ทรู เผยปี’57 ปรับโฉมสู่ยุคคอนเวอร์เจนซ์เต็มรูปแบบ

March 15th, 2014 No comments

มุ่งสร้างคุณค่าและประโยชน์เพื่อลูกค้าเป็นสำคัญ
เน้นการบริหารค่าใช้จ่ายเต็มประสิทธิภาพ เสริมความแข็งแกร่ง
ทั้งด้านธุรกิจและการเงิน มั่นใจปีหน้าพลิกสร้างผลกำไร

กลุ่มทรู พอใจในความสำเร็จในปีที่ผ่านมา ทั้งรายได้จากการให้บริการที่ยังคงเติบโต และความสำเร็จในการจัดตั้งกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม “ทรูโกรท” (TRUEGIF) รวมถึงภาระหนี้ที่ปรับลดลงได้อย่างมีนัยสำคัญ พร้อมประกาศทิศทางการดำเนินธุรกิจปี 2557 ก้าวเป็นผู้ให้บริการคอนเวอร์เจนซ์เต็มรูปแบบโดยปรับเปลี่ยนโครงสร้างองค์กร และกำหนดทิศทางมุ่งเน้นลูกค้าเป็นสำคัญ รุกเสริมความแข็งแกร่งทั้งด้านธุรกิจและการเงิน บริหารค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มอัตรากำไรเบื้องต้น (EBITDA) มั่นใจนำกลุ่มทรูสร้างผลกำไรได้ภายในปี 2558

นายศุภชัย เจียรวนนท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานคณะผู้บริหาร บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า “ปีที่ผ่านมา กลุ่มทรูประสบความสำเร็จในหลายๆ ด้าน ทั้งรายได้จากผลประกอบการของกลุ่มธุรกิจที่เป็นไปตามที่ตั้งไว้ และความสำเร็จจากการเป็นองค์กรไทยรายแรกของประเทศที่ได้รับการรับรองมาตรฐานโลก COPC CSP จาก COPC (Customer Operation Performance Center) รวมทั้งความสำเร็จจากการจัดตั้งกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม “ทรูโกรท” (TRUEGIF) ซึ่งส่งผลให้กลุ่มทรูสามารถลดภาระหนี้ได้อย่างเป็นรูปธรรม และในปี 2557 นี้ กลุ่มทรูจะก้าวสู่การเป็นผู้ให้บริการคอนเวอร์เจนซ์อย่างเต็มรูปแบบ โดยการปรับโครงสร้างการบริหาร และปรับองค์กร มุ่งให้ความสำคัญแก่ลูกค้าสูงสุด ทั้งการสร้างประโยชน์และมูลค่าเพิ่มยิ่งขึ้น รวมทั้งการก้าวเป็นองค์กรที่ขยายตัวเติบโตอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน

“ผมมั่นใจว่ากลุ่มทรูจะสามารถก้าวเป็นองค์กรที่ทำกำไรได้ในปีหน้าอย่างแน่นอน โดยในปีนี้จะเน้นการสร้างความแข็งแกร่งทั้งด้านธุรกิจและการเงิน การบริหารค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจ เพื่อเพิ่มอัตรากำไรเบื้องต้น (EBITDA) โดยใช้หลักการบริหารจัดการธุรกิจในแบบ Total Quality Management (TQM) ซึ่งเป็นการบริหารคุณภาพระบบงานทั้งหมดในองค์กร โดยการมีส่วนร่วมของพนักงานทุกระดับ และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับองค์กร และเพื่อยกระดับกลุ่มทรูให้ทัดเทียมมาตรฐานระดับโลก นอกจากนี้ยังนำ Lean Six Sigma ซึ่งเป็นขบวนการวิเคราะห์และแก้ไขปัญหาอย่างมีระบบเพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่สาเหตุอย่างแท้จริง ตลอดจนปรับปรุงขั้นตอนการทำงานให้มีประสิทธิภาพเพื่อความพึงพอใจสูงสุดของลูกค้า”

ในปี 2556 กลุ่มทรูมีรายได้จากการให้บริการโดยรวม จำนวน 66.3 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.2 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า จากรายได้ที่เติบโตในทั้งสามธุรกิจหลัก ขณะที่มีผลขาดทุนสุทธิ 9.1 พันล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากค่าใช้จ่ายจากการสิ้นสุดสัมปทานของทรูมูฟในเดือนกันยายนที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการโอนย้ายลูกค้าทรูมูฟ มาเป็น ทรูมูฟ เอช การบันทึกการด้อยค่าสินทรัพย์โครงข่าย 2G รวมถึงค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายที่เพิ่มขึ้น จากการร่นระยะเวลาการตัดค่าเสื่อมของสินทรัพย์ภายใต้สัญญาสัมปทานของทรูมูฟให้สั้นขึ้น อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายเหล่านี้เกิดขึ้นเพียงชั่วคราวในช่วงการสิ้นสุดยุคสัมปทาน 2G เท่านั้น และรายได้รวมของกลุ่มทรูโมบายล์ ในปีที่ผ่านมายังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะบริการนอนวอยซ์ซึ่งเติบโตสูงถึงร้อยละ 49 จากปีก่อนหน้า ด้วยความเป็นผู้นำบริการ 3G ที่เร็ว แรงเต็มสปีด และครอบคลุมพื้นที่มากที่สุด และบริการ 4G LTE รายแรกในไทย รวมถึงการนำเสนอแพ็กเกจบริการที่คุ้มค่าร่วมกับดีไวซ์หลากหลายรุ่น ที่สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าในแต่ละกลุ่มได้เป็นอย่างดี ทำให้ ณ สิ้นปี 2556 กลุ่มทรูโมบายล์มีผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้นเป็น 22.9 ล้านราย

ทรูออนไลน์ ยังคงเดินหน้าขยายโครงข่ายบริการบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งครอบคลุมแล้วกว่า 4.3 ล้านครัวเรือน ใน 61 จังหวัด ณ สิ้นปี 2556 และตั้งเป้าครอบคลุมทั่วประเทศในปีนี้ ทั้งนี้ จากการนำเสนอแพ็กเกจคอนเวอร์เจนซ์ที่เพิ่มความคุ้มค่าให้แก่ลูกค้าจากการรวมบริการอัลตร้า ไฮ-สปีด อินเทอร์เน็ต ของทรูออนไลน์ ร่วมกับบริการอื่นๆ ภายในกลุ่มทรู ส่งผลให้ทรูออนไลน์มีจำนวนผู้ใช้บริการบรอดแบนด์รายใหม่สุทธิสูงกว่า 240,000 ราย มีฐานลูกค้าเพิ่มขึ้นเป็น 1.8 ล้านราย ณ สิ้นปี 2556 และมีรายได้บริการบรอดแบนด์ของทรูออนไลน์ เติบโตสูงถึงร้อยละ 17 จากปีก่อนหน้า

ทรูวิชั่นส์ มุ่งเน้นการเพิ่มประสบการณ์การรับชมให้กับลูกค้าด้วยการสรรหาคอนเทนต์คุณภาพทั้งในและต่างประเทศ และการปรับเพิ่มช่องรายการในระบบ HD เป็นจำนวนที่มากที่สุดในไทยถึง 50 ช่อง นอกจากนี้ยังได้นำเสนอแพ็กเกจใหม่ที่หลากหลายและบริการเสริมที่น่าดึงดูดใจ อาทิ แคมเปญ “สุขx2” บริการอัลตร้า ไฮ-สปีด อินเทอร์เน็ต 12 Mbps. พร้อมรับชมช่องรายการต่างๆ จากทรูวิชั่นส์ถึง 78 ช่อง พร้อม 3 ช่อง HD ในราคาเพียง 699 บาท และทรูวิชั่นส์ เอนิแวร์ บริการโมบายเพย์ทีวีแบบใหม่ เพื่อให้เข้าถึงลูกค้าแต่ละกลุ่มได้ง่ายยิ่งขึ้น โดย ณ สิ้นปี 2556 ทรูวิชั่นส์มีผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้นเป็นทั้งสิ้น 2.4 ล้านราย และมีรายได้จากค่าโฆษณาและค่าสปอนเซอร์ เป็นปัจจัยที่สร้างความเติบโตให้แก่รายได้ของทรูวิชั่นส์

“ปี 2557 นี้จะเป็นอีกก้าวสำคัญของอุตสาหกรรมโทรคมนาคมไทยและกลุ่มทรู อันเกิดจากการปรับเปลี่ยนสู่ระบบเสรีที่ชัดเจนเพิ่มมากขึ้น ภายหลังการออกใบอนุญาตต่างๆ ทั้งในด้านกิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ของคณะกรรมการ กสทช. อีกทั้งความสำเร็จจากการจัดตั้งกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมเป็นครั้งแรกของไทย ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการสนับสนุนให้มีการใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมร่วมกัน ลดการลงทุนซ้ำซ้อน อันจะนำมาซึ่งการแข่งขันที่เป็นธรรมและการเติบโตของอุตสาหกรรมโทรคมนาคมไทยในระยะยาว” นายศุภชัย กล่าวสรุป

View :384
Categories: Press/Release Tags:

ออโตเดสก์ฟันธง 8 เทรนด์ฮิตของสิ่งก่อสร้างปี ‘57

March 15th, 2014 No comments

KHIDI Huangdeng Hydropower Station imageโดย มร.เจียนลูก้า แลงก์ ดำรงตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายอุตสาหกรรมประจำภูมิภาคอาเซียนของออโตเดสก์

จากหมู่บ้านเล็กๆ สู่ตึกสูงเทียมฟ้า สะท้อนให้เห็นถึงวิวัฒนาการทางด้านสิ่งปลูกสร้างที่กำลังเปลี่ยนแปลงและเติบโตขึ้นอย่างมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เริ่มมีตึกสูงมากมาย เพื่อตอบสนองความต้องการทางด้านการใช้พื้นที่อย่างคุ้มค่ารวมถึงการขยายตัวของเขตเมืองที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่ผ่านมาโดยได้แรงหนุนจากเหล่าชนชั้นกลางที่กำลังเพิ่มจำนวนขึ้น เช่นเดียวกันกับปัญหาทางด้านสภาพแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็น ความแออัดที่ส่งผลต่อความปลอดภัยของผู้อยู่อาศัย ความไม่เพียงพอทางด้านพื้นที่สำหรับรองรับการจราจรที่เพิ่มขึ้น ความไม่แข็งแรงทางด้านโครงสร้างเมื่อต้องเผชิญกับภัยพิบัติทางธรรมชาติ ซึ่งทั้งภาครัฐและเอกชนสามารถร่วมกันเปลี่ยนแปลงสิ่งเหล่านี้ได้โดยนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วย อาทิ ระบบคลาวด์ฯ และโมบายเทคโนโลยีสำหรับการแสดงผลแบบเรียลไทม์ การจำลอง / ประมวลผลแบบเวอร์ชวลไลซ์เซชั่นเพื่อความเข้าใจร่วมกันระหว่างผู้ถือหุ้น และผู้ที่มีส่วนได้ส่วยเสีย

การก่อสร้างและโครงสร้างพื้นฐานด้านโยธาเป็นตัวแทนของ 2 สิ่งที่ใหญ่ที่สุดและสำคัญที่สุดทางเศรษฐกิจของประเทศไทย สำหรับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานยังคงมีความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ การสร้างสิ่งก่อสร้างที่ทันสมัยและเป็นระบบแบบบูรณาการอย่างเช่น เซียงไฮ้ทาวเวอร์, สิงคโปร์สปอร์ตฮับ, แผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติอินโดนีเซีย (MP3EI) และการก่อสร้างส่วนขยายของรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ ทั้งหมดนี้ไม่เพียงแต่หมายถึงการจ้างงานบุคลากรนับพัน แต่ยังเป็นการสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาวอีกด้วย

เราจะเห็นอะไรในสิ่งก่อสร้างและโครงสร้างพื้นฐานในปี ‘57

กระแสการเปลี่ยนแปลงหลายๆ อย่างได้เริ่มเกิดขึ้นแล้วและกุญแจสำคัญต่อการประสบความสำเร็จในอุตสาหกรรมเหล่านี้ในปี 2557 และปีต่อๆ ไปก็คือเทคโนโลยีอันนำสมัยและนวัตกรรมทางการเงิน

อุตสาหกรรมการก่อสร้างในปี 2557 นี้จะเป็นปีแห่งการนำเทคโนโลยี BIM (Building Information Modeling ) มาปรับใช้ในงานเพื่อผลักดันให้เกิดผลผลิตอันยอดเยี่ยมมากยิ่งขึ้น และนี่คือกุญแจสำคัญของเทรนด์อุตสาหกรรมการก่อสร้างที่น่าจับตามองในปี 2557 นี้
1. ในปี 2556 ที่ผ่านมา เราได้เห็นศักยภาพของเทคโนโลยีคลาวด์ที่ได้นำมาใช้อย่างแพร่หลายในการทำงาน ซึ่งช่วยให้การทำงานนอกสถานที่มีความสะดวกมากขึ้น โดยเทคโนโลยีนี้จะยังคงมีการใช้อย่างแพร่หลายอย่างต่อเนื่องในปี 2557 ซึ่งการเข้าถึงข้อมูลโครงการแบบเรียลไทม์จะช่วยให้ผู้จัดการโครงการตระหนักถึงประสิทธิภาพอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เรากำลังร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงจากรากฐานอุตสาหกรรมเดิมๆ ไปเป็นการใช้ BIM โดยลูกค้าจะค้นพบวิธีใหม่ในการเพิ่มศักยภาพของกระบวนการภาคสนามมากยิ่งขึ้น

2. การทำงานโดยใช้อุปกรณ์เคลื่อนที่, คลาวด์และ BIM เป็นตัวช่วย จะมีส่วนสำคัญในการสร้างความร่วมมือในสายงานทางด้านวิศวกรรม, สถาปัตยกรรมและการก่อสร้าง บริษัทที่คิดการณ์ไกลจะเลือกใช้เทคโนโลยีเพื่อตรวจสอบการออกแบบและติดตามปัญหาในภาคสนาม ดังนั้นการนำ iPad และแทบเล็ตมาใช้งานในภาคสนามจะกลายมาเป็นมาตรฐานใหม่ที่เริ่มใช้งานกัน

3. ในปี 2557 และจากนี้ไปอีก 5 ปี เราคาดการณ์ว่าการใช้งาน BIM จะขยายตัวเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะช่วยให้เหล่าวิศวกร สถาปนิกและผู้ที่ทำงานก่อสร้างสามารถแบ่งปันข้อมูลโมเดลอันชาญฉลาดนี้ได้อย่างง่ายดาย โดย BIM จะมาเปลี่ยนแปลงรูปแบบการออกแบบและการจัดการในแต่ละโครงการจากแบบเดิมๆ ไปอย่างสิ้นเชิง โดยในปีพ.ศ.2563 คาดว่า BIM จะก้าวเข้ามาเป็นเทคโนโลยีหลักของการออกแบบและก่อสร้างโดยทำการประสานข้อมูลของสิ่งก่อสร้างทั้งหมดให้มาอยู่ภายในโมเดลเดียว ในขณะเดียวกันก็จะมีการนำ BIM มาปรับใช้กับวงจรชีวิตของโครงการอีกด้วยทำให้ความเชื่อมต่อระหว่างการออกแบบและการก่อสร้างจะไหลลื่นและแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังช่วยลดการทำงานซ้ำซ้อนและมีความแม่นยำมากขึ้นอีกด้วย

4. เราเชื่อว่าภายในปี 2563 ระบบการส่งไฟล์จะมีความก้าวหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้สามารถสร้างชิ้นส่วนของสิ่งก่อสร้างได้จากนอกสถานที่ ซึ่งการผลิตแบบดิจิตอลทั้งจากในและนอกสถานที่จะกลายมาเป็นมาตรฐานการทำงานของระบบอุตสาหกรรม

ส่วนในด้านโครงสร้างพื้นฐานทางโยธานั้น BIM และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องจะยังคงร่วมกันเปลี่ยนแปลงการก่อสร้างไปในทางที่ดีขึ้น แต่ว่ากุญแจอื่นในด้านกระแสของเงินทุนโครงสร้างพื้นฐานจะยังคงพัฒนาไปอย่างต่อเนื่อง

การจัดหาแหล่งเงินทุนสำหรับโครงสร้างพื้นฐานอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม

เมื่อมองไปที่การเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่องของเมือง ทางโกลด์แมน แซชส์ได้คาดการณ์เอาไว้ว่าโอกาสด้านโครงสร้างพื้นฐานในอาเซียนนั้นมีมูลค่ากว่าครึ่งล้านล้านดอลล่าร์ ด้วยเวลาเพียงใม่กี่ปี เศรษฐกิจของอาเซียนได้มีการเติบโตของ GDP สูงมากและการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานยังคงเอื้อต่อความเจริญเติบโตและช่วยเพิ่มผลผลิตให้มากยิ่งขึ้นอีกด้วย จากข้อมูลของเวิลด์ อีโคโนมิค ฟอรั่ม ประเทศที่มีลักษณะเศรษฐกิจแบบพึ่งพาตัวเองในอาเซียน เช่น มาเลเซียและไทยนั้น ได้มีการปรับปรุงคุณภาพโครงสร้างพื้นฐานในประเทศของตัวเอง ในขณะที่ประเทศอื่นๆ อย่างอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ยังคงมีความต้องการการลงทุนขนาดใหญ่เพื่อพัฒนาปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของตัวเอง

การเจริญเติบโตนั้นเชื่อมโยงไปยังการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งคาดว่าจะมีการก่อสร้างครอบคลุมไปทั่วภูมิภาคและเชื่อกันว่านวัตกรรมทางการเงิน เช่น ความร่วมมือกันระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPPs) ที่เข้าใกล้กันมากขึ้นเรื่อยๆ นั้นจำเป็นต่อการแก้ปัญหาด้านการขาดแคลนเงินทุน เราจะได้เห็นภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมทั้งในด้านการก่อสร้างและการพัฒนาการเงินเท่าที่ความร่วมมือระหว่างสองฝ่ายจะทำได้ ซึ่งนั่นจะช่วยกระตุ้นให้เกิดการลงทุนมากขึ้น การการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่เพิ่มขึ้นจะเปิดโอกาสอันดีให้กับเหล่าผู้จัดจำหน่ายอุปกรณ์โครงสร้างพื้นฐาน

นี่คือ 4 ปัจจัยที่น่าจับตามองในปี 2557 และผลจาก PPP

1. เมื่อรัฐบาลมีปัญหาทางด้านการเงิน ความร่วมมือแบบ PPP จะมีเพิ่มมากขึ้น ซึ่ง PPP คือการทำสัญญาระหว่างภาครัฐและเอกชนโดยมีทรัพยากร, ความเสี่ยง และผลตอบแทนต่างๆ ร่วมกันทั้งสองฝ่าย เพื่อประสิทธิภาพในการบริหารงานที่มากกว่าเดิม ดีกว่าการที่ภาครัฐจะแบกรับค่าใช้จ่ายแต่เพียงผู้เดียว การโยกย้ายการจัดซื้อจัดจ้างออกจากงบดุลของภาครัฐไปยังภาคเอกชนถือว่าเป็นทางเลือกที่น่าสนใจมากกว่าการเพิ่มภาษีหรือเพิ่มภาระทางหนี้สินให้กับทางภาครัฐ

2. ความต้องการที่เพิ่มขึ้นของ PPP ได้รับการตอบสนองจากการแข่งขันที่มาจากทั่วโลก การลงทุนที่มาจากภาคเอกชนในท้องถิ่นนั้นจะไม่มีอีกต่อไปแล้ว ในทางกลับกัน การแข่งขันทางด้านเงินทุนจะก้าวเข้าสู่ระดับสากล การเพิ่มขึ้นของการแข่งขันทางด้านเงินทุนจากทางภาคเอกชนจะส่งผลต่อทั่วโลกให้เปลี่ยนจากโครงการเงินทุนที่เป็นระบบใครมาก่อนได้ก่อนเป็นหลักแล้วค่อยให้ผลตอบแทนด้านการเงินไปเป็นโครงการธุรกิจที่ดีที่สุด ในตอนนี้ PPP ได้มีการดำเนินการไปแล้วในประเทศที่พัฒนาแล้วและประเทศที่กำลังพัฒนา ไม่ว่าจะเป็น สหรัฐอเมริกา, ออสเตรเลีย, แคนาดา, สหราชอาณาจักร, ฝรั่งเศส, เยอรมัน, สเปน, โปรตุเกตุ, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และประเทศอื่นๆ และ PPP เองก็กำลังจะมีขึ้นในอีกหลากหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็น มาเลเซีย, อินโดนีเซีย, ไทย, ฟิลิปปินส์

3. จับตามองความสำคัญของเงินทุน PPP ที่จะให้ผลตอบแทนแบบองค์รวมที่ดีที่สุดให้ดี เพราะไม่เพียงแต่จะดีในด้านการเงิน, สังคมและสิ่งแวดล้อมในโครงการที่เฉพาะเจาะจงเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อความยืดหยุ่นของโครงสร้างพื้นฐานในการรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติได้อย่างสมดุลย์อีกด้วย เจ้าของโครงการจะสามารถดำเนินงานได้อย่างเต็มรูปแบบตลอดวงจรชีวิตของโครงการ ซึ่งพวกเขาสามารถเห็นภาพและจำลองเหตุการณ์ในอนาคตภายใต้เงื่อนไขต่างๆ ได้ โดยไม่ต้องยึดการออกแบบซึ่งอิงอยู่กับสภาพแวดล้อมที่มีอยู่อย่างเดียว

4. การวางแผน, การออกแบบที่ทันสมัยและการส่งมอบเครื่องมือจะส่งผลสำคัญต่อการพัฒนา PPP ในพ.ศ. 2557 การผูกการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของภาคเอกชนด้วยกลยุทธ์และนวัตกรรมจากเทคโนโลยี 3มิติ ไม่เพียงช่วยให้เจ้าของโครงสร้างพื้นฐานและนักลงทุนเห็นถึงความโปร่งใสของโครงการและสามารถเข้าใจถึงขอบเขตและความซับซ้อนในการลงทุนได้เท่านั้น แต่ยังช่วยให้พวกเขาสามารถพัฒนาปรับปรุงโครงการจัดหาเงินทุนโครงการในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย
ในเมื่อความท้าทายทางด้านการก่อสร้างกับโครงสร้างพื้นฐานทางโยธาได้อยู่ตรงหน้าแล้ว ลูกค้าของเราจะสามารถเผชิญหน้ากับความท้าทายนั้นได้ด้วยเทคโนโลยีอันล้ำหน้าร่วมกับนวัตกรรมด้านการเงิน ด้วยความร่วมมือระหว่าง PPP, คลาวด์, อุปกรณ์เคลื่อนที่และเทคโนโลยี BIM จะมาทดแทนกระบวนการที่ล้าสมัย และสร้างหนทางที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น และในปี พ.ศ. 2557 นี้ จะเป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงสำหรับอุตสาหกรรมโครงสร้างพื้นฐานของอาเซียนและเราเองก็รู้สึกตื่นเต้นที่จะได้เห็นเทรนด์เหล่านี้เผยโฉมออกมาในเร็วๆ นี้

View :455
Categories: Article Tags:

ดีเอชแอล เผยบิ๊กดาต้าขจัดความเสี่ยงในอุตสาหกรรมลอจิสติกส์

March 15th, 2014 No comments

· ระบบวิเคราะห์ข้อมูลบิ๊กดาต้า อนาลิติกส์ คือ เทคโนโลยีสำคัญที่ใช้ใน DHL Resilience360 นวัตกรรมโซลูชั่นใหม่ล่าสุด
· ข้อมูลรายงานผลการวิเคราะห์ทิศทางของระบบบิ๊กดาต้า สามารถพัฒนาแอพพลิเคชั่นใหม่ๆ อีกมากมาย

กรุงเทพฯ 11 มีนาคม 2557 – ดีเอชแอล ผู้ให้บริการลอจิสติกส์ชั้นนำของโลก เปิดตัวรายงานผลการวิเคราะห์ทิศทางของระบบบิ๊กดาต้าในอุตสาหกรรมลอจิสติกส์ พร้อมนำเครือข่ายข้อมูลที่ครบวงจรมาใช้ตรวจจับความเสี่ยงในระบบซัพพลายเชนได้ล่วงหน้า นอกจากนี้ ดีเอชแอลยังเปิดตัว Resilience360 โซลูชั่นใหม่ล่าสุด ซึ่งเป็นเครื่องมือบริหารความเสี่ยงในระบบซัพพลายเชนที่สนับสนุนเทคโนโลยีวิเคราะห์ข้อมูลบิ๊กดาต้า อนาลิติกส์ (Big Data Analytics) เพื่อให้ข้อมูลภาพรวมเกี่ยวกับปัญหาที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในระบบซัพพลายเชนของลูกค้าได้ล่วงหน้า สำหรับแอพพลิเคชั่นใหม่ๆ ที่พัฒนาต่อยอดจากรายงานผลการวิเคราะห์ทิศทางของระบบบิ๊กดาต้าฯ ดังกล่าว ได้แก่ แอพพลิเคชั่น DHL Parcel Volume Prediction เพื่อคาดการณ์ปริมาณการขนส่งสินค้าและพัสดุ และแอพพลิเคชั่น DHL Geovista ซึ่งอยู่ในระหว่างการทดลองใช้งานอยู่ในขณะนี้

ดร.มาร์คุส คุคเคลเฮ้าส์ ผู้อำนวยการหน่วยธุรกิจ Trend Research ดีเอชแอล คัสตอมเมอร์ โซลูชั่นส์ แอนด์ อินโนเวชั่น กล่าวว่า “นวัตกรรมโซลูชั่น Resilience360 ตอกย้ำให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ระบบวิเคราะห์ข้อมูลบิ๊กดาต้า อนาลิติกส์ก่อให้เกิดประโยชน์ด้านเศรษฐกิจต่ออุตสาหกรรมซัพพลายเชนอย่างแท้จริง การรวบรวมข้อมูลและการประเมินผลจะช่วยปกป้องและเพิ่มประสิทธิภาพให้แก่ระบบซัพพลายเชน ส่งผลให้ธุรกิจต่างๆ สามารถปฏิบัติงานได้อย่างราบรื่น รวมถึงสร้างความพึงพอใจให้แก่ลูกค้าได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและยั่งยืน ทั้งนี้รายงานผลการวิเคราะห์ทิศทางของระบบบิ๊กดาต้าในอุตสาหกรรมลอจิสติกส์ที่ดีเอชแอลจัดทำขึ้น ชี้ให้เห็นว่าระบบวิเคราะห์ข้อมูลบิ๊กดาต้า อนาลิติกส์สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ถึง 2 ด้าน คือ เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และมีศักยภาพในการนำมาประยุกต์ใช้สร้างสรรค์โมเดลธุรกิจใหม่ๆ”

โซลูชั่น DHL Resilience360 มีฟังก์ชั่นการทำงานแบบเรียลไทม์ที่สำคัญ 2 ประการ ประการแรกคือการศึกษาและการประเมินความเสี่ยง ประการที่ 2 คือการใช้เป็นเครื่องมือติดตามการทำงานของระบบซัพพลายเชน ซึ่งช่วยลดปัญหาและส่งผลให้ระบบซัพพลายเชนมีความยืดหยุ่นและคล่องตัวมากยิ่งขึ้น รวมถึงป้องกันการผลิตไม่ให้เกิดการหยุดชะงักและกระทบต่อรายได้ (ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.dhl.com/resilience360)

การปรับปรุงประสิทธิภาพในการดำเนินงาน คือประเด็นสำคัญที่ระบุไว้ในรายงานผลการวิเคราะห์ทิศทางของระบบบิ๊กดาต้าในอุตสาหกรรมลอจิสติกส์ โดยมีรายละเอียดครอบคลุมถึงการปรับปรุงประสิทธิภาพในการดำเนินงาน การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างสภาพอากาศ การแพร่ระบาดของโรคไข้หวัด และพฤติกรรมการซื้อสินค้าผ่านระบบออนไลน์ของแต่ละบุคคล สำหรับแอพพลิเคชั่น DHL Parcel Volume Prediction ที่พัฒนาขึ้นใหม่นั้น ช่วยในการวางแผนและประเมินปริมาณสินค้าและการขนส่งพัสดุให้มีความสะดวก คล่องตัว และง่ายยิ่งขึ้น โดยใช้ข้อมูลที่มีความเกี่ยวพันกัน ซึ่งในกรณีดังกล่าว บิ๊กดาต้าจะนำมาใช้พัฒนากระบวนการดำเนินงานให้ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และปรับปรุงการให้บริการลูกค้าให้ดียิ่งขึ้น

นอกจากนี้ บิ๊กดาต้ายังช่วยเพิ่มศักยภาพในการพัฒนาโมเดลธุรกิจใหม่ๆ ให้แก่ผู้ให้บริการลอจิสติกส์ เช่น การพัฒนาระบบการตลาดที่อิงตามข้อมูลทางภูมิศาสตร์ (geo marketing) สำหรับธุรกิจขนาดกลางและเล็ก และแอพพลิเคชั่น DHL Geovista ที่สนับสนุนผู้ให้บริการลอจิสติกส์สามารถนำมาใช้วิเคราะห์และประเมินข้อมูลทางภูมิศาสตร์ที่มีความละเอียดและซับซ้อน พร้อมทั้งคาดการณ์ตัวเลขยอดขายของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ รายงานเรื่อง “บทบาทของระบบบิ๊กดาต้าในอุตสาหกรรมลอจิสติกส์” (Big Data in Logistics) เปิดให้ดาวน์โหลดได้ที่ www.dhl.com/bigdata โดยรายงานการวิจัยชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการศึกษาวิเคราะห์ธุรกิจลอจิสติกส์ของดีเอชแอล ซึ่งศูนย์สร้างสรรค์นวัตกรรมของดีเอชแอลได้นำเทคโนโลยี Trend Radar มาใช้วิเคราะห์ทิศทางการดำเนินธุรกิจ และศึกษาแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบสำคัญต่ออนาคตของอุตสาหกรรมลอจิสติกส์ หรือติดตามบทความเกี่ยวกับบทบาทและอิทธิพลของบิ๊กดาต้าที่มีต่อโลกแห่งอนาคต โดย ดร.มาร์คุส คุคเคลเฮ้าส์ ได้ที่ดีเอชแอลบล็อก www.delivering-tomorrow.com

View :341
Categories: Press/Release Tags:

Fuji Xerox introduces a new service “Digital Mailroom” to increase the speed of services.

March 15th, 2014 No comments

Digital Mailroom pics 30

Fuji Xerox (Thailand ) Co., Ltd. by Fuji Xerox Global Services business unit introduces a new service “” that plan to launch in this year. This service is an automation technology to improve working performance and reduce document management cost of all document types in an organization such as invoices, sales orders, contracts, faxes or letters, which consume times, manpower and high cost to manage.

Digital Mailroom is a service that collects and sorts all incoming documents. The document will be converted into digital image and store in digital mailroom system and deliver to end users within the organization. This service helps improve the organization’s communication increase the speed of services, enhance business partner’s relationship, and reduce document errors as well.

Digital Mailroom service is suitable for customers who involve with a lot of documents such as insurance, banking, including large enterprises having high daily document flow. Fuji Xerox aim to launch this service in this year and expect the income about 30 million baht per year .

View :322
Categories: Application Tags:

เอสเอพี แต่งตั้ง ลีเฮอร์ ออบิซูร์ ขึ้นแท่นกรรมการผู้จัดการเล็งพัฒนากลยุทธ์ในอินโดจีน

March 15th, 2014 No comments

SAP0280copy
กรุงเทพฯ –- เอสเอพี เอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น (NYSE: SAP) ประกาศแต่งตั้ง นาย ลีเฮอร์ ออบิซูร์ ขึ้นเป็นกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสเอพี ประจำภูมิภาคอินโดจีน ลีเฮอร์ เป็นผู้รับผิดชอบในการพัฒนากลยุทธ์ทางธุรกิจและการดำเนินงานของเอสเอพีในภูมิภาคอินโดจีน ซึ่งประกอบไปด้วย ประเทศไทย เวียดนาม เมียนมาร์ ลาว และกัมพูชา โดยประจำอยู่ในกรุงเทพฯ และขึ้นตรงต่อ นาย ฟรองซัว เลนคอน ประธานและกรรมการผู้จัดการเอสเอพีเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

“ภูมิภาคอินโดจีนเป็นตลาดเชิงกลยุทธ์สำหรับเอสเอพีเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เสมอมา การแต่งตั้ง ลีเฮอร์ จะช่วยให้เอสเอพีสามารถเพิ่มความเติบโตในตลาดที่สำคัญเช่นนี้” นาย ฟรองซัว เลนคอน ประธานและกรรมการผู้จัดการ เอสเอพีเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กล่าว “ด้วยประสบการณ์และความรู้ความสามารถของเขา ผมมั่นใจว่าลีเฮอร์และทีมงานสามารถช่วย ลูกค้าในภูมิภาคอินโดจีน ได้ใช้นวัตกรรมที่รวดเร็วมากยิ่งขึ้น และช่วยแก้ไขปัญหาทางธุรกิจได้ดียิ่งขึ้น ผ่านทางผลิตภัณฑ์และการบริการของเอสเอพี”

ลีเฮอร์ มีประสบการณ์การทำงานในอุตสาหกรรมไอทีและมีความเชี่ยวชาญทางด้านโซลูชั่นของเอสเอพีเป็นเวลายาวนานถึง 14 ปี โดยก่อนที่จะมาร่วมงานกับเอสเอพี ลีเฮอร์ ได้ดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการที่บริษัท อาโทส ไอที โซลูชั่นส์ แอนด์ เซอร์วิสเซส ประเทศไทย ซึ่งรับผิดชอบในด้านระบบธุรกิจแบบบูรณาการของอาโทส ประเทศไทย โดยเน้นที่การขายและผลการดำเนินงาน
ลีเฮอร์ ยังดำรงตำแหน่งหัวหน้าด้านการปฏิบัติการของโซลูชั่นเอสเอพี ประจำอาโทส ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค อีกทั้งยังเป็นผู้นำทีมที่ปรึกษาของโซลูชั่นเอสเอพี กว่า 400 ชีวิตทั่วทั้งภูมิภาค โดยเขาได้ดูแลในเรื่อง การขายและส่งต่อซอฟต์แวร์ของเอสเอพี โครงการและบริการ การจัดการแอพลิเคชั่น ซึ่งรวมไปถึงสัญญาการใช้งานและซ่อมบำรุงของโซลูชั่นเอสเอพีในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก รวมทั้งประสานงานกับบริษัทต่างชาติในทั่วโลกอีกด้วย โดยลีเฮอร์ มีประสบการณ์ทางด้านโซลูชั่นเอสเอพี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2543 ในงานหลากหลายด้าน ตั้งแต่เป็นที่ปรึกษาด้านการขายไปจนถึงระดับผู้บริหาร

View :432
Categories: Press/Release Tags:

แอฟเน็ต ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยชั้นนำระดับโลก เสริมแกร่งผลิตภัณฑ์ “บิทดีเฟนเดอร์” เติมเต็มโซลูชันความปลอดภัยครบวงจร

March 15th, 2014 No comments

AVNet-Bitdefender
ประเทศไทย – 12 มีนาคม 2557 – Avnet Technology Solutions ผู้นำด้านจัดจำหน่ายเทคโนโลยีโซลูชั่น และเป็นกลุ่มบริษัท Avnet (NYSE: AVT) แถลงข่าวประกาศว่า บริษัทได้รับสิทธิ์จาก Bitdefender ให้จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์และโซลูชั่นในตลาดของประเทศไทย ทำให้ Avnet สามารถจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์และโซลูชั่นความปลอดภัยแอนตี้ไวรัสของ Bitdefender ได้อย่างเต็มรูปแบบสำหรับทุกกลุ่มตลาด ตั้งแต่ผู้ใช้ตามบ้านธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ไปจนถึงลูกค้าระดับองค์กรขนาดใหญ่ โดยเฉพาะโซลูชั่นความปลอดภัยสำหรับสภาพแวดล้อมการทำงานแบบเวอร์ช่วลเสมือนจริง Avnet และ Bitdefender จะร่วมกันให้บริการโซลูชั่นความปลอดภัยแก่ตลาดองค์กรและหน่วยงานราชการ รวมถึงวงการศึกษา โทรคมนาคม และการเงิน เป็นต้น

คุณรุ่งโรจน์ รัตนาภากร ผู้จัดการบริษัท Avnet สาขาประเทศไทย กล่าวว่า “ในฐานะผู้นำด้านจัดจำหน่ายโซลูชั่นด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ เรามีเป้าหมายที่จะนำเทคโนโลยีระดับโลกเข้ามาสู่ตลาดประเทศไทยผ่านตัวแทนจำหน่ายของเรา การได้โซลูชั่นของ Bitdefender เข้ามาในสายผลิตภัณฑ์ของเราทำให้ตัวแทนจำหน่ายได้เปรียบในการแข่งขัน สามารถตอบสนองความต้องการโซลูชั่นความปลอดภัยที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ของลูกค้าตัวเองได้มากกว่า การลงทุนร่วมกันระหว่าง Avnet และ Bitdefender ทำให้พาร์ทเนอร์ได้ประโยชน์ต่างๆ อันรวมถึงด้านการอบรมและการตลาดที่จะช่วยเพิ่มมูลค่าแก่บริการที่มีให้สำหรับลูกค้าปลายทางของพาร์ทเนอร์ด้วย

คุณมิฮาว โดมินิค ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการของ Bitdefender ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า “โซลูชั่นความปลอดภัยของ Bitdefender เป็นซอฟต์แวร์ความปลอดภัยที่แข็งแกร่งมากที่สุดในตลาดที่มีการยอมรับในระดับโลก และได้รับการยกย่องให้เป็นเทคโนโลยีแอนติไวรัสอันดับหนึ่งจากองค์กรอิสระระดับนานาชาติอย่างเช่น AV-Comparatives จากออสเตรีย หรือ PC Welt จากเยอรมัน ไม่นานมานี้ Bitdefender ยังชนะรางวัลจำนวนมาก และได้รับเกียรติในตลาดความปลอดภัยระดับโลกต่างๆ อันได้แก่ “สุดยอดผลิตภัณฑ์แห่งปี” โดย AV-Comparatives “สุดยอดซอฟต์แวร์กู้คืนระบบ” โดย AV-Test “Editor’s Choice” และ “แอนติไวรัสที่ดีที่สุดในปี 2556” โดย PC Mag ทั้งหมดนี้ช่วยยืนยันความเป็นผู้นำด้านซอฟต์แวร์แอนติไวรัสเหนือคู่แข่ง ผลิตภัณฑ์ตัวล่าสุดของ Bitdefender ที่เพิ่งมีการแถลงข่าวไป “GravityZone” เทคโนโลยีใหม่ล่าสุดที่สามารถทำงานได้อย่างรวดเร็วระดับสุดยอด และมีประสิทธิภาพสูง มุ่งเน้นการปกป้องระบบการทำงานของลูกค้าระดับองค์กรที่มีการใช้ในสภาพแวดล้อมการทำงานแบบรวมศูนย์กลางขนาดใหญ่ ซึ่งอาจรวมถึงเดสก์ท็อป อุปกรณ์พกพา และเซิร์ฟเวอร์ที่ใช้สภาพแวดล้อมการทำงานแบบเวอร์ช่วล”

เมื่อกล่าวถึงการเป็นพาร์ทเนอร์ร่วมกับ Avnet คุณมิฮาว ได้กล่าวว่า “Avnet เป็นผู้จัดจำหน่ายโซลูชั่นที่สามารถเพิ่มมูลค่าให้ผลิตภัณฑ์ และให้ความสำคัญรวมถึงมีประสบการณ์ในการผลักดันการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ความปลอดภัยในตลาดประเทศไทย ด้วยทรัพยากรด้านการขายในท้องถิ่นและความสามารถทางเทคนิคของ Avnet ซึ่งรวมถึงความรู้ความสามารถของพาร์ทเนอร์ ผมเชื่อว่าจะเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มที่ยิ่งใหญ่แก่ทั้งสองบริษัทในระยะยาว”

เกี่ยวกับ Bitdefender®
Bitdefender เป็นหนึ่งในผู้พัฒนาสายผลิตภัณฑ์ซอฟต์แวร์ความปลอดภัยบนอินเทอร์เน็ตที่ได้รับการรับรองระดับโลกที่ทำงานรวดเร็วที่สุด และมีประสิทธิภาพมากที่สุดในโลก ถือเป็นผู้บุกเบิกในตลาด คิดค้นและพัฒนาระบบป้องกันที่ได้รับรางวัลมาตั้งแต่ปี 2544 ปัจจุบัน เทคโนโลยีจาก Bitdefender ได้สร้างความปลอดภัยแก่ผู้ใช้งานในโลกดิจิตอลกว่า 400 ล้านรายทั้งระดับผู้ใช้ตามบ้านและระดับองค์กรทั่วโลก

เกี่ยวกับ Avnet Technology Solutions
ในฐานะผู้จัดจำหน่ายโซลูชั่นไอทีระดับโลก Avnet Technology Solutions ได้มีความร่วมมือร่วมกับพาร์ทเนอร์และซัพพลายเออร์ในการสร้างและจำหน่ายโซลูชั่นด้านการบริการ ซอฟต์แวร์ และฮาร์ดแวร์ที่ตอบสนองความต้องการทางธุรกิจของลูกค้าปลายทางทั้งภายในท้องถิ่นและทั่วโลก กลุ่มบริษัทนี้ได้ให้บริการลูกค้าและซัพพลายเออร์ในอเมริกาเหนือ ละตินอเมริกาและแคริบเบียน เอเชียแปซิฟิค และยุโรป ตะวันออกกลาง และแอฟริกา โดยสร้างรายได้กว่า 10.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปีงบประมาณ 2556 Avnet Technology Solutions เป็นกลุ่มปฏิบัติการของบริษัท Avnet สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมกรุณาเยี่ยมชม http://www.ats.avnet.com/

เกี่ยวกับ Avnet
บริษัท Avnet (NYSE: AVT) อยู่ในกลุ่ม Fortune 500 เป็นหนึ่งในผู้จัดจำหน่ายรายใหญ่ที่สุดสำหรับชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ผลิตภัณฑ์คอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องแก่ลูกค้าทั่วโลก Avnet ได้ผลักดันความสำเร็จของพาร์ทเนอร์ด้วยการสร้างความสัมพันธ์กับซัพพลายเออร์ด้านเทคโนโลยีชั้นนำของโลกร่วมกับฐานลูกค้าโดยให้บริการและโซลูชั่นที่คุ้มค่าและมีการเพิ่มมูลค่า ในปีงบประมาณที่สิ้นสุดเมื่อ 29 มิถุนายน 2556 Avnet ทำรายได้ถึง 25.5 พันล้านดอลลาร์ สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม กรุณาเยี่ยมชม www.avnet.com

View :313
Categories: Press/Release Tags:

รายงาน Ericson Mobility Report ฉบับล่าสุดเดือน กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

March 15th, 2014 No comments

รายงาน ฉบับล่าสุดเดือน กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557 แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มและตัวเลขการใช้งานโทรศัพท์สมาร์ทโฟนและสมาร์ทดีไวซ์ทั่วโลกในปีพ.ศ. 2556 ที่เข้ามาส่งเสริมไลฟ์สไตล์วิถีชีวิตในแบบ Connected Lifestyle ที่กำลังก้าวเข้าสู่โลกแห่งสังคมเครือข่าย (Networked Society) โดยอุปกรณ์ต่างๆรอบตัวเราต่างสมาร์ทขึ้นและสามารถเชื่อมต่อสื่อสารเข้าหากันอย่างเป็นระบบมากยิ่งขึ้น โดยสามารถสรุปรายงานของ อีริคสัน ได้ดังนี้

จำนวนเลขหมายผู้ใช้โทรศัพท์มือถือทั่วโลกมีประมาณ6.7พันล้าน หรือมีอัตราส่วนจำนวนเลขหมายโทรศัพท์มือถือต่อประชากรโลก (Global Mobile Penetration) ทีประมาณ 92 เปอร์เซ็นต์ และเมื่อเปรียบเทียบกับปีพ.ศ. 2555 จำนวนผู้ใช้โทรศัพท์มือถือโดยรวมเพิ่มขึ้น 6 เปอร์เซ็นต์ทั่วโลก

โดยเฉพาะในไตรมาสสุดท้ายของปีพ.ศ. 2556 นั้นมีจำนวนเลขหมายผู้ใช้โทรศัพท์มือถือเพิ่มขึ้นสุทธิประมาณ 109 ล้าน แต่เนื่องจากความนิยมที่จะมีเลขหมายโทรศัพท์มือถือมากกว่าหนึ่งเลขหมายที่เพิ่มขึ้น ดังนั้นจำนวนผู้ใช้และเข้าถึงโทรศัพท์มือถือจริงจึงถูกคาดการณ์ว่ามีอยู่ประมาณ 4.5 พันล้านคน จากจำนวนประชากรทั่วโลกที่มีอยู่ประมาณ 7พันล้านคน

และที่น่าสนใจก็คือจำนวนผู้ใช้โมบายบรอดแบรนด์ที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะในไตรมาสสุดท้ายของปีพ.ศ. 2556 นั้นมีผู้ใช้โมบายบรอดแบรนด์เพิ่มขึ้นสุทธิประมาณ 150 ล้าน ทำให้มีผู้ใช้โมบายบรอดแบรนด์ทั่วโลกกว่า 2.1 พันล้านรายสะท้อนจำนวนโมบายบรอดแบรนด์ทีเพิ่มขึ้นกว่า 40 เปอร์เซ็นต์ทั่วโลกเมื่อเปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา
มีผู้ใช้ WCDMA/HSPA ทั่วโลกเพิ่มขึ้นประมาณ 70 ล้านคน และผู้ใช้ LTE/4G เพิ่มขึ้นประมาณ 40 ล้านคน ทำให้ยอดผู้ใช้ LTE/4G มีมากกว่า 200 ล้านทั่วโลก และยอดจำนวนผู้ใช้ GSM เพียงอย่างเดียวมีประมาณ 100 ล้านคนซึ่งแทบจะไม่มีจำนวนผู้ใช้ GSMอย่างเดียวที่เพิ่มขึ้นเลย
· ยอดขายโทรศัพท์สมาร์ทโฟนทั่วโลกในปีพ.ศ. 2556 นั้นสูงถึง 1 พันล้านเครื่อง ซึ่งคิดเป็นร้อยละกว่า 60 จากยอดขายโทรศัพท์มือถือทั่วโลก โดยมีการคาดกาณ์ว่ามีผู้ใช้โทรศัพท์สมาร์ทโฟนทั่วโลกอยูประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์หรือประมาณ 2 พันเลขหมายจากผู้ใช้โทรศัพท์มือถือ 6.7พันล้านทั่วโลก ซึ่งยังผู้ใช้งานอีกจำนวนมากที่ต้องการเข้าถึงโทรศัพท์สมาร์ทโฟน

ปริมาณการใช้ดาต้าบนเครือข่ายมือถือทั่วโลกยังคงจะเติบโตอย่างต่อเนื่องและคาดว่าปริมาณดาต้าจะเพิ่มขึ้นกว่า 10 เท่าตัวภายในปลายปีพ.ศ.2562 เนื่องจากหลายปัจจัย เช่น จำนวนโทรศัพท์สมาร์ทโฟนและสมาร์ทดีไวซ์ที่เพิ่มขึ้น การเติบโตอย่างต่อเนื่องของคอนเทนท์ การใช้บริการวีดีโอที่สูงขึ้น รวมไปถึงความเร็วของเครือข่ายที่ดียิ่งขึ้นเรื่อยๆ ตามการพัฒนาเทคโนโลยี HSPA และ LTE
ปริมาณการใช้วีดีโอบนเครือข่ายมือถือ ยังคงเป็นส่วนที่ใหญ่ที่สุดของปริมาณดาต้าบนเครือข่ายทั้งหมดทั่วโลก และคาดว่าจะยังเติบโตขึ้น มากว่า 50 เปอร์เซ็นต์ต่อปี จนถึงปลายปีพ.ศ.2562 ในบางเครือข่ายมีการใช้งานวีดีโอมากถึง 2.6 GB ต่อคนต่อเดือนโดยเฉลี่ยอีกด้วย
รายงานจาก GSA (Global mobile Suppliers Association) วันที่ 19 กุมภาพันธ์ พศ 2557 ได้ยืนยันว่าได้มีเครือข่าย LTE/4G เปิดให้บริการในเชิงพาณิชย์แล้วกว่า 274 เครือข่ายใน 101 ประเทศทั่วโลก ซึ่งมีอัตราการขยายตัวมากกว่า 76%เมื่อเปรียบเทียบกับปีที่แล้ว
และรายงานจาก GSA ก็ยืนยันว่า มี อุปกรณ์โทรศัพท์และสมาร์ทดีไวซ์ที่รองรับเครือข่าย LTE/4G มากว่า 1,371 อุปกรณ์ จากผู้ผลิต 132 รายทั่วโลกที่สามารถนำมาใช้ในย่านคลื่นความถี่ต่างๆ

View :387

สวทช.จับมือ กรมสรรพากร , สรอ. เปิด “ระบบ RDC Online” พลิกโฉมรับรองเอกชนทำวิจัยยกเว้นภาษี 200%

March 15th, 2014 No comments

สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ( สวทช. ) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ร่วมกับ กรมสรรพากร และสำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ ( สรอ. ) จัดงานแถลง ข่าว “เปิดตัวระบบ RDC Online” ให้บริการยื่นขอรับรองโครงการวิจัยฯ ยกเว้นภาษี 200% ผ่านอินเทอร์เน็ต ที่สะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย ง่ายต่อการตรวจสอบและติดตามผลพร้อมรองรับการ
เปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ( AEC ) ทั้งนี้เพื่อเร่งส่งเสริมภาคเอกชนทำวิจัยและพัฒนา เทคโนโลยีให้สร้างสรรค์ นวัตกรรมใหม่ๆ เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง อันจะทำให้เกิดเพิ่มมูลค่าเพิ่มและ การลงทุนของภาคอุตสาหกรรมทั้งในและต่าง ประเทศ
Info_RDC-Online_Create-outline-A4-12-03-57
ดร.ทวีศักดิ์ กออนันตกูล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช. ) กล่าวว่าเนื่องจากผู้ประกอบการภาคเอกชนมีความตื่นตัวของการทำงานวิจัยและ พัฒนาเทคโนโลยี มากขึ้น ซึ่งจากข้อมูลการดำเนินงานในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (ในปีงบประมาณ 2554-56) มีมูลค่า โครงการที่ได้รับการพิจารณารับรองเพิ่มขึ้นเป็น 3 เท่าของมูลค่าโครงการที่ได้รับรองของปีงบ
ประมาณ 2552 การนี้ สวทช.ร่วมกับ กรมสรรพากร และ สรอ. จึงได้พัฒนาระบบสนับสนุนการ ดำเนินงานรับรองโครงการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี ของผู้ประกอบการภาคเอกชน ที่เรียกว่า “ระบบ RDC Online” เพื่อนำมาให้บริการและอำนวยความสะดวกในการดำเนินงานที่เกี่ยวข้อง โดยจะทำให้เกิดความคล่องตัว มีความสะดวกรวดเร็วในการดำเนินการมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังจะ สามารถติดตามและตรวจสอบผลการดำเนินงานการขอรับรองโครงการของ ผู้ประกอบการภาค เอกชนได้ตามความต้องการทันที อีกทั้งตัวระบบได้ออกแบบให้มีส่วนช่วยป้องกันและการรักษาข้อมูล ความลับของ โครงการวิจัยที่มีความน่าเชื่อถือและมีมาตรฐานสากล

สำหรับการใช้บริการยื่นขอรับรองโครงการวิจัย ฯ ยกเว้นภาษี 200 % ผ่านอินเทอร์เน็ต ที่สะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย โดยเข้าไปใช้บริการได้ที่ https://www.rdconline.nstda.or.th ซึ่ง ระบบดังกล่าวจะช่วยร่นระยะเวลาในการพิจารณารับรองผลโครงการจากเดิมได้ ไม่น้อยกว่า 1-2 เดือน อย่างไรก็ตาม การนำระบบ RDC Online มาให้บริการจะสามารถเป็นแรงจูงใจ สร้างความมั่นใจในการบริการและความปลอดภัยข้อมูล และเป็นแรงกระตุ้นให้เกิดการยื่นขอรับรอง โครงการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีของ ผู้ประกอบการภาคเอกชนมากยิ่งขึ้น นำไปสู่การเพิ่มมูลค่า การลงทุนและความเข้มข้นด้านงานวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี ในภาคเอกชนให้สร้างสรรค์นวัตกรรม อันจะทำให้ภาคอุตสาหกรรมของประเทศมีขีดความสามารถในการแข่งขันที่ทัดเทียม สากลและเติบโต ได้อย่างยั่งยืนและตอบสนองนโยบายของรัฐบาลในการกระตุ้นการ ลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาเพิ่ม ขึ้นเป็น 1% ของมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) ในประเทศไทยภายในปี 2559 คาดว่าเมื่อระบบ เริ่มเปิดใช้งานในปี 57 นี้แล้ว จะมีการขอใช้บริการไม่ต่ำกว่า 100 บริษัท กว่า 600 โครงการ มูลค่ากว่า 2,000 ล้านบาทขึ้นไป

View :614
Categories: Science Tags:

เซนไฮเซอร์ จับมือ ไอโอ อินเตอร์แอคทีฟ บริษัทเกมระดับโลก เปิดตัว เกมเฮดเซ็ทที่ให้เสียงสมบูรณ์แบบ เหมือนต้นฉบับพร้อมกัน 2 รุ่น

March 15th, 2014 No comments

G4ME ZERO Gaming Headset
เซนไฮเซอร์ บริษัทเครื่องเสียงระดับโลก จับมือกับไอโอ อินเตอร์แอคทีฟ ผู้พัฒนาเกมชั้นนำของโลก เปิดตัวหูฟังสำหรับเกม พร้อมกัน 2 รุ่น คือเกมเฮดเซ็ท รุ่นเกมซีโร่ (G4ME™ ZERO) และ รุ่นเกมวัน (G4ME™ ONE) คอเกมจะได้สัมผัสประสบการณ์ของเกมด้วยระบบเสียงสมบูรณ์แบบตามที่นักพัฒนาเกมได้สร้างสรรค์มา

มิสเตอร์ ฟรังส แกลซุท เควล หัวหน้าทีมซาวน์ดีไซน์ ไอโออินเตอร์แอคทีฟ กล่าวถึงความร่วมมือพิเศษครั้งนี้ว่า “เครื่องเสียงของเซนไฮเซอร์ ช่วยให้เสียงของเกมดีขึ้นอย่างมาก เกมเฮดเซ็ทของเซนไฮเซอร์ทำให้ ทีมพัฒนาเกมสามารถสร้างเสียงที่สมจริง และสามารถเพิ่มรายละเอียดที่ซับซ้อนได้ดี”

คริสเตียน เอน ผู้อำนวยการด้านการบริหารผลิตภัณฑ์ เซนไฮเซอร์คอมมิวนิเคชั่นส์กล่าว “ด้วยการทำงานร่วมกันกับ ไอโอ อินเตอร์แอ็คทีฟ เซนไฮเซอร์ขอแนะนำ รุ่นเกมซีโร่ (G4ME™ ZERO) และ รุ่นเกมวัน (G4ME™ ONE) ที่ทางเซนไฮเซอร์ภูมิใจเสนอให้กับคอเกมได้ สัมผัสเสียงคุณภาพสูงที่ให้รายละเอียดครบถ้วน เฮดเซ็ทใหม่ได้ออกแบบให้สวมสะดวก ผู้เล่นเกมสามารถใส่ได้นาน โดยไม่รู้สึกอึดอัด ถือเป็นยุคใหม่ของการออกแบบหูฟังเกมระดับโปรเฟสชั่นแนล”

เฮดเซ็ทเกมใหม่ของเซนไฮเซอร์ มาจากประสบการณ์ที่ยาวนานมากว่า 70 ปีในฐานะผู้นำด้านเครื่องเสียงระดับคุณภาพ และเป็นบริษัทเดียวในโลกที่มีโรงงานผลิตทรานสดิวเซอร์เอง ด้วยอุปกรณ์นี้ เป็นตัวขับระบบเสียงของ G4ME™ ZERO และ G4ME™ ONE ให้เสียงที่ออกมาได้อย่างถูกต้องไม่ผิดเพี้ยน และในช่วงที่เกมกำลังร้อน ระบบนี้ยังมีคำสั่งที่ชาญฉลาด เช่น ระบบวอลลุ่มเสียงที่ต่อเชื่อมอยู่ที่ครอบหูและมีคุณสมบัติพิเศษที่จะหยุดการใช้ไมโครโฟนได้ทันที่ แค่การยกแขนไมค์ขึ้น นั่นหมายถึงคอเกมจะสามารถโฟกัสกับการเล่นเกมโดยไม่ต้องกังวลกับอุปสรรคเล็กๆน้อยๆ
Io-Interactive Sennheiser Gaming
เฮดเซ็ทเกมวัน (G4ME™ ONE) ดีไซน์ระบบเสียงไฮไฟแบบเดียวกับที่นักพัฒนาเกมตั้งใจไว้ ทำให้เสียงที่ออกมาเป็นธรรมชาติ หูฟังได้ออกแบบให้มีลมผ่านช่วยให้สวมใส่สบายในระหว่างเล่นเกม และด้วยขนาดหูครอบขนาด XXL มีความนุ่มนวลด้วยกำมะหยี่คุณภาพสูง พร้อมสายคาดที่บุให้นุ่ม มีน้ำหนักเบาเพื่อให้การสวมใส่ได้อย่างสบายมากยิ่งขึ้น

เฮดเซ็ท เกมซีโร่ G4ME™ ZERO เป็นระบบเสียงที่ดีที่สุดในตลาดขณะนี้ ด้วยการออกแบบครอบหูใหม่ อาศัยประสบการณ์ของเซนไฮเซอร์ในการสร้างเฮดเซ็ทสำหรับการบิน ที่ครอบหูสามารถเก็บเสียงจากภายนอกและป้องกันเสียงจากหูฟังออกไปรบกวนคนอื่นได้ดี ด้วยการดีไซน์แผ่นบุและเมมโมรี่โฟมที่มีขนาดเหมาะสม ช่วยให้คอเกมได้ยินเสียงต่างๆอย่างละเอียด น้ำหนักเบาสามารถใส่ได้ยาวนาน นอกจากนี้ เซนไฮเซอร์ยังได้ออกแบบให้ เกมซีโร่ สามารถพับเก็บใส่ในกล่องที่พกพาได้

หูฟังเฮดเซ็ทเกมของเซนไฮเซอร์ เหมาะสำหรับคอเกมที่เลือกเฉพาะสิ่งที่ดีที่สุด ด้วยประสบการณ์ 70 ปีของวิศวกรรมด้านระบบเสียงที่พัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง การมีระบบเสียงระดับคุณภาพถือเป็นการตอบสนองชีวิตด้วยความหรูหราเล็กๆ คอเกมจะได้สนุกกับเกมอย่างเต็มที่ ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.sennheiserasia.com

View :507

Android 4.4 KitKat OS Upgrade for LG G2 to Arrive in March

March 15th, 2014 No comments

LG’s Acclaimed Flagship Smartphone and Latest
Android OS Offer Exceptional User Experience

Bangkok, 14 March 2014 — LG Electronics (Thailand) Co., Ltd. announced today that the anticipated OS upgrade for the G2 smartphone is expected to roll out starting from 25 March.

“The provision of timely software updates is one of the many ways in which LG is constantly improving the user experience,” said Kwanjai Nopnantakul, Senior Product Manager of Mobile Communications, LG Electronics (Thailand) Co., Ltd. “In addition to introducing useable new features, the OS upgrade for the G2 delivers a number of optimizations that enhance the entire mobile user experience. We trust that our customers will enjoy the differentiated value offered by our latest upgrade package.”

The latest Android OS provides a noticeable speed boost, allowing the G2 to run applications up to 17 percent faster than before and allows users to enjoy quicker web browsing, based on internal testing. A handy new feature called Google Cloud Printer also makes it easy to print documents via Wi-Fi or a Bluetooth connection. A Thai QWERTY keyboard will also allow users to enjoy an easier typing experience.

The upgrade package for will be released on 25 March. LG Electronics (Thailand) is also running a special campaign for users who upgrade to Android 4.4 KitKat in April. For more information, please visit www.facebook.com/thailandlifesgood or www.lg.com/th.

View :336