Archive

Archive for the ‘Press/Release’ Category

แท็บเล็ตพร้อมไล่ทันสมาร์ตโฟน เป็นโมบายดีไวซ์คู่ใจขาช้อป ราคูเท็นพบ ยอดขายแท็บเล็ตโตถึง 4 เท่าไวกว่าโทรศัพท์

June 10th, 2014 No comments

กรุงเทพฯ ประเทศไทย 5 มิถุนายน 2557 ยอดผู้ใช้งานแท็บเล็ตโตขึ้นถึง 4 เท่า ไวกว่ายอดการใช้งานสมาร์ตโฟน สอดคล้องกับ ผลสำรวจล่าสุด “อีคอมเมิร์ซ อินเด็กซ์” จากราคูเท็น หนึ่งในผู้นำด้านตลาดออนไลน์และผู้เป็นเจ้าของราคูเท็นตลาดดอทคอมในประเทศไทย โดยจากการศึกษาเทรนด์การ
ช้อปปิ้งใน 14 ตลาด พบว่ายอดการใช้งานแท็บเล็ตเพิ่มขึ้นถึง 41.9%ในปีที่ผ่านมา ในขณะที่ยอดการใช้งานสมาร์ตโฟนโตเพียงแค่ 9.7% เมื่อเปรียบเทียบในช่วงเวลาเดียวกัน

ราคูเท็นพบว่า มีผู้พึงพอใจในการใช้แท็บเล็ตในการช้อปปิ้งออนไลน์ถึง 6.1% ในขณะที่6.8% ชอบใช้สมาร์ตโฟน โดยสหราชอาณาจักรเป็นตลาดที่มีผู้ใช้แท็บเล็ตมากที่สุดแซงแชมป์เก่าอย่างสหรัฐอเมริกา ด้วย 12.2% ของชาวอังกฤษผู้ตอบแบบสำรวจบอกว่าชอบใช้แท็บเล็ตมากกว่า ขณะที่มีชาวอเมริกันเพียง 11.3% เท่านั้นที่ชอบใช้แท็บเล็ต

ในขณะที่อีกด้าน มีเพียง 0.7%ของนักช้อปชาวบราซิลเท่านั้นที่ชอบช้อปและใช้ประโยชน์จากแท็บเล็ต และนักช้อปชาวไทยก็เช่นกันที่ชอบใช้สมาร์ตโฟนในการช้อปถึง 13.3% ขณะที่ชาวไทยเพียงแค่ 8.5%นิยมการใช้งานแท็บเล็ตคอมพิวเตอร์ เท่านั้น

แม้ว่าจะมีการเติบโตของเอ็มคอมเมิร์ซ ทั้งนี้ทั้งนั้น คอมพิวเตอร์ก็ยังคงเป็นตัวเลือกที่ได้รับความนิยมเพื่อใช้ในการเข้าถึงเว็บไซต์ต่างๆ อย่างไรก็ตามยุคสมัยได้เปลี่ยนไปแล้ว โดยผู้ใช้คอมพิวเตอร์ในการช้อป
ปิ้งทั่วโลกมีจำนวน 81.8% เมื่อเทียบกับ ปี 2556 ที่มี 83.2% ซึ่งหมายความว่า ยอดการใช้งานผ่านโมบายเพิ่มขึ้น 13.8% จาก12%ของเมื่อปีที่แล้ว สำหรับในประเทศไทย มีผู้ช้อปออนไลน์ผ่านคอมพิวเตอร์57.3% และ 25.3%ที่ช้อปผ่านโมบายดีไวซ์

คุณภาวุธ พงษ์วิทยภานุ กรรมการผู้จัดการและผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ Rakuten TARAD.com กล่าวว่า “เรากำลังเฝ้าสังเกตดูการเปลี่ยนแปลงของวิธีการที่ผู้บริโภคใช้ในการปฏิสัมพันธ์กับผู้ค้าปลีกผ่านช่องทางดิจิตอล หลังจากที่มีการเปิดตัว iPad จากค่าย Apple ส่งผลให้แท็บเล็ตกลายเป็นอุปกรณ์ที่ฮอตฮิตขึ้นมาทันที ด้วยหน้าจอที่ใหญ่กว่าสมาร์ตโฟน ทำให้ผู้ใช้สามารถใช้งานได้สะดวกสบายขึ้น แน่นอนว่า ใหญ่กว่า ย่อมดีกว่า แต่อย่างไรก็ดี มีร้านค้าจำนวนมากที่ไม่สามารถวัดประสิทธิภาพทางการค้าของเขาผ่านการใช้แอพพลิเคชั่นได้ ร้านค้าอาจจะพลาดการใช้ประโยชน์จากจุดนี้ ซึ่งเราอาจจะใช้วิธีการเปิดประสบการณ์การใช้แท็บเล็ตให้กับนักช้อปเพื่อสร้างความประทับใจก็ได้เช่นกัน”

ช่วงปีที่ผ่านมาบางตลาดได้เล็งเห็น “ความเบื่อหน่ายทางสังคม” จากจำนวนการแนะนำสินค้าผ่านทางโซเชี่ยลเน็ตเวิร์คที่ลดลง โดยจากผลสำรวจล่าสุดพบว่าเหลือเพียง 41.9% ซึ่งลดจำนวนลงจาก 44% เมื่อปี 2556 ส่วนในประเทศไทยพบว่า มีชาวไทยจำนวน 65% ที่ตอบแบบสอบถามมักจะค้นหาข้อมูลหรือรีวิวสินค้าก่อนที่จะตัดสินใจซื้อ

คุณภาวุธ ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า “สังคมยังคงเป็นช่องทางที่สำคัญสำหรับร้านค้าที่จะดึงดูดนักช้อปและ ‘crowdsource’ กลุ่มคนที่คอยสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ๆ จากแง่มุมของผู้ที่มีโอกาสใช้งานจริง แนะนำผ่านช่องทางโซเชี่ยลมีเดียยังคงเป็นช่องทางที่ดึงดูดใจให้ช้อปได้เป็นอย่างดี เช่นตอนนี้ นักช้อปต่างใช้ Pinterest หรือ Twitter ในการค้นหาสินค้าที่เขาต้องการซื้อและดูความคิดเห็นประกอบการตัดสินใจ ซึ่งแน่นอนร้านค้าสามารถใช้ประโยชน์จากช่องทางนี้ในการปฏิสัมพันธ์กับนักช้อปและแนะนำสินค้าได้เช่นกัน”

เสื้อผ้าและเครื่องประดับ เป็นสินค้าที่ได้รับความนิยมที่สุดในโลกออนไลน์ทั่วโลกแต่นักช้อปจากบราซิลและญี่ปุ่นกลับสวนทาง เพราะที่บราซิลนั้น สินค้าประเภทอิเล็กทรอนิกส์ได้รับความนิยมสูงสุด ด้วยจำนวนเกินครึ่งของสินค้าอื่น (55.1%) ขณะที่ญี่ปุ่น สิ่งที่นักช้อปนิยมมากที่สุดก็คือ การดาวน์โหลด หนังสือ หรือ นิตยสาร โดยนิยมสูงสุดถึง 59.7% จากสินค้าทั้งหมดที่ผู้คนจับจ่าย และสำหรับประเทศไทยของเรานั้น สินค้าที่ฮอตฮิตที่สุด ก็คือ สินค้าประเภทเสื้อผ้าและเครื่องประดับ 51.9% นอกจากนี้สินค้าประเภทที่ได้รับความนิยมตามมาก็คือ สินค้าจำพวกสุขภาพและความงาม สินค้าจำพวกอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และรองเท้า โดยคนไทยมีแนวโน้มที่จะซื้อสินค้าพวกเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่ออนไลน์น้อยที่สุด โดย 96.2% มีความพึงพอใจที่จะซื้อกับผู้ขายโดยตรงมากกกว่า

View :2091
Categories: Press/Release Tags:

เอ็กซ์เซกคิวทีฟ ซีนิม่า ผนึกกำลัง เอไอเอส เปิดบริการโรงภาพยนตร์ที่หรูที่สุดในโลก ระดับ 6 ดาว

June 8th, 2014 No comments

DECORATE EMBASSY diplomat Screens by AIS_5
6 มิถุนายน 2557 : เอ็กซ์เซกคิวทีฟ ซีนิม่า จับมือ เอไอเอส มอบประสบการณ์ความบันเทิงจากโลกภาพยนตร์ต่อเนื่องให้แก่คนไทย ล่าสุดร่วมมอบปรากฏการณ์ความบันเทิงซึ่งหรูหราที่สุด ครั้งแรกในประเทศไทยกับโรงภาพยนตร์ระดับ 6 ดาว‘เอ็มบาสซี่ดิโพลแมทสกรีน โดย เอไอเอส’ พร้อมสิทธิพิเศษหลากหลายเพื่อลูกค้าเอไอเอสและพันธมิตร

นายไบรอัน ฮอลล์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอ็กซ์เซกคิวทีฟ ซีนิม่า คอร์ปอเรชั่น จำกัด (Mr. Brian Hall CEO Executive Cinema Corporation Co.ltd.) เปิดเผยว่า “บริษัทได้ลงทุนไปกว่า 120 ล้านบาท ในการสร้าง “เอ็มบาสซี่ ดิโพลแมทสกรีน โดย เอไอเอส” ซึ่งเป็นครั้งแรก กับ โรงภาพยนตร์หรูระดับ 6 ดาว ทั้ง 5 โรงภาพยนตร์ แห่งใหม่ล่าสุดในเมืองไทย ที่จะเปิดให้บริการบนชั้น 6 ของศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี่ ตั้งอยู่ใจกลางเมือง บนถนนเพลินจิต ติดกับห้างเซ็นทรัล ชิดลม ซึ่งเปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 7 มิถุนายนเป็นต้นไป

“ด้วยเงินลงทุนที่มากกว่า 120 ล้านบาท ส่งผลให้ต้นทุนการลงทุนใช้เม็ดเงิน ต่อที่นั่งสูงที่สุดในประเทศไทย หรืออาจจะสูงที่สุดในโลก โดยตั๋วชมภาพยนตร์เป็นราคาเหมาะสม โดย ราคาปกติเริ่มต้นที่เพียง 900 บาทต่อที่นั่งและราคาโปรโมชั่นเพียง 720 บาทต่อที่นั่ง”

สำหรับเอ็มบาสซี่ ดิโพลแมทสกรีน โดย เอไอเอส ถือเป็นสุดยอดโรงภาพยนตร์ที่ผสมผสานอย่างลงตัวระหว่างคลับเอ็กซ์คลูซีฟ และโรงภาพยนตร์ส่วนตัวที่มีบริการส่วนตัวระดับ 6 ดาว ที่คุณจะสามารถดื่มดำประสบการณ์ภาพยนตร์ร่วมกับคนรู้ใจอย่างเป็นส่วนตัว

ด้านนางวิลาสินี พุทธิการันต์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านงานบริการและบริหารลูกค้า บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส กล่าวว่า “นอกเหนือจากนวัตกรรมแห่งโลกการสื่อสารที่เรามุ่งเน้นพัฒนาอย่างต่อเนื่องแล้ว เรายังให้ความสำคัญกับการนำนวัตกรรมที่นำมาซึ่งสุดยอดประสบการณ์เหนือระดับมามอบให้ลูกค้า และคนไทยได้สัมผัสก่อนใครเสมอเช่นกัน ดังเช่น โรงภาพยนตร์ 4 มิติ AIS 4DX ในช่วงที่ผ่านมา ล่าสุดจึงร่วมมือกับผู้นำแห่งโลกภาพยนตร์ เอ็กซ์เซกคิวทีฟ ซีนิม่า เปิดตัว โรงภาพยนตร์ที่หรูที่สุดในโลก ระดับ 6 ดาว ครั้งแรกในประเทศไทย กับ ‘เอ็มบาสซี่ ดิโพลแมทสกรีน โดย เอไอเอส’ ที่นอกจากจะเป็นการนำประสบการณ์ของสุดยอดการรับชมภาพยนตร์ ที่ทั้งสะดวกสบาย Exclusive และหรูหราแบบที่ไม่เคยมีมาก่อนแล้ว ยังมอบสิทธิพิเศษ ส่วนลด สูงสุดถึง 25% พร้อมการอำนวยความสะดวก ณ AIS Lounge ให้แก่ลูกค้า AIS 3G อีกด้วย”

“อย่างไรก็ตาม นายไบรอัน คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 3 ปี ก็จะสามารถคืนทุนให้กับบริษัทได้ เนื่องจากผลตอบรับที่ดีเกินคาดจากทางพาร์ทเนอร์ โดยปัจจุบัน ถือว่าเป็นโรงภาพยนตร์แห่งเดียวในประเทศไทย ที่มี แคเทกอรี เอ็กซ์คลูซีฟ พาร์ทเนอร์ มากที่สุดถึง 8 แบรนด์ ใน 5 โรงภาพยนตร์ และทางพารท์เนอร์จะมีกิจกรรมทางการตลาดเพื่อให้สิทธิประโยชน์ร่วมกันกับทางโรงภาพยนตร์ตลอดทั้งปี และเป็นยุทธศาสตร์การขยายตลาดกับฐานลูกค้าของ แคเทกอรี เอ็กซ์คลูซีฟ พาร์ทเนอร์ร่วมกับทางโรงภาพยนตร์

จำนวนลูกค้าที่คาดว่าจะมีจำนวนมากโดยตั้งเป้า ยอดผู้ชมในปีแรกที่ 130,000 คนและมีอัตราการเติบโตของผู้เข้าชม 10% ทุกปี โดยอัตราการใช้โรงภาพยนตร์ (Occupancy) ที่ 35% ในขณะที่ (Average Occupancy) อัตราเฉลี่ยในประเทศไทยอยู่ที่ เพียง 20% โดยคาดว่ารายได้ในปีแรกจะอยู่ที่ประมาณ 140 ล้านบาท ซึ่งรายได้จะมาจากยอดขายตั๋วภาพยนตร์ 100 ล้านบาท ยอดขายที่คอนเซสชั่น 10 ล้านบาท และยอดขายโฆษณา 30 ล้านบาท

นอกจากนี้ ทางผู้บริหาร ยังไม่มีแผนจะขยายสาขาโรงภาพยนตร์เพิ่ม เนื่องจากโรงภาพยนตร์ เอ็มบาสซี่ ดิโพลแมทสกรีน เป็นโปรเจคที่หรูหรา มีระดับ ไม่เหมือนใคร ซึ่งอาจจะพูดได้ว่าเป็นเพียงหนึ่งเดียว ดีที่สุด ทั้งในประเทศไทย และในโลก เป็นเวิลด์คลาส เดสทิเนชั่น

ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ มูฟวี่ คองเซียส ไดเรกไลน์ 02-160-5999 หรือ www.embassycineplex.com หรือ Facebook: Embassycineplex , Itunes Application:Embassycineple

View :1802
Categories: Press/Release Tags:

กสิกรไทยชูยุทธศาสตร์ Tomorrow Comes Today อัดงบลงทุนไอที 1,472 ล้านบาท พัฒนาบริการสู่ Full Digital Banking

April 3rd, 2014 No comments

ธนาคารกสิกรไทย ประกาศยุทธศาสตร์ครองดิจิตอลแบงกิ้งอันดับ 1 ต่อเนื่อง ส่งพันธกิจความเป็นเจ้านวัตกรรมบริการล้ำยุคในทุกมิติ อัดงบลงทุนพัฒนาไอทีไปแล้วกว่า 1,472 ล้านบาท มั่นใจเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์ที่จะผลักดันให้ กสิกรไทยเป็น “Main Operating Bank”

นายธีรนันท์ ศรีหงส์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า จากกระแสด้านการใช้งานเทคโนโลยีด้านการสื่อสารข้อมูลที่กำลังมาแรงทั่วโลก 4 ด้าน ได้แก่ 1) ความแพร่หลายของการใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ 2) บทบาทของสมาร์ทโฟนที่มีประโยชน์ใช้สอยในชีวิตประจำวันหลายรูปแบบมากกว่าแค่การโทรศัพท์ 3) รูปแบบการเก็บข้อมูลที่เรียกว่า Cloud ที่จะช่วยให้ธุรกิจบริหารต้นทุนได้ 4) ปริมาณข้อมูลขนาดใหญ่หรือ Big Data บนเครือข่ายสังคมออนไลน์ ที่ธุรกิจจะสามารถนำไปประมวลผลเพื่อการวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภค และต่อยอดทางธุรกิจเพื่อการเข้าถึงลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย

เพื่อตอบสนองแนวโน้มพฤติกรรมผู้บริโภคและธุรกิจดังกล่าว ธนาคารกสิกรไทย ได้ประกาศยุทธศาสตร์ครองความเป็นอันดับ 1 ในดิจิตอลแบงกิ้ง ด้วยพันธกิจ “Tomorrow Comes Today เรานำวันพรุ่งนี้ มาให้คุณก่อนใคร” ด้วยการออกนวัตกรรมบริการทางการเงินเพื่อธุรกิจและการใช้ชีวิตที่ล้ำสมัย สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้า และการสนับสนุนนวัตกรรมเพื่ออนาคต โดยการเข้าไปสนับสนุนองค์การหรือโครงการต่างๆ เพื่อคิดค้นนวัตกรรมเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีในอนาคต ด้วยแนวคิด K Funding the Future ซึ่งในการผลักดันให้พันธกิจให้บรรลุเป้าหมาย ธนาคารกสิกรไทยวางรากฐานโครงสร้างการบริหารงานและเป้าหมายการดำเนินงาน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่

1) การขับเคลื่อนภายในองค์กร ให้เป็นองค์กรแห่งนวัตกรรมเพื่ออนาคต โดยจัดตั้งฝ่ายงานพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้านนวัตกรรมโดยเฉพาะ มีเจ้าหน้าที่กว่า 100 คน ทำหน้าที่ในการวางแผนและพัฒนาบริการด้านดิจิตอล แบงกิ้งที่ล้ำสมัยให้เกิดขึ้นจริง ทีมงานด้านการตลาดบนโลกดิจิตอลเพื่อสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าในเครือข่ายสังคมออนไลน์ ทีมงานพัฒนาระบบเพื่อรองรับบริการใหม่ ๆ และมีการจัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจที่ประกอบด้วยผู้บริหารและบุคคลากร ติดตามและวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงของแทรนด์เทคโนโลยีสารสนเทศ พฤติกรรมผู้บริโภค สภาพแวดล้อมทางธุรกิจทั้งของไทยและของโลก เพื่อเป็นแนวทางในการวางแผนพัฒนาบริการ

2) การพัฒนาและสร้างนวัตกรรมเพื่ออนาคต ธนาคารกสิกรไทยกำหนดแนวทางการพัฒนาดิจิตอลแบงกิ้งเพื่อตอบโจทย์ธุรกิจใน 3 ปีข้างหน้า โดยมุ่งตอบสนองพฤติกรรมลูกค้าที่เปลี่ยนไป เน้นการส่งมอบบริการรวดเร็ว และให้ความสำคัญแก่การพัฒนาบริการธุรกรรมการเงินผ่านโทรศัพท์มือถือ ซึ่งจะเป็นช่องทางการใช้บริการธนาคารที่ได้รับความนิยมในอนาคต ให้สามารถรองรับเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้น โดยธนาคารฯ จะยกระดับบริการธนาคารบนโทรศัพท์มือถือ ให้ทำธุรกรรมได้ครบวงจร แบบ contactless ทั้งการโอนเงิน ชำระบิลต่าง ๆ รวมทั้งการชำระค่าโดยสารระบบขนส่งสาธารณะ และการซื้อสินค้าออนไลน์ ได้ง่ายดาย เบ็ดเสร็จในเครื่องเดียว เป็นธนาคารแรกในไทย

สำหรับลูกค้าธุรกิจ ธนาคารฯ จะใช้เทคโนโลยีพัฒนาบริการเสริมและต่อยอดบริการที่มีอยู่ให้ธุรกิจของลูกค้าเป็นไปอย่างคล่องตัว อาทิ ธนาคารได้พัฒนาช่องทางดิจิตอลในรูปแบบต่างๆ ที่รองรับความต้องการของผู้ประกอบการธุรกิจ SME โดยเฉพาะ ในรูปแบบของ On-Mobile Platform ซึ่งทำให้ลูกค้าผู้ประกอบการสามารถบริหารจัดการบัญชีส่วนตัวและบัญชีนิติบุคคลบนช่องทางเดียวกันได้ และ On-Cloud Platform เป็นการให้บริการที่รองรับความต้องการพื้นฐานในการดำเนินธุรกิจซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการลงทุนด้านเทคโนโลยีทำให้เริ่มต้นหรือขยับขยายธุรกิจได้อย่างไม่มีข้อจำกัด ขณะที่ธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีโครงสร้างธุรกิจซับซ้อน ธนาคารจะมีการเชื่อมระบบของธนาคารเข้ากับระบบของพันธมิตรทางธุรกิจของลูกค้า เพื่อช่วยให้เกิดการเชื่อมโยงวงจรธุรกิจตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ด้วยการประยุกต์ใช้รูปแบบและประสบการณ์ทางดิจิตอลที่เหมาะสมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของทุกส่วนที่เกี่ยวข้อง

นอกเหนือจากการพัฒนานวัตกรรมบริการ ธนาคารกสิกรไทยยังสนับสนุนโครงการนวัตกรรมแห่งอนาคต ภายใต้แนวคิด K Funding the Future เพื่อสนับสนุนการคิดค้นสิ่งใหม่ ๆ ที่สร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดีให้กับประเทศไทยและสังคมทั่วโลก โครงการแรกคือ การสนับสนุนการแข่งขัน Microsoft Imagine Cup Thailand ที่ร่วมกับ บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด ดำเนินการติดต่อกันมา 5 ปี และปีนี้ธนาคารกสิกรไทยจะมอบเงินสนับสนุน ทีมที่ชนะการแข่งขันและทีมที่ชนะโหวตจาก www.kfundingthefuture.com เพื่อต่อยอดให้โครงการที่เยาวชนทั้ง 2 ทีมสร้างสรรค์ สามารถนำมาใช้ได้จริง และนำไปสู่การแก้ปัญหาสำคัญระดับสังคมและระดับประเทศ

3) การบริหารจัดการความมั่นคงปลอดภัยในการทำธุรกรรม ธนาคารกสิกรไทยให้ความสำคัญในเรื่องนี้สูงสุดมาโดยตลอด และจะคงมาตรฐานที่เข้มข้นไว้อย่างต่อเนื่อง โดยมีการศึกษาภัยบนอินเทอร์เน็ตให้เท่าทันเสมอ การวางมาตรการป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตกับองค์กรและลูกค้าอย่างเข้มงวด ธนาคารมีการปรับปรุงด้านไอทีเพื่อป้องกันกลุ่มมิจฉาชีพตลอด มีทีมงานดูแลตลอด 24 ชั่วโมงเรียกว่า ฝ่ายบริหารความเสี่ยงด้านปฏิบัติการและจัดการการทุจริต หรือ ทีม Fraud Management และมีทีม Call Center คอยให้ความช่วยเหลือ ให้คำปรึกษา และรับเรื่องร้องเรียนจากลูกค้า

ในส่วนของบริการ K-Cyber Banking ธนาคารมีการเพิ่มระดับความปลอดภัยให้เหนือกว่าการใช้งาน SMS OTP ที่ใช้กันอยู่ทั่วไปโดยติดตั้งแอพลิเคชั่นเฉพาะบนโทรศัพท์มือถือเพื่อเพิ่มระดับความปลอดภัยในการใช้งาน นอกจากนี้ยังได้มีการปรับปรุงกระบวนการต่างๆ เพื่อให้ได้รับการรับรองมาตรฐานความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศ ISO27001 สำหรับ K-Mobile Banking Plus ธนาคารได้ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยเป็นอย่างมาก โดยใช้เทคโนโลยี Tripple Lock คือ1.ล็อคการใช้งานกับโทรศัพท์มือถือเฉพาะเครื่อง 2. ล็อคหมายเลขโทรศัพท์เฉพาะที่มีการลงทะเบียนไว้เท่านั้น และ 3. ล็อคด้วยรหัส 6 หลัก ที่ผู้ใช้สามารถกำหนดได้

นายธีรนันท์ กล่าวว่า ธนาคารกสิกรไทย ได้ตั้งเป้า 3 ปีของการดำเนินยุทธศาสตร์ภายใต้พันธกิจ “Tomorrow Comes Today เรานำวันพรุ่งนี้ มาให้คุณก่อนใคร” มั่นใจว่าจะสร้างมาตรฐานใหม่ในบริการดิจิตอล แบงกิ้ง ให้ลูกค้าจะได้รับบริการล้ำสมัยที่ตอบรับการใช้งานในชีวิตประจำวันและในธุรกิจควบคู่กับความปลอดภัยสูงสุด และนำไปสู่การเป็น “Main Operating Bank” เป็นธนาคารที่ลูกค้าใช้เป็นธนาคารหลักในทุกด้านทุกเรื่องของไลฟ์สไตล์ทางการเงิน

ณ สิ้นปี 2556 ธนาคารกสิกรไทยมีส่วนแบ่งการตลาดดิจิตอลแบงกิ้ง เป็นอันดับ 1 โดยมีจำนวนลูกค้ารายย่อยที่ใช้บริการ K-Mobile Banking และ K-Cyber Banking รวมทั้งสิ้น 2.59 ล้านราย หรือคิดเป็นมาร์เก็ตแชร์ 28% เป็นลูกค้ารายใหม่ที่เข้ามาใช้บริการดิจิตอล แบงกิ้ง เพิ่มขึ้นจากปี 2555 ประมาณ 51% โดยมีการทำธุรกรรมผ่านช่องทางอินเตอร์เน็ต แบงกิ้ง และโมบายล์แบงกิ้ง รวมประมาณ420 ล้านรายการต่อปี คิดเป็นเม็ดเงินหมุนเวียนกว่า 2 ล้านล้านบาท โดยธุรกรรมที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับ 1 คือ ธุรกรรมโอนเงิน ซึ่งมีสัดส่วนถึง 70% รองลงมาจะเป็นการเติมเงินและจ่ายบิลตามลำดับ โดยที่ผ่านมา ธนาคารฯ ใช้งบประมาณในการพัฒนาไอทีทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์สำหรับบริการดิจิตอลแบงกิ้งไปแล้วกว่า 1,472 ล้านบาท

ทั้งนี้ จากข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย พบว่า มูลค่าธุรกรรมการชำระเงินผ่านธนาคารบนโทรศัพท์มือถือ ณ สิ้นปี 2556 เติบโตจากปี 2555 ถึง 28% ขณะที่ลูกค้าผู้ใช้บริการ K-Mobile Banking ของธนาคารกสิกรไทย มียอดเงินหมุนเวียนในการโอนเงิน เติมเงิน จ่ายบิล สูงถึงกว่า 700,000 ล้านบาท เติบโตจากปี 2555 ประมาณ 70% และมีฐานลูกค้าผู้ใช้บริการขยายตัวจากปีก่อน ราว 66%

View :1198
Categories: Press/Release Tags:

ดีแทคประสบความสำเร็จ เลือกลงโฆษณาใน Facebook เพิ่มยอดลูกค้าใหม่หันมาใช้ซิมแฮปปี้พุ่ง

April 3rd, 2014 No comments

CM-016
2 เมษายน 2557 – ดีแทคประสบความสำเร็จในการลงโฆษณาผ่านโซเชียลมีเดีย ใช้เฟซบุ๊คโฆษณาในแคมเปญแฮปปี้รีเฟรชแบรนด์ และแฮปปี้ซิมโทรฟรี 55 สตางค์ ช่วยสร้างการรับรู้ในแบรนด์แฮปปี้เพิ่มขึ้นถึง 12% ในกลุ่มลูกค้าอายุ 13-17 ปี เพิ่มยอดการใช้แฮปปี้ได้อีก 19% และยังเข้าถึงกลุ่มคนที่ไม่ใช่ลูกค้าดีแทคถึง 13 ล้านคน ดีแทคนำแนวคิด One Digital dtac เน้นวางแผนการใช้สื่อโฆษณาทางด้านออนไลน์มีเดีย และโซเชียลมีเดียมากขึ้น ตอบโจทย์พฤติกรรมของผู้บริโภคในปัจจุบันที่ดูสื่อผ่านอินเทอร์เน็ต ออนไลน์ผ่านทางคอมพิวเตอร์และสมาร์ทโฟน ที่นอกเหนือจากสื่อเดิมๆ เช่น ทีวี วิทยุ หรือสิ่งพิมพ์

นายซิกวาร์ท โวส เอริคเซน รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มการตลาด บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทค กล่าวว่า “ ดีแทคได้ให้ความสำคัญกับการลงโฆษณาในสื่อโซเชียลมีเดียมากขึ้น และประสบความสำเร็จอย่างงดงาม กับการโฆษณารีเฟรชแบรนด์แฮปปี้ และแคมเปญซิมแฮปปี้ 55 โทรฟรีทุกเครือข่ายนาทีละ 55 สตางค์ ในเฟซบุ๊ค โดยได้ผลตอบรับที่ดีมาก เป็นสื่อโฆษณาที่ทำให้ดีแทคบรรลุเป้ายอดขายได้อย่างน่าประทับใจ และยังช่วยสร้างการรับรู้และความรู้สึกผูกพันในแบรนด์ไปถึงคนจำนวนมาก และทำให้สามารถเข้าถึงกลุ่มคนที่ยังไม่ได้เป็นลูกค้าดีแทคในเฟซบุ๊ค ดีแทคได้เชิญชวนให้กลุ่มคนอายุตั้งแต่ 13 – 24 ปีเข้าไปดูวีดีโอภาพยนตร์โฆษณาใน News Feed ผ่านทางจอคอมพิวเตอร์และมือถือ และยังสามารถวัดจำนวนผู้ที่เข้ามาดูวีดีโอและยอดขายของซิมแฮปปี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ปัจจุบันการแข่งขันในยุคดิจิตอลทำให้เราต้องมีการเพิ่มประสิทธิภาพและการเปลี่ยนแปลง เพื่อส่งต่อประสบการณ์ที่ดีขึ้นให้ลูกค้า และอยากให้ลูกค้าดีแทคทุกคนสามารถเข้าถึงประสบการณ์ในการใช้งานอินเทอร์เน็ตบนมือถือ หรือแท็บเล็ต ดีแทคได้นำแนวคิด One Digital dtac ที่มุ่งเปลี่ยนวัฒนธรรมและกระบวนการทำงานในองค์กรให้สอดคล้องกับสภาพการแข่งขันในปัจจุบันที่เปลี่ยนจากธุรกิจวอยซ์เป็นดาต้า หนึ่งในแนวคิดนี้ที่ดีแทคได้ดำเนินงานมาตั้งแต่ปลายปี 2556 คือการนำโซเชียลมีเดียมาใช้ประโยชน์ในธุรกิจ สู่ช่องทางขายในอนาคต เพื่อผลักดันให้ดีแทคเป็นบริษัทอินเทอร์เน็ตเต็มรูปแบบ”

ดูข้อมูลเพิ่มเติมบริษัทที่ประสบความสำเร็จจากการใช้โฆษณาทางเฟซบุ๊ค Facebook Business Success Story ได้ที่ https://www.facebook.com/business/success/dtac

View :1841
Categories: Press/Release Tags:

ดีแทคนำเสนอ อินเตอร์แอคทีฟบุ๊คน่าอ่าน “ประวัติศาสตร์ไทยร่วมสมัย” ดาวน์โหลดฟรีผ่านแอพพลิเคชั่น dtac Readever

April 3rd, 2014 No comments

IMG_8651
ดีแทคชวนดาวน์โหลดหนังสือแนวการเมืองกึ่งวิชาการ “ประวัติศาสตร์ไทยร่วมสมัย” ผ่านแอพพลิเคชั่น dtac Readever (ดีแทครีดเอฟเวอร์) อ่าน เขียน แชร์ สำหรับคนที่อยากเห็นภาพประวัติศาสตร์ไทยที่อ่านเข้าใจง่าย บอกเล่าภาพรวมของประวัติศาสตร์ผ่านมุมมองทางเศรษฐกิจ เห็นภาพตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน

หนังสือเล่มนี้ ฉีกแนว เล่าเรื่องสนุก วิพากษ์สังคมไทยอย่างถึงแก่นเห็นความเคลื่อนไหวของผู้คนในสยามประเทศที่มีบทบาทและสัมพันธ์กับพลังทางสังคมของกลุ่มต่างๆที่มีส่วนสร้าง “รัฐชาติ” ที่มาของสังคมปัจจุบัน จุดแข็ง จุดอ่อน และศักยภาพสู่อนาคตในโลกที่ไร้เสถียรภาพ

“ประวัติศาสตร์ไทยร่วมสมัย” เป็นหนังสือแห่งปี จากปลายปากกาของ คริส เบเคอร์ นักประวัติศาสตร์ และผาสุก พงษ์ไพจิตร นักเศรษฐศาสตร์การเมือง ที่มีผลงานเขียนและแปลร่วมกันหลายเล่มทั้งที่เป็นภาษาอังกฤษและภาษาไทยเผยแพร่สู่วงกว้างทั้งในและต่างประเทศ ก่อนที่หนังสือเล่มนี้จะมาอยู่ในมือผู้อ่านคนไทย ก็ผ่านสายตาชาวต่างชาติมาแล้วในฉบับภาษาอังกฤษที่จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ และใช้เรียนกันในวิชาประวัติศาสตร์การเมืองของเอเชียตามมหาวิทยาลัยหลายแห่งในต่างประเทศ

ผู้อ่านจะเต็มอิ่มด้วยอรรถรสและจินตนาการถึงประวัติศาสตร์ไทย จากอินเตอร์แอ็คทีฟบุ๊ค ที่บรรจุคลิปวีดีโอภาพที่ปรากฏพร้อมเสียงเพลงประกอบที่ดังก้องกังวานผ่านภาพวาดจากศิลปินชื่อดังคุณตะวัน วัตุยา ที่มาถ่ายทอดเรื่องราวจากปลายพู่กันเป็นงานจิตรกรรมสีน้ำที่ดูเปราะบาง เลือนหาย และไม่ชัดเจนจากประวัติศาสตร์และการเมืองของประเทศไทย ปะติดปะต่อเหตุการณ์ต่างๆ ที่สะท้อนความพร่าเลือน จับต้องได้ค่อนข้างลำบาก มีหลายสิ่งหลายอย่างที่เกิดขึ้นและเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

พบกับหนังสือ “ประวัติศาสตร์ไทยร่วมสมัย” และโปรโมชั่นพิเศษสุดจาก dtac Readever ในงานสัปดาห์หนังสือยิ่งใหญ่ประจำปี 2557 ที่บรรดาหนอนหนังสือนักอ่านรอคอย ตั้งแต่วันนี้ ถึง 7 เมษายน 2557 ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิตติ์ กับบูธสำนักพิมพ์ยอดนิยม เช่น บูธศรีสยาม ให้ดาวน์โหลดหนังสือ I like, ISEE, Berry ฟรีทั้ง 3 เล่ม บูทคุณบัณฑิต Inspire Music ให้ดาวน์โหลดหนังสืออินเตอร์แอ็คทีฟฟรี 2 เล่ม คือ Leader in You และ ร้องได้ไม่อายใคร เขียนโดย แมรี่ อึ้งรังสี บน Readever และ บูธบูรพัฒน์ ให้ดาวน์โหลดฟรี หนังสือการ์ตูนมังกรหยก เล่ม 1 และ สิทธิซื้อหนังสือการ์ตูนชุด ขงเบ้ง 1 แถม 1 ระหว่างวันงาน บน Readever นอกจากนี้แอพพลิเคชั่น dtac Readever ยังมีทั้งนิตยสารและหนังสือให้ดาวน์โหลดมากมาย หลายประเภททั้งการตลาด ธุรกิจ เทคโนโลยี แฟชั่น บันเทิง แม่และเด็ก ปรัชญา สุขภาพ และอีกมากมาย สามารถดาวน์โหลด “dtac Readever” ได้ฟรีที่ app store หรือ Google Play ได้แล้วตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม สามารถเข้าไปดูได้ที่ www.dtac.co.th

View :1754
Categories: Press/Release Tags:

อีริคสันได้รับเลือกเป็นผู้วางระบบและบริหารจัดการเครือข่ายโมบายให้ เทเลนอร์ในประเทศพม่า

April 1st, 2014 No comments

8

· อีริคสันเป็นผู้ดำเนินการติดตั้งและบริหารจัดการเครือข่ายทั้งหมดให้แก่เทเลนอร์ ผู้ให้บริการเครือข่ายโมบายในประเทศพม่า

· โดยกรอบข้อตกลงเป็นการระบุถึงว่าอีริคสันจะเป็นผู้จัดเตรียมอุปกรณ์ให้กับเทเลนอร์ โดยเป็นอุปกรณ์สำหรับระบบเครือข่าย 2G และ 3G ตลอดจนอุปกรณ์เพื่อการอัพเกรดในอนาคต

· เครือข่ายของเทเลนอร์จะครอบคลุมการใช้งาน 90 เปอร์เซ็นต์ของประชากรในประเทศพม่า ภายใน 5 ปี

ความก้าวหน้าของสภาพสังคมและเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในประเทศพม่ามาโดยตลอดในช่วงเวลา 2 ปีที่ผ่านมา เกิดขึ้นจากการที่ประเทศมีการเปิดเศรษฐกิจการค้า ทั้งนี้หน่วยงานภาครัฐและเอกชนต่างคาดหวังว่าการออกใบอนุญาตประกอบกิจการโทรศัพท์มือถือนั้นจะช่วยส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพของระบบการสื่อสารโดยรวมและนำพาเอาประโยชน์ทั้งในด้านสังคมและเศรษฐกิจมาสู่ ภาค รัฐ ภาคธุรกิจ และประชากรโดยรวมอีกด้วย

โดยทั้งนี้ระบบเครือข่ายสัญญาณโทรศัพท์มือถือประเทศพม่าจะมีการพัฒนาและขยายตัวมากขึ้นโดยทางอีริคสันเองมีการประกาศถึงการทำสัญญาร่วมมือกับเทเลนอร์ในการติดตั้ง วางระบบและบริหารจัดการเครือข่ายโทรศัพท์ในประเทศพม่า เป็นเวลา 5 ปี โดยในปีที่ผ่านมา ทางเทเลนอร์ได้มีการสร้างข้อตกลงกับทางอีริคสันเป็นผู้จัดเตรียมโครงข่ายคลื่นความถี่วิทยุ (radio access network) และเข้ามาประสานในเรื่องของการบริการการวางเครือข่ายของเทเลนอร์ในประเทศ

โดยเทเลนอร์มีการคาดการณ์ว่าเครือข่ายของเทเลนอร์จะครอบคลุมการใช้งาน 90 เปอร์เซ็นต์ของประชากรในประเทศพม่าที่มีจำนวนอยู่กว่า 60 ล้านคน ในอีก 5 ปีข้างหน้า

ด้วยการเตรียมการอุปกรณ์ทั้งในระบบเครือข่าย 2G และ 3G หรือที่เรียกว่าโซลูชั่น multi-standard network solution เพื่อให้ลูกค้าได้รับการบริการคุณภาพเสียงและการเชื่อมต่ออินเทอร์เนตที่ดี ตลอดการรองรับกับอุปกรณ์เพื่อการอัพเกรดในอนาคต

นอกจากนี้ ด้วยระบบโซลูชั่น multi-standard network solution ของทางอีริคสัน จะส่งผลให้กลุ่มผู้ให้บริการลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินการติดตั้งระบบโครงข่ายคลื่นความถี่วิทยุ (radio access network)โดยโซลูชั่นนี้ประกอบด้วย GSM/EDGE, WCDMA/HSPA,LTE และระบบ IP-based ตลอดจนระบบ Operation support โดยทั้งหมดนี้จะเป็นการสร้างความยืดหยุ่นให้กับเครือข่ายในการที่จะรองรับกับการใช้บริการในแต่ละพื้นที่ภาคส่วน ตลอดจนการผสมผสานกับสเปกตรัมแบนใหม่ๆ

เพื่อการเตรียมความพร้อมในการติดตั้งเครือข่าย อีริคประกาศจ้างคนงานในพื้นที่ในอีก 2 เดือนข้างหน้า โดยตลอดในหลายเดือนที่ผ่านมา อีริคสันได้มีการลงทุนและการอบรมเพื่อพัฒนาศักยภาพของบุคคลากรต่างๆในการดำเนินการ นอกจากนี้มีการจ้างผู้เชี่ยวชาญพิเศษที่เคยมีประสบการณ์การติดตั้งระบบที่คล้ายคลึงกันจากทั่วโลกเข้ามาทำงานร่วมด้วย

นายเพตเตอร์ เฟอร์เบิร์ก ประธานของเทเลนอร์ในประเทศพม่ากล่าวว่า “เรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะได้อีริคสันมาร่วมเป็นพารทเนอร์ ในการทำงานร่วมกันเพื่อพัฒนาเครือข่ายโทรคมนาคมของเทเลนอร์ในประเทศพม่า โดยการทำงานครั้งนี้จะเป็นการสร้างประวัติศาสตร์อันน่าจดจำสำหรับประเทศพม่า เทเลนอร์ ตลอดจนพาร์ทเนอร์อย่างอีริคสัน

นาย ยอนต์ วัตสันนีอาส ประธานบริษัทของอีริคสันประเทศพม่า กล่าวว่า “ประสบการณ์ที่เราได้รับจากการวางระบบเครือข่ายในหลากหลายประเทศที่มีเงื่อนไขในด้านของภูมิศาสตร์ที่แตกต่างกัน ทำให้เรานั้นมีความมั่นใจในการที่จะสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่ดีให้กับทางเทเลนอร์ เพื่อที่ผู้คนในประเทศพม่าจะได้รับประสบการณ์ทางโทรศัพท์ที่ดี นอกจากนี้เราหวังว่าการลงทุนในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานในด้านโทรคมนาคมจะช่วยสร้างประโยชน์ให้กับเศรษฐกิจในประเทศ ตลอดจนสร้างความเป็นอยู่ที่ดีให้กับประชากร”

และด้วยสัญญาในด้านการบริหารจัดการเครือข่ายร่วมกับเทเลนอร์ในประเทศพม่าจะเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับเรา ในการที่จะนำเอาประสบการณ์ในการบริหารจัดการ multi-vendor network มาใช้เพื่อสร้างความมั่นใจได้ว่าความซับซ้อนทางเครือข่ายต่างๆ นั้นจะได้รับการจัดการที่ดี และทางเทเลนอร์จะได้รับความสนใจจากกลุ่มของลูกค้าในประเทศ

ทั้งนี้ ในปี 2012 ที่ผ่านมา อีริคสันได้ทำการวิจัยถึงศักยภาพทางเศรษฐกิจอันเป็นผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการสื่อสารทางโทรศัพท์ในประเทศพม่า โดยในการวิจัยนั้นกล่าวว่าผลกระทบจากการอุตสาหกรรมนี้จะสร้างผลกระทบโดยรวมต่อค่า GDP อยู่ที่ประมาณ 1.5-9 เปอร์เซ็นต์ ใน 3 ปีแรก หลังจากที่ใบอนุญาตดำเนินการเรียบร้อย

นอกจากนี้ยังกล่าวได้อีกว่าอุตสาหกรรมนี้จะส่งผลให้เกิดการจ้างงานของพนักงานประจำในประเทศพม่า อยู่ที่ประมาณ 66,000 อัตรา ตลอดจนการประมาณการณ์ว่าจะมีงานต่างๆ เพิ่มขึ้นมาอีกประมาณ 24,000 งาน

View :1464
Categories: Press/Release Tags:

Disney Infinity Launches Major Updates for PC Game

March 15th, 2014 No comments

New Content Expands Connected Play across Consoles, PCs and Mobile Devices

Disney Interactive announced today that the Disney Infinity PC game will allow new and existing online players to download true-to-property Play Sets for the first time. Additional new content include waves one and two hexagonal power discs, select pre-made Adventures and Mastery Tutorials. These functions were previously only available on the best-selling Disney Infinity console game.

The update also introduced a new Toy Box rewards program. Fans who log-in and play Disney Infinity on PC at least four times over the course of a week will earn new pre-made Adventures and a variety of toys they can use to make one-of-a-kind Toy Box creations. Those Toy Boxes can then be shared and played with friends on any platform, regardless of the one it was created on, including the Disney Infinity Toy Box app for iOS and Win8.

Players can download the PC game at https://infinity.disney.com/ and content updates can be purchased on the website at https://infinity.disney.com/pc-shop . Details of the content offerings are listed below:

Disney Infinity Toy Box Starter Pack
Players who download the game for the first time for free on PC will receive 85 starter toys, a playable Mr. Incredible character, one pre-made Adventure and three Mastery Tutorials. All players will have access to Disney services and user-generated content with a Disney ID, such as the weekly Toy Box Challenge winners featuring unique themed-worlds created by the Disney Infinity community.

Play Sets
· Each play set includes one unlocked character for $14.99 each. Complete play set bundle is also available for $74.95.
o The Incredibles – Mrs. Incredible
o Lone Ranger – Lone Ranger
o Toy Story in Space – Jesse
o Cars – Holley
o Pirates of the Caribbean – Jack Sparrow
o Monsters University – Sulley

Tox Box Content
· Ultimate Toy Box Experience: Includes all generic Toy Box toys, two additional characters, three advanced Mastery Tutorials and all items players would have earned through the Toy Box rewards program. ($19.99)

· Single Characters: Each figure comes with two specific Toy Box items. Items are exclusive to those characters and cannot be unlocked in other ways. ($2.99 for regular character figure, $3.99 for Crystal Series)

· Character Bundles: Character starter set, which includes all launch characters, will retail for $39.99 while post-launch Fall and Holiday character releases will retail at $14.99.

· Power Discs: Hexagonal discs from waves one and two are now available; wave three power discs will be available starting April 1. There is also an option to purchase bundles of each wave of power discs. ($1.99 for 2-pack; $2.99 for 3-pack; $19.99 for waves one and two bundle; $7.99 for wave three; $24.99 for bundle of all discs)

· 11 Free Pre-Made Adventures (select ones from console game): users will be awarded three Toy Box items for each completed Adventure. Character-specific Adventures are played with that character even if the player does not own that character.

· 6 Free Mastery Tutorials (all from console game): users will be awarded three Toy Box items for each completed Mastery Tutorial.

To access screenshots, please visit: http://smu.gs/1o4qols

About Disney Infinity
Disney Infinity is an all-new video game initiative starring the beloved characters from Walt Disney and Pixar Studios’ most popular franchises. Players can place real-world toy versions of favorite Disney characters onto a device called the Disney Infinity Base and transport them into the virtual game worlds of Monsters University, the Incredibles, Cars, Pirates of the Caribbean, The Lone Ranger and Toy Story in Space, as well as into a giant Toy Box. Disney Infinity is available now for Xbox 360, PlayStation 3, Wii U, Wii, 3DS, PC, iOs and Win8.

For additional information, please visit www.disney.com/infinity and www.youtube.com/disneyinfinity, join the Disney Infinity Facebook community (Facebook.com/disneyinfinity) and Google+ community (https://plus.google.com/+DisneyInfinity), and follow us on Twitter (twitter.com/disneyinfinity) and Instagram (instagram.com/disneyinfinity). To access press materials, please visit http://disneyinteractive.smugmug.com/DisneyInfinity.

View :888
Categories: Press/Release Tags:

ทรู เผยปี’57 ปรับโฉมสู่ยุคคอนเวอร์เจนซ์เต็มรูปแบบ

March 15th, 2014 No comments

มุ่งสร้างคุณค่าและประโยชน์เพื่อลูกค้าเป็นสำคัญ
เน้นการบริหารค่าใช้จ่ายเต็มประสิทธิภาพ เสริมความแข็งแกร่ง
ทั้งด้านธุรกิจและการเงิน มั่นใจปีหน้าพลิกสร้างผลกำไร

กลุ่มทรู พอใจในความสำเร็จในปีที่ผ่านมา ทั้งรายได้จากการให้บริการที่ยังคงเติบโต และความสำเร็จในการจัดตั้งกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม “ทรูโกรท” (TRUEGIF) รวมถึงภาระหนี้ที่ปรับลดลงได้อย่างมีนัยสำคัญ พร้อมประกาศทิศทางการดำเนินธุรกิจปี 2557 ก้าวเป็นผู้ให้บริการคอนเวอร์เจนซ์เต็มรูปแบบโดยปรับเปลี่ยนโครงสร้างองค์กร และกำหนดทิศทางมุ่งเน้นลูกค้าเป็นสำคัญ รุกเสริมความแข็งแกร่งทั้งด้านธุรกิจและการเงิน บริหารค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มอัตรากำไรเบื้องต้น (EBITDA) มั่นใจนำกลุ่มทรูสร้างผลกำไรได้ภายในปี 2558

นายศุภชัย เจียรวนนท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานคณะผู้บริหาร บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า “ปีที่ผ่านมา กลุ่มทรูประสบความสำเร็จในหลายๆ ด้าน ทั้งรายได้จากผลประกอบการของกลุ่มธุรกิจที่เป็นไปตามที่ตั้งไว้ และความสำเร็จจากการเป็นองค์กรไทยรายแรกของประเทศที่ได้รับการรับรองมาตรฐานโลก COPC CSP จาก COPC (Customer Operation Performance Center) รวมทั้งความสำเร็จจากการจัดตั้งกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม “ทรูโกรท” (TRUEGIF) ซึ่งส่งผลให้กลุ่มทรูสามารถลดภาระหนี้ได้อย่างเป็นรูปธรรม และในปี 2557 นี้ กลุ่มทรูจะก้าวสู่การเป็นผู้ให้บริการคอนเวอร์เจนซ์อย่างเต็มรูปแบบ โดยการปรับโครงสร้างการบริหาร และปรับองค์กร มุ่งให้ความสำคัญแก่ลูกค้าสูงสุด ทั้งการสร้างประโยชน์และมูลค่าเพิ่มยิ่งขึ้น รวมทั้งการก้าวเป็นองค์กรที่ขยายตัวเติบโตอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน

“ผมมั่นใจว่ากลุ่มทรูจะสามารถก้าวเป็นองค์กรที่ทำกำไรได้ในปีหน้าอย่างแน่นอน โดยในปีนี้จะเน้นการสร้างความแข็งแกร่งทั้งด้านธุรกิจและการเงิน การบริหารค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจ เพื่อเพิ่มอัตรากำไรเบื้องต้น (EBITDA) โดยใช้หลักการบริหารจัดการธุรกิจในแบบ Total Quality Management (TQM) ซึ่งเป็นการบริหารคุณภาพระบบงานทั้งหมดในองค์กร โดยการมีส่วนร่วมของพนักงานทุกระดับ และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับองค์กร และเพื่อยกระดับกลุ่มทรูให้ทัดเทียมมาตรฐานระดับโลก นอกจากนี้ยังนำ Lean Six Sigma ซึ่งเป็นขบวนการวิเคราะห์และแก้ไขปัญหาอย่างมีระบบเพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่สาเหตุอย่างแท้จริง ตลอดจนปรับปรุงขั้นตอนการทำงานให้มีประสิทธิภาพเพื่อความพึงพอใจสูงสุดของลูกค้า”

ในปี 2556 กลุ่มทรูมีรายได้จากการให้บริการโดยรวม จำนวน 66.3 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.2 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า จากรายได้ที่เติบโตในทั้งสามธุรกิจหลัก ขณะที่มีผลขาดทุนสุทธิ 9.1 พันล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากค่าใช้จ่ายจากการสิ้นสุดสัมปทานของทรูมูฟในเดือนกันยายนที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการโอนย้ายลูกค้าทรูมูฟ มาเป็น ทรูมูฟ เอช การบันทึกการด้อยค่าสินทรัพย์โครงข่าย 2G รวมถึงค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายที่เพิ่มขึ้น จากการร่นระยะเวลาการตัดค่าเสื่อมของสินทรัพย์ภายใต้สัญญาสัมปทานของทรูมูฟให้สั้นขึ้น อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายเหล่านี้เกิดขึ้นเพียงชั่วคราวในช่วงการสิ้นสุดยุคสัมปทาน 2G เท่านั้น และรายได้รวมของกลุ่มทรูโมบายล์ ในปีที่ผ่านมายังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะบริการนอนวอยซ์ซึ่งเติบโตสูงถึงร้อยละ 49 จากปีก่อนหน้า ด้วยความเป็นผู้นำบริการ 3G ที่เร็ว แรงเต็มสปีด และครอบคลุมพื้นที่มากที่สุด และบริการ 4G LTE รายแรกในไทย รวมถึงการนำเสนอแพ็กเกจบริการที่คุ้มค่าร่วมกับดีไวซ์หลากหลายรุ่น ที่สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าในแต่ละกลุ่มได้เป็นอย่างดี ทำให้ ณ สิ้นปี 2556 กลุ่มทรูโมบายล์มีผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้นเป็น 22.9 ล้านราย

ทรูออนไลน์ ยังคงเดินหน้าขยายโครงข่ายบริการบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งครอบคลุมแล้วกว่า 4.3 ล้านครัวเรือน ใน 61 จังหวัด ณ สิ้นปี 2556 และตั้งเป้าครอบคลุมทั่วประเทศในปีนี้ ทั้งนี้ จากการนำเสนอแพ็กเกจคอนเวอร์เจนซ์ที่เพิ่มความคุ้มค่าให้แก่ลูกค้าจากการรวมบริการอัลตร้า ไฮ-สปีด อินเทอร์เน็ต ของทรูออนไลน์ ร่วมกับบริการอื่นๆ ภายในกลุ่มทรู ส่งผลให้ทรูออนไลน์มีจำนวนผู้ใช้บริการบรอดแบนด์รายใหม่สุทธิสูงกว่า 240,000 ราย มีฐานลูกค้าเพิ่มขึ้นเป็น 1.8 ล้านราย ณ สิ้นปี 2556 และมีรายได้บริการบรอดแบนด์ของทรูออนไลน์ เติบโตสูงถึงร้อยละ 17 จากปีก่อนหน้า

ทรูวิชั่นส์ มุ่งเน้นการเพิ่มประสบการณ์การรับชมให้กับลูกค้าด้วยการสรรหาคอนเทนต์คุณภาพทั้งในและต่างประเทศ และการปรับเพิ่มช่องรายการในระบบ HD เป็นจำนวนที่มากที่สุดในไทยถึง 50 ช่อง นอกจากนี้ยังได้นำเสนอแพ็กเกจใหม่ที่หลากหลายและบริการเสริมที่น่าดึงดูดใจ อาทิ แคมเปญ “สุขx2” บริการอัลตร้า ไฮ-สปีด อินเทอร์เน็ต 12 Mbps. พร้อมรับชมช่องรายการต่างๆ จากทรูวิชั่นส์ถึง 78 ช่อง พร้อม 3 ช่อง HD ในราคาเพียง 699 บาท และทรูวิชั่นส์ เอนิแวร์ บริการโมบายเพย์ทีวีแบบใหม่ เพื่อให้เข้าถึงลูกค้าแต่ละกลุ่มได้ง่ายยิ่งขึ้น โดย ณ สิ้นปี 2556 ทรูวิชั่นส์มีผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้นเป็นทั้งสิ้น 2.4 ล้านราย และมีรายได้จากค่าโฆษณาและค่าสปอนเซอร์ เป็นปัจจัยที่สร้างความเติบโตให้แก่รายได้ของทรูวิชั่นส์

“ปี 2557 นี้จะเป็นอีกก้าวสำคัญของอุตสาหกรรมโทรคมนาคมไทยและกลุ่มทรู อันเกิดจากการปรับเปลี่ยนสู่ระบบเสรีที่ชัดเจนเพิ่มมากขึ้น ภายหลังการออกใบอนุญาตต่างๆ ทั้งในด้านกิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ของคณะกรรมการ กสทช. อีกทั้งความสำเร็จจากการจัดตั้งกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมเป็นครั้งแรกของไทย ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการสนับสนุนให้มีการใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมร่วมกัน ลดการลงทุนซ้ำซ้อน อันจะนำมาซึ่งการแข่งขันที่เป็นธรรมและการเติบโตของอุตสาหกรรมโทรคมนาคมไทยในระยะยาว” นายศุภชัย กล่าวสรุป

View :384
Categories: Press/Release Tags:

ดีเอชแอล เผยบิ๊กดาต้าขจัดความเสี่ยงในอุตสาหกรรมลอจิสติกส์

March 15th, 2014 No comments

· ระบบวิเคราะห์ข้อมูลบิ๊กดาต้า อนาลิติกส์ คือ เทคโนโลยีสำคัญที่ใช้ใน DHL Resilience360 นวัตกรรมโซลูชั่นใหม่ล่าสุด
· ข้อมูลรายงานผลการวิเคราะห์ทิศทางของระบบบิ๊กดาต้า สามารถพัฒนาแอพพลิเคชั่นใหม่ๆ อีกมากมาย

กรุงเทพฯ 11 มีนาคม 2557 – ดีเอชแอล ผู้ให้บริการลอจิสติกส์ชั้นนำของโลก เปิดตัวรายงานผลการวิเคราะห์ทิศทางของระบบบิ๊กดาต้าในอุตสาหกรรมลอจิสติกส์ พร้อมนำเครือข่ายข้อมูลที่ครบวงจรมาใช้ตรวจจับความเสี่ยงในระบบซัพพลายเชนได้ล่วงหน้า นอกจากนี้ ดีเอชแอลยังเปิดตัว Resilience360 โซลูชั่นใหม่ล่าสุด ซึ่งเป็นเครื่องมือบริหารความเสี่ยงในระบบซัพพลายเชนที่สนับสนุนเทคโนโลยีวิเคราะห์ข้อมูลบิ๊กดาต้า อนาลิติกส์ (Big Data Analytics) เพื่อให้ข้อมูลภาพรวมเกี่ยวกับปัญหาที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในระบบซัพพลายเชนของลูกค้าได้ล่วงหน้า สำหรับแอพพลิเคชั่นใหม่ๆ ที่พัฒนาต่อยอดจากรายงานผลการวิเคราะห์ทิศทางของระบบบิ๊กดาต้าฯ ดังกล่าว ได้แก่ แอพพลิเคชั่น DHL Parcel Volume Prediction เพื่อคาดการณ์ปริมาณการขนส่งสินค้าและพัสดุ และแอพพลิเคชั่น DHL Geovista ซึ่งอยู่ในระหว่างการทดลองใช้งานอยู่ในขณะนี้

ดร.มาร์คุส คุคเคลเฮ้าส์ ผู้อำนวยการหน่วยธุรกิจ Trend Research ดีเอชแอล คัสตอมเมอร์ โซลูชั่นส์ แอนด์ อินโนเวชั่น กล่าวว่า “นวัตกรรมโซลูชั่น Resilience360 ตอกย้ำให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ระบบวิเคราะห์ข้อมูลบิ๊กดาต้า อนาลิติกส์ก่อให้เกิดประโยชน์ด้านเศรษฐกิจต่ออุตสาหกรรมซัพพลายเชนอย่างแท้จริง การรวบรวมข้อมูลและการประเมินผลจะช่วยปกป้องและเพิ่มประสิทธิภาพให้แก่ระบบซัพพลายเชน ส่งผลให้ธุรกิจต่างๆ สามารถปฏิบัติงานได้อย่างราบรื่น รวมถึงสร้างความพึงพอใจให้แก่ลูกค้าได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและยั่งยืน ทั้งนี้รายงานผลการวิเคราะห์ทิศทางของระบบบิ๊กดาต้าในอุตสาหกรรมลอจิสติกส์ที่ดีเอชแอลจัดทำขึ้น ชี้ให้เห็นว่าระบบวิเคราะห์ข้อมูลบิ๊กดาต้า อนาลิติกส์สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ถึง 2 ด้าน คือ เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และมีศักยภาพในการนำมาประยุกต์ใช้สร้างสรรค์โมเดลธุรกิจใหม่ๆ”

โซลูชั่น DHL Resilience360 มีฟังก์ชั่นการทำงานแบบเรียลไทม์ที่สำคัญ 2 ประการ ประการแรกคือการศึกษาและการประเมินความเสี่ยง ประการที่ 2 คือการใช้เป็นเครื่องมือติดตามการทำงานของระบบซัพพลายเชน ซึ่งช่วยลดปัญหาและส่งผลให้ระบบซัพพลายเชนมีความยืดหยุ่นและคล่องตัวมากยิ่งขึ้น รวมถึงป้องกันการผลิตไม่ให้เกิดการหยุดชะงักและกระทบต่อรายได้ (ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.dhl.com/resilience360)

การปรับปรุงประสิทธิภาพในการดำเนินงาน คือประเด็นสำคัญที่ระบุไว้ในรายงานผลการวิเคราะห์ทิศทางของระบบบิ๊กดาต้าในอุตสาหกรรมลอจิสติกส์ โดยมีรายละเอียดครอบคลุมถึงการปรับปรุงประสิทธิภาพในการดำเนินงาน การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างสภาพอากาศ การแพร่ระบาดของโรคไข้หวัด และพฤติกรรมการซื้อสินค้าผ่านระบบออนไลน์ของแต่ละบุคคล สำหรับแอพพลิเคชั่น DHL Parcel Volume Prediction ที่พัฒนาขึ้นใหม่นั้น ช่วยในการวางแผนและประเมินปริมาณสินค้าและการขนส่งพัสดุให้มีความสะดวก คล่องตัว และง่ายยิ่งขึ้น โดยใช้ข้อมูลที่มีความเกี่ยวพันกัน ซึ่งในกรณีดังกล่าว บิ๊กดาต้าจะนำมาใช้พัฒนากระบวนการดำเนินงานให้ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และปรับปรุงการให้บริการลูกค้าให้ดียิ่งขึ้น

นอกจากนี้ บิ๊กดาต้ายังช่วยเพิ่มศักยภาพในการพัฒนาโมเดลธุรกิจใหม่ๆ ให้แก่ผู้ให้บริการลอจิสติกส์ เช่น การพัฒนาระบบการตลาดที่อิงตามข้อมูลทางภูมิศาสตร์ (geo marketing) สำหรับธุรกิจขนาดกลางและเล็ก และแอพพลิเคชั่น DHL Geovista ที่สนับสนุนผู้ให้บริการลอจิสติกส์สามารถนำมาใช้วิเคราะห์และประเมินข้อมูลทางภูมิศาสตร์ที่มีความละเอียดและซับซ้อน พร้อมทั้งคาดการณ์ตัวเลขยอดขายของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ รายงานเรื่อง “บทบาทของระบบบิ๊กดาต้าในอุตสาหกรรมลอจิสติกส์” (Big Data in Logistics) เปิดให้ดาวน์โหลดได้ที่ www.dhl.com/bigdata โดยรายงานการวิจัยชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการศึกษาวิเคราะห์ธุรกิจลอจิสติกส์ของดีเอชแอล ซึ่งศูนย์สร้างสรรค์นวัตกรรมของดีเอชแอลได้นำเทคโนโลยี Trend Radar มาใช้วิเคราะห์ทิศทางการดำเนินธุรกิจ และศึกษาแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบสำคัญต่ออนาคตของอุตสาหกรรมลอจิสติกส์ หรือติดตามบทความเกี่ยวกับบทบาทและอิทธิพลของบิ๊กดาต้าที่มีต่อโลกแห่งอนาคต โดย ดร.มาร์คุส คุคเคลเฮ้าส์ ได้ที่ดีเอชแอลบล็อก www.delivering-tomorrow.com

View :341
Categories: Press/Release Tags:

เอสเอพี แต่งตั้ง ลีเฮอร์ ออบิซูร์ ขึ้นแท่นกรรมการผู้จัดการเล็งพัฒนากลยุทธ์ในอินโดจีน

March 15th, 2014 No comments

SAP0280copy
กรุงเทพฯ –- เอสเอพี เอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น (NYSE: SAP) ประกาศแต่งตั้ง นาย ลีเฮอร์ ออบิซูร์ ขึ้นเป็นกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสเอพี ประจำภูมิภาคอินโดจีน ลีเฮอร์ เป็นผู้รับผิดชอบในการพัฒนากลยุทธ์ทางธุรกิจและการดำเนินงานของเอสเอพีในภูมิภาคอินโดจีน ซึ่งประกอบไปด้วย ประเทศไทย เวียดนาม เมียนมาร์ ลาว และกัมพูชา โดยประจำอยู่ในกรุงเทพฯ และขึ้นตรงต่อ นาย ฟรองซัว เลนคอน ประธานและกรรมการผู้จัดการเอสเอพีเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

“ภูมิภาคอินโดจีนเป็นตลาดเชิงกลยุทธ์สำหรับเอสเอพีเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เสมอมา การแต่งตั้ง ลีเฮอร์ จะช่วยให้เอสเอพีสามารถเพิ่มความเติบโตในตลาดที่สำคัญเช่นนี้” นาย ฟรองซัว เลนคอน ประธานและกรรมการผู้จัดการ เอสเอพีเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กล่าว “ด้วยประสบการณ์และความรู้ความสามารถของเขา ผมมั่นใจว่าลีเฮอร์และทีมงานสามารถช่วย ลูกค้าในภูมิภาคอินโดจีน ได้ใช้นวัตกรรมที่รวดเร็วมากยิ่งขึ้น และช่วยแก้ไขปัญหาทางธุรกิจได้ดียิ่งขึ้น ผ่านทางผลิตภัณฑ์และการบริการของเอสเอพี”

ลีเฮอร์ มีประสบการณ์การทำงานในอุตสาหกรรมไอทีและมีความเชี่ยวชาญทางด้านโซลูชั่นของเอสเอพีเป็นเวลายาวนานถึง 14 ปี โดยก่อนที่จะมาร่วมงานกับเอสเอพี ลีเฮอร์ ได้ดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการที่บริษัท อาโทส ไอที โซลูชั่นส์ แอนด์ เซอร์วิสเซส ประเทศไทย ซึ่งรับผิดชอบในด้านระบบธุรกิจแบบบูรณาการของอาโทส ประเทศไทย โดยเน้นที่การขายและผลการดำเนินงาน
ลีเฮอร์ ยังดำรงตำแหน่งหัวหน้าด้านการปฏิบัติการของโซลูชั่นเอสเอพี ประจำอาโทส ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค อีกทั้งยังเป็นผู้นำทีมที่ปรึกษาของโซลูชั่นเอสเอพี กว่า 400 ชีวิตทั่วทั้งภูมิภาค โดยเขาได้ดูแลในเรื่อง การขายและส่งต่อซอฟต์แวร์ของเอสเอพี โครงการและบริการ การจัดการแอพลิเคชั่น ซึ่งรวมไปถึงสัญญาการใช้งานและซ่อมบำรุงของโซลูชั่นเอสเอพีในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก รวมทั้งประสานงานกับบริษัทต่างชาติในทั่วโลกอีกด้วย โดยลีเฮอร์ มีประสบการณ์ทางด้านโซลูชั่นเอสเอพี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2543 ในงานหลากหลายด้าน ตั้งแต่เป็นที่ปรึกษาด้านการขายไปจนถึงระดับผู้บริหาร

View :432
Categories: Press/Release Tags: