Archive

Archive for August, 2010

บลูเรย์โฮมเธียเตอร์ HB965TZ จากแอลจี

August 31st, 2010 No comments

บริษัท แอลจี อีเลคทรอนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด แนะนำชุดบลูเรย์โฮมเธียเตอร์ รุ่น HB965TZ มอบสุดยอดพลังเสียงรอบทิศทางผ่านลำโพงดีไซน์บางเฉียบ พร้อมเชื่อมต่อทุกคอนเทนท์ด้วยระบบไร้สาย

แอลจี HB965TZ สุดยอดบลูเรย์โฮมเธียเตอร์ที่สมบูรณ์แบบ พร้อมสร้างประสบการณ์การรับฟังที่สมจริงแม้ในห้องที่มีขนาดใหญ่ ประกอบด้วยลำโพงคู่หน้า ให้เสียงสมจริงรอบทิศทาง และซับวูฟเฟอร์ที่ให้พลังขับสูงถึง 1,100 วัตต์ ด้วยดีไซน์ที่บางเพียง 29 มิลลิเมตร นอกจากนี้ยังได้ มาร์ค เลวินสัน ผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องเสียงชื่อดังระดับโลกเป็นผู้ปรับแต่งเสียง ทำให้คุณภาพเสียงของ HB965TZ มีพลัง คมชัดครบทุกมิติ

แอลจี HB965TZ โดดเด่นเหนือเครื่องเล่นบลูเรย์ทั่วไป ด้วยคุณสมบัติในการนำความบันเทิงระดับโลกเต็มรูปแบบ และข้อมูลต่างๆ เพียงแค่เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตผ่านระบบไร้สายที่ทำให้ผู้ชมเพลิดเพลินไปกับคอนเทนท์ต่างๆ อย่างง่ายดาย อาทิ UGCs เว็บอัลบั้มต่างๆ รวมถึงการพยากรณ์อากาศ นอกจากนี้ ยังมีฟีเจอร์ BD-Live 2.0 และ Bonus View ช่วยปลดล็อคฟีