดอุปกรณ์ที่มีฟีทเจอร์การทำงานที่หลากหลายเพื่อให้มีหน่วยความจำที่มากขึ้น

ฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ใหม่ เพิ่มความคล่องตัวในการทำงานมากขึ้น
ในปี 2554 เอชพีเปิดตัวโซลูชั่นระบบจัดเก็บข้อมูลแบบผนวก HP Converged Storage ใหม่ที่มีประสิทธิภาพในการลดข้อจำกัดของระบบจัดเก็บข้อมูลแบบเดิมที่เกิดจากการขยายตัวของข้อมูลเกี่ยวกับบุคคล การผนวกรวมระบบโครงสร้างพื้นฐาน และการเกิดศูนย์ข้อมูลบริการไอที (IT-as-a-Service data center) ทั้งนี้ โซลูชั่น HP Converged Storage พัฒนาขึ้นภายใต้หลักการที่มุ่งเน้นความเรียบง่ายที่ยังสามารถทำงานได้หลากหลายรูปแบบ (polymorphic simplicity) แนวคิดการจัดเก็บข้อมูลแบบใหม่นี้สามารถทำงานร่วมกันได้ในหลากหลายรูปแบบ หลากหลายรุ่น และรองรับตั้งแต่ผลิตภัณฑ์ขนาดเล็กไปจนถึงผลิตภัณฑ์ขนาดใหญ๋ แต่ยังคงมีสมรรถนะในการให้บริการจัดเก็บข้อมูลร่วมกัน ใช้ได้กับแอพพลิเคชั่นด้านข้อมูลทั้งประเภทบล็อก ออบเจ็ค และไฟล์ นอกจากนี้ แนวคิดดังกล่าวยังช่วยให้ระบบฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ (HDD) และระบบโซลิด สเตท ดิสก์ (SSD) สามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ วันนี้ เอชพียังได้ขยายพอร์ทโฟลิโอโซลูชั่นระบบจัดเก็บข้อมูลแบบผนวก HP Converged Storage โดยนำเสนอ 3 โซลูชั่นระบบจัดเก็บข้อมูลใหม่ ได้แก่

· โซลูชั่นระบบจัดเก็บข้อมูล HP 3PAR StoreServ 7000 Storage คือแพลทฟอร์มระบบจัดเก็บข้อมูลระดับมิดเรนจ์แบบที่มีตัวควบคุม 4 ตัว (quad-controller) ซึ่งเป็นเพียงหนึ่งเดียวในวงการไอที มีความพร้อมในการจัดเก็บข้อมูลแบบ Tier 1 อัดแน่นด้วยฟีทเจอร์การให้บริการที่เปี่ยมคุณภาพในระดับราคาเริ่มต้นที่องค์กรต่างๆ สามารถซื้อหาได้ง่าย (2) สนับสนุนด้านบริการข้อมูลทั้งแบบบล็อกและไฟล์ รองรับไดรฟ์ทั้งแบบ HDD และ SSD หรือระบบ SSD ทั้งหมดที่มีสมรรถนะในการบริหารการไหลเข้าออกของข้อมูลจำนวนมากกว่า 320,000 ครั้งต่อวินาที สูงกว่าระบบจัดเก็บข้อมูลของคู่แข่งที่มีราคาใกล้เคียงกันถึง 2.4 เท่า (3)

· โซลูชั่นระบบจัดเก็บข้อมูล HP StoreAll Storage คือแพลทฟอร์มระบบจัดเก็บข้อมูลที่สามารถปรับขยายได้สูง รองรับการเข้าใช้ข้อมูลทั้งประเภทออบเจ็คและไฟล์ มีสภาพแวดล้อมที่ทำงานได้ง่าย เหมาะสำหรับระบบการจัดเก็บข้อมูลที่มีปริมาณมหาศาลหรือบิ๊กดาต้า และการจัดเก็บข้อมูลแบบคลาวด์ จึงช่วยลดจำนวนผู้ดูแลระบบหรือฮาร์ดแวร์ นอกจากนี้ HP Labs หรือหน่วยงานด้านวิจัยของเอชพี ยังได้พัฒนาโซลูชั่น HP StoreAll Express Query ซึ่งเป็นฐานข้อมูลแบบ metadata ช่วยให้ลูกค้าสามารถตั้งคำถามในการค้นหาได้เร็วกว่าการใช้วิธีการค้นหาระบบไฟล์แบบเดิมถึง 100,000 เท่า (4) จึงช่วยอำนวยความสะดวกในการตัดสินใจทางธุรกิจโดยใช้ข้อมูลที่เป็นปัจจุบันมากที่สุด

นอกจากนี้ โซลูชั่น HP StoreAll Storage ยังสามารถนำไปผนวกรวมกับโซลูชั่น HP Autonomy Intelligent Data Operating Layer (IDOL) เพื่อถ่ายโอนงานประมวลผลไปยังระบบจัดเก็บข้อมูล HP StoreAll Storage ส่งผลให้การวิเคราะห์สามารถทำได้รวดเร็ว เนื่องจากใช้ข้อมูลที่เป็นปัจจุบันมากขึ้น และใช้ระบบฮาร์ดแวร์ประมวลผลลดลง ทั้งนี้ การผนวกรวมโซลูชั่น HP StoreAll Storage และโซลูชั่น HP Autonomy Consolidated Archive เข้าไว้ด้วยกัน รวมทั้งการผนวกรวมกับแอพพลิเคชั่นของผู้จำหน่ายซอฟท์แวร์อิสระ (ISV) รายอื่นๆ จะทำให้การจัดเก็บสินทรัพย์แบบดิจิตอลสามารถทำได้อย่างปลอดภัยและจัดเก็บได้ยาวนาน

· โซลูชั่นระบบจัดเก็บข้อมูล HP StoreOnce 2000 และ4000 Backup พร้อมด้วยซอฟต์แวร์ HP StoreOnce Catalyst ทำให้การโยกย้ายข้อมูลเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ลดการจัดเก็บข้อมูลซ้ำซ้อน จึงช่วยประหยัดต้นทุนในการดูแลรักษาข้อมูลในศูนย์ข้อมูลและสำนักงานที่ตั้งอยู่ห่างไกล ทั้งยังมีสมรรถนะในการสำรองข้อมูลเร็วขึ้นสูงสุดถึง 3 เท่า และมีต้นทุนที่ลดลงถึงร้อยละ 35 เมื่อเทียบกับระบบของคู่แข่งที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกันมากที่สุด (5)

นายสุรชัย อรรถมงคลชัย ผู้จัดการธุรกิจเอชพีสตอเรจ กลุ่มธุรกิจ เอ็นเทอร์ไพรส์ กรุ๊ป บริษัท ฮิวเลตต์-แพคการ์ด (ประเทศไทย) จำกัด เผยว่า “ผู้จำหน่ายระบบจัดเก็บข้อมูลแบบเดิมจะไม่มีความพร้อมที่จะช่วยเหลือลูกค้าองค์กรต่างๆ ในการจัดการปริมาณงานใหม่ๆ และไม่สามารถนำฟีทเจอร์ใหม่ๆ ไปใส่ไว้บนระบบโครงสร้างพื้นฐานแบบดั้งเดิม ซึ่งงานเหล่านี้ถือเป็นสิ่งที่น่ากลัว ทั้งนี้ ด้วยนวัตกรรมของพอร์ทโฟลิโอโซลูชั่นระบบจัดเก็บข้อมูลแบบผนวก HP Converged Storage จะช่วยให้ลูกค้าสามารถบริหารระบบโครงสร้างพื้นฐานให้มีการทำงานที่ง่ายดาย และมีต้นทุนลดลง โดยใช้สถาปัตยกรรมเดียวกันบนระบบจัดเก็บข้อมูลทุกกลุ่มและทุกประเภท”

เพิ่มผลตอบแทนจากการลงทุนด้านข้อมูล บุคลากร และระบบโครงสร้างพื้นฐาน
นวัตกรรมสุดล้ำของโซลูชั่นระบบจัดเก็บข้อมูลแบบผนวก HP Converged Storage ช่วยให้ลูกค้าพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานการจัดเก็บข้อมูลให้ทำงานได้ง่ายดายยิ่งขึ้น และตอบโจทย์ความต้องการที่ไม่คาดคิดได้ดีขึ้น ทั้งยังทำให้องค์กรต่างๆ สร้างผลตอบแทนจากการลงทุนถึง 3 ด้าน ได้แก่

· ผลตอบแทนจากการลงทุนด้านข้อมูล สามารถดึงข้อมูลเพื่อใช้ในการตัดสินใจทางด้านธุรกิจได้รวดเร็วยิ่งขึ้น เช่น การนำระบบการค้นหาและวิเคราะห์ที่ติดตั้งไว้ในโซลูชั่นดังกล่าวมาใช้สร้างมูลค่าของข้อมูลทุกประเภท

· ผลตอบแทนจากการลงทุนด้านระบบโครงสร้างพื้นฐาน ทำให้การใช้สินทรัพย์มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยการออกแบบหลากหลายดีไซน์ และใช้เทคโนโลยีที่เปี่ยมประสิทธิภาพ ส่งผลให้มีความต้องการสมรรถนะการทำงานลดลงถึงครึ่งหนึ่ง

· ผลตอบแทนจากการลงทุนด้านบุคลากร ด้วยการให้บริการข้อมูลเหมือนกัน และใช้ระบบบริหารจัดการแบบรวมศูนย์ทั่วทุกระบบจัดเก็บข้อมูล ช่วยลดความซับซ้อนและระยะเวลาในการบริหารจัดการได้เป็นอย่างดี

มร. เฟรเดริค แวน ฮาเร็น ผู้อำนวยการระดับอาวุโส ศูนย์ปฏิบัติการวิจัยและพัฒนา นูออนซ์ คอมมิวนิเคชั่นส์ กล่าวว่า “นูออนซ์มุ่งเดินหน้าก้าวให้ตามทันการพัฒนานวัตกรรมที่มีอัตราการขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยคำนึงถึงความต้องการอันเร่งด่วนในการขยายระบบโครงสร้างพื้นฐานการจัดเก็บข้อมูลทั่วทั้งบริษัท การมีโซลูชั่นระบบจัดเก็บข้อมูล HP 3PAR StoreServ Storage ทำให้ระบบโครงสร้างพื้นฐานของนูออนซ์สามารถปรับเปลี่ยนให้รองรับปริมาณงานที่เปลี่ยนแปลงไป และทำให้พนักงานของนูออนซ์เดินหน้าพัฒนาโซลูชั่นด้านเสียงและภาษาออกสู่ตลาดได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ”

นอกจากนี้ เอชพียังเปิดตัวบริการใหม่ เพื่อช่วยลูกค้าสร้างความคุ้มค่าจากการลงทุนได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และสร้างสรรค์สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับธุรกิจของตน บริการใหม่ดังกล่าว ได้แก่

· การบริการด้านเทคโนโลยี (Technology Services) ช่วยจัดการโซลูชั่น HP StoreOnce ให้สามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และสามารถโอนย้ายจากโซลูชั่น HP Enterprise Virtual Array ไปยังโซลูชั่น HP 3PAR Storage ได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น

· การบริการด้านการจัดการระบบจัดเก็บข้อมูล (HP Storage Management Services) สามารถช่วยผนวกรวมโซลูชั่น HP 3PAR StoreServ โซลูชั่น HP StoreAll และโซลูชั่น HP StoreOnce Storage เข้าไว้ด้วยกัน เพื่อสร้างสรรค์เทคโนโลยีการจัดเก็บข้อมูลใหม่ของเอชพีสำหรับลูกค้าระดับองค์กร ด้วยทีมผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการระบบ และมีประสบการณ์ในการปฏิบัติงานจริง

การจัดจำหน่าย

· โซลูชั่นระบบจัดเก็บข้อมูล HP StoreServ 7200 และ HP StoreServ 7400 มีจำหน่ายแล้วทั่วโลก และโซลูชั่น HP Priority Optimization จะนำออกวางตลาดในปี 2556

· โซลูชั่นระบบจัดเก็บข้อมูล HP StoreAll Storage มีวางจำหน่ายแล้วทั่วโลก

· โซลูชั่นระบบจัดเก็บข้อมูล HP StoreOnce 6200 Backup systems, HP StoreOnce 2000 Backup systems และ HP StoreOnce 4000 Backup systems รวมถึงใบอนุญาตการใช้ซอฟต์แวร์ HP StoreOnce Catalyst Software licenses มีจำหน่ายแล้วทั่วโลก

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโซลูชั่นระบบจัดเก็บข้อมูลแบบผนวก HP Converged Storage ใหม่ สามารถเข้าไปดูได้ที่ www.hp.com/go/storage/nextera

View :770
Categories: Technology Tags:

เอชพี ติดอาวุธเพิ่มศักยภาพให้ SME ส่งโซลูชั่น บริการ และโปรแกรมใหม่ รองรับความต้องการการทำงานแบบโมบายล์

July 8th, 2012 No comments

เอชพี ประกาศเปิดตัวโซลูชั่นและบริการใหม่เพื่อช่วยธุรกิจขนาดกลางและเล็ก (เอสเอ็มบี) ให้สามารถจัดการระบบโครงสร้างพื้นฐานไอทีของตนเพื่อรองรับความต้องการการใช้อุปกรณ์การทำงานแบบโมบายล์ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ปัจจุบัน มีการใช้อุปกรณ์สื่อสารเคลื่อนที่จำนวนรวมทั้งสิ้นมากกว่า 1,100 ล้านเครื่องทั่วโลก(1) ทำให้องค์กรธุรกิจไม่ว่าจะมีขนาดใหญ่หรือเล็ก ต้องเผชิญกับความท้าทายที่เกิดจากการใช้อุปกรณ์สื่อสารเคลื่อนที่ ไม่ว่าจะเป็นการเชื่อมต่อเข้าสู่ระบบขององค์กร การจัดการ และการรักษาความปลอดภัยของอุปกรณ์สื่อสารเคลื่อนที่และข้อมูล ทั้งนี้ ระบบโครงสร้างพื้นฐานแบบผนวกของเอชพี ( Converged Infrastructure) คือ คำตอบที่ดีที่สุด โดยเป็นสุดยอดแพลทฟอร์มที่สนับสนุนการเข้าใช้ข้อมูลและแอพพลิเคชั่นต่างๆ ได้อย่างปลอดภัย นอกจากนี้ เอชพียังทำงานร่วมกับพันธมิตรผู้พัฒนาโซลูชั่นรายใหญ่ต่างๆ อาทิ ไซตริกซ์ ไมโครซอฟท์ และวีเอ็มแวร์ ส่งผลให้เอชพีช่วยลูกค้าให้สามารถรองรับความต้องการการใช้อุปกรณ์สื่อสารเคลื่อนที่และรองรับข้อมูลต่างๆ ได้มากขึ้น และสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ตอบสนองความต้องการทำงานแบบโมบายล์ที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องได้อย่างครบถ้วน

โซลูชั่นและบริการใหม่ของเอชพี ได้แก่ นวัตกรรมโซลูชั่นเทคโนโลยีสุดล้ำ บริการที่เปี่ยมประสิทธิภาพ และหลักสูตรการฝึกอบรมที่หลากหลาย เพื่อให้ธุรกิจขนาดกลางและเล็กที่มีทรัพยากรอย่างจำกัด สามารถพัฒนาระบบไอทีของตนให้ใช้งานง่าย และยังเพิ่มประสิทธิภาพการทำคอลลาบอเรชั่นในสภาพแวดล้อมที่มีการติดต่อสื่อสารแบบโมบายล์มากขึ้นได้อย่างดีเยี่ยม

สุดยอดโซลูชั่นสนับสนุนการเข้าใช้ข้อมูลบนอุปกรณ์สื่อสารเคลื่อนที่ได้อย่างง่ายดายและปลอดภัย

ผลการวิจัยของการ์ทเนอร์ระบุว่า ภายในปี พ.ศ. 2559 จะมีผู้ใช้แท็บเล็ตหรืออุปกรณ์สื่อสารเคลื่อนที่มาใช้ส่งอีเมล์เพื่อธุรกิจแทนเครื่องเดสก์ท้อปแบบเดิมคิดเป็นสัดส่วนกว่าร้อยละ 50(2) การใช้อุปกรณ์สื่อสารเคลื่อนที่เพื่อเข้าใช้อีเมล์และข้อมูลทางธุรกิจอื่นๆ มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้ธุรกิจขนาดกลางและเล็กต้องเตรียมพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานที่สนับสนุนการติดต่อสื่อสารแบบเคลื่อนที่ที่มีปริมาณเพิ่มขึ้น โซลูชั่นและบริการใหม่ของเอชพีสนับสนุนองค์กรต่างๆ ดังนี้

· เพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาความปลอดภัยด้วยโซลูชั่นเดสก์ท้อปแบบเวอร์ช่วล HP Client Virtualization SMB ซึ่งประกอบด้วยระบบสถาปัตยกรรมอ้างอิง เช่น เครื่องเซิร์ฟเวอร์ HP ProLiant Generation 8 (Gen8) พร้อมด้วยซอฟท์แวร์ไคลเอ็นท์ เวอร์ช่วลไลเซชั่น ของไซตริกซ์ ไมโครซอฟท์ หรือวีเอ็มแวร์ ที่ช่วยปกป้องข้อมูลขององค์กร โดยจัดเก็บประวัติและข้อมูลของผู้ใช้งานบนเครื่องเซิร์ฟเวอร์ส่วนกลาง ส่งผลให้ธุรกิจขนาดกลางและเล็กเข้าใช้แอพพลิเคชั่นจากเครื่องลูกข่าย (thin client) โน้ตบุ๊ค แท็บเล็ต และสมาร์ทโฟนได้อย่างปลอดภัย โดยข้อมูลยังคงได้รับการปกป้องไว้บนเครื่องเซิร์ฟเวอร์ หากอุปกรณ์ดังกล่าวเกิดการสูญหาย

· ลดความเสี่ยงและความซับซ้อนของระบบไคลเอ็นท์ เวอร์ช่วลไลเซชั่น ด้วยบริการ HP Client Virtualization, Analysis and Modeling ซึ่งเป็นบริการสำเร็จรูปที่ช่วยวิเคราะห์สภาพแวดล้อมไอทีที่มีอยู่เดิมเพื่อให้องค์กรขนาดกลางสามารถใช้เทคโนโลยีเสมือนหรือเวอร์ช่วลไลเซชั่นอย่างง่ายดายและรวดเร็ว ทั้งยังเข้าใช้เทคโนโลยีโมบายล์ได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

· สนับสนุนการใช้เทคโนโลยีโมบายล์ให้ง่ายขึ้น ด้วยบริการ HP Transformation Experience Workshop for Mobility ซึ่งเป็นบริการที่เหมาะสำหรับวงการธุรกิจและไอที เพื่อสนับสนุนพนักงานให้เข้าใช้ข้อมูลทั้งยังสามารถรักษาความปลอดภัยของข้อมูลได้ตามมาตรฐานที่วางไว้

· เพิ่มระยะเวลาทำงานของระบบด้วยโซลูชั่น HP Business Protection ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมแบบอ้างอิงที่พัฒนาต่อยอดจากระบบโครงสร้างพื้นฐานแบบผนวกของเอชพี และมาตรการที่มีประสิทธิภาพสูงสุดทางด้านการคุ้มครองข้อมูล การรักษาความปลอดภัยของระบบเครือข่าย และการกู้คืนระบบล่ม เพื่อสนับสนุนการทำงานแบบโมบายล์ นอกจากนี้ โซลูชั่น HP Business Protection ยังช่วยแนะนำเอสเอ็มบีในการออกแบบโปรแกรมขจัดความเสี่ยง เพื่อให้เข้าถึงข้อมูลขององค์กรจากอุปกรณ์สื่อสารเคลื่อนที่ได้อย่างต่อเนื่อง

ชุดเครื่องมือคอลลาบอเรชั่นเพื่อเพิ่มประสิทธิผลในการทำงานแบบโมบายล์

จากการเติบโตอย่างรวดเร็วของอุปกรณ์การสื่อสารเคลื่อนที่นั้น เอชพีจึงได้ร่วมกับพันธมิตรเพื่อช่วยธุรกิจขนาดกลางและเล็กในการพัฒนาพนักงานให้ทำงานอย่างมีประสิทธิผลยิ่งขึ้น พร้อมทั้งขับเคลื่อนธุรกิจให้มีการดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ดังนี้

· เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานร่วมกันโดยใช้โซลูชั่น HP Unified Communications & Collaboration (UC&C) พร้อมด้วยโซลูชั่น Lync ซึ่งเป็นโซลูชั่นที่ผนวกรวมฮาร์ดแวร์และซอฟท์แวร์แบบครบวงจร ช่วยให้ธุรกิจขนาดกลางและเล็กสามารถทำวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ แลกเปลี่ยนข้อมูลบนเครื่องเดสก์ท้อป และร่วมมือกันเพิ่มประสิทธิผลในการทำงานได้อย่างปลอดภัย โซลูชั่น UC&C แบบครบวงจรประกอบด้วยซอฟท์แวร์ Lync อุปกรณ์โทรศัพท์ HP VoIP (Voice over Internet Protocol) ระบบเครือข่าย เครื่องเซิร์ฟเวอร์ HP ProLiant Gen8 อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล และบริการต่างๆ จากเอชพี

ระบบโครงสร้างพื้นฐานที่ทำงานง่ายรองรับธุรกิจขนาดกลางและเล็กที่มีการทำงานแบบโมบายล์

องค์กรขนาดกลางและเล็กต้องการระบบประมวลผลที่ทำงานง่าย มีเสถียรภาพ และประหยัด เพื่อรองรับแอพพลิเคชั่นใหม่ๆ และข้อมูลที่มีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งในสภาพแวดล้อมแบบมีสายและไร้สาย โซลูชั่นใหม่ของเอชพีที่พัฒนาจากระบบโครงสร้างพื้นฐานแบบผนวกของเอชพี มีความโดดเด่นในการสนับสนุนเอสเอ็มบี ดังนี้

· ทำให้การบริหารจัดการเครือข่ายง่ายดายขึ้นด้วยอุปกรณ์เราท์เตอร์ HP Multi-Service Router (MSR) Series ซึ่งเป็นแพลทฟอร์มแบบครบวงจรที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความต้องการใช้งาน สนับสนุนการใช้ระบบเครือข่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยผนวกรวมฟีทเจอร์ของระบบเครือข่ายแบบมีสายและไร้สายเข้าไว้ด้วยกันในเครื่องเดียว

· ลดค่าไฟฟ้าด้วยอุปกรณ์สวิตช์ HP 1910 8G Switch Series โดยใช้เทคโนโลยี Power over Internet (PoE) แบบประหยัดพลังงาน ทำให้การเข้าถึงระบบเครือข่ายมีความง่ายดาย มีเสถียรภาพ และประหยัดคุ้มค่าสูงสุด รองรับแอพพลิเคชั่นที่ใช้มัลติมีเดียรูปแบบต่างๆ อาทิ เสียงและภาพ ได้อย่างดีเยี่ยม

· ช่วยจัดการและแก้ไขปัญหาการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของข้อมูลที่ยุ่งเหยิงแบบไร้โครงสร้างที่เกิดจากการทำงานแบบเคลื่อนที่ของพนักงานที่ต้องเดินทางและปฏิบัติงานนอกสถานที่เป็นประจำ โดยใช้อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล HP X5000 Storage ที่บริหารจัดการง่ายและมีสมรรถนะสูง โดยมีแพลทฟอร์มระบบเครือข่ายจัดเก็บข้อมูล (NAS) ที่จัดรวมเป็นคลัสเตอร์ ช่วยลดเวลาในการบริหารระบบไอที ทำให้การเข้าใช้ไฟล์ข้อมูลสามารถทำได้จากอุปกรณ์สื่อสารเคลื่อนที่ต่างๆ

เพิ่มการสนับสนุนให้แก่ธุรกิจขนาดกลางและเล็กและพันธมิตรผู้จำหน่าย

เอชพี มีโปรแกรมสนับสนุนหลากหลายประเภท เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจขนาดกลางและเล็ก รวมทั้งพันธมิตรผู้จำหน่ายให้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง สร้างช่องทางรายได้ใหม่ๆ และทำงานร่วมกันได้มากขึ้น โปรแกรมใหม่ๆ ดังกล่าว ได้แก่

· เพิ่มช่องทางการจำหน่ายด้วยโปรแกรม Coffee Coaching ที่พัฒนาโดยเอชพีร่วมกับไมโครซอฟท์ สร้างช่องทางการเรียนรู้ใหม่ๆ ในหลากหลายภาษาให้แก่พันธมิตรผู้จำหน่ายในภูมิภาคเอเชียและอื่นๆ ได้แก่ เกาหลี อินโดนีเซีย ไต้หวัน และไทย โดยใช้สื่อสังคมออนไลน์ เป็นแหล่งถ่ายทอดความรู้ทางด้านเทคนิคและการขายให้แก่พันธมิตรผู้จำหน่ายกว่า 62,000 ราย สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโปรแกรม Coffee Coaching สามารถเข้าไปดูได้บนเฟซบุ๊ค ลิงค์อิน (LinkedIn) ทวิตเตอร์ ยูทูป และบล็อก Coffee Coaching

· เพิ่มทักษะทางธุรกิจให้แก่เจ้าของธุรกิจขนาดเล็กผ่านโปรแกรม HP Learning Initiative for Entrepreneurs (HP LIFE) ซึ่งเป็นโปรแกรมการเรียนรู้บนอินเทอร์เน็ต (e-Learning) ที่ทำงานบนแพลทฟอร์มระบบคลาวด์ที่สนับสนุนระบบโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์แบบผนวกของเอชพี (HP Converged Cloud) ให้บริการข้อมูลและหลักสูตรฝึกอบรมต่างๆ ฟรีโดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพื่อช่วยเอสเอ็มบีสร้างธุรกิจของตนให้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550 เป็นต้นมาจนถึงขณะนี้ โปรแกรม HP LIFE ได้ช่วยสร้างและขยายธุรกิจให้แก่ผู้ประกอบการต่างๆ มากกว่า 19,700 ราย และสร้างงานใหม่ๆ กว่า 43,000 ตำแหน่งทั่วโลก(3)

ปัจจุบัน เอชพีมีศูนย์ฝึกอบรม HP LIFE รวม 31 แห่งในประเทศต่างๆ ได้แก่ ออสเตรเลีย กัมพูชา จีน ฮ่องกง อินเดีย อินโดนีเซีย นิวซีแลนด์ เกาหลีใต้ ไทย และเวียดนาม

โซลูชั่น HP Client Virtualization SMB Reference Architecture for Microsoft VDI มีกำหนดออกวางจำหน่ายในเดือนกันยายน ศกนี้ สำหรับโซลูชั่นและบริการอื่นๆ เปิดจำหน่ายและให้บริการแล้วในขณะนี้โดยผ่านทางเอชพีและพันธมิตรผู้จำหน่ายทั่วโลก

View :769
Categories: Press/Release Tags: , ,

เอชพียึดหัวหาดครองตำแหน่งผู้นำจากรายงานการวิเคราะห์ด้านการจัดการด้านงานพิมพ์ (Managed Print Services) MarketScape ของไอดีซี

January 7th, 2012 No comments

เอชพีผู้นำอันดับหนึ่งในอุตสาหกรรมการพิมพ์เปิดเผยว่าไอดีซี บริษัทวิจัยชั้นนำ ยกย่องให้เอชพีครองตำแหน่งผู้นำ จากการศึกษา IDC MarketScape: Worldwide Managed Print Services 2011 Hardcopy Vendor Analysis Study ซึ่งเป็นการศึกษาวิเคราะห์ผู้จำหน่ายที่ให้บริการจัดการด้านงานพิมพ์ (Managed Print Services) ทั่วโลกประจำปี 2554

ทั้งนี้ ไอดีซี ซึ่งเป็นบริษัทผู้ให้บริการข้อมูลวิจัยด้านไอทีอิสระระดับโลก ได้เสร็จสิ้นการประเมินผู้จำหน่ายหลายๆ ราย พร้อมระบุว่าบริการจัดการ ด้านงานพิมพ์ (MPS) ของเอชพียังคงครองความเป็นผู้นำตลาดได้อย่างต่อเนื่อง โดยได้รับคะแนนประเมินสูงในด้านทิศทางเชิงกลยุทธ์ และการนำเสนอสมรรถนะการใช้งานต่างๆ ให้แก่ผู้ใช้บริการ

