Archive

Author Archive

อนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคเตือนผู้ให้บริการ๓จี มาตรฐานความเร็วในการส่งข้อมูลต้องไม่ต่ำกว่า ๓๔๕ เค

May 21st, 2013 No comments

อนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค เผย บริษัทยังทำผิดเงื่อนไขใบอนุญาต เหตุเพราะโปรโมชั่น กำหนดค่าเอฟยูพี ต่ำกว่าที่กำหนดไว้ใน ประกาศ กสทช. คือต้องไม่ต่ำกว่า ๓๔๕ กิโลบิตต่อวินาที หลังพบ แจ้งมาตรฐานความเร็วขั้นต่ำที่ผู้บริโภคได้รับตกลงเหลือเพียง๖๔ กิโลบิตต่อวินาทีเท่านั้น พร้อมหนุน กสทช. เร่งรัดบริษัทลดค่าบริการให้ได้ร้อยละ ๑๕

(๒๐ พ.ค.๕๖) ดร.เดือนเด่น นิคมบริรักษ์ อนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคด้านกิจการโทรคมนาคม เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคได้มีการหารือกันเกี่ยวกับบริการ ๓จี ในหลายประเด็น ซึ่งที่ประชุมได้มีมติสนับสนุนการดำเนินการของ กสทช กรณีเร่งรัดเพื่อให้เกิดการลดค่าบริการ ๓ จีลงร้อยละ ๑๕ ให้กับผู้บริโภค อย่างไรก็ตามที่ประชุมคณะอนุกรรมการฯ ยังพบว่าผู้ให้บริการยังไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมแบบที่ ๓ ในประเด็นคุณภาพการให้บริการและการคุ้มครองผู้ใช้บริการ ซึ่งระบุว่า ผู้รับใบอนุญาตต้องจัดให้มีการควบคุมคุณภาพบริการให้เป็นไปตามประกาศคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง ซึ่งตามประกาศ กสทช. เรื่อง มาตรฐานของคุณภาพการให้บริการโทรคมาคมประเภทข้อมูลสำหรับโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ ระบุว่า ความเร็วเฉลี่ยในการส่งข้อมูลของบริการ ๓จี ต้องไม่ต่ำกว่า ๓๔๕ กิโลบิตต่อวินาที
“จากข้อมูลโปรโมชั่นของผู้ให้บริการพบว่า อัตราความเร็วในการรับส่งข้อมูลต่ำกว่าที่กำหนดตามประกาศ กสทช. เรื่อง มาตรฐานของคุณภาพการให้บริการโทรคมนาคมประเภทข้อมูลสำหรับโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ คือความเร็วในการดาวน์โหลดต้องไม่ต่ำกว่า ๓๔๕ กิโลบิตต่อวินาที และความเร็วในการอัปโหลดต้องไม่ต่ำกว่า ๑๕๓ กิโลบิตต่อวินาที แต่จากรายการส่งเสริมการขายใหม่เพื่อให้บริการ๓จี พบว่าได้กำหนดอัตรารับรองในการรับส่งข้อมูลขั้นต่ำนั้นต่ำลงกว่าเมื่อครั้งเป็นบริการ ๒G คือ อัตราความเร็วในการรับส่งข้อมูลขั้นต่ำเหลือเพียง ๖๔,๑๒๘และ ๒๕๖ กิโลบิตต่อวินาที เท่านั้น” อนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคกล่าว

ดร.เดือนเด่นกล่าวด้วยว่า ที่ประชุมยังเห็นว่า ควรมีการกำหนดมินิมัมแพ็คเกจ ที่เป็นมาตรฐานไว้และหากพบว่ามีการใช้บริการเกินกว่ามิติมัมแพ็คเกจ ก็ควรมีการแจ้งเตือนกันผู้ใช้บริการ เพื่อป้องกันปัญหาค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุ

“ผู้ให้บริการควรมีการแจ้งเตือนเรื่องค่าใช้จ่ายการใช้บริการ เช่นในต่างประเทศ หากการใช้บริการของผู้ใช้บริการมีการเปลี่ยนแปลงไปแบบผันผวนเช่น ใช้มากกว่าปกติไป ๒ ถึง ๓ เท่าตัว จะต้องแจ้งผู้ใช้บริการทราบ เพื่อเป็นกลไกในการคุ้มครองผู้บริโภคแบบอัตโนมัติ ซึ่งสำหรับประเทศไทยพบว่า มีบางบริษัทที่โทรสอบถามลูกค้าหากมีการใช้บริการที่มากผิดปกติ ซึ่งควรทำให้เป็นมาตรฐานเป็นการทั่วไป “ ดร.เดือนเด่นกล่าว

นอกจากนี้ยังพบว่า ผู้บริโภคที่ใช้บริการ ๓จีประสบปัญหาโดยรวมคือ กรณีโปรโมชั่นเดิม หรือลูกค้ารายเดิมที่เคยใช้บริการ๓จีภายใต้โครงข่าย ๒จี นั้นพบว่า มีการลดค่าบริการให้จริง แต่บริษัทมิได้แจ้งรายละเอียดสิทธิประโยชน์ให้ผู้ใช้บริการทราบ เช่น ลดค่าบริการให้ลูกค้าจาก ๖๙๙ บาทเหลือ ๔๙๙ บาท แต่ไม่แจ้งสิทธิประโยชน์ให้ทราบ ,ลดค่าบริการให้จริงแต่ก็ลดสิทธิประโยชน์ลงด้วย เช่น เคยใช้บริการเสียงได้ ๔๐๐ นาทีถูกลดเหลือ ๓๐๐ นาที , หรือยังไม่ดำเนินการลดค่าบริการให้กับผู้ใช้บริการเลย

รวมถึงการไม่โอนย้ายเงินคงเหลือในระบบให้ใน กรณีการโอนย้ายบริการจาก ๒ จีไป๓จี ของผู้ใช้บริการระบบเติมเงิน หรือกรณีการโอนย้ายเครือข่ายแล้วไม่สามารถใช้บริการไม่ได้ เมื่อผู้ใช้บริการต้องการโอนย้ายไปผู้ให้บริการรายใหม่ แต่บริษัทไม่ดำเนินการให้โดยอ้างว่าต้องอยู่กับผู้ให้บริการรายเดิม ๙๐ วัน ซึ่งประกาศ กสทช. ไม่เคยกำหนดให้ผู้ใช้บริการต้องกับอยู่ผู้ให้บริการรายเดิม ๙๐ วัน แต่ผู้ใช้บริการสามารถโอนย้ายเครือข่ายเมื่อใดก็ได้ ,ปัญหาความครอบคลุมของพื้นที่ให้บริการ เช่นมีการประชาสัมพันธ์ แต่ไม่มีการให้บริการในพื้นที่นั้น เป็นต้น

View :1175
Categories: 3G Tags:

ดีแทคชูวิสัยทัศน์ “Internet for all” ยกระดับเข้าถึงโมบายล์อินเตอร์เน็ตด้วย TriNet ทุกพื้นที่ทั่วไทย พร้อมทดสอบสัญญาณการใช้งาน 77 จังหวัดสร้างความมั่นใจ ประเดิมอีสานภาคแรก

May 21st, 2013 No comments

dtac77_2783rz_77

ดีแทคพร้อมลุยโครงการ 77/77 อินเทอร์เน็ต ฟอร์ ออล โรด ทริป (77/77 Internet For All Road Trip) หลังเปิดตัว TriNet สามโครงข่ายอัจฉริยะหนึ่งเดียวในไทย พร้อมผลักดันความเท่าเทียมในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตทุกพื้นที่ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชากรทั่วประเทศ สร้างมิติใหม่ใช้ภาคโทรคมนาคมช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจชาติ ลุยประเดิมไดร์ฟเทสต์อีสานภาคแรกทดสอบสัญญาณเพื่อสร้างความมั่นใจ เชื่อการใช้งานอีสานยังเติบโตได้อีกมาก

นายจอน เอ็ดดี้ อับดุลลาห์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทค กล่าวว่าโครงการ 77/77 ดีแทค อินเทอร์เน็ต ฟอร์ ออล โรด ทริป (77/77 Internet For All Road Trip) เป็นหนึ่งในวิสัยทัศน์ของ “Internet for all” ที่เกิดขึ้นจากความมุ่งมั่นของดีแทคที่ต้องการให้คนไทยทุกคนทั่วประเทศสามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ ภายใน 3 ปี เพื่อการรับรู้ข้อมูลข่าวสารและโอกาสต่าง ๆ ที่เท่าเทียมกัน และส่งผลให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในที่สุดด้วยการครอบคลุมของสัญญาณคุณภาพ TriNet จากดีแทคที่เป็นโครงข่ายอัจฉริยะหนึ่งเดียวของไทยที่มีคลื่นความถี่มากที่สุด บนแบนด์วิธที่กว้างที่สุด

“การใช้งานอินเทอร์เน็ตในภาคอีสานยังสามารถเติบโตได้อีกมาก เพราะที่ผ่านมาประสบปัญหาการเข้าถึงโครงข่ายอินเทอร์เน็ตแบบเดิมที่มาตามสาย ทำให้มีอุปสรรคในการเข้าถึงของแต่ละพื้นที่ แต่ปัจจุบันด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยี 3G จะทำให้การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตเป็นไปอย่างเท่าเทียมและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น ถ้าเทียบกับทุกภาคแล้วอัตราการเข้าถึงบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Mobile penetration rate) ของภาคอีสานยังต่ำกว่าภาคอื่นคือ 64.12% ของจำนวนประชากรในภูมิภาค ในขณะที่กรุงเทพมีอัตราการเข้าถึงบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่สูงสุดอยู่ที่ 84% ของประชากรในภูมิภาค นอกจากนั้น ภาคอีสานยังมีอัตราการเข้าถึงอุปกรณ์เทคโนโลยีสื่อสารและมีการใช้งานเพียง 21.5% ต่ำกว่ากรุงเทพซึ่งสูงถึง 44.4% ของจำนวนประชากรในภูมิภาค แนวโน้มที่น่าสนใจคือภาคอีสานกลับมีอัตราการเติบโตการใช้ดาต้าสูงสุดกว่าทุกภูมิภาคในประเทศไทย คือ จาก 8% เป็น 13% ภายใน 6 เดือน” นายจอนกล่าว
dtac77_3156
ภาคอีสานมีประชากรมากที่สุดคิดเป็น 1 ใน 3 ของประเทศ หรือคิดเป็นจำนวนประชากรประมาณกว่า 23 ล้านคน ดีแทคจึงให้ความสำคัญแก่ภาคอีสานไม่ต่างจากพื้นที่อื่นๆ ของประเทศไทย โดยเดินหน้าลงทุนพัฒนาโครงข่ายการใช้งานครอบคลุมทั้ง 850 MHz, 1800MHz และ 2100 MHz ซึ่งก็คือโครงข่ายอัจฉริยะ TriNet นั่นเอง และเร็วๆ นี้ดีแทคจะเปิดตัวมือถือโออีเอ็มที่ผลิตขึ้นมาสำหรับดีแทคโดยเฉพาะเพื่อรองรับการใช้งานทั้ง 3 โครงข่ายในเครื่องเดียวทั้งแบบฟีเจอร์โฟน และสมาร์ทโฟนมาทำตลาดในราคาที่คุ้มค่าสำหรับลูกค้าดีแทค ทั้งนี้ ดีแทคยังมีแนวคิด More Choice เกิดจากกลยุทธ์การมุ่งให้ความสำคัญกับลูกค้า Customer Centricity ด้วยการศึกษาความต้องการของลูกค้าอย่างจริงจังเพื่อนำมาสร้างสรรค์แพ็กเกจบริการ และผลิตภัณฑ์อุปกรณ์สื่อสารที่หลากหลายยิ่งขึ้น พร้อมระดับราคาที่มีความเหมาะสม คุ้มค่าที่สุด เพื่อตอบสนองทุกความต้องการของลูกค้าทุกกลุ่มทั่วประเทศ ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่ลูกค้าสามารถเลือกจับคู่แพ็กเกจการใช้โทรศัพท์และอินเทอร์เน็ตได้ตามการใช้งานจริงด้วยตัวเองอย่างแท้จริง

นอกจากนั้น ดีแทคยังได้ปรับเปลี่ยนศูนย์บริการดีแทคและลงทุนครั้งใหญ่เป็นการลงทุนกว่า 150 ล้านบาทในภาคอีสาน โดยนำความต้องการของลูกค้ากลุ่มเป้าหมายมาเป็นโจทย์ในการออกแบบบริการต่างๆ ตามแนวคิด Customer Centricity แนวคิดใหม่ที่มีคุณภาพเป็นมาตรฐานเดียวกัน ซึ่งสุดท้ายดีแทคได้จัดรูปแบบร้านเป็น 3 รูปแบบคือ ดีแทคฮอลล์ ดีแทคเซ็นเตอร์ และดีแทคเอ็กซ์เพรส เพื่อตอบสนองการขายและบริการแบบครบวงจร (Sales & Service Integration) ซึ่งมีมุมที่ลูกค้าจะได้ทดลองใช้งานและเลือกซื้อสมาร์ทโฟนและอุปกรณ์ต่าง ๆ มีบริการแนะนำการใช้งานเครื่องและเลือกแพ็กเกจที่เหมาะสม

ผลการศึกษาระบุว่าการเพิ่มขึ้นของบริการ 3G จะส่งผลที่เป็นประโยชน์ต่อระดับการพัฒนาระบบเศรษฐกิจของประเทศนั้นๆ โดยตรง และการเพิ่มขึ้นทุก 10% ของการใช้งานจาก 2G เป็น 3G จะทำให้รายได้เฉลี่ยต่อคนต่อปี (GDP per captita) สูงขึ้นประมาณ 0.15% และจะช่วยเร่งกระตุ้นภาคเศรษฐกิจให้เกิดการจ้างงานเพิ่มมากขึ้น ภายใต้วิสัยทัศน์ Internet for All ดีแทคกำลังผลักดันหลายโครงการให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรมกับสังคมไทย อาทิ โครงการ Best Start ซึ่งสืบเนื่องมาจากผลการศึกษา ที่พบว่า ในแต่ละปี มีเด็กทารกแรกเกิดกว่า 5 หมื่นคนไม่ได้จดทะเบียนเกิด นำมาซึ่งปัญหาการเข้าถึงบริการสาธารณสุขและการเข้ารับการรักษา ทำให้ไม่ได้รับการรักษาและดูแลสุขภาพและการพัฒนาการทางร่างกายอย่างเหมาะสม รวมไปถึง หญิงตั้งครรภ์ที่ไม่ได้เข้ารับการดูแลฝากครรภ์กับแพทย์ ดีแทคจึงได้ร่วมมือกับกองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ หรือ UNICEF เปิดการบริการ Mother and Child Information Service Center ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์สำหรับแม่และเด็ก เพื่อการพัฒนาอนาคตของชาติที่ยั่งยืน และทางด่วนข้อมูลการเกษตร ที่เปิดช่องทางให้เกษตรกรไทยสามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลที่เป็นประโยชน์ทางด้านการเกษตรและการทำตลาดผ่านโครงข่ายมือถือดีแทค

ทั้งนี้ โครงการ 77/77 อินเทอร์เน็ต ฟอร์ ออล โรด ทริป (77/77 Internet For All Road Trip) ดีแทคยังได้นำทีมทดสอบสัญญาณไดร์ฟเทสต์ (drive test) ไปทุกจังหวัดทั่วไทย ซึ่งเริ่มที่ภาคอีสานเป็นภาคแรก และยังมีภาคอื่นๆ ตามมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งโครงการนี้จะตอกย้ำความสำเร็จจากการเปิดตัว TriNet จากดีแทค หรือ โครงข่ายอัจฉริยะที่รวมคลื่น 1800 เมกะเฮิร์ตซ์ คลื่น 850 เมกะเฮิร์ตซ์ และคลื่น 2100 เมกะเฮิร์ตซ์ เข้าไว้ด้วยกัน และเป็นผู้ให้บริการโทรคมนาคมหนึ่งเดียวของไทยที่มีคลื่นความถี่มากที่สุด บนแบนด์วิธที่กว้างที่สุด เพื่อมุ่งสู่ธุรกิจโมบายอินเทอร์เน็ตเต็มรูปแบบอีกด้วย

View :1970
Categories: 3G Tags:

เอกสารข่าว”กรณีเว็บสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีถูกแฮก และมีการหมิ่นนายกรัฐมนตรี”

May 9th, 2013 No comments

ปัญหาการแฮกเว็บ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี. เกิดขึ้นจากการทำ SQL Injection ด้วยการเข้าไปกรอกข้อมูล และเปลี่ยนข้อมูลในเว็บ และมีการใช้วิธีการอำพรางตัว เพื่อไม่ให้รู้ได้ว่าผู้ทำผิดเป็นใคร

ดังนั้น การรู้ตัวผู้กระทำความผิด จะต้องมาจากการรวบรวมพยานหลักฐานดิจิทัล และกระบวนการสืบสวนสอบสวน ซึ่งขณะนี้ ก็ได้เบาะแสแล้ว แต่คงไม่สามารถให้รายละเอียดได้ เพราะอาจส่งผลต่อรูปคดี

โดยในด้านการวิเคราะห์ข้อมูลนั้น ได้มีการใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ โดยการเอา log หรือข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ ที่ทำให้ทราบว่า รูปแบบ (pattern) ของการกระทำความผิดเกิดได้อย่างไร และจากที่ไหนเป็นหลัก โดยการทำงานเกิดจากความร่วมมือของทีมสำนักป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ทีมไทยเซิร์ต สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) ซึ่งกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเน้นการรวบรวมและวิเคราะห์พยานหลักฐานดิจิทัล ส่วนกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีของ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ก็เน้นการสืบสวนสอบสวน สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน)เป็นหน่วยงานเพิ่งตั้ง 2 ปี ดูแล ThaiCERT ภายหลังจากทราบว่า มีการกระทำความผิดเมื่อวันที่ 8 ช่วงบ่าย ก็มีการวางแผนการดำเนินการ รวบรวมและวิเคราะห์พยานหลักฐานเบื้องต้น ใช้เวลาประมาณ 12 ชม. เวลาส่วนใหญ่ใช้ไปกับการทำ image หรือทำสำเนาของพยานหลักฐานมาใช้ในการวิเคราะห์ เพราะข้อมูลมีเป็นจำนวนมาก แต่ต้องทำให้ถูกต้องตามกระบวนการพิสูจน์พยานหลักฐานดิจิทัล เพื่อไม่ให้พยานหลักฐานนั้นปนเปื้อนและถูกโต้แย้งเรื่องความน่าเชื่อถือ ซึ่งการจับกุมนั้น คาดว่าจะสามารถดำเนินการเร็วๆ นี้ แต่เนื่องจากคดีนี้เป็นคดีที่มีลักษณะอาญา การเข้าดำเนินการจับกุมต้องทำด้วยความรอบคอบ เพื่อไม่ให้กระทบต่อสิทธิของผู้ต้องสงสัยหรือผู้ต้องหา หรือจับแพะ โดยความผิดนั้น เข้าข่ายความผิดอยู่ ๒ ส่วน (ทั้งนี้ แล้วแต่พนักงานเจ้าหน้าที่หรือพนักงานสอบสวนจะตั้งข้อกล่าวหาตามพยานหลักฐาน) คือ 1) ความผิดตามกฎหมายการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์ (4 มาตรา) อยากทำความเข้าใจกับสื่อมวลชนว่า การกระทำความผิดนั้น เป็นการเข้าไปยังเว็บของรัฐที่เป็นบริการสาธารณะ หากมีผู้หนึ่งผู้ใดทำเช่นนั้น ย่อมหมายความว่า อาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นต่อการให้บริการของรัฐทางออนไลน์ ก็อาจเข้าข่ายการกระทำความผิดหลายมาตราด้วยกัน ตั้งแต่ การเข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์และข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นๆ โดยมิชอบที่เขามีมาตรการป้องกันเอาไว้ (มาตรา 5 และมาตรา 7 กฎหมายการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์) และการเปลี่ยนแปลง เพิ่มเติมข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยมิชอบ (มาตรา 9) และเนื่องจากเว็บสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นเว็บที่ถือเป็นบริการสาธารณะของรัฐ ก็อาจเข้าข่ายเป็นความผิดที่อาจได้รับโทษหนักขึ้น (มาตรา 12 (2) โทษจำคุกตั้งแต่ 3 ปี ถึง 15 ปี) 2) ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาว่าด้วยเรื่องหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา (1 มาตรา) (มาตรา 328 ปอ.) ในกรณีที่เกิดขึ้นกับนายกรัฐมนตรี

สาเหตุที่ต้องดำเนินการอย่างรวดเร็ว เพราะเรื่องนี้เป็นการกระทำที่อุกอาจเพราะใช้วิธีการทำความผิดผ่านเว็บของรัฐ ซึ่งมีผลกระทบที่สำคัญมาก ต่อความน่าเชื่อถือของระบบของรัฐ ที่อาจมีใครพยายามกระทำความผิดต่อเว็บอื่นอีก โดยนโยบายของรัฐบาลทุกประเทศที่มุ่งไปในทางเดียวกัน คือ ส่งเสริมให้ประชาชนทำธุรกรรมทางออนไลน์ ย่อมได้รับผลกระทบอย่างมหาศาล นอกจากนี้ หากพิจารณากรณีของนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นผู้บริหารสูงสุดของประเทศ แต่ฝ่ายจัดการไม่สามารถดำเนินการแก้ไขปัญหาใดๆ ได้ แน่นอนย่อมส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในการบริหารประเทศไปด้วย สำหรับการแก้ไขปัญหาเว็บไซต์หมิ่นสถาบันนั้น กระผมเองมั่นใจว่าทุกรัฐบาลให้ความสำคัญ แต่การให้ข่าวหรือให้ข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินการนั้น อาจแตกต่างกัน บางรัฐบาลก็ให้ข่าว เหมือนเป็น KPI แต่ในปัจจุบันนี้ กระทรวงฯ ได้ให้หลายทีมช่วยกันวิเคราะห์กลไกของการแก้ไขปัญหา พบว่า การแก้ไขปัญหาโดยไม่ไปกระตุ้นให้คนทั่วไปสนใจอยากรู้อยากเห็น น่าจะเป็นวิธีที่เหมาะสมที่สุด เพราะหากปล่อยให้การประชาสัมพันธ์ไปสร้างแรงจูงใจและแรงกระตุ้นให้กับผู้ที่ไม่อยากเกี่ยวข้อง เข้าไปเกี่ยวข้อง ความบอบช้ำและผลกระทบก็จะยิ่งมากตามไปด้วย จึงเสนอว่าไม่ควรนำทั้ง 2 กรณี ไปเปรียบเทียบกันพร้อมกันนี้ ในส่วนของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง คือ กฎหมายการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์ (CC) ร่างปรับปรุงเสร็จแล้ว ได้รับฟังความเห็นไปแล้ว 3 ครั้ง ไม่รวมการรับฟังในลักษณะ focus group อีกหลายครั้ง ขณะนี้ เหลือเพียงขั้นตอนนำเสนอเข้าครม. (ภายใน 2 เดือน) โดยระหว่างนี้ ก็จะมีการนำเสนอร่างต่อสาธารณชนเป็นระยะๆ เพราะกว่าร่างจะผ่านสภานั้น คงใช้เวลาอีกพอสมควร อาจมีเทคโนโลยีและรูปแบบการกระทำความผิดที่จำเป็นต้องรับฟัง หรือ update ให้ทันสมัยตลอดเวลาแนวทางการดำเนินการ Security ของประเทศนั้น นายกรัฐมนตรีได้ให้ความสำคัญในเรื่องนี้ ด้วยการตั้งคณะกรรมการความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติขึ้นมา เพื่อให้บูรณาการการดำเนินการเกี่ยวกับความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ โดยจะมีการผลักดันกรอบนโยบายความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์, มีการแบ่งขอบเขตการทำงานที่ครอบคลุม 6 ด้าน ได้แก่ ด้านกลาโหม (เพื่อต่อต้านการก่อการร้ายหรือวินาศกรรม), Incidents Response, Law Enforcement, Capacity Building, Public Awareness, R&D โดยมีสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน)เป็นฝ่ายเลขานุการ และมีทางศูนย์รักษาความปลอดภัยคอมพิวเตอร์ กระทรวงกลาโหม และส่วนงานกำกับดูแลการกระทำความผิดทางเทคโนโลยี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นผู้ช่วยเลขานุการ อีกทั้งแนวทางการเสนอแนะในการดำเนินการเพื่อแก้ไขสถานการณ์ดังกล่าว ได้มีข้อเสนอแนะทั้งในระยะเร่งด่วนเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ทั้งโดยการประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างความตระหนักถึงภัยที่จะเกิดขึ้น การสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานเพื่อทำการ scanning ตรวจสอบช่องโหว่ ในลักษณะเป็น Security Clearance Day โดยให้หน่วยงานต่างๆ ดำเนินการตามมาตรการที่ไทยเซิร์ต สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) พร้อมให้คำแนะนำและเสนอแนะมาตรการดำเนินการทางปฏิบัติ

เพื่อประโยชน์ต่อการลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น และระยะยาว ให้มีการกำหนดมาตรการในการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของเว็บไซต์ และมาตรการการตรวจประเมินระบบเว็บไซต์อย่างต่อเนื่อง การพัฒนาทักษะด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยสำหรับผู้ดูแลระบบเว็บไซต์ของหน่วยงานภาครัฐ เพื่อบูรณาการทำงานของหน่วยงานภาครัฐในการรักษาความมั่นคงปลอดภัยผ่านการผลักดันของคณะกรรมการความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อให้เกิดการบริหารจัดการด้าน Security ที่เป็นระบบ และควรผลักดันให้หน่วยงานของรัฐปฏิบัติตามข้อกำหนดทางกฎหมายเกี่ยวกับความมั่นคงปลอดภัยที่คณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ คณะกรรมการระดับชาติอีกชุดหนึ่งที่ได้ผลักดันมาตรการทางด้านความมั่นคงปลอดภัยออกมาบังคับใช้โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับหน่วยงานภาครัฐให้มีความจริงจังมากยิ่งขึ้น

View :1341

คนไทยแห่ใช้โซเชี่ยลมีเดียเติบโตสูงสุด 163% อินสตาร์แกรมเติบโตอันดับหนึ่ง

May 9th, 2013 No comments

คนไทยแห่ใช้โซเชี่ยลมีเดียเติบโตสูงสุด 163% อินสตาร์แกรมเติบโตอันดับหนึ่ง พบคนไทยถ่ายรูปอัพโหลดสูงสุดปีละ 70 ล้านภาพ ยูทูป (Youtube) เติบโตอันดับสอง คนไทยอัพโหลดวีดีโอเข้ายูทูปสูงถึง 5.3 ล้านวีดีโอ ส่วนเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์เติบโตต่อเนื่อง และผู้หญิงใช้โซเชี่ยลมีเดียมากว่าผู้ชาย สุวรรณภูมิเป็นสถานที่มีคนเช็กอินมากที่สุดในไทย มือถือกลายเป็นช่องทางหลักของการเข้าถึงโซเชี่ยลมีเดียของคนไทย การเติบโตของ 3G เป็นตัวพลักดันโซเชี่ยลมีเดียเติบโต โดยข้อมูลจากงาน Thailand Zocial Award 2013

Zocial
ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โซเชี่ยลอิงค์ ผู้จัดงาน Thailand Zocial Award 2013 งานมอบรางวัลให้กับ คน แบรนด์และบริษัทที่การใช้การโซเชี่ยลมีเดียสูงสุดประจำปี เผยถึงข้อมูลเชิงลึกของการใช้โซเชี่ยลมีเดียของคนไทย ภาพรวมมีการเติบโตขึั้นสูงสุด 163% เมื่อเทียบจากปีก่อน คนไทยนิยมใช้ อินสตาร์แกรมเพิ่มสูงสุดถึง โดยมีภาพถ่ายจากคนไทยสูงถึง 70 ล้านภาพต่อปี โดยภาพถ่ายที่มีคนกดไลค์มากที่สุด ได้แก่ภาพของ บอย ปกรณ์ (@boy_pakorn) และยูทูป เว็บไซต์วีดีโอที่คนไทยนิยม มีคนไทยอัพโหลดวีดีโอเข้าไปมากกว่า 5.3 ล้านคลิป โดยมีการอัพโหลดสูงถึง 2,500 คลิปต่อวันเลยทีเดียว

ในงานมีการมอบรางวัลให้กับคน แบรนด์และบริษัทที่ใช้โซเชี่ยลมีเดีย โดย ค่ายหนัง จีทีเอช ได้รับรางวัลแบรนด์สุดยอดโซเชี่ยลเน็ตเวิรก์ และคุณตัน อิชิตัน ได้รับรางวัลนักธุรกิจยอดเยี่ยมบนโซเชี่ยลเน็ตเวิรก์ รางวัลเฟซบุ้คเพจที่มีคนกดไลค์สูงสุดในประเทศไทย และดารานักแสดงหญิงยอดนิยมทางโซเชี่ยลมีเดียได้แก่ ชมภู อารียา ส่วนฝ่ายชายได้แก่ มาริโอ้ เมาเรอร์ ทางด้านศิลปินเดี่ยวยอดเยี่ยมบนโซเชี่ยลเน็ตเวิรก์ได้แก่ นิชคุณ และศิลปินกลุ่มยอดเยี่ยมได้แก่ วงบอดี้แสลม นอกจากนี้ยังมี รางวัลสุดยอดนักข่าวชายได้แก่ กิตติ สิงห์หาปัตย์ และสุดยอดนักข่าวหญิง ได้แก่ ซี ฉัตรปวี และรางวัลเน็ตไอดอลหญิงยอดเยี่ยม คือ น้องเนย รักษ์โลก เน็ตไอดอลชายยอดเยี่ยมคือ ปลื้ม VRZO สุดท้ายรางวัลรายการอินเทอร์เน็ตทีวียอดเยี่ยม คือ VRZO โดยข้อมูลนี้สามารถดูเพิ่มเติมได้ที่ www.ZocialRank.com/award

โดยงานนี้จัดเป็นครั้งแรกของประเทศไทยโดย โซเชี่ยลอิงค์ร่วมมือกับ เอ็นบีซี และโชว์โนลิมิต เป้าหมายเพื่อกระตุ้นให้เกิดการตื่นตัว กับการใช้โซเชี่ยลมีเดียในประเทศ และเป็นการมอบรางวัลให้กับ บุคคลรวมถึงองค์กรที่มีการใช้โซเชี่ยลมีเดียอย่างยอดเยี่ยม ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก ธนาคารกสิกรไทย ไทยแอร์เอเซีย เมเจอร์ซินิเพล็กซ์ สนุกดอทคอม โนเกีย ไฮเนเก้น

ข้อมูลเพิ่มเติม www.ZocialRank.com/award

View :1590
Categories: Social Media/ Social Network Tags:

เอฟดีเค จัดตั้งบริษัทสาขาในไทย ตั้งเป้าขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง

May 8th, 2013 No comments

กรุงเทพฯ, ประเทศไทย – 3 พฤษภาคม 2556 – เอฟดีเค (FDK) บริษัทในเครือของฟูจิตสึ กรุ๊ป และผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และแบตเตอรี่ระดับโลก เปิดเผยแผนการขยายธุรกิจ ด้วยการจัดตั้งสำนักงานสาขาที่กรุงเทพฯ

สำนักงานสาขาแห่งใหม่นี้เริ่มเปิดดำเนินงานเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2556 โดยจะทำหน้าที่กระตุ้นยอดขายในตลาดใหม่ๆ เช่น เวียดนาม เมียนมาร์ ลาว และกัมพูชา

นายมิชิมาซา โมชิซูกิ ประธานบริษัทเอฟดีเค คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า “ตลาดชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และแบตเตอรี่เติบโตอย่างรวดเร็ว เนื่องจากความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเมื่อปีที่แล้ว ยอดขายของบริษัทเติบโต 10-15% ด้วยเหตุนี้ จึงตัดสินใจที่จะจัดตั้งบริษัทสาขาในประเทศไทย เพราะไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีศักยภาพสูงสุดในภูมิภาคนี้ เนื่องจากเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ข้อได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ ระบบโครงสร้างพื้นฐานและโลจิสติกส์ที่แข็งแกร่ง เราคาดหมายว่าตลาดและยอดขายในส่วนนี้จะเติบโตอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ บริษัทยังมองเห็นโอกาสที่ดีสำหรับ AEC ซึ่งจะเริ่มต้นในปี 2558 โดยจะส่งผลดีต่อธุรกิจของเราในภูมิภาคนี้”

นายมาซากิ มิอุระ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอฟดีเค (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ภารกิจแรกสำหรับสำนักงานสาขาในประเทศไทยก็คือ การขยายสำนักงานขายและเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับฝ่ายการตลาด เพื่อผลักดันยอดขายในภูมิภาคนี้ รวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ เมื่อปี 2555 บริษัทฯ ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ เช่น “PremiumG” ซึ่งเป็นแบตเตอรี่อัลคาไลน์ที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าผลิตภัณฑ์แบตเตอรี่อัลคาไลน์รุ่นอื่นๆ ของฟูจิตสึ, “แบตเตอรี่แบบชาร์จไฟได้ของฟูจิตสึ” ซึ่งเป็นแบตเตอรี่ที่มีการคายประจุไฟต่ำ และ “แบตเตอรี่สมาร์ทโฟนของฟูจิตสึ” สำหรับการชาร์จสมาร์ทโฟนอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ เรายังจัดหาระบบสตอเรจที่ใช้งานได้อย่างปลอดภัย โดยมีการใช้เทคโนโลยีทั้งหมดที่เกี่ยวข้องของเอฟดีเค ทั้งในส่วนของชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ แบตเตอรี่ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์”

เอฟดีเคจะจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์สำคัญๆ เช่น แบตเตอรี่แห้ง, แบตเตอรี่ลิเธียม, แบตเตอรี่ Ni-MH, ลิเธียมไอออน คาปาซิเตอร์ และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ผ่านทางตัวแทนจำหน่ายในประเทศไทย

“ผลิตภัณฑ์ที่บริษัทนำเสนอแก่ลูกค้าทั่วโลกสอดรับกับแนวคิดหลัก 3 ข้อ ได้แก่ 1. มุมมองที่มุ่งเน้นลูกค้าเป็นหลัก, 2. แนวทางการผลิตแบบ “Monozukuri” ซึ่งเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยมุ่งเน้นการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่เปี่ยมด้วยคุณภาพ รวมถึงการปรับปรุงระบบและกระบวนการผลิต และ 3. การสร้างสรรค์อนาคตที่ดีกว่า โดยอาศัยเทคโนโลยีที่พัฒนาต่อยอดจากแบตเตอรี่อีกด้วย”นายมิอุระ กล่าวทิ้งท้าย

View :1093
Categories: Press/Release Tags:

Sony announces its 2013 business directions with “One-Touch Entertainment” strategy

May 8th, 2013 No comments

Sony3

Bangkok, 3 May 2013 – Sony Thai co., ltd. today announced their vision statement, business direction and marketing strategy for fiscal year 2013 at Sony Press Conference 2013. To reinforce the company’s business growth, Sony introduces its new “Be Moved” communication message in which the consumers can unboundedly capture every touching moments in their lives through the use of Sony’s technology. Sony also offers a new dimension of integrated entertainment and communication, giving consumers the ease and flexibility to share content across different platforms through “One-Touch Entertainment” solution. Furthermore, Sony officially launched its new product line-up including BRAVIA TV, XPERIA Tablet Z, Cyber-shot camera, HandyCam®, home theater set and many more to highlight the company’s strengths in innovative technologies designed to elevate consumers’ entertainment experiences by allowing them to enjoy content and unique applications across various screen sizes and devices while at home or on the go. Lastly, the company also announces its new NEX camera presenter Toey Jarinporn Joonkiat. This move is in response to the company’s refreshed business direction, and positions the company to deliver on its 2013 goals.

Mr. Toru Shimizu, Managing Director, Sony Thai Co., Ltd. said that, “Last year, the overall electricity and portable device market was affected by both positive and negative factors. However, we managed to grow our businesses in many key product categories, especially in smartphone and Interchangeable Lens Digital Cameras segments. Sony has gained 150 percent growth in Xperia™ Sony Smartphone segment, and 50 percent growth in Alpha and NEX camera segment as a result of our effective marketing strategy and the fact that our products respond to the needs of our target customers. In 2013, we expected that the television segment will grow 15 percent in accordance with technological advancement in Thailand’s digital television this year. We are confident that our BRAVIA TV will deliver superb graphic quality as well as the best-sounding, richest audio experience available on a television.”

In addition, Sony is aiming to strengthen its business growth with Sony’s high quality innovations. With new “Be Moved” communication message, Sony aims to create a new dimension of integrated entertainment experience and to communicate how the brand keeps on touching the lives of portable device users around the world. Moreover, the new One-Touch Entertainment solution helps consumers make sharing content easier than ever. Sony is now driving innovation in its products by leveraging NFC (Near Field Communication) technology and placing it at the heart of content sharing with one-touch. For example, consumers can connect Xperia Z smartphone to stereo, BRAVIA TV screen or portable speakers and headphones or Play Station with just one-touch, and no need for wires, passwords or docks.

Sony1

“This year, Sony plans to move its business forward through 3 key strategic business segments including Consumer Products segment, Professional Products segment, and Sony Mobile Communications segment which is responsible for Xperia smartphone and Xperia tablet. The Sony Xperia Z smartphone is the key product for leveraging our latest One-Touch Entertainment technology in order to deliver the simplicity of one-touch to customers in connecting their entertainment experience with other Sony’s new NFC enabled products. With this new strategy, high-quality innovative products, and promotional activities that respond to consumers’ needs, we are confident that our business will grow over 10 percent in 2013,” Mr. Shimizu added.

Sony also announces its new presenter for NEX camera, Toey Jarinporn Joonkiat and reveals its 2013 product line-up that equipped with latest technology in many segments such as TVs, digital imaging, and IT products. Mr. Pinyo Sanguansethakul, Senior Director, Consumer Sales Division, Sony Thai Co., Ltd., explained that “The reason we chose Toey to become our new presenter is her cheerful and lively personality which clearly reflects lifestyle of NEX camera’s target group. Apart from Thailand, Toey will also appear in Sony’s communication campaign in more than 10 countries including Malaysia, Singapore, Vietnam, Indonesia, Philippines etc.

“Sony’s innovations have always been embraced by Thai customers. We achieved strong growth in many areas such as Alpha and NEX DSLR camera, Hybrid notebooks (VAIO Duo 11) which succeeded as number 1 in the market and Xperia smartphone. We are confident that we will achieve a solid turnaround this year as a result of a strong lineup of 18 new BRAVIA TVs with 4K HD available in 55” and 65” models. Featuring a new sleek design, Sense of Quartz, BRAVIA TV also comes with new Triluminos technology that gives the best picture quality. In addition, Sony also launches a brand new Xperia tablet Z, while introducing more than 15 new Cyber-shot and HandyCam cameras.”

Product Lineup
To showcase the ‘One-Touch Entertainment’ strategy, Sony promises to offer diversified products with sleek design and advanced technology to connect entertainment experiences across devices and platforms for consumers. To create vibrant experiences for consumers in Thailand’s AVIT market, the company has announced the launch of the following models;

BRAVIA Televisions – 18 newly introduced models with Sense of Quartz that gives sleek design, showcasing fine picture quality equipped with TRILUMINOS Display and X-Reality Pro. Product highlights include the BRAVIA X9004A Series that equipped with 4K X-Reality Pro and the BRAVIA W954A Series with full HD, TRILUMINOS Display, and support One-Touch Mirroring (W954A, W804A and W704A) via Sony’s One-Touch remote control.

Xperia™ Tablet Z – includes the very best of Sony technology. With a 10.1” HD WUXGA Display, powered by Mobile BRAVIA Engine 2, it delivers enhanced color reproduction for a brilliant TV-like viewing experience. Equipped with an 8MP rear camera featuring “Exmor R for mobile”, the tablet also comes with HDR water proof and 1.5GHz Qualcomm® APQ8064+MDM9215M Quad Core CPU.

Home Entertainment – includes BDV-N9100W Blue-Ray home cinema system. Comes with powerful performance of Magnetic Fluid speakers, these thin yet effective speakers reproduce 1000W of clear, undistorted Hi-Fi sound. It also supports One-Touch Entertainment technology using NFC from smartphone. Equipped with Built-in Wi-Fi, consumers can enjoy endless entertainment online.

Cyber-shot Digital Cameras – 7 new models such as DSC-HX300 with a 20.4 megapixel Carl Zeiss Vario-Sonnar T and 50x optical zoom lens and DSC-TX30 with a 18.2 mega pixel Carl Zeiss Vario-Sonnar T and Exmor R CMOS sensor.
HandyCam Video Cameras – 8 new models including NEX-VG30 Interchangeable Lens Digital Cameras and Action Cam HDR-AS15 which is a rugged, wearable full HD video camcorder with built-in Wi-Fi.

VAIO – 2 new models including the outstandingly designed VAIO Fit 14E / 15E and VAIO Fit 14 and 15. These models also support NFC sharing and will be available in June 2013.

To find out more, visit Sony dealers and Sony Stores nationwide or contact Sony Customer Service Center, Tel 0-2715-6100, or visit www.sony.co.th

View :2584
Categories: Press/Release Tags:

เลขาธิการ ITU เผยมุมมองการกำกับดูแลในยุคหลอมสื่อ

May 8th, 2013 No comments

พลอากาศเอก ธเรศ ปุณศรี ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (ประธาน กสทช.) กล่าวในงานปาฐกถาพิเศษภายใต้หัวข้อ “มุมมองของเลขาธิการสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ หรือ ITU กับการกำกับดูแลในยุคหลอมรวมสื่อ”

(Thailand and regulation in a converged environment : an international perspective) ว่า กสทช. มีความร่วมมือกับ ITU ในหลายด้านมายาวนาน ด้วยความรู้และประสบการณ์ของ ITU ได้สร้างประโยชน์ต่อกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมของประเทศไทย ทั้ง 2 องค์กร ได้ร่วมมือกันในหลายโครงการ อาทิ โครงการบริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึง ซึ่งมีวัตถุประสงค์ให้ประชาชนได้เข้าถึงบริการโทรคมนาคมอย่างเท่าเทียม หรือโครงการพัฒนาสมรรถภาพบุคลากรของ กสทช. สำนักงาน กสทช. และอุตสาหกรรมโทรคมนาคม ล่าสุด กสทช. ได้รับการสนับสนุนจาก ITU ในการให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการประมูลคลื่นความถี่ 3G โดยITU ได้จัดทำรายงาน Thailand 3G Auction Review Report ซึ่งผลการศึกษาได้ประเมินและรับรองว่า การประมูลคลื่นความถี่ 3G สอดคล้องกับมาตรฐานระหว่างประเทศ

ดร. ฮามาดูน ตูเร เลขาธิการITU กล่าวว่า ประเทศไทยมีการใช้โทรศัพท์มือถือจำนวนเกินกว่า 100 %แล้ว จึงเห็นโอกาสของการใช้การสื่อสารที่จะเข้ามาพัฒนาทุก ๆ สิ่งได้เป็นอย่างดี เป้าประสงค์สูงสุดของ ITU คือการเห็นสังคมเป็นสังคมอุดมปัญญา ที่ประชาชนสามารถที่จะเข้าถึงและใช้ฐานข้อมูลความรู้ พัฒนาต่อยอดและถ่ายทอดกันได้อย่างกว้างขวาง ในมุมมอง ITU การประมูลใบอนุญาตคลื่นความถี่ 2.1 GHz ที่ผ่านมาของประเทศไทยถือว่าประสบผลสำเร็จได้เป็นอย่างดียิ่ง สามารถจัดสรรคลื่นความถี่ได้เป็นผลสำเร็จ ส่วนตัวมองว่า การประมูลคลื่นความถี่ของประเทศไทยมีการวางนโยบายได้เหมาะสม ไม่เน้นเรื่องรายได้จากการประมูลมากเกินไป มีการมองเรื่องประโยชน์ของผู้บริโภคเป้นสำคัญ จึงทำให้การประมูลไม่ก่อให้เกิดปัญหา จนเป็นผลให้ผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมไม่สามารถให้บริการได้เนื่องจากต้นทุนให้บริการนั้นสูงเกินไป

ประชาชนควรจะมีโอกาสได้รับบริการโทรคมนาคมพื้นฐานที่ทั่วถึง อันจะทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลสาร ความรู้ต่างๆ รวมทั้งบริการต่างๆ จากภาครัฐได้ โดยไม่มีข้อจำกัดในเรื่องระยะทางต่อไป ปัจจุบันกว่า 2 ใน 3 ของประชากรในโลกนี้สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้แล้ว เป้าหมายท้ายที่สุด คือการเชื่อมโยงเหล่านี้จะทำให้ไปสู่สังคมอุดมปัญญา (Knowledge Society) และในสังคมอุดมปัญญาดังกล่าว ประชาชนจะต้องสามารถทำ 4 อย่างนี้ได้ ได้แก่ 1. ประชาชนต้องเข้าถึงความรู้เหล่านี้ได้ 2. ประชาชนต้องสามารถใช้ความรู้เหล่านี้ได้ 3. ประชาชนสามารถสร้างความรู้ได้ 4. ประชาชนสามารถแบ่งปันความรู้นี้ได้

สำหรับประเทศไทย กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจาก Analog ไปสู่Digital TV นอกเหนือจากการบริหารคลื่นความถี่ให้พอเพียงกับกิจการวิทยุและกิจการโทรทัศน์แล้ว ยังควรต้องคำนึงถึงการกำหนด Digital Dividend ในช่วง700 MHz เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงบริการ บรอดแบนด์ได้อย่างทั่วถึง จึงจะนับว่าเป็นการใช้คลื่นความถี่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในประเด็นเกี่ยวกับการกำกับดูแลในเรื่องการใช้โครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน อยากให้ดูแลเรื่องการลดการลงทุนซ้ำซ้อน เพราะจะทำให้ต้นทุนบริการลดลง อันจะทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการได้มากขึ้น

ท้ายนี้ในเรื่องของแนวทางการกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคม ควรเป็นแบบ Light- Touch Regulation คือการกำกับดูแลแบบไม่ลงไปควบคุมมากจนเกินไป แต่จะปล่อยให้กลไกในตลาดควบคุมกันเอง ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า การกำกับดูแลที่ดีที่สุดคือการไม่จำเป็นต้องไปกำกับดูแล สำหรับ ITU เอง เราใช้การให้คำแนะนำ (Recommendation) แทนการออกกฎระเบียบ ข้อบังคับ และใช้วิธีการแสวงหาความเห็นร่วมของสมาชิกมากกว่าจะใช้วิธีการลงคะแนนเสียง

View :1301
Categories: Convergence, Technology Tags:

ทรูมูฟ เอช รุดหน้าเปิดบริการ 4G LTE บนคลื่น 2100 MHz รายแรกในไทย

May 8th, 2013 No comments

กรุงเทพฯ 8 พฤษภาคม 2556 – ทรูมูฟ เอช ผู้นำเครือข่าย 3G ที่ใหญ่ที่สุด ประกาศนำประเทศไทยเข้าสู่ 4G ทัดเทียมนานาประเทศ โดยนำคลื่นความถี่ 2100 MHz เปิดบริการ 4G LTE รายแรกในไทย และบริการ 3G ที่ผสมผสานเทคโนโลยีบนสองคลื่นความถี่แบบไร้รอยต่อ ภายใต้แบรนด์ “ทรูมูฟ เอช” มอบคุณภาพมาตรฐานระดับโลกที่โทรชัด เน็ตแรง และครอบคลุมมากที่สุดในไทย เดินหน้านำศักยภาพ 3G สร้างประโยชน์การศึกษาและสาธารณสุขในพื้นที่ชุมชนห่างไกลอย่างต่อเนื่อง ทั้งยืนยันมุ่งมั่นพัฒนาคุณภาพบริการ 3G และ 4G ให้ดียิ่งขึ้น ผ่านโครงการ “กลุ่มผู้นำความคิด เพื่อพัฒนาการให้บริการโทรคมนาคมในระบบ 3G และ 4G ของประเทศไทย” ตั้งเป้าขยายสถานีฐาน 4G LTE ไม่ต่ำกว่า 2,000 แห่งภายในสิ้นปีนี้ พร้อมส่งแพ็กเกจสุดคุ้มให้ชาวไทยได้สัมผัสประสบการณ์ 4G LTE เต็มสปีดความเร็วสูงสุด

นายศุภชัย เจียรวนนท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานคณะผู้บริหาร บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น เปิดเผยว่า “กลุ่มทรูในฐานะผู้ให้บริการโทรคมนาคมของคนไทย มุ่งมั่นพัฒนาเทคโนโลยีสื่อสารเพื่อผู้บริโภคชาวไทยมาโดยตลอด โดยเป็นรายแรกที่เปิดทดลองให้บริการ 3G บนคลื่น 850 MHz ร่วมกับ กสท เมื่อปี 2552 และยังเป็นรายแรกที่ทำการตลาดการให้บริการ 3G บนคลื่น 850 MHz ภายใต้ Reseller Agreement บนโครงข่ายของ กสท ครอบคลุมทั่วไทย ในเดือนสิงหาคม 2554 และล่าสุด วันนี้ พฤษภาคม 2556 ทรูมูฟ เอช ได้พัฒนาเทคโนโลยี 4G บนคลื่น 2100 MHz เปิดให้บริการ 4G LTE เป็นรายแรกของไทย ซึ่งเป็นการยืนยันคำมั่นสัญญาที่จะนำเทคโนโลยีที่ดีที่สุดให้ผู้บริโภคชาวไทยได้สัมผัสประสบการณ์การใช้งานที่เหนือกว่า ก้าวสู่ยุค 4G ทัดเทียมนานาประเทศ พร้อมตอกย้ำผู้นำเครือข่าย 3G ที่ดีที่สุด ผสมผสานเทคโนโลยีบนคลื่นความถี่ 850 MHz และ 2100 MHz ให้ผู้บริโภคใช้งานสื่อสารได้อย่างราบรื่น ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ทั้งยังเดินหน้านำศักยภาพ 3G เพื่อยกระดับการศึกษาและสาธารณสุขในชุมชนห่างไกลอย่างต่อเนื่อง ผ่านโครงการ 3G+ เพื่อโรงเรียนและชุมชน ซึ่งได้มอบชุดอุปกรณ์เชื่อมต่อสัญญาณ 3G+ พร้อมแพ็กเกจใช้งานให้โรงเรียนและสาธารณสุขชุมชนในถิ่นทุรกันดารแล้วรวม 2,000 ชุด โดยมอบให้โรงเรียนกว่า 900 แห่ง และมอบให้โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต) รวมถึงแพทย์ประจำโรงพยาบาลอำเภอที่ดูแล รพ.สต.เครือข่ายอีก 141 แห่งทั่วประเทศ ช่วยสนับสนุนให้บุคลากรทางการแพทย์ระดับชุมชนได้เข้าถึงแหล่งข้อมูลทางการแพทย์ รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการสาธารณสุขได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น และด้วยปณิธานที่จะเดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อคนไทยต่อไป กลุ่มทรูได้จัดตั้งโครงการ กลุ่มผู้นำความคิด เพื่อพัฒนาการให้บริการโทรคมนาคมในระบบ 3G และ 4G ของประเทศไทย โดยเชิญผู้นำความคิดในสังคมที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมจากหลากหลายภาคส่วน ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของคณะที่ปรึกษาในโครงการ โดยตั้งเป้า 100 ท่าน เพื่อให้ข้อคิดเห็นและคำแนะนำในการพัฒนาการให้บริการและคุณภาพเครือข่ายการให้บริการ 3G และ 4G LTE ของประเทศไทย เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด และเพื่อให้คนไทยได้ใช้เทคโนโลยีการสื่อสารที่ทันสมัยและมีคุณภาพสูงทัดเทียมนานาประเทศต่อไป”

นายวิเชาวน์ รักพงษ์ไพโรจน์ หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่ม ด้านปฏิบัติการ ด้านคุณภาพโครงข่าย การปฏิบัติการและบำรุงรักษา บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า “ทรูมูฟ เอช เป็นผู้ให้บริการ 4G LTE รายแรกของไทยที่ได้พัฒนาเทคโนโลยี 4G บนคลื่น 2100 MHz ซึ่งมีศักยภาพและความพร้อมที่จะรองรับการใช้งานดาต้าด้วยความเร็วสูงสุด สามารถรับส่งข้อมูลผ่านระบบไร้สายได้เต็มประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยตั้งเป้าจะมีสถานีฐาน 4G ไม่ต่ำกว่า 2,000 แห่งภายในสิ้นปีนี้ พร้อมเปิดให้บริการ 4G เฟสแรก ด้วยความเร็วสูงสุดในการดาวน์โหลดและอัพโหลดเร็วกว่าเดิม 3-5 เท่า ครอบคลุมย่านเศรษฐกิจสำคัญๆ ในกรุงเทพฯ เช่น สยามสแควร์ สีสม และสาทร และอีก 15 หัวเมืองหลัก ภายในสิ้นปี 2556 ได้แก่ พัทยา หัวหิน ชะอำ เชียงใหม่ ภูเก็ต สมุย นครปฐม อยุธยา พิษณุโลก ขอนแก่น นครราชสีมา อุบลราชธานี นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี และสงขลา ยิ่งไปกว่านั้น การขยายเทคโนโลยี 3G บนโครงข่ายคลื่น 2100 MHz ของทรูมูฟ เอช ตั้งเป้าที่จะมีสถานีฐานอีกประมาณ 5,000 แห่ง เพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำ3G ที่ดีที่สุด

นอกจากนั้น ทรูมูฟ เอช ยังได้ผสมผสานบริการ 3G บนคลื่น 850 MHz เนื่องจากเป็นคลื่นที่สามารถส่งสัญญาณครอบคลุมพื้นที่ในวงกว้าง ด้วยความเร็ว แรง และสามารถทะลุทะลวงได้ดีโดยเฉพาะในอาคาร และเมื่อนำมาผสมรวม กับการขยายโครงข่าย 3G บนคลื่นความถี่ 2100 MHz ซึ่งเป็นคลื่นความถี่สูง ทำให้มีช่องสัญญาณที่กว้างขึ้น รองรับผู้ใช้บริการได้จำนวนมาก เหมาะสำหรับบริเวณที่มีผู้ใช้บริการหนาแน่น ให้ความเร็วในการใช้งานสูง โดยลูกค้าจะสามารถใช้งานสื่อสารได้อย่างราบรื่นไร้รอยต่อ (seamless)”

ปัจจุบัน ทรูมูฟ เอช เป็นผู้นำบริการ 3G ที่ดีที่สุด ครอบคลุมทั่วประเทศมากที่สุดถึง 13,000 สถานี ใน 77 จังหวัด ครบทุกอำเภอทั้ง 928 อำเภอ 7,029 ตำบล และ 65,691 หมู่บ้าน (ข้อมูล ณ วันที่ 10 เมษายน 2556) โดยทรูมูฟ เอช จะยังคงเดินหน้าพัฒนาเครือข่ายเพื่อยกระดับการบริการที่มีคุณภาพสูงสุดอย่างต่อเนื่อง โดยจะขยาย 3G บนคลื่น 850 MHz เพิ่มเป็น 14,000 สถานีฐานภายในสิ้นปี ทำให้ ทรูมูฟ เอช มีสถานีรวมกว่า 21,000 สถานีฐานภายในสิ้นปีนี้

นายอติรุฒม์ โตทวีแสนสุข กรรมการผู้จัดการ ธุรกิจโมบายล์ บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า “ด้วยศักยภาพเครือข่ายของทรูมูฟ เอช ที่พร้อมให้บริการทั้งบนคลื่นความถี่ 850 MHz และ 2100 MHz ทำให้ลูกค้าสามารถใช้บริการ 3G ได้ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศ และหากลูกค้ามีอุปกรณ์การใช้งานที่รองรับ 4G ก็จะสามารถใช้บริการ 4G ของทรูมูฟ เอช ซึ่งเป็นผู้ให้บริการรายแรกและรายเดียวที่พร้อมเปิดให้บริการแล้ว ทำให้สามารถใช้งานดาต้ารับส่งข้อมูลผ่านระบบไร้สายได้เต็มประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ด้วยความเร็วสูงสุดในการดาวน์โหลดและอัพโหลดเร็วกว่าเดิม 3-5 เท่า

เพื่อฉลองการเปิดตัว 4G LTE อย่างเป็นทางการในวันนี้ ทรูมูฟ เอช ได้จัดแพ็กเกจสุดพิเศษสำหรับลูกค้าใหม่ที่เปิดใช้บริการ 4G LTE โดยเฉพาะ ได้แก่
- แพ็กเกจ iSmart สำหรับคนชอบโทรและเล่นเน็ตได้ไม่จำกัด มีให้เลือก 3 แพ็กเกจ คือ 4G iSmart 699, 4G iSmart 899 และ 4G iSmart 1099
- แพ็กเกจ iNet สำหรับคนชอบท่องเน็ตอย่างเดียว มีให้เลือก 2 แพ็ค คือ 4G iNet 999 และ 4G iNet 1199
- สำหรับด้านดีไวซ์ ทรูมูฟ เอช จัดโปรโมชั่นพิเศษมอบส่วนลดค่าเครื่อง 500 บาท เมื่อซื้อ Nokia Lumia 820, Nokia Lumia 920 หรือ Sony Xperia V พร้อมเปิดใช้บริการแพ็กเกจ 4G iSmart หรือ iNet
Screen Shot 2556-05-08 at 1.40.40 PM

Screen Shot 2556-05-08 at 1.40.50 PM
นอกจากนี้ ยังได้เตรียมบริการใหม่เพิ่มพิเศษสำหรับลูกค้าทรูมูฟ เอช ทั้ง
· IVR Freedom Queue เป็นระบบบริการรับฝากคิว ที่มีเจ้าหน้าที่ติดต่อกลับหาลูกค้าเมื่อถึงคิว โดยลูกค้าไม่ต้องถือสายรอ
· True iService โฉมใหม่ บริการครบวงจรทั้งเช็คยอด ดูรายละเอียดค่าโทร/ค่าบริการ สมัครบริการเสริม บริการหลังการขาย รวมทั้งชำระเงิน TrueMove, TrueMove H, True Internet, TrueLifePlus และ TrueVisions โดยใช้เพียงหมายเลขบัตรประชาชนล็อคอินครั้งเดียวเท่านั้น
· แอพพลิเคชั่น True 3G Care ลูกค้าสามารถแจ้งปัญหาการใช้งาน ทั้งคุณภาพสัญญาณเสียง หรือ คุณภาพสัญญาณอินเตอร์เน็ต ได้ทันทีจากจุดที่ลูกค้าใช้งานอยู่ โดยระบบจะเป็นการเชื่อมต่อกับ Google Map ทำให้ได้พื้นที่การใช้งานที่เกิดปัญหาจริง เพื่อเป็นข้อมูลในการพัฒนาคุณภาพสัญญาณต่อไป

ทั้งนี้ หลังจากการเปิดตัว 4G LTE และ 3G บนคลื่นความถี่ 2100 MHz อย่างเป็นทางการในวันนี้ ชาวไทยจะได้รับประโยชน์สูงสุดจากเทคโนโลยีและดีไวซ์ผ่านเครือข่ายทรูมูฟ เอช ที่มีคุณภาพมาตรฐานระดับโลก โทร ชัด เน็ตแรง และครอบคลุมมากที่สุดในไทย”

View :1259
Categories: 3G Tags:

เอไอเอส เปิดตัวเต็ม “AIS 3G 2100” หลังใช้เวลา 4 เดือนสร้างเครือข่าย และมีลูกค้าใช้บริการแล้วกว่า 8 แสนท่าน

May 7th, 2013 No comments

Print
7 พฤษภาคม 2556 : เอไอเอสเปิดบริการ 3G เต็มรูปแบบเป็นรายแรก ภายใต้แนวคิด “ 2100 ตัวจริง มาตรฐานโลก” ทุ่มสุดกำลังด้วยเวลาเพียง 4 เดือนหลังได้รับใบอนุญาตจาก กสทช. พร้อมมอบบริการเชิงพาณิชย์ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป โดยเริ่มต้นให้บริการในหัวเมือง 20 จังหวัด ทุกภาคทั่วประเทศ หลังจากได้รับการตอบรับอัพเกรดบริการแล้วกว่า 8 แสนท่านในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา

นายวิเชียร เมฆตระการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส กล่าวว่า “วันนี้ประเทศไทยกำลังก้าวไปข้างหน้าอีกขั้น จากการเริ่มเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการของ 3G บนคลื่น 2100 MHz ครั้งแรกที่เป็น 3G บนคลื่นมาตรฐานโลก ภายใต้การมอบใบอนุญาตจาก กสทช. เมื่อปลายปีที่ผ่านมา และเอไอเอสก็เป็นรายแรกที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจนำทรัพยากรคลื่นความถี่ของชาติมาพัฒนาให้เกิดประโยชน์อย่างรวดเร็วที่สุดตามเจตนารมณ์ของกสทช.”

“3G บนคลื่น 2100 MHz นับเป็นมาตรฐานที่สหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (International Telecommunication Union หรือ ITU) กำหนดขึ้น และทั่วโลกต่างใช้มาตรฐานนี้ในการให้บริการ 3G มาเป็นระยะเวลายาวนานต่อเนื่อง ซึ่งความสำคัญของ “คลื่นมาตรฐานโลก” อยู่ที่การเชื่อมั่นได้ถึงคุณภาพของเทคโนโลยีที่ได้รับการยอมรับมายาวนาน อีกทั้งไม่ต้องกังวลกับการเลือกใช้โทรศัพท์มือถือ เพราะมือถือที่รองรับ 3G ทั้งหมดในตลาด สามารถใช้งาน 3G 2100 MHz ได้ทันที รวมถึงใช้งานในระหว่างเดินทางต่างประเทศได้อย่างไม่ต้องกังวล เพราะเป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วโลก”
Print

“ดังนั้นตลอด 4 เดือนหลังจากได้รับใบอนุญาต พนักงานเอไอเอสกว่า 9,000 ชีวิต จึงมุ่งมั่นอย่างสุดกำลังที่จะพัฒนาบริการทุกด้านให้พร้อมมอบบริการ 3G 2100 แก่คนไทยอย่างรวดเร็วที่สุด ทั้งนี้ เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา เราได้เริ่มเรียนเชิญลูกค้าบางส่วนสัมผัสประสบการณ์ AIS 3G 2100 โดยออกแบบวิธีการอัพเกรดให้สะดวกสบาย ด้วยการให้ลูกค้าสามารถกดสมัครได้ด้วยตัวเองง่ายๆ ซึ่งจนถึงวันนี้มีลูกค้าให้ความไว้วางใจอัพเกรดบริการแล้วกว่า 1 ล้านราย แสดงให้เห็นถึงปริมาณความต้องการใช้งานของลูกค้าเอไอเอสที่ใช้ Mobile Internet จาก 12 ล้านราย ณ สิ้นปี 2555 เป็น 15 ล้านราย ณ สิ้นปี 2556 เมื่อ 3G เต็มรูปแบบเริ่มให้บริการ”

ด้าน นายฮุย เวง ชอง หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านปฏิบัติการ กล่าวเสริมว่า “เราเตรียมงบประมาณไว้ถึง 70,000 ล้านบาท เพื่อขยายเครือข่ายอย่างรวดเร็วที่สุด โดยใช้เวลาเพียง 4 เดือน ถือว่าเร็วกว่าที่กสทช. กำหนดไว้ถึง 2 ปี ซึ่งวันนี้เริ่มต้นแล้วกับ 5,000 สถานีฐาน ที่สามารถรองรับลูกค้าได้ถึง 10 ล้านราย ในบริเวณพื้นที่หัวเมืองของ 20 จังหวัด ทุกภาคทั่วประเทศ และในทุกเดือนจะมีสถานีฐานเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 800 แห่ง ซึ่งจะทำให้เราสามารถขยายครอบคลุมหัวเมือง 77 จังหวัดในสิ้นปี 2556 และจะครอบคลุมมากที่สุดในประเทศ ณ สิ้นปี 2557 แน่นอน”
3G 2100 leaflet out num

“กลยุทธ์การวางเครือข่ายของเอไอเอสนั้น เราใช้ความถี่ซึ่งได้รับจากการประมูลทั้ง 15 เม็กกะเฮิรต์ซ มาให้บริการเพื่อคุณภาพที่ดีที่สุด เน้นที่ความหนาแน่นของสถานีฐาน, นำนวัตกรรมใหม่ๆ อย่าง Small Cell เข้ามาเสริมในช่องว่างจุดเล็กๆ ในแต่ละพื้นที่, การติดอุปกรณ์ให้รองรับความเร็วสูงสุดที่ 42 Mbps ทุกแห่งทั่วประเทศ, คุณภาพเสียงระดับ HD Voice สำหรับผู้ที่ใช้สมาร์ทโฟนรุ่นที่รองรับ รวมไปถึงการผสมผสานเชื่อมโยงกับเครือข่ายบนคลื่น 900 MHz ที่ได้รับการยอมรับว่าครอบคลุมสูงสุด ซึ่งก็จะยิ่งทำให้สามารถเชื่อมประสาน (seamless) การใช้งานของลูกค้าในพื้นที่ห่างไกลได้มากยิ่งกว่าใคร ในกรณีที่ลูกค้าเดินทางออกนอกพื้นที่ให้บริการของ 3G 2100 MHz”

ทั้งนี้ สำหรับแผนงานด้านการตลาดของ AIS 3G 2100 ตัวจริง มาตรฐานโลก นั้น นายฐิติพงศ์ เขียวไพศาล ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการอาวุโส สายงานการตลาดและการขาย กล่าวว่า “คุณภาพ” ยังคงเป็นหัวใจสำคัญในการส่งมอบบริการ วันนี้เราจึงเริ่มให้บริการลูกค้าอย่างเต็มรูปแบบ ภายใต้สัญลักษณ์ AIS 3G 2100 ทั้งลูกค้าปัจจุบันและลูกค้าใหม่ ในระบบรายเดือนและเติมเงิน ด้วยคุณภาพงานบริการ ที่มาพร้อมความคุ้มค่าที่มากยิ่งกว่า อาทิ

- มิติใหม่ของรูปแบบแพ็กเกจการใช้งานยุค 3G ที่ต้องจัดเต็มด้วย Voice/Data/Wifi/ Applicationคุ้มค่าและหลากหลาย ในแพ็กเกจเดียวกัน เริ่มต้นเพียง 299 บาทเท่านั้น
- นวัตกรรมแห่งโลก Data ที่จะรองรับการใช้งาน Multimedia อย่างเข้มข้นยิ่งขึ้น ซึ่งมีทั้งพัฒนาขึ้นเอง หรือร่วมมือกับพันธมิตรที่เชี่ยวชาญในแต่ละอุตสาหกรรม อาทิ ความร่วมมือกับ BTS นำบริการ Rabbit มาไว้ในมือถือ, Mobile Payment ที่ร่วมกับ Master Card, My Cloud ที่ตอบโจทย์การจัดเก็บข้อมูลของคนรุ่นใหม่ฯลฯ
- นำโทรศัพท์เคลื่อนที่และอุปกรณ์สื่อสารที่รองรับการใช้งาน 3G 2100/ 900 MHz เข้ามาให้แก่ลูกค้าอย่างตอบโจทย์ในทุก Segment
- พัฒนาจุดบริการที่พร้อมอำนวยความสะดวก ให้คำแนะนำครบถ้วนทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นการปรับโฉม AIS Shop ทั่วประเทศที่เปิดให้ลูกค้าเริ่มสัมผัสประสบการณ์ 3G 2100 ได้แล้ว, ร้านเทเลวิซที่พร้อมบริการลูกค้ายุค 3G ด้วยมาตรฐานเอไอเอส และล่าสุดกับการร่วมกับร้านตัวแทนจำหน่ายแต่งตั้งเป็น AIS 3G เซ็นเตอร์ ด้วยแนวคิด “1 อำเภอ 1 AIS 3G เซ็นเตอร์” ที่จะเป็นอีกหนึ่งช่องทางซึ่งพร้อมให้บริการแก่ลูกค้ารับยุค 3G อย่างเต็มที่ รวมถึงความร่วมมือต่อเนื่องกับ Modern Trade รายใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้นใน เร็วๆ นี้
- สิทธิพิเศษและสิทธิประโยชน์ที่มากยิ่งกว่าเดิม โดยเน้นที่ความสะดวกสบาย ตอบโจทย์ Lifestyle และต่อยอดให้การใช้ Data ยุค 3G เป็นช่องทางการรับสิทธิพิเศษได้อย่างไร้ข้อจำกัด
3G 2100 leaflet out num

3G 2100 leaflet out num

3G 2100 leaflet out num

3G 2100 leaflet out num

โดยลูกค้าสามารถเริ่มต้นสัมผัสความพิเศษจาก AIS 3G 2100 ตัวจริง มาตรฐานโลก ได้แล้ววันนี้ ในทุกช่องทางการจัดจำหน่ายทั่วประเทศ สำหรับลูกค้าปัจจุบันสามารถกดเพื่ออัพเกรดบริการเป็น AIS 3G 2100 ได้ที่หมายเลข *988*เลขบัตรประชาชน# แล้วโทรออกได้ฟรี! ซึ่งจะทำให้เมื่อพื้นที่บริการครอบคลุมถึงบริเวณที่ลูกค้าใช้งาน ก็จะสามารถเริ่มทยอยใช้งานได้อย่างสะดวกสบาย”

นายวิเชียรย้ำว่า “ขอขอบพระคุณลูกค้าที่มอบความไว้วางใจ และรอที่จะให้เราได้มีโอกาสมอบบริการ AIS 3G 2100 โดยขอยืนยันถึงความตั้งใจของเราที่จะนำคลื่นความถี่ 2100 MHz ซึ่งถือเป็นทรัพยากรของชาติ มาสร้างประโยชน์ให้แก่ประเทศและพัฒนาบริการที่มีคุณภาพอย่างรวดเร็วที่สุด เพื่อยกระดับคุณภาพการสื่อสารของคนไทย อย่างไรก็ตาม ในช่วงของการเริ่มต้นให้บริการบนเครือข่ายใหม่ ซึ่งอยู่ระหว่างการเร่งขยายและปรับจูนให้มีคุณภาพสูงสุด เราจึงขอน้อมรับคำแนะนำจากลูกค้า ในกรณีหากพบปัญหาการใช้งาน และยินดีที่จะปรับปรุงคุณภาพ และแก้ไขปัญหาอย่างรวดเร็วที่สุด ซึ่งเชื่อมั่นว่า ด้วยศักยภาพของทีมวิศวกรและบุคลากรชาวเอไอเอสทุกคนที่เต็มเปี่ยมด้วยความรู้ ความสามารถ และความมุ่งมั่นอย่างเต็มที่ จะทำให้การเริ่มนำเทคโนโลยีมาตรฐานโลกอย่าง AIS 3G 2100 มาให้บริการ สามารถมอบมิติใหม่แห่งคุณภาพการสื่อสารขึ้นในประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรมแน่นอน”

พื้นที่ให้บริการ AIS 3G 2100 ตัวจริง มาตรฐานโลก ณ วันที่ 7 พฤษภาคม 2556
กรุงเทพ , นนทบุรี ,ปทุมธานี, สมุทรปราการ, เชียงใหม่ , เชียงราย , นครปฐม, ประจวบคีรีขันธ์, อยุธยา, เพชรบุรี, ภูเก็ต, สงขลา, สุราษฎร์ธานี, นครศรีธรรมราช, นครราชสีมา, ขอนแก่น, อุดรธานี, ชลบุรี, ระยอง และ พิษณุโลก

View :1733
Categories: 3G Tags:

ก.ไอซีที รับการสนับสนุนจากกองทุน กสทช. ขยาย ICT Free Wi-Fi เพิ่ม 1.5 แสนจุดทั่วประเทศ

May 3rd, 2013 No comments

นาวาอากาศเอกอนุดิษฐ์ นาครทรรพ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานร่วมในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงว่าด้วยการดำเนินการโครงการบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงด้วยเทคโนโลยี Wi-Fi โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายเพื่อประโยชน์สาธารณะ ระหว่าง กระทรวงไอซีที กับ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ว่า ตามนโยบายของคณะรัฐมนตรีที่แถลงต่อรัฐสภาข้อ 3.6 นโยบายเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กำหนดว่ารัฐบาลจะส่งเสริมการเข้าถึงการใช้บริการเครือข่ายอินเทอร์เน็ตสาธารณะที่มีการใช้งานตามความเหมาะสมโดยไม่คิดค่าใช้บริการในพื้นที่สาธารณะ ประกอบกับสำนักงาน กสทช. ได้ดำเนินโครงการบริการเครือข่ายอินเทอร์เน็ตตามมาตรฐานในพื้นที่สาธารณะ สถานที่ราชการ และสถานศึกษาโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย หรือกำหนดเป็นเงื่อนไขให้ผู้ประกอบการจัดให้บริการโทรคมนาคมอย่างทั่วถึง โดยใช้กองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมเพื่อประโยชน์สาธารณะ

ดังนั้น กระทรวงไอซีที และ คณะกรรมการ กสทช. จึงได้มีการลงนามในบันทึกความเข้าใจการดำเนินการตามพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 และนโยบายที่คณะรัฐมนตรีแถลงไว้ต่อรัฐสภา ไปเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2554 ซึ่งนับตั้งแต่ที่ได้มีการลงนามในบันทึกความเข้าใจดังกล่าว ทั้งสองหน่วยงานก็ได้มีการประสานและร่วมดำเนินงานเพื่อพัฒนากิจการสื่อสารโทรคมนาคมของประเทศให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล และพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ให้มีความสำเร็จลุล่วงด้วยดีมาโดยตลอด

สำหรับการลงนามฯ ในครั้งนี้ กระทรวงไอซีที ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีอีกครั้งจากคณะกรรมการ กสทช. ในการสนับสนุนงบประมาณจำนวน 950 ล้านบาท สำหรับติดตั้งอุปกรณ์ Access Point จำนวน 150,000 จุด ซึ่งมอบหมายให้บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ดำเนินการติดตั้งโดยมีสถานที่ให้บริการเป้าหมาย คือ มหาวิทยาลัยของรัฐ ศาลากลาง จังหวัด ที่ว่าการอำเภอ ที่ทำการ อบต. ศูนย์การเรียนรู้ ICT ชุมชน โรงพยาบาลของรัฐ สถานีตำรวจ ที่ทำการไปรษณีย์ และสถานที่สำคัญ (Point of Interest) โดยที่ผ่านมากระทรวงฯ ได้ดำเนินการติดตั้งจุดให้บริการ Free Wi-Fi ไปแล้วกว่า 120,000 จุดทั่วประเทศ ซึ่งได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน อาทิ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา องค์การสวนสัตว์ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) กรมเจ้าท่า บริษัท ขนส่ง จำกัด บริษัท แอดวานซ์ อิน

View :1206