รายงานฉบับดังกล่าวยังได้บ่งชี้ว่าความเป็นผู้นำตลาดของเอชพีสะท้อนให้เห็นถึงกลยุทธ์อันครอบคลุมของบริษัทในการนำเสนอประสบการณ์การใช้งาน แบบครบวงจรทั่วทั้งสำนักงาน การผลิตนอกสถานที่ (onsite production) สภาพแวดล้อมการใช้งานภาพและการพิมพ์ภายนอกองค์กร โดยชุดผลิตภัณฑ์อันครบครันของเอชพีโดดเด่นด้วยโซลูชั่นสำหรับอุตสาหกรรมที่หลากหลาย รวมทั้งคุณสมบัติพิเศษต่างๆ อาทิ ePrint, Open Extensibility Platform (OXP) และ FutureSmart นวัตกรรมเหล่านี้ช่วยให้ลูกค้าผู้ใช้งานสามารถอัพเดท จัดการ รวมทั้งขยายสมรรถนะการใช้งานของเครื่องพิมพ์ แบบมัลติฟังก์ชั่น (MFPs) และเครื่องพิมพ์อื่นๆ ของตนเองได้อย่างง่ายดายโดยใช้โซลูชั่นและแอพพลิเคชั่นอันล้ำสมัย และสามารถสั่งพิมพ์ได้อย่างสะดวก แม้อยู่นอกสถานที่ก็ตาม

มร.ปิแอร์ เมียร์เลสส์ รองประธาน ฝ่ายจัดการโซลูชั่นสำหรับกลุ่มลูกค้าเอ็นเตอร์ไพรซ์ กลุ่มธุรกิจภาพและการพิมพ์ ฮิวเลตต์-แพคการ์ด ภูมิภาค เอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น กล่าวว่า “ความสามารถในการช่วยให้ผู้คนทำงานแบบโมบายล์นอกสถานที่ได้ และการวางระบบโครงสร้างพื้นฐานทางด้านการพิมพ์ที่มีความปลอดภัยและยั่งยืน ถือเป็นตัวขับเคลื่อนการเติบโตสำคัญ ในอุตสาหกรรมการจัดการด้านงานพิมพ์ในปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ หากมองไป ข้างหน้านั้น ความเป็นผู้นำจะถูกนิยามโดยความสามารถในการเป็นพันธมิตรในการให้คำปรึกษาที่มุ่งเน้นในการลดความซับซ้อนของขั้นตอนทางธุรกิจ รวมทั้งการจัดการระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านการพิมพ์ขนาดใหญ่ขึ้น”

นอกเหนือจากโมเดลการจัดการด้านงานพิมพ์ระดับเอ็นเตอร์ไพรซ์โดยตรงของเอชพีในปัจจุบันแล้ว การที่บริษัทได้เข้าซื้อกิจการของ Printelligent ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ให้บริการจัดการด้านการพิมพ์นั้น ยังช่วยให้เอชพีสามารถต่อยอดธุรกิจด้วยการขยายการเข้าถึง และสามารถนำเสนอการขาย บริการ และความชำนาญด้านการจัดการการพิมพ์ระดับโลกไปสู่ธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กผ่านพันธมิตรคู่ค้าที่ได้รับการคัดสรรให้สามารถปรับระดับการเข้าร่วมในธุรกิจได้

แองเจเล บอยด์ รองประธานและผู้จัดการทั่วไป กลุ่มธุรกิจ Imaging/Output Document Solutions and Small and Medium Business ของไอดีซีกล่าวว่า “เอชพีเป็นผู้นำในตลาดการจัดการด้านงานพิมพ์ระดับโลก ที่นำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการอันทรงประสิทธิภาพ โดยรวมไปถึงแนวทางในด้านให้คำปรึกษาเพื่อสร้างความเหมาะสมให้กับระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านการพิมพ์และเอกสารของลูกค้า ครอบคลุมไปถึงสภาพแวดล้อมการใช้งานทั้งแบบกระจาย และแบบรวมศูนย์ และธุรกิจเอสเอ็มบีไปจนถึงระดับเอ็นเตอร์ไพรซ์ โดยเอชพีสามารถตอบโจทย์ความต้องการด้านการพิมพ์ งานด้านภาพและเอกสาร ภายในองค์กรได้อย่างครบครัน โดยมุ่งเน้นอย่างจริงจังในด้านเวิร์กโฟลว์งานที่เน้นการใช้งานเอกสารสูงในอุตสาหกรรมเฉพาะด้าน

View :868
Categories: Press/Release Tags:

เอชพี ขึ้นแท่นผู้นำตลาดระบบเครือข่ายทั่วโลก

September 9th, 2011 No comments

เอชพี ประกาศความสำเร็จครองแชมป์ผู้นำตลาด ส่วนแบ่งการตลาดสูงสุดทั่วโลกและทุกๆ ภูมิภาคในทุกผลิตภัณฑ์ของระบบเครือข่าย ในไตรมาสที่ 1 ปี 2554

รายงานฉบับล่าสุดของบริษัทวิเคราะห์ เดลล์’โอโร กรุ๊ป (Dell’Oro Group)(1) ระบุว่า ผลิตภัณฑ์ Networking มีการเติบโตรวดเร็วกว่าตลาดโดยรวม ทั้งยังมีส่วนแบ่งรายได้เพิ่มขึ้นเหนือกว่าสภาวะการแข่งขันในตลาดโดยรวม

นอกจากนี้ รายงานฉบับดังกล่าวยังเผยว่า ในไตรมาส 1 ปี 2554 เอชพีมีส่วนแบ่งด้านรายได้ในตลาดอุปกรณ์อีเทอร์เน็ต สวิตชิ่ง ทั้งประเภทเลเยอร์ 2 และเลเยอร์ 3 ทั่วโลกคิดเป็นร้อยละ 2.5 จุด ขณะที่ซิสโก้มีส่วนแบ่งด้านรายได้ลดลง 5.8 จุดในไตรมาสเดียวกันนี้

อชพีมีส่วนแบ่งรายได้ในกลุ่มผลิตภัณฑ์เราเตอร์ร้อยละ 2.5 จุด และกลุ่มผลิตภัณฑ์แลนไร้สาย (WLAN) ร้อยละ 2.2 จุดในช่วงเวลาดังกล่าว(1) เทียบกับซิสโก้ที่มีส่วนแบ่งรายได้ในกลุ่มผลิตภัณฑ์เราเตอร์และกลุ่มผลิตภัณฑ์ WLAN ลดลงร้อยละ 3.1 จุด และ 0.4 จุดตามลำดับ

ทั้งนี้ ด้วยเทคโนโลยีของเอชพี จะช่วยให้ลูกค้าเปลี่ยนไปใช้ระบบเครือข่ายแบบเปิดที่มีการใช้งานที่ง่าย และมีความยืดหยุ่นมากขึ้น เพื่อขับเคลื่อนสภาพแวดล้อมขององค์กรให้ก้าวสู่มิติใหม่ที่มีความคล่องตัวยิ่งขึ้น การเติบโตของส่วนแบ่งการตลาดของเอชพีอย่างรวดเร็วนี้ สามารถสะท้อนให้เห็นว่าลูกค้ามีความมั่นใจในระบบผลิตภัณฑ์เครือข่าย HP Networking เป็นอย่างยิ่งนั่นเอง

เมื่อเร็วๆนี้ เอชพีได้เปิดตัวระบบสถาปัตยกรรม HP FlexNetwork ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมแบบผนวกเพียงระบบเดียวในอุตสาหกรรมไอทีที่รองรับการทำงานของระบบศูนย์ข้อมูลหรือดาต้าเซ็นเตอร์ แคมปัส และสาขา เพื่อเร่งการเติบโตของตลาดระบบเครือข่าย ทั้งนี้ สถาปัตยกรรม HP FlexNetwork เป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของระบบโครงสร้างพื้นฐานแบบผนวก (HP Converged Infrastructure) โดยผนวกรวมคลังเครือข่ายทั้งหมดเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อสนับสนุนการนำระเบียบวิธีต่างๆ (protocols) มาใช้บนอุปกรณ์เครือข่ายทุกประเภทเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอทั่วทั้งองค์กร

คุณศักดิ์ชัย ปัญญจเร ผู้อำนวยการ หน่วยธุรกิจ HP Networking เอชพี ประเทศไทย กล่าวว่า “ลูกค้ามีความต้องการอย่างเร่งด่วนในการปลดระวางระบบเครือข่ายที่ไม่ยืดหยุ่น มีความซับซ้อน และมีราคาแพง โดยความต้องการเหล่านี้ขององค์กรธุรกิจเป็นปัจจัยขับเคลื่อนให้หน่วยธุรกิจ HP Networking มีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ลูกค้าทั่วโลกไว้วางใจให้เอชพีเป็นผู้พัฒนาระบบเครือข่าย เพราะสามารถบริหารจัดการระบบเครือข่ายได้ง่ายขึ้นและมีความยืดหยุ่นยิ่งขึ้น มีความพร้อมและรองรับการปรับไปสู่ระบบคลาวด์คอมพิวติ้งและระบบคอมพิวติ้งอื่นๆ ที่มีความยืดหยุ่นได้เป็นอย่างดี”

คุณสมบัติอันโดดเด่นอื่นๆ ของเอชพีตามที่ระบุไว้ในรายงานล่าสุดของเดลล์’ โอโร กรุ๊ป ประกอบด้วย

· ครองอันดับหนึ่งในตลาดอุปกรณ์สวิตช์ที่มีการจัดการอย่างชาญฉลาด โดยมีส่วนแบ่งการตลาดร้อยละ 34 ล้ำหน้าแบรนด์อันดับ 2 ร้อยละ 13 จุด(2)

· มีรายได้และหน่วยหุ้นในตลาดอุปกรณ์สวิตช์และเราเตอร์เป็นอันดับ 2 โดยอุปกรณ์สวิตช์มีส่วนแบ่งด้านรายได้ร้อยละ 12 และส่วนแบ่งหน่วยหุ้นร้อยละ 20.2 ขณะที่อุปกรณ์เราเตอร์มีส่วนแบ่งด้านรายได้ร้อยละ 5.5 และส่วนแบ่งหน่วยหุ้นร้อยละ 10.3 (1)

· มีส่วนแบ่งรายได้จากอุปกรณ์สวิตช์ต่อปีเทียบกับปีที่ผ่านมาในทุกภูมิภาค ดังนี้ : ร้อยละ 1 จุดในภูมิภาคอเมริกาเหนือ ร้อยละ 2 จุดในภูมิภาคยุโรป ตะวันออกกลาง และแอฟริกา ร้อยละ 6 จุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และญี่ปุ่น และร้อยละ 4 จุดในภูมิภาคละตินอเมริกา (1)

· มีส่วนแบ่งด้านรายได้ในกลุ่มอุปกรณ์สวิตช์มากกว่าตลาดโดยรวมในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และญี่ปุ่นในไตรมาสแรกของปี 2554 โดยมีการเติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 20.1 จากร้อยละ 14.6 ในช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา และในภูมิภาคละตินอเมริกามีการเติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 16.1 จากร้อยละ 12.6 ในไตรมาสเดียวกันของปีที่ผ่านมา (1)

· มีการเติบโตมากกว่าตลาดโดยรวมในกลุ่มอุปกรณ์สวิตช์ เราติ้ง และ WLAN ตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา เริ่มตั้งแต่ในไตรมาสแรกของปี 2552 (1)

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโซลูชั่น HP Networking สามารถเข้าไปดูได้ที่ www.hp.com/networking

ระบบโครงสร้างพื้นฐานแบบผนวกของเอชพี (HP Converged Infrastructure) เป็นองค์ประกอบสำคัญของการเป็นองค์กรแบบ Instant-On Enterprise ทั้งนี้ ในโลกที่มีการเชื่อมโยงกันอย่างต่อเนื่อง แนวคิดแบบ Instant-On Enterprise คือ การนำเทคโนโลยีมาใช้ในทุกกิจกรรมเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า พนักงาน พันธมิตร และประชาชนได้อย่างตรงจุดและโดยทันที

View :916
Categories: Press/Release, Technology Tags:

ฮิตาชิและเอสเอพีประกาศขยายความสัมพันธ์ทางธุรกิจสู่รูปแบบพันธมิตรทางเทคโนโลยีในระดับโลก

June 8th, 2011 No comments

ออร์แลนโด, ฟลอริดา – 7  มิถุนายน  2554 — บริษัท ฮิตาชิ จำกัด (ชื่อในตลาดหุ้นนิวยอร์ก: HIT) เปิดเผยว่า บริษัทได้ขยายความสัมพันธ์การเป็นพันธมิตรระดับโลกกับบริษัท เอสเอพี เอจี (ชื่อในตลาดหุ้นนิวยอร์ก: SAP) ในฐานะคู่ค้าระดับโลกด้านเทคโนโลยีของ SAP® ซึ่งจะนำไปสู่การผสานรวมเทคโนโลยีที่   แนบแน่นยิ่งขึ้น การสนับสนุนทางเทคนิค การจัดตั้งศูนย์ความสามารถในการด้านการทำงานร่วมกันแห่งใหม่ ตลอดจนกิจกรรมการตลาดและการขายร่วมกันทั่วโลก การเป็นพันธมิตรที่แข็งแกร่งขึ้นนี้จะมุ่งเน้นไปที่การผสานรวมข้อเสนอจากบริษัท เอสเอพี และบริษัท ฮิตาชิ ในด้านการประมวลผลแบบคลาวด์ ระบบจัดเก็บข้อมูลเสมือนจริง การวางแผนทรัพยากรขององค์กร (ERP) และการจัดการวงจรชีวิตข้อมูล (ILM) สำหรับการประกาศความร่วมมือกันในครั้งนี้มีขึ้นในงานประชุม SAPPHIRE® NOW ซึ่งจัดขึ้นที่รัฐออร์แลนโด ประเทศสหรัฐอเมริกา

นอกจากจะมีการจัดสรรทรัพยากรและการลงทุนเฉพาะแล้ว ขอบเขตการเป็นพันธมิตรใหม่ระหว่างบริษัทในเครือต่างๆ ของบริษัท ฮิตาชิ กับบริษัท เอสเอพี ยังครอบคลุมถึงการช่วยให้ลูกค้าทั่วโลกได้รับ         มูลค่าสูงสุดจากโซลูชั่นของเอสเอพีและฮิตาชิด้วย ซึ่งรวมถึงต้นทุนการปรับใช้และการดำเนินงานที่ต่ำลง     เมื่อปรับใช้โครงสร้างพื้นฐานและโซลูชั่นซอฟต์แวร์ที่เหมาะสม โดยการทำงานร่วมกันในระดับโลกนี้ได้รับ     การออกแบบมาเพื่อให้สามารถแก้ไขข้อขัดแย้งให้กับลูกค้าได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ตลอดจนสนับสนุนข้อตกลงการพัฒนาธุรกิจเชิงกลยุทธ์ให้บรรลุผลเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าร่วมกัน

“บริษัท ฮิตาชิ และบริษัท เอสเอพี มีความร่วมมือระหว่างกันมาเป็นเวลายาวนานแล้ว และเรายินดีอย่างยิ่งที่จะยกระดับการเป็นพันธมิตรของเราให้สูงขึ้นในฐานะคู่ค้าระดับโลกด้านเทคโนโลยีของเอสเอพี”    นายโตชิอากิ คาวามูระ รองประธานฝ่ายเซิร์ฟเวอร์องค์กร บริษัท ฮิตาชิ จำกัด กล่าว และว่า           “ที่ฮิตาชิ เราพัฒนาธุรกิจของเราให้ครอบคลุมไปทั่วโลก ไม่เพียงแต่ธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคมและสารสนเทศเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงส่วนต่างๆ เช่น อิเล็กทรอนิกส์ ไฟฟ้า การขนส่ง และโครงสร้างพื้นฐานในเขตเมือง เรามีผู้เชี่ยวชาญชั้นนำด้านการปรับใช้ซึ่งพร้อมให้การสนับสนุนแอพพลิเคชั่นของเอสเอพี และขณะนี้บริษัทกำลังจัดเตรียมกรอบการทำงานด้านการผสานรวมและการทำงานร่วมกันที่แนบแน่นยิ่งขึ้นสำหรับธุรกิจในเครือต่างๆ ของบริษัท ฮิตาชิ ทั่วโลก”

“การขยายการเป็นพันธมิตรระดับโลกด้านเทคโนโลยีกับบริษัท ฮิตาชิ แสดงให้เห็นถึงคุณค่าของระบบนิเวศน์ที่มุ่งเน้นลูกค้าเป็นสำคัญของบริษัท เอสเอพี นั่นคือการร่วมมือกับคู่ค้าเพื่อนำเสนอมูลค่าและนวัตกรรมต่างๆ ให้กับลูกค้าของเรา”  นายเควิน อิชปูรานี รองประธานอาวุโสฝ่ายพันธมิตรเชิงกลุยทธ์และการพัฒนาธุรกิจ บริษัท เอสเอพี กล่าว และว่า “พร้อมกันนี้ เราจะทำงานร่วมกันเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้กับคุณค่าดังกล่าว ตลอดจนเดินหน้าขยายตัวและสร้างผลกำไรให้กับลูกค้าของเรา สิ่งนี้จะช่วยลดต้นทุนด้าน   การปรับใช้ อีกทั้งยังสามารถนำเสนอโซลูชั่นที่เข้มแข็งสำหรับการแปรรูปกระบวนการต่างๆ ทางธุรกิจได้ด้วย”

บริษัท ฮิตาชิ และธุรกิจในเครือ ซึ่งรวมถึงบริษัท ฮิตาชิ ดาต้า ซิสเต็มส์ (เอชดีเอส) ด้วยนั้น มีความสัมพันธ์เชิงกลยุทธ์กับบริษัท เอสเอพี ตั้งแต่ปี 2537 ซึ่งรวมถึงการขาย การผสานรวมระบบและการปรับใช้โซลูชั่นของเอสเอพี พร้อมกันนี้บริษัท ฮิตาชิ และบริษัท เอสเอพี ได้ให้การรับรองข้อเสนอในการผสานรวมซึ่งจะทำให้ลูกค้าของทั้งสองบริษัทแน่ใจได้ถึงความพร้อมใช้งาน ความสามารถในการปรับขนาดได้ และประสิทธิภาพในระดับแนวหน้าของอุตสาหกรรมเมื่อปรับใช้ร่วมกับข้อมูลองค์กรที่สำคัญของตน

เกี่ยวกับโซลูชันของเอชดีเอสที่ผสานรวมกับแอพพลิเคชั่นของเอสเอพี
โซลูชั่นของเอชดีเอสนำเสนอลูกค้าด้วยประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้น การจัดการระบบจัดเก็บข้อมูลแอพพลิเคชั่น และความสามารถในการลดต้นทุนค่าใช้จ่ายโดยรวมในการเป็นเจ้าของ (TCO) ในแอพพลิเคชั่นองค์กรของตนให้น้อยลง โดยโซลูชั่นที่ผสานรวมกับแอพพลิเคชั่นของเอสเอพี ซึ่งรวมถึงส่วนประกอบต่างๆ ที่เอสเอพีให้การรับรอง ได้เพิ่มมูลค่าให้กับการลงทุนครอบคลุมวงจรชีวิตทั้งหมดด้วยการทำให้ระบบไอทีกลายเป็นระบบเสมือน อัตโนมัติ พร้อมใช้สำหรับระบบคลาวด์ และยั่งยืน โดยเอชดีเอสช่วยให้ลูกค้าสามารถปรับใช้โครงสร้างระบบจัดเก็บข้อมูลเสมือนที่สมบูรณ์ให้เป็นระดับชั้นที่สี่แบบลอจิคอลสำหรับการนำระบบ  เอสเอพีไปใช้ ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับชั้นข้อมูล แอพพลิเคชั่น และการนำเสนอที่จำเป็นต่างๆ ได้    โดยโซลูชั่นที่ได้รับการผสานรวมมีดังนี้

-    Virtual Storage Platform (VSP) และ Command Suite (HCS) –นำเสนอประสิทธิภาพ ความพร้อมใช้งาน และความปลอดภัยระดับสูงสำหรับสารสนเทศองค์กรผ่านทางแพลตฟอร์มจัดเก็บข้อมูลแบบสามมิติที่โดดเด่น โดยความพร้อมใช้งานและความยืดหยุ่นทางธุรกิจที่เพิ่มขึ้น ตลอดจนการปรับใช้แอพพลิเคชั่นที่ดียิ่งขึ้นและการโยกย้ายข้อมูลของ VSP และ HCS ช่วยให้การนำโซลูชั่นเอสเอพีของลูกค้าไปใช้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้
-    Hitachi Content Platform (HCP) รองรับด้วย SAP NetWeaver® Information Lifecycle Management – เพื่อให้การสนับสนุนระดับชั้นจัดเก็บข้อมูลจำนวนมากของเนื้อหาที่ไม่มีโครงสร้าง(Unstructured data) ที่มีการใช้งานอยู่และถูกจัดเก็บไว้อย่างถาวร โดยทั้งหมดนี้จะอยู่บนแพลตฟอร์มเดียวที่ได้รับการผสานรวมไว้ สิ่งนี้ช่วยให้การบังคับใช้นโยบายจัดเก็บข้อมูลตรงตามข้อกำหนดได้ดียิ่งขึ้นและลดภาระด้านการบริหารจัดการได้ ด้วยแพคเกจเริ่มต้นใช้งาน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของข้อเสนอแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดของเอสเอพีสำหรับการปรับใช้ SAP NetWeaver Information Lifecycle Management ทำให้ลูกค้าสามารถใช้โซลูชั่นของเอสเอพีในสภาพแวดล้อมที่กำหนดไว้ที่ศูนย์ข้อมูลของเอสเอพีร่วมกับ HCP ได้ ซึ่งจะช่วยให้การปรับใช้โซลูชั่นรวดเร็วขึ้นและยังลดต้นทุนค่าใช้จ่ายโดยรวมในการเป็นเจ้าของให้น้อยลงอีกด้วย

“แอพพลิเคชั่นจากบริษัท เอสเอพี ทำให้โซลูชั่นและบริการของบริษัท ฮิตาชิ ดาต้า ซิสเต็มส์ สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยลูกค้าให้สามารถแปรรูปสภาพแวดล้อมไอทีของตนให้กลายเป็นศูนย์สารสนเทศแบบเสมือนและมีความคล่องตัวยิ่งขึ้นได้อย่างสำเร็จ” นายไมค์ วอล์คีย์ รองประธานอาวุโส ฝ่ายพันธมิตรและคู่ค้าระดับโลก บริษัท ฮิตาชิ ดาต้า ซิสเต็มส์ กล่าว และว่า “การขยายการเป็นพันธมิตรของเราในฐานะคู่ค้าระดับโลกด้านเทคโนโลยีของเอสเอพี จะช่วยให้ลูกค้าสามารถใช้เทคโนโลยีและบริการที่ได้รับการพิสูจน์แล้วของเอชดีเอสได้ดียิ่งขึ้นทั้งในด้านการลดต้นทุน บรรเทาความเสี่ยง และเพิ่มโอกาสในการขยายตัวภายในสภาพแวดล้อมการทำงานที่ใช้โซลูชั่นขั้นสูงของเอสเอพีได้”

โซลูชั่นของเอชดีเอสที่นำเสนอภายในงาน SAPPHIRE NOW
ผู้เข้าร่วมงาน SAPPHIRE NOW จะได้พบกับกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่สมบูรณ์ของโซลูชั่นเอชดีเอสซึ่งได้ผสานรวมกับแอพพลิเคชั่นของเอสเอพีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว รวมถึง Hitachi VSP, HCS, HCP และ SAP NetWeaver Information Lifecycle Management โดยบูธของบริษัท ฮิตาชิ ดาต้า ซิสเต็มส์ คือหมายเลข 2339 ตั้งอยู่ที่ศูนย์การประชุมแห่งออเรนจ์เคาน์ (Orange County Convention ) ในรัฐออร์แลนโด สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ SAPPHIRE NOW สามารถดูได้ที่: www.sapandasug.com

View :950
Categories: Press/Release Tags: ,

เอชพีผนึกวีเอ็มแวร์เดินหน้าพัฒนา โซลูชั่นระบบ ความปลอดภัย Intrusion Prevention System – IPS รุ่นแรก รองรับการใช้งานแบบเวอร์ช่วล และคลาวด์

April 25th, 2011 No comments

เอชพี โดย นายศักดิ์ชาย ปัญญจเร (ขวา) ผู้อำนวยการ หน่วยธุรกิจ Networking กลุ่มธุรกิจ เอ็นเทอร์ไพรส์ บิสิเนส และ วีเอ็มแวร์ โดย ดร. ชวพล จริยาวิโรจน์ (ซ้าย) ผู้จัดการประจำประเทศไทย ประกาศ ความ ร่วม มือ พัฒนาและ นำเสนอโซลูชั่น Intrusion Prevention System – IPS รุ่นใหม่ ล่าสุด ที่ได้รับการออกแบบให้รองรับสภาพแวดล้อมแบบเวอร์ช่วลและคลาวด์ โดยใช้เทคโนโลยี vSphere®

ความร่วมมือครั้งนี้ เป็น การพัฒนาต่อยอดจากความสำเร็จในการนำโซลูชั่น HP TippingPoint IPS ( Intrusion Prevention System ) ไปใช้ ในการทำงานร่วมกับ VMware vSphere ทั้งยังเป็นการต่อยอดจากกลยุทธ์ระบบโครงสร้างพื้นฐานแบบผนวกของเอชพี (HP Converged Infrastructure) และถือเป็น การเปิดมิติใหม่ของการทำอินเทเกรชั่นในปัจจุบัน

นอกจากนี้ เอชพีและวีเอ็มแวร์ยังประกาศความร่วมมือสนับสนุนการทำตลาดโซลูชั่นฮาร์ดแวร์และซอฟ ต์ แวร์ที่ผนวกรวมเทคโนโลยี HP TippingPoint vController แอพพลิเคชั่น VMware vShield และระบบป้องกัน Edge เข้าไว้ด้วยกันเป็นหนึ่งเดียว ทำให้ระบบบรักษาความปลอดภัยระดับองค์กรมี การทำงานที่ง่ายขึ้น โซลูชั่น HP TippingPoint IPS vController ที่ผนวกรวมกับโซลูชั่น VMware vShield จึงเป็นการผนวกรวมเทคโนโลยีรักษาความปลอดภัย firewall และ IPS เข้าไว้ด้วยกันอย่างสมบูรณ์แบบ โดยมีประสิทธิภาพใน การรักษาความปลอดภัยทั้งในสภาพแวดล้อมแบบปกติและ แบบ เวอร์ช่วล

โซลูชั่นแบบผนวกดังกล่าวสนับสนุนเทคโนโลยีการป้องกันการบุกรุกที่ได้รับ การคิดค้นและพัฒนาโดย Digital Vaccine Labs (DVLabs) ซึ่งเป็นองค์กรวิจัยและพัฒนาระบบรักษาความปลอดภัยของเอชพี ทั้งนี้ เทคโนโลยีป้องกัน การบุกรุกดังกล่าวจะมีฟิลเตอร์เพื่อทำหน้าที่ป้องกันการบุกรุกและโจรกรรมต่างๆ อย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ระบบโครงสร้างพื้นฐานแบบผนวกของเอชพี (HP Converged Infrastructure) มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อองค์กรแบบ Instant-On Enterprise ทั้งนี้ สำหรับในโลกของการสื่อสารเชื่อมโยงกันอย่างต่อเนื่อง แนวคิดแบบ Instant-On Enterprise คือ การนำเทคโนโลยีมาใช้ในทุกกิจกรรมเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า พนักงาน พันธมิตร และประชาชนได้อย่างตรงจุดและโดยทันที

View :1264
Categories: Press/Release Tags: , ,

เอชพีร่วมกับตำรวจในการสกัดปัญหาผลิตภัณฑ์ซัพพลายปลอมในไทย เดินหน้าปกป้องผู้บริโภคจากการตกเป็นเหยื่อการใช้ผลิตภัณฑ์ปลอม

April 12th, 2011 No comments

โดยยึดหมึกปลอมและบรรจุภัณฑ์ได้มากกว่า 2 , 000 ชิ้น

เอชพีประกาศถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องผู้บริโภคจากการใช้สินค้าปลอม โดยล่าสุดได้ร่วมกับตำรวจเข้ายึดสินค้าตลับหมึกของปลอม โดยได้ของกลางเป็นตลับหมึกปลอมและบรรจุภัณฑ์มากกว่า 2 , 000 ชิ้น ซึ่งในจำนวนนี้เป็นตลับโทนเนอร์ปลอมกว่า 1 , 000 ตลับ รวมไปถึงอุปกรณ์ในการผลิตหมึกโทนเนอร์ปลอมจำนวนหนึ่ง

โดย เอชพีได้ร่วมมือกับตำรวจในการดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมาย ซึ่งส่งผลให้การจับกุมสำเร็จลุล่วงไปได้ ทั้งนี้ เอชพีได้ดำเนินการอย่างจริงจังในการปกป้องแบรนด์และทรัพย์สินทางปัญญาของ อุปกรณ์ซัพพลายด้านการพิมพ์เอชพีของแท้ โดยใช้วิธีปฏิบัติเพื่อป้องกันการปลอมแปลง การกระจายสินค้า และการขายผลิตภัณฑ์ซัพพลายของปลอมที่ใช้แบรนด์เอชพี

เจฟฟ์ ควาสนี่ ผู้อำนวยการประจำฝ่ายปกป้องแบรนด์ของเอชพี ที่รับผิดชอบ ด้านตลับหมึกพิมพ์และปฏิบัติงาน ณ วอชิงตัน สหรัฐอเมริกา กล่าวว่า “ ความมุ่งมั่นที่มีต่อลูกค้าของเราเป็นพลังขับเคลื่อนการ เฝ้าระวังอยู่เสมอของทีมงานต่อต้านการค้าสินค้าปลอมแปลงของเรา จากการที่เราเข้าใจดีว่าการจำหน่ายสินค้าเอชพีของปลอมจะส่งผลกระทบในแง่ลบ ต่อลูกค้า ตลอดจนแบรนด์ของเอชพีเอง จากการที่มีสินค้าลอกเลียนแบบ ทำให้ลูกค้าซื้อสินค้าที่ หลงคิดว่าเป็นผลิตภัณฑ์เอชพีของแท้ แต่แท้ที่จริงแล้วกลับกลายเป็นว่าได้รับตลับหมึกพิมพ์ที่มีคุณภาพการพิมพ์ ด้อยกว่า และมักจะเป็นตลับหมึกพิมพ์ที่ใช้งานไม่ได้เลย จากความพยายามในการต่อต้านสินค้าปลอมแปลงของเรา เอชพีมีความมุ่งมั่นอย่างเต็มที่ที่จะปกป้องลูกค้าและแบรนด์ของเรา ”

ผลิตภัณฑ์ ของปลอมเป็นผลิตภัณฑ์ที่ทำขึ้นมาให้ดูเหมือน หรือไม่สามารถแยกได้ออกจากสินค้าของแท้จากลักษณะภายนอก เพื่อเป็นการหลอกลวงผู้บริโภค ทั้งนี้ การปลอมแปลงผลิตภัณฑ์ซัพพลายด้านการพิมพ์ มักรวมไปถึงการพิมพ์กล่องบรรจุภัณฑ์ที่มีตรายี่ห้อเอชพี รวมทั้งป้ายฉลากและสติกเกอร์ตรารับประกันความปลอดภัยโดยมิชอบด้วยกฎหมาย จากนั้นตลับหมึกพิมพ์ชนิดเติมที่บรรจุหมึกพิมพ์และผงโทนเนอร์ด้อยคุณภาพจะ ถูกบรรจุเข้าไปในบรรจุภัณฑ์ดังกล่าวที่มีลักษณะคล้ายคลึงอย่างมากกับบรรจุ ภัณฑ์เอชพีของแท้ และท้ายที่สุดแล้วตลับหมึกพิมพ์ปลอมก็จะถึงมือผู้บริโภค ซึ่งซื้อไปโดยคิดว่าเป็นของแท้

ในระดับสากล เอชพียังคงใช้แนวทางเชิงรุกในการต่อต้านการค้าสินค้าปลอมแปลง ตลอดระยะเวลา 4 ปีที่ผ่านมา ได้ดำเนินการสืบสวนเกือบ 5,000 ครั้งใน 88 ประเทศทั่วโลก กิจกรรมดังกล่าวส่งผลให้สามารถยึดสินค้าอุปกรณ์ซัพพลายด้านการพิมพ์ที่ถูกปลอมแปลงทั่วโลกได้มากกว่า 30 ล้านชิ้น ในช่วงเวลาดังกล่าว (1)

ใน ฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของโปรแกรมต่อต้านการค้าสินค้าปลอมแปลงระดับโลก เอชพีจึงใช้แนวทางเชิงรุกในการแจ้งเตือน พร้อมให้ความรู้แก่ผู้บริโภคในการสังเกตผลิตภัณฑ์ซัพพลายด้านการพิมพ์ของ ปลอม นอกจากนี้ เอชพียังได้นำเทคโนโลยีอันล้ำสมัยมาใช้กับผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ตลับหมึก เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคสามารถแยกแยะสินค้าของปลอมได้

บรรจุภัณฑ์ตลับหมึกเอชพีทั้งหมดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจะแสดงตรารับประกันความปลอดภัยที่มีเทคโนโลยีเลือนสี (colour shifting technology) ที่จะช่วยให้ผู้บริโภคสามารถสังเกตผลิตภัณฑ์ซัพพลายของแท้ จากเอชพีได้ง่าย ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับตรารับประกันความปลอดภัย และวิธีปฏิบัติที่ดีที่สุดในการหลีกเลี่ยงการซื้อตลับหมึกพิมพ์ลอกเลียนแบบ สามารถเข้าไปชมได้ที่ www..com/apac/nofakes

View :790
Categories: Press/Release Tags:

เอชพีเปิดมิติใหม่ของเทคโนโลยีคลาวด์ คอมพิวติ้ง

January 27th, 2011 No comments

ส่งโซลูชั่น Hybrid Delivery ใหม่ ผนวกระบบไอทีแบบเดิมเข้ากับคลาวด์ คอมพิวติ้ง รองรับความต้องการขององค์กร

เอชพี โดย ดร. เบง เทค เลียง (ขวา) กรรมการผู้จัดการ และผู้จัดการทั่วไป กลุ่มธุรกิจ เอ็นเทอร์ไพรส์ บิสิเนส และนายมารุต มณีสถิต (ซ้าย) ผู้อำนวยการ กลุ่มผลิตภัณฑ์ Enterprise Servers, Storage และNetworking (ESSN) ประกาศเปิดตัวผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ที่สนับสนุนเทคโนโลยีคลาวด์ คอมพิวติ้ง เพื่อให้องค์กรธุรกิจและหน่วยงานภาครัฐต่างๆ สามารถนำเทคโนโลยีคลาวด์มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ทั้งยังมั่นใจได้ว่าสามารถดำเนินงานได้อย่างปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และมีความพร้อมในการใช้งานในระดับที่ต้องการ

คลาวด์ คอมพิวติ้ง คือ แพลทฟอร์มสำคัญที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง เหมาะสำหรับองค์กรธุรกิจแบบ Instant-On Enterprise ซึ่งมีการเชื่อมโยงทุกๆ สิ่งและผู้คนเข้าไว้ด้วยกัน ทั้งนี้ องค์กรแบบ Instant-On Enterprise ต้องการสภาพแวดล้อมด้านไอทีที่มีความยืดหยุ่น มีเสถียรภาพ และมีการทำงานแบบอัตโนมัติ ทั้งยังสามารถปรับเปลี่ยนให้ตรงตามความต้องการที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอได้อย่างรวดเร็ว

เทคโนโลยีคลาวด์ คอมพิวติ้งมีคุณประโยชน์นานัปการ อาทิ ส่งเสริมการใช้บริการใหม่ได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น ลดจำนวนพนักงานด้านไอที และมีรูปแบบของการคิดค่าบริการตามการใช้งานจริง (pay-as-you-go model) แต่ก็มีข้อจำกัดบางประการซึ่งเป็นสิ่งที่องค์กรธุรกิจต่างๆ คำนึงถึง อาทิ ความปลอดภัย ความพร้อมในการใช้งาน และการผนวกรวมการทำงานด้านต่างๆ เข้าไว้ด้วยกันอย่างง่ายดาย

สำหรับโซลูชั่น HP Hybrid Delivery ใหม่เป็นการพัฒนาต่อยอดจากเทคโนโลยีคลาวด์ คอมพิวติ้งระดับองค์กร โดยให้คุณประโยชน์อันโดดเด่นมากมาย ทั้งยังตอบสนองความต้องการขององค์กรธุรกิจและหน่วยงานภาครัฐได้อย่างครบถ้วน

ดร. เบง เทค เลียง กรรมการผู้จัดการ และผู้จัดการทั่งไปกลุ่มธุรกิจ เอ็นเทอร์ไพรส์ บิสิเนส เอชพีประเทศไทย เปิดเผยว่า “คลาวด์ คอมพิวติ้งเป็นสุดยอดนวัตกรรมที่กำลังได้รับความนิยมอย่างสูง และเอชพีเป็นผู้นำแห่งเทคโนโลยีคลาวด์ดังกล่าว โดยมีประสบการณ์การพัฒนาโซลูชั่นระดับองค์กรอย่างลึกซึ้ง ทั้งยังมีพอร์ทโฟลิโอผลิตภัณฑ์และบริการต่างๆ อย่างกว้างขวางและหลากหลาย อีกทั้งยังมีหน่วยงานให้บริการระดับโลก เพื่อขับเคลื่อนลูกค้าให้ก้าวล้ำนำหน้าในช่วงการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิผลสูงสุด”

โซลูชั่น HP Hybrid Delivery cloud solutions : พัฒนาต่อยอดจากเทคโนโลยีคลาวด์ รองรับการทำงานระดับองค์กร
บริการ HP Enterprise Cloud Services-Compute คือ บริการคลาวด์ส่วนตัว (private cloud as a service) ที่พัฒนาจากเทคโนโลยีศูนย์ข้อมูลที่ล้ำสมัยของเอชพี ทั้งยังมีคุณสมบัติตรงตามข้อกำหนดและหลักเกณฑ์ทางด้านการให้บริการ ประสิทธิภาพ การรักษาความปลอดภัย และความเป็นส่วนตัว ส่งผลให้ลูกค้าสามารถประมวลผลด้วยระบบคอมพิวเตอร์ได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัย บนสถาปัตยกรรมไอทีที่ปรับขยายได้ และด้วยความรู้ความชำนาญด้านระบบโครงสร้างพื้นฐานแบบผนวก (Converged Infrastructure) ของเอชพี เสริมทัพด้วยความหลากหลายของพอร์ทโฟลิโอซอฟต์แวร์เกี่ยวกับระบบการทำงานแบบ อัตโนมัติและการบริหารจัดการที่เปี่ยมประสิทธิภาพ ทำให้เอชพีมีทรัพยากรที่จำเป็นทั้งหมดเพื่อสนับสนุนการเข้าถึงระบบคลาวด์ ส่วนตัวแบบผสมหรือไฮบริดได้เป็นอย่างดี

โซลูชั่น HP CloudSystem คือ โซลูชั่นแบบครบวงจรที่สมบูรณ์แบบที่สุดสำหรับนำมาใช้พัฒนา จัดการ และให้บริการต่างๆ บนสภาพแวดล้อมคลาวด์ทั้งแบบส่วนตัว แบบสาธารณะ และแบบไฮบริด โดยผนวกรวมคุณสมบัติอันโดดเด่นของเทคโนโลยี HP Converged Infrastructure และโซลูชั่นซอฟต์แวร์ HP Cloud Service Automation เข้าไว้ด้วยกัน เพื่อให้มีการรักษาความปลอดภัย การกำกับดูแล และการปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับต่างๆ แบบรวมศูนย์บนแอพพลิเคชั่นและระบบโครงสร้างพื้นฐานทั้งแบบปกติและแบบเสมือนต่างๆ

นอกจากนี้ โซลูชั่น HP CloudSystem ยังสนับสนุนเทคโนโลยี HP Cloud Maps ซึ่งเป็นเทคโนโลยีชนิดแรกของอุตสาหกรรมไอทีที่มีการทำ catalog objects แบบตั้งค่าล่วงหน้าเพื่อสนับสนุนให้มีการใช้ทรัพยากรแอพพลิเคชั่นและระบบโครงสร้างพื้นฐานอย่างเต็มประสิทธิภาพ ทั้งยังสนับสนุนบริการคลาวด์ใหม่ๆ ให้ทำงานอย่างมีประสิทธิผลยิ่งขึ้น และมีการประมวลผลอย่างรวดเร็วภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่นาที

โปรแกรม HP Cloud Discovery Workshop ริเริ่มจัดทำขึ้นโดยเอชพีเพื่อช่วยองค์กรธุรกิจและหน่วยงานภาครัฐวางกลยุทธ์ใหม่ๆ และกำหนดแนวทางการนำเทคโนโลยีคลาวด์มาใช้งานอย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยโปรแกรมมีระยะเวลาดำเนินการ 1–2 วัน และมีหลักสูตรประเภทต่างๆ ให้เลือกตามความสนใจของลูกค้า โดยครอบคลุมหัวข้อต่างๆ อาทิ การพัฒนารูปแบบการทำธุรกิจ การรักษาความปลอดภัย และการกำหนดบริการที่เหมาะสมเพื่อรองรับเทคโนโลยีคลาวด์ ภายใต้การบริหารและดำเนินการโดยผู้เชี่ยวชาญของเอชพีที่มีประสบการณ์และความชำนาญทางด้านการใช้เทคโนโลยีคลาวด์ทั่วโลก

บริการ HP Financial Services เปิดให้บริการแก่ลูกค้าที่ใช้ระบบคลาวด์ส่วนตัว และต้องการสร้างความคุ้มค่าจากการลงทุนสูงสุด ทั้งนี้ เอชพีเปิดให้บริการทางการเงินภายใต้บริการ HP Financial Services ผนวกรวมกับบริการระบบคลาวด์ เพื่อให้ลูกค้าได้รับความคุ้มค่าทางการเงินสูงสุดควบคู่กับการได้รับประโยชน์จากเทคโนโลยีล้ำสมัยจากเอชพี

View :1057
Categories: Press/Release Tags: ,

เอชพีผนึกไมโครซอฟท์พัฒนา 4 ผลิตภัณฑ์แอพพลายแอนซ์ใหม่

January 21st, 2011 No comments

สนับสนุนองค์กรต่างๆ เร่งสร้างผลการดำเนินงานเร็วขึ้น
เสริมทัพด้วยโซลูชั่นใหม่ด้าน ระบบธุรกิจอัจฉริยะ คลังข้อมูลขนาดใหญ่ ระบบรับส่งข้อความ และฐานข้อมูลแบบผนวก เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของพนักงาน และลดความซับซ้อนของระบบไอทีให้ทำงานง่ายขึ้น

กรุงเทพฯ 20 มกราคม 2554 – เอชพีประกาศผนึกกำลังกับไมโครซอฟท์ คอร์ป ร่วมพัฒนา
4 ผลิตภัณฑ์แอพพลายแอนซ์ใหม่รองรับแอพพลิเคชั่นแบบผนวก ซึ่งรวมทั้งแอพพลิเคชั่น ระบบโครงสร้างพื้นฐานและเครื่องมือการทำงาน (productivity tools) เข้าไว้ด้วยกันเป็นระบบเดียว ส่งผลให้พนักงานขององค์กรต่างๆ มีประสิทธิภาพการทำงานเพิ่มขึ้นและตัดสินใจได้เร็วขึ้น ทั้งยังช่วยให้การส่งมอบแอพพลิเคชั่นต่างๆ เพื่อให้การใช้งานด้านไอทีเป็นไปอย่างง่ายดายยิ่งขึ้น(1) ผลิตภัณฑ์แอพพลายแอนซ์ใหม่ดังกล่าว ได้แก่ Business Decision Appliance ซึ่งวางจำหน่ายอยู่แล้วในขณะนี้ เพื่อนำไปใช้งานโปรแกรมการทำธุรกิจแบบอัจฉริยะ (business intelligence) และ E5000 Messaging System for Exchange Server สำหรับใช้งานโซลูชั่นรับส่งข้อความ โดยมีกำหนดนำออกวางตลาดภายใน 45 วันนับจากนี้ สำหรับผลิตภัณฑ์แอพพลายแอนซ์ใหม่อีก 2 รายการคาดว่าจะพร้อมนำออกสู่ตลาดภายในปีนี้

ที่ผ่านมา การใช้แอพพลิเคชั่นที่มีความสำคัญทางธุรกิจมี 2 วิธี วิธีแรกคือการใช้งานที่พัฒนาขึ้นให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้า ซึ่งวิธีนี้ต้องใช้เวลานานมาก และวิธีที่ 2 คือการใช้แอพพลิเคชั่นและระบบโครงสร้างพื้นฐานลิขสิทธิ์ที่ไม่มีความยืดหยุ่นและปรับเปลี่ยนได้ช้ามาก ด้วยรูปแบบการใช้งานดังกล่าว ทำให้โครงการไอทีที่ใช้แอพพลิเคชั่นสำคัญทางธุรกิจและได้รับการยอมรับจากองค์กรต่างๆ ได้อย่างประสบความสำเร็จมีเพียงร้อยละ 32 เท่านั้น(2)

สำหรับผลิตภัณฑ์แอพพลายแอนซ์ใหม่ดังกล่าวเป็นการพัฒนาต่อยอดจากการประกาศเป็นพันธมิตรร่วมกันระหว่างเอชพีและไมโครซอฟท์ในปีที่ผ่านมา โดยเป็นระบบแรกในวงการไอทีที่มีการผนวกรวมแอพพลิเคชั่นต่างๆ เข้าไว้ด้วยกันเพื่อตอบสนองการใช้งานของฝ่ายไอทีและผู้ใช้งานทั่วไป สำหรับแอพพลิเคชั่นที่ผนวกรวมไว้ในผลิตภัณฑ์แอพพลายแอนซ์ดังกล่าว ได้แก่ ระบบธุรกิจอัจฉริยะ (business intelligence) ระบบคลังข้อมูลขนาดใหญ่ (data warehousing) ระบบประมวลผลธุรกรรมออนไลน์ (online transaction processing) และระบบรับส่งข้อความ (messaging) นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์แอพพลายแอนซ์ที่ได้รับการออกแบบและพัฒนาร่วมกันดังกล่าว รวมทั้งบริการให้คำปรึกษาและการสนับสนุนที่เกี่ยวข้อง จะช่วยให้ฝ่ายไอทีสามารถสร้างแอพพลิเคชั่นสำคัญทางธุรกิจได้อย่างรวดเร็วภายในระยะเวลาเพียงชั่วโมงเดียว เมื่อเทียบกับระบบเก่าที่ต้องใช้เวลานานหลายเดือน(3) โซลูชั่น HP Enterprise Data Warehouse Appliance คือ หนึ่งในโซลูชั่นที่พัฒนาโดยเอชพีร่วมกับไมโครซอฟท์ โดยสามารถประมวลและจัดการคำถามได้เร็วขึ้น 200 เท่า และปรับขยายสมรรถนะการใช้โปรแกรม SQL Server รุ่นเก่าได้เพิ่มขึ้นถึง 10 เท่า(4)

มร. อมัน นีล โดคาเนีย รองประธานและผู้จัดการทั่วไป หน่วยธุรกิจ Converged Infrastructure Solutions เอชพี ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น กล่าวว่า “ปัจจุบัน ลูกค้าต้องการลดเวลาที่ใช้ในการดำเนินงานและตัดสินใจ ด้วยผลิตภัณฑ์แอพพลายแอนซ์ที่สนับสนุนแอพพลิชั่นแบบผนวกดังกล่าว ทำให้เอชพีและไมโครซอฟท์ช่วยลูกค้าย่นระยะเวลาที่ใช้ในการจัดส่งข้อมูล ส่งผลให้มีความเสี่ยงและต้นทุนในการดำเนินงานลดลงอีกด้วย”

มร. ไมเคิล แกมเบีย ผู้จัดการทั่วไป หน่วยธุรกิจ Microsoft APAC Server and Tools Business บริษัท ไมโครซอฟท์ คอร์ป เปิดเผยว่า “ไมโครซอฟท์และเอชพีช่วยผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีต่อสู้กับศัตรูที่ยิ่งใหญ่สุด 2 รายซึ่งได้แก่เวลาและความซับซ้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผลิตภัณฑ์แอพ พลายแอนซ์ใหม่ดังกล่าวทำให้เราสามารถนำข้อมูลทางธุรกิจที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดส่งตรงถึงมือลูกค้าได้ทันทีตามต้องการ”

ขยายการเข้าถึงบริการ business intelligence
ด้วยผลิตภัณฑ์แอพพลายแอนซ์ HP Business Decision Appliance ที่พัฒนาโดยเอชพีร่วมกับไมโครซอฟท์จะช่วยให้ฝ่ายไอทีลดเวลาและการดำเนินการเพื่อตั้งค่าระบบ ใช้งาน และบริหารจัดการโซลูชั่น business intelligence แบบครบวงจร เมื่อเทียบกับการใช้โซลูชั่น business intelligence แบบเดิมซึ่งไม่ได้ผนวกรวมแอพพลิเคชั่น ระบบโครงสร้างพื้นฐาน และเครื่องมือการทำงานเข้าไว้ด้วยกัน ผลิตภัณฑ์แอพพลายแอนซ์ใหม่นี้รองรับการทำงานของ Microsoft SQL Server และ Microsoft SharePoint ได้สูงสุด ทั้งยังสามารถติดตั้งและตั้งค่าระบบโดยฝ่ายไอทีได้อย่างรวดเร็วภายในระยะเวลาไม่ถึงชั่วโมง

นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์แอพพลายแอนซ์ HP Business Decision Appliance ยังช่วยให้ผู้ใช้งานทั่วไปสามารถใช้ระบบการวิเคราะห์ข้อมูลร่วมกันที่สนับสนุนโปรแกรม PowerPivot ของไมโครซอฟท์ที่ได้รับรางวัล(5) และเป็นโปรแกรมเสริม (add-in) ที่ทำงานบนโปรแกรม Microsoft Excel และทำงานร่วมกับผู้อื่นบนระบบ SharePoint 2010 ส่งผลให้ฝ่ายไอทีสามารถตรวจสอบ ติดตาม และบริหารจัดการโซลูชั่นต่างๆ ที่สร้างขึ้นโดยผู้ใช้งานจากแผงควบคุมการทำงานแบบรวมศูนย์เพียงจุดเดียว

บริษัท เรด วิง ชู (Red Wing Shoe Company) ซึ่งเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์รองเท้าสำหรับทำงานและรองเท้าบู้ทระดับพรีเมี่ยมชั้นนำของโลก เป็นหนึ่งในผู้ที่ยอมรับและใช้ผลิตภัณฑ์แอพพลายแอนซ์ HP Business Decision Appliance รุ่นแรกๆ โดยจัดซื้อผลิตภัณฑ์ดังกล่าวผ่านจีเน็ท (GNet) ซึ่งเป็นพันธมิตรระดับแนวหน้าด้านการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์เอชพีและไมโครซอฟท์

มร. ไมค์ เคลียรี่ ผู้อำนวยการด้าน IT Architecture and Operations บริษัท เรด วิง ชู กล่าวว่า “ที่ผ่านมา เราสนใจแนวคิดที่ว่า เราสามารถใช้โซลูชั่นแบบครบวงจร (turnkey solution) ที่ได้รับการออกแบบ พัฒนา ทดสอบ ติดตั้ง และให้คำปรึกษาอย่างครบถ้วน และสามารถผนวกรวมกับสภาพแวดล้อมการทำงานของเราได้อย่างสมบูรณ์ ซึ่งช่วยทุ่นแรงของเราอย่างมาก ทั้งนี้ ในอดีต การติดตั้งซอฟต์แวร์และการตั้งค่าระบบต่างๆ ต้องใช้เวลานานหลายวัน แต่ในวันนี้ นักวิเคราะห์ธุรกิจและผู้ใช้งานทั่วไปสามารถใช้เครื่องมือที่คล้ายคลึงกัน ซึ่งคือโปรแกรม Microsoft Excel ในการสร้างและวิเคราะห์ข้อมูลในแนวทางใหม่และมีประสิทธิภาพ”

ผลิตภัณฑ์แอพพลายแอนซ์ที่เป็นแอพพลิเคชั่นแบบผนวกสามารถปรับขยายให้รองรับการทำงานของธุรกิจตั้งแต่ขนาดกลางจนถึงใหญ่ได้อย่างดีเยี่ยม โดยทำให้พันธมิตรที่เป็นตัวแทนจำหน่ายระดับแถวหน้าของเอชพีและไมโครซอฟท์อย่างจีเน็ท (GNet) มีลู่ทางการขายเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากผลิตภัณฑ์ใหม่ดังกล่าวเป็นอุปกรณ์แบบเปิด และมีคุณภาพตรงตามมาตรฐานของอุตสาหกรรมไอที ทั้งยังสามารถผนวกรวมกับศูนย์ข้อมูลระบบต่างๆ จึงเป็นผลิตภัณฑ์แอพ พลายแอนซ์ที่โดดเด่นสำหรับตัวแทนจำหน่าย

ผลิตภัณฑ์แอพพลายแอนซ์ HP Business Data Warehouse Appliance คือ อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลที่ออกแบบเพื่อรองรับการใช้งานของธุรกิจขนาดกลางและเล็ก โดยมีฟังก์ชั่นการทำงานระดับองค์กร ทั้งยังมีการใช้งานที่ง่าย และสามารถทำงานโดยไม่ต้องมีการควบคุมจากผู้บริหารระบบ ผลิตภัณฑ์แอพพลายแอนซ์ HP Business Data Warehouse Appliance สนับสนุนการทำงานของผลิตภัณฑ์แอพพลายแอนซ์ HP Enterprise Data Warehouse Appliance ที่เปิดตัวเมื่อเดือนพฤศจิกายนของปีที่ผ่านมา เพื่อรองรับการใช้งานขององค์กรขนาดใหญ่ โดยสามารถขยายประสิทธิภาพการทำงานของระบบ SQL Server 2008 R2 ได้สูงสุด ผลิตภัณฑ์แอพพลายแอนซ์ HP Enterprise Data Warehouse Appliance มีสมรรถนะในการเข้าถึงข้อมูลมากขึ้น โดยสามารถปรับขยายระบบได้ในระดับสูง ทั้งยังสามารถจัดการคำถามได้เร็วกว่าระบบฐานข้อมูล SQL Server รุ่นเก่า นอกจากนี้ ยังสามารถทำงานบนแพลทฟอร์ม Microsoft Business Intelligence ทำให้ลูกค้าสามารถสร้างโซลูชั่น business intelligence ที่มีการบริหารจัดการอย่างดีเยี่ยมให้แก่พนักงานทุกคนภายในองค์กร

รับส่งข้อความระดับองค์กรอย่างรวดเร็วภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง
ผลิตภัณฑ์แอพพลายแอนซ์ HP E5000 Messaging System for Microsoft Exchange Server 2010 เป็นแพลทฟอร์มแบบครบวงจรรายแรกในอุตสาหกรรมไอทีที่มีการตั้งค่าระบบมาพร้อมกับตัวเครื่อง โดยทำงานบนโปรแกรม Microsoft Exchange Server 2010 มีสมรรถนะรับส่งข้อความระดับองค์กร เหมาะสำหรับธุรกิจทุกขนาด สามารถรับส่งข้อความได้อย่างรวดเร็วภายในระยะเวลาไม่กี่ชั่วโมง ติดตั้งกล่องรับข้อความ (mailbox) ขนาดใหญ่ในราคาประหยัด มีระบบเก็บเอกสาร (archiving) แบบรวมศูนย์ และสามารถเข้าใช้งานจากอุปกรณ์ทุกชนิดได้ทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งยังสามารถปรับขยายเพื่อรองรับการขยายตัวของธุรกิจ ลูกค้าจะได้รับประโยชน์จากฟีเจอร์ที่มาพร้อมกับตัวเครื่อง ได้แก่ เครื่องมือ HP Quick Deployment Tool ที่มีสมรรถนะในการตรวจสอบการตั้งค่าระบบ ตลอดจนดูแลและอนุญาตการเข้าใช้ระบบไดเร็คทอรี่ ทำให้การทำงานมีความรวดเร็วยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ความสามารถในการทำงานร่วมกันของเครื่องมือการบริหารจัดการต่างๆ อาทิ HP Systems Insight Manager และ Microsoft System Center Operations Manager ตลอดจนระบบสนับสนุนอื่นๆ จะช่วยลดระยะเวลาที่ใช้ในการทำงานของโซลูชั่นดังกล่าวอีกด้วย

เพื่อสนับสนุนการให้บริการให้เป็นไปอย่างราบรื่นไม่สะดุด ผลิตภัณฑ์แอพพลายแอนซ์ HP E5000 Messaging System for Microsoft Exchange Server 2010 มีการทำงานที่มีประสิทธิภาพสูงสุด โดยมีฮาร์ดแวร์ที่เป็นแบบ redundant และสนับสนุนเทคโนโลยี Database Availability Groups ซึ่งเป็นฟีเจอร์หนึ่งของโปรแกรม Microsoft Exchange Server 2010 ที่มีการทำสำเนาข้อมูลอย่างต่อเนื่อง

มุ่งให้บริการภายใต้ระบบคลาวด์แบบส่วนตัว (Private Clouds)
นอกเหนือจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์แอพพลายแอนซ์เพื่อรองรับการทำงานดังที่กล่าวมาแล้ว เอชพีและไมโครซอฟท์ยังเตรียมส่งผลิตภัณฑ์แอพพลายแอนซ์ HP Database Consolidation Appliance ที่ผนวกรวมฐานข้อมูลจำนวนหลายร้อยหน่วยเข้าไว้ด้วยกันบนสภาพแวดล้อมแบบเวอร์ช่วลเพียงแห่งเดียว ทำให้ลูกค้ามีโซลูชั่นฐานข้อมูลที่ทำงานบนระบบคลาวด์ส่วนตัว ที่สามารถทำงานได้ด้วยตนเอง ปรับขยายได้ตามต้องการ และมีความยืดหยุ่นสูง โดยเพิ่มฟังก์ชั่นการควบคุมภายใต้ระบบการทำงานภายในอาคาร

ผลิตภัณฑ์แอพพลายแอนซ์ HP Database Consolidation Appliance คือ ฮาร์ดแวร์ที่สมบูรณ์แบบที่มีชุดติดตั้งและปรับแต่งมาพร้อมกับตัวเครื่อง โดยมีขีดความสามารถในการทำงานได้อย่างรวดเร็วและมีความสามารถในการบริหารจัดการมากขึ้น โดยลูกค้าที่มีทักษะด้านไอทีและต้องการสร้างอุปกรณ์การทำงานด้วยตนเองสามารถนำสมรรถนะการทำงานที่คล้ายคลึงกันของผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมาใช้เป็นสถาปัตยกรรมอ้างอิงภายใต้คำแนะนำจากเอชพีและไมโครซอฟท์

เร่งให้บริการทางธุรกิจได้เร็วขึ้น
เอชพีและไมโครซอฟท์จะให้บริการสนับสนุนและคำปรึกษาเกี่ยวกับการทำงานของผลิตภัณฑ์ แอพพลายแอนซ์ที่รองรับแอพพลิเคชั่นแบบผนวก เพื่อให้ลูกค้าเร่งให้บริการทางธุรกิจได้เร็วขึ้น สำหรับพอร์ทโฟลิโอบริการดังกล่าวประกอบด้วย การประเมินผล (assessment) การออกแบบ (design) การทำ POC (proof of concept) และการดำเนินการติดตั้ง (implementation) ตลอดจนการให้บริการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง โดยใช้ความรู้ความชำนาญของเอชพีและไมโครซอฟท์ทางด้านการพัฒนาโซลูชั่นการจัดการข้อมูล โซลูชั่น business intelligence โซลูชั่นคลังข้อมูลขนาดใหญ่ และโซลูชั่นการรับส่งข้อความ

ความพร้อมในการให้บริการ
• ผลิตภัณฑ์แอพพลายแอนซ์ HP Business Decision Appliance พร้อมบริการสนับสนุนด้านฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ทุกวันตลอด 24 ชั่วโมงจากเอชพีเป็นระยะเวลา 3 ปี มีวางจำหน่ายแล้วผ่านตัวแทนจำหน่ายระดับแถวหน้าของเอชพี/ไมโครซอฟท์ โดยไม่รวมซอฟต์แวร์ลิขสิทธิ์ Microsoft SQL Server 2008 R2 และ Microsoft SharePoint 2010 ที่จำหน่ายแยกต่างหาก
• ผลิตภัณฑ์แอพพลายแอนซ์ HP Enterprise Data Warehouse Appliance พร้อมบริการประเมิน ติดตั้ง และเริ่มการใช้งานถึงสถานที่ และบริการสนับสนุนด้านฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ทุกวันตลอด 24 ชั่วโมงจากเอชพีเป็นระยะเวลา 3 ปี มีวางจำหน่ายแล้วผ่านตัวแทนจำหน่ายระดับแถวหน้าของเอชพี/ไมโครซอฟท์ โดยไม่รวมซอฟท์แวร์ลิขสิทธิ์Microsoft SQL Server 2008 R2 Parallel Data Warehouse ที่จำหน่ายแยกต่างหาก
• ผลิตภัณฑ์แอพพลายแอนซ์ HP E5000 Messaging System พร้อมบริการสนับสนุนด้านฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ทุกวันตลอด 24 ชั่วโมงจากเอชพีเป็นระยะเวลา 3 ปี มีกำหนดออกจำหน่ายในเดือนมีนาคมศกนี้ ผ่านตัวแทนจำหน่ายระดับแถวหน้าของ เอชพี/ไมโครซอฟท์ โดยไม่รวมซอฟต์แวร์ลิขสิทธิ์ Microsoft Exchange Server 2010 ที่จำหน่ายแยกต่างหาก
• ผลิตภัณฑ์แอพพลายแอนซ์ HP Business Data Warehouse Appliance คาดว่าจะวางตลาดในเดือนกรกฎาคม ศกนี้ และผลิตภัณฑ์แอพพลายแอนซ์ HP Database Consolidation Appliance คาดว่าจะนำออกจำหน่ายในช่วงครึ่งหลังของปีนี้

View :998
Categories: Press/Release Tags: ,

ส่องโลกไอทีในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและประเทศไทย แกะรอยความท้าทายและโอกาสในปี 2553 และวิเคราะห์ทิศทางตลาดไอทีปี 2554

December 11th, 2010 No comments

โดย ดร. เบง เทค เลียง
กรรมการผู้จัดการ และผู้จัดการทั่วไป กลุ่มธุรกิจเอ็นเทอร์ไพรส์ บิสิเนส
บริษัท ฮิวเลตต์ – แพคการ์ด (ประเทศไทย) จำกัด

ความท้าทายและโอกาสของไอทีในปี 2553 มีดังต่อไปนี้

การใช้เทคโนโลยีศูนย์ข้อมูลแบบผนวก
ในปี 2553 เป็นปีที่องค์กรหลายแห่งเริ่มติดตั้งอุปกรณ์ศูนย์ข้อมูลเพิ่มขึ้นเพื่อรองรับ
การขยายตัวของธุรกิจ ส่งผลให้เกิดปัญหาการอัดแน่นของเทคโนโลยี ทำให้มีค่าใช้จ่ายในการพัฒนาและดูแลระบบไอทีเพิ่มสูงขึ้นถึงร้อยละ 70 ของงบประมาณด้านไอทีทั้งหมด ดังนั้น องค์กรต่างๆ จึงหันมาแก้ไขปัญหาการขยายตัวอย่างไร้ระเบียบของไอที ด้วยการลงทุนในระบบโครงสร้างพื้นฐานแบบผนวก (converged infrastructure solutions) ซึ่งคาดว่าจะช่วยสร้างโอกาสทางการตลาดทั่วโลกคิดเป็นมูลค่าสูงถึง 35,000 ล้านเหรียญสหรัฐภายในปี 2555

ตลอดปีที่ผ่านมา เอชพีเดินหน้าส่งเสริมการนำเทคโนโลยีมาใช้พัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานแบบผนวกอย่างครบวงจร ซึ่งรวมระบบคอมพิวติ้ง อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล และอุปกรณ์เครือข่ายเข้าไว้ด้วยกัน ทำให้ลูกค้าสามารถนำเทคโนโลยีต่างๆ มาใช้สร้างสรรค์และพัฒนานวัตกรรมเพี่อสนับสนุนการทำธุรกิจของตนได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

แนวทางการดำเนินการดังกล่าวของเอชพีจะช่วยธุรกิจต่างๆ เร่งพัฒนาสภาพแวดล้อม
การทำงานได้อย่างรวดเร็ว สามารถคาดการณ์ และทำซ้ำได้ ส่งผลให้มีการนำทรัพยากรไอที สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ และพนักงานมาใช้สร้างสรรค์และพัฒนานวัตกรรมต่างๆ ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยองค์กรต่างๆ สามารถใช้แอพพลิเคชั่นได้ทุกที่ ทุกเวลา ทั้งยังใช้ทรัพยากรได้อย่างยืดหยุ่นและคล่องตัวตามต้องการในแนวทางที่คุ้มค่าสูงสุด เพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารงาน ระบบ และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ตลอดจนให้บริการได้อย่างต่อเนื่อง และสร้างความคุ้มค่าจากการลงทุนด้านไอทีได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น

การมุ่งพัฒนาแอพพลิเคชั่นที่ล้ำสมัย
ในปี 2553 นี้ ประธานเจ้าหน้าที่ด้านไอทีหรือซีไอโอหลายรายได้ตระหนักถึงความจำเป็นในการปรับปรุงระบบไอทีที่ไร้ประสิทธิภาพเพื่อลดค่าใช้จ่ายและนำงบประมาณไปสร้างสรรค์ระบบการทำงานใหม่ๆ ได้มากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับวิถีชีวิตของผู้คนในปัจจุบันที่เน้น
การให้บริการตนเองมากขึ้น ดังนั้น แอพพลิเคชั่นที่ใช้ในการประกอบธุรกิจของบริษัทต่างๆ จึงต้องรองรับวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งสามารถก้าวไปในระดับเดียวกัน หรือล้ำหน้าคู่แข่ง เพื่อให้การดำเนินงานของบริษัทมีความต่อเนื่อง ราบรื่น ไม่สะดุด

อย่างไรก็ตาม องค์กรหลายแห่งมีการทำงานในสภาพแวดล้อมที่ซ้ำซ้อน ไม่คล่องตัว ทั้งยังต้องใช้งบประมาณในการดูแลรักษามาก ขณะที่การอัพเดทระบบให้ทันสมัยก็มีค่าใช้จ่ายสูง
องค์กรเหล่านั้นจึงได้ปรับปรุงและยกระดับแอพพลิเคชั่นต่างๆ ให้ทันสมัยมากขึ้น ซึ่ง
การปรับเปลี่ยนนี้สามารถทำได้อย่างรวดเร็ว ส่งผลให้องค์กรต่างๆ มีค่าใช้จ่ายใน
การบำรุงรักษาระบบเดิมลดลง ทั้งยังมีงบประมาณเหลือนำไปลงทุนสร้างสรรค์นวัตกรรม
ล้ำสมัยเพิ่มขึ้น

การวางระบบคลาวด์ คอมพิวติ้ง

ซีไอโอในองค์กรธุรกิจและหน่วยงานภาครัฐต่างเผชิญกับความกดดันในการมอบบริการที่รองรับเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาของผู้บริโภค หนึ่งในโซลูชั่นที่ได้รับความนิยมขององค์กรธุรกิจและหน่วยงานภาครัฐต่างๆ คือ ระบบคลาวด์ คอมพิวติ้ง () ที่ส่งเสริมการทำคอลลาบอเรชั่น พร้อมทั้งเพิ่มความรวดเร็วและคล่องตัวในการทำงานอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

ในการที่จะนำเทคโนโลยีคลาวด์ คอมพิวติ้งมาใช้ให้ได้ประโยชน์มากสุด องค์กรต่างๆ จำเป็นต้องรู้ว่า ระบบไอทีของตนนั้นสามารถใช้ประโยชน์จากระบบคลาวด์จากแหล่งใดและอย่างไร พร้อมพิจารณาคุณสมบัติของเทคโนโลยีคลาวด์เปรียบเทียบกับระบบการให้บริการแบบเดิม และเลือกสิ่งที่ดีที่สุด เพื่อนำมาใช้สนับสนุนการดำเนินงานของตนให้บรรลุเป้าหมายได้ตรงตามงบประมาณที่วางไว้

สุดยอดเทรนด์ที่มีอิทธิพลต่ออุตสาหกรรมไอทีในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและประเทศไทยในปี 2554

การใช้เทคโนโลยีการสื่อสารแบบเคลื่อนที่รวมทั้งระบบปฏิบัติการคลาวด์ คอมพิวติ้ง ก่อให้เกิดการทำงานและการติดต่อสื่อสารที่ฉับไว เพราะว่าได้เชื่อมโยงทุกสิ่งไว้ด้วยกัน ลูกค้าและประชาชนจึงคาดหวังที่จะได้รับบริการที่รวดเร็ว สามารถตอบสนองความต้องการได้อย่างทันทีทันใด ไม่ต้องใช้เวลารอนานเป็นวันๆ หรือหลายสัปดาห์ดังเช่นที่ผ่านมา

จากผลการวิจัยล่าสุดที่จัดทำขึ้นโดยเอชพีบ่งชี้ถึงบทบาทของไอทีในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกในปัจจุบันว่า มีการเปลี่ยนแปลงจากเดิมซึ่งมีบทบาทสนับสนุนเพียงแค่งานบริหารขององค์กรมาเป็นบทบาทของการเป็นศูนย์กลางที่สนับสนุนการทำงานทุกอย่างขององค์กร(1)
• ผู้บริหารระดับอาวุโสในภาครัฐและธุรกิจร้อยละ 80 ตระหนักว่า องค์กรของตนต้องมีการปรับเปลี่ยนอย่างรวดเร็วเพื่อให้บริการแก่ลูกค้าและประชาชนได้ดีขึ้นและตรงตามความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของผู้บริโภค
• ขณะที่ร้อยละ 73 ระบุว่า เทคโนโลยีมีบทบาทสำคัญต่อการสร้างสรรค์นวัตกรรมในภาครัฐและธุรกิจ
• และอีกร้อยละ 76 กล่าวว่า ความสำเร็จในการดำเนินงานเกิดจากการนำเทคโนโลยีมาใช้สนับสนุนการให้บริการของภาครัฐและธุรกิจ

มุ่งหน้าสู่ Instant-On Enterprise
วิสัยทัศน์การสร้างองค์กรแบบ Instant-On Enterprise จะทำให้องค์กรต่างๆ มีแต้มต่อใน
การแข่งขันที่เหนือกว่า ทั้งยังให้บริการตรงตามความต้องการของลูกค้า พนักงาน พันธมิตร และประชาชนได้อย่างฉับไวและทันที ทั้งนี้ เอชพีได้เปิดตัวโซลูชั่น Hybrid Delivery เพื่อสนับสนุนลูกค้าให้ทำงานแบบ Instant-On อย่างมีประสิทธิภาพ โดยช่วยลูกค้าวางกลยุทธ์สำหรับการให้บริการของตน พร้อมทั้งการศึกษาวิเคราะห์ปริมาณงานและการใช้งานภายในองค์กร เพื่อกำหนดความเหมาะสมภายในสภาพแวดล้อมแบบผสมหรือ Hybrid นอกจากนี้ยังทำให้ลูกค้ามีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับภารกิจหลักที่ต้องทำเพื่อปรับเปลี่ยนสู่รูปแบบ
การให้บริการแบบผสม

เนื่องจากองค์กรธุรกิจและภาครัฐต่างมุ่งยกระดับขึ้นเป็นองค์กรแบบ Instant-On Enterprise เอชพีเล็งเห็นว่า เทคโนโลยีระดับองค์กรที่มีแนวโน้มจะได้รับความนิยมสูงในอนาคต มีดังนี้

โซลูชั่น Application Transformation

ระบบ Instant-On Enterprise ทำงานบนแอพพลิเคชั่นที่มีความพร้อมในการใช้งานตลอดเวลาและสามารถปรับให้เข้ากับโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ได้อย่างง่ายดาย ปัจจุบัน แอพพลิเคชั่นที่มีความยืดหยุ่นและคล่องตัวในการใช้งานเป็นที่ต้องการอย่างแพร่หลายมากกว่าที่ผ่านมาโดยเฉพาะอย่างยิ่งแอพพลิเคชั่นที่เป็นหัวใจสำคัญในการสร้างสรรค์นวัตกรรมสำหรับองค์กรธุรกิจและภาครัฐ อย่างไรก็ตาม แอพพลิเคชั่นที่ใช้กันในปัจจุบัน
ทำให้องค์กรต่างๆ ไม่สามารถให้บริการใหม่ๆ เพื่อเพิ่มแต้มต่อในการแข่งขันได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้
• โซลูชั่นเดิมไม่สามารถตอบสนองความต้องการทางธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว ทั้งยังไม่มีความยืดหยุ่น ทำให้มีงบประมาณบานปลายในการลงทุนทางด้านเทคโนโลยี ผลการศึกษาล่าสุดที่จัดทำขึ้นโดยเอชพีเผยว่า องค์กรในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่เข้าร่วมการสำรวจมากกว่าร้อยละ 50 ใช้แอพพลิเคชั่นที่มีอายุนานกว่า 8 ปี ขณะที่กลุ่มตัวอย่างมากกว่าร้อยละ 15 มีแอพพลิเคชั่นที่มีอายุนานกว่า 16 ปี และอีกมากกว่าร้อยละ 50 มีความเห็นว่า ค่าใช้จ่าย ทรัพยากรและเวลาที่ต้องใช้ในการปรับปรุงและดูแลรักษาแอพพลิเคชั่นรุ่นเดิมเป็นอุปสรรคที่ทำให้องค์กรต่างๆ ไม่สามารถให้บริการใหม่ๆ ได้อย่างรวดเร็ว
• พอร์ทโฟลิโอแอพพลิเคชั่นมีขนาดเพิ่มขึ้นอย่างมาก ส่งผลให้เกิดปัญหา
การขยายตัวอย่างไร้ระเบียบของแอพพลิเคชั่นต่างๆ โดยเฉลี่ยแล้วบริษัทที่ติดอันดับฟอร์จูน 100 ส่วนใหญ่มีขนาดของซอฟต์แวร์ (Line of Code) สูงถึง 35 ล้านหน่วย และมีอัตราการเติบโตร้อยละ 10 ต่อปี
• เนื่องจากองค์กรต่างๆ มีการขยายตัวของแอพพลิเคชั่นเป็นจำนวนมาก และ
ส่วนใหญ่เป็นแอพพลิเคชั่นที่ใช้งานมานานแล้ว นอกจากนี้ยังมีโมเดล
การให้บริการด้านไอทีรูปแบบใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นระบบโมบายล์และ
คลาวด์ คอมพิวติ้ง ซึ่งนับว่าเป็นสิ่งใหม่และท้าทายสำหรับองค์กรต่างๆ ทำให้หลายๆ องค์กรจำเป็นต้องใช้เทคโนโลยี Application Transformation ที่เหมาะสม โดยกลุ่มตัวอย่างเกือบร้อยละ 60 ระบุว่า การใช้เทคโนโลยี Application Transformation เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ตนจะทำเป็นอันดับแรก
ในปี 2554

ดังนั้น เอชพีจึงเชื่อมั่นในการพัฒนาและยกระดับแอพพลิเคชั่นและกระบวนการต่างๆ สู่ยุคอนาคต เพื่อช่วยธุรกิจต่างๆ ควบคุมและบริหารจัดการแอพพลิเคชั่นที่ล้าสมัย ตลอดจนกระบวนการทำงานที่ไม่มีความคล่องตัวให้เป็นการทำงานที่เปี่ยมประสิทธิภาพ เพื่อรองรับ
การพัฒนานวัตกรรมและเพิ่มความรวดเร็วในการดำเนินงาน ตอบสนองความต้องการและการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ได้อย่างทันท่วงที

โซลูชั่น Converged Infrastructure

ระบบ Instant-On Enterprise คือ การพัฒนาต่อยอดจากเทคโนโลยีที่สามารถปรับขยายและปรับลดให้ตรงตามความต้องการที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอได้อย่างรวดเร็วและเหมาะสม โดยจะต้องมีเทคโนโลยีในปริมาณที่ไม่มากหรือน้อยเกินไป แต่มีปริมาณที่เหมาะสมและสามารถตอบสนองความต้องการขององค์กรธุรกิจต่างๆ ได้เป็นอย่างดี

สำหรับองค์กรธุรกิจหลายแห่ง โครงสร้างพื้นฐานทั้งแบบปกติและแบบเสมือนที่ไม่มี
ความยืดหยุ่น และมีการขยายตัวอย่างไร้ระเบียบ ทำให้ธุรกิจต่างๆ มีการทำงานที่ไม่สะดวกและคล่องตัว ส่งผลให้การทำงานและการบำรุงรักษาระบบไอทีต้องใช้ทรัพยากรไอทีมากกว่าร้อยละ 70 และเหลืออีกร้อยละ 30 สำหรับนำไปใช้สร้างสรรค์นวัตกรรมต่างๆ

โซลูชั่น HP Converged Infrastructure คือ พิมพ์เขียวสถาปัตยกรรมโครงสร้างศูนย์ข้อมูลแห่งอนาคตที่ได้รับออกแบบให้อุดช่องว่างระหว่างความต้องการขององค์กรและบริการไอที จึงช่วยลูกค้าขจัดปัญหาความอัดแน่นของเทคโนโลยี ทั้งยังสามารถผนวกรวมอุปกรณ์เซิร์ฟเวอร์ อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล และอุปกรณ์เครือข่ายเข้าไว้ด้วยกันเป็นศูนย์รวมทรัพยากรที่สามารถทำงานร่วมกันได้ นอกจากนี้ ยังช่วยประหยัดไฟและควบคุมระบบทำความเย็นได้เป็นอย่างดี ด้วยแพลทฟอร์มการบริหารจัดการทรัพยากรที่ใช้ร่วมกันดังกล่าว

โซลูชั่น HP Enterprise Security

ประธานเจ้าหน้าที่ด้านไอที (ซีไอโอ) และประธานเจ้าหน้าที่ด้านเทคโนโลยี (ซีทีโอ) ที่มีระบบไอทีขององค์กรแบบ Instant-On Enterprise ล้วนตระหนักดีว่า โซลูชั่น Enterprise Security เป็นสิ่งจำเป็น ซึ่งประกอบด้วยระบบและโซลูชั่นต่างๆ ที่ไม่ส่งผลกระทบต่อการไหลเวียนของข้อมูลระหว่างองค์กรธุรกิจและลูกค้า หรือระหว่างภาครัฐและประชาชน

ปัจจุบัน องค์กรธุรกิจและหน่วยงานภาครัฐเลือกใช้แนวทางการเชื่อมโยงกับลูกค้าและประชาชนแบบเปิด โดยใช้แอพพลิเคชั่นแบบเคลื่อนที่ ระบบเครือข่ายสังคมออนไลน์ และบริการคลาวด์ สำหรับโซลูชั่นการรักษาความปลอดภัยดังกล่าวถือเป็นความท้าทายอย่างยิ่ง รายงานผลการสำรวจล่าสุดของฟอร์เรสเตอร์ รีเสิร์ช อิงค์ ระบุว่า กระแสบริโภคนิยม (consumerism) คือเทรนด์ทางด้านเทคโนโลยีที่สร้างความวิตกกังวลให้แก่ผู้บริหารระบบรักษาความปลอดภัย โดยกลุ่มตัวอย่างที่เป็นองค์กรธุรกิจเกือบครึ่ง (ร้อยละ 46) เผยว่า มีความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยในระบบสมาร์ทโฟน ขณะที่อีกร้อยละ 38 มีความวิตกกับความปลอดภัยของเทคโนโลยี Web 2.0

สำหรับการเป็นองค์กรแบบ Instant-On Enterprise ฝ่ายไอทีจำเป็นต้องจัดทำระบบรักษาความปลอดภัยแบบครบวงจร เพื่อปกป้องสินทรัพย์ทางธุรกิจของบริษัท และเปิดให้ผู้ที่ได้รับอนุญาตเข้าใช้งานได้เท่านั้น การศึกษาล่าสุดที่จัดทำขึ้นในนามของเอชพี ระบุว่า ในปีที่ผ่านมา ผู้บริหารระดับสูงในองค์กรธุรกิจ ภาครัฐ และด้านเทคโนโลยีทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
ทุก 1 ใน 2 คน เผชิญอุปสรรคในการพัฒนานวัตกรรม การเพิ่มความคล่องตัวของเทคโนโลยี และการให้บริการลูกค้า ซึ่งมีสาเหตุจากปัญหาระบบการรักษาความปลอดภัย

โซลูชั่น HP Enterprise Security จะทำให้องค์กรธุรกิจและหน่วยงานของรัฐสามารถรักษาความปลอดภัยของข้อมูลและทรัพยากร รวมทั้งบริหารความเสี่ยงและขับเคลื่อนการพัฒนานวัตกรรมได้อย่างต่อเนื่อง

โซลูชั่น Information Optimization

องค์กรธุรกิจและหน่วยงานของรัฐเผชิญความท้าทายที่เกิดจากการขยายตัวของข้อมูลอย่างรวดเร็ว ระบบไอทีมีการออกกฎหมายและข้อบังคับการควบคุมการใช้งานเพิ่มขึ้น ขณะที่งบประมาณที่ใช้ในการบริหารจัดการมีอยู่เท่าเดิมหรือลดลง ขณะเดียวกัน ผู้นำในองค์กรภาครัฐและธุรกิจต้องการการให้บริการข้อมูลที่ตรงตามกำหนดเวลาเพื่อให้สามารถตัดสินใจได้แบบเรียลไทม์

ผลการวิจัยล่าสุดของเอชพีบ่งชี้ว่า ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมีผู้บริหารระดับสูงด้านเทคโนโลยีและธุรกิจเพียงร้อยละ 18 เท่านั้นที่ระบุว่า ฝ่ายไอทีได้ให้ข้อมูลตามที่เขาต้องการตลอดเวลา ปัญหานี้จะเลวร้ายยิ่งขึ้น เนื่องจาก
- ในปี 2548 มนุษย์สร้างข้อมูลดิจิตอลจำนวน 150 เอ็กซาไบด์ แต่สามารถเพิ่มขึ้นมากกว่า 8 เท่าในปี 2553
- ผู้บริหารระดับสูงทั้งทางด้านไอทีและธุรกิจร้อยละ 88 เชื่อว่า อุปกรณ์การจัดเก็บข้อมูลจะเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่าร้อยละ 20 ในอีก 2 ปีข้างหน้า ขณะที่มากกว่าร้อยละ 86 เชื่อว่า อุปกรณ์การจัดเก็บข้อมูลจะเพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 30
- ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการด้านกฎหมายมีมูลค่าประมาณ 1.8 ล้านเหรียญสหรัฐต่อข้อมูล 1 เทราไบด์

การจะเอาชนะความท้าทายดังกล่าว องค์กรต่างๆ สามารถเลือกใช้โซลูชั่น HP Information Optimization เพื่อสร้างสรรค์สภาพแวดล้อมด้านไอทีให้เป็นหนึ่งเดียว เพื่อให้มีการบริหารจัดการข้อมูลที่เป็นเอกภาพ มีประสิทธิภาพ และมีความถูกต้องตรงตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับต่างๆ ทั้งยังช่วยสนับสนุนองค์กรนั้นๆ ให้มีแต้มต่อในการแข่งขันที่เหนือกว่าคู่แข่งอีกด้วย ดังนั้น การใช้โซลูชั่น HP Information Optimization จึงทำให้องค์กรต่างๆ สามารถควบคุมและศึกษาทำความเข้าใจข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

View :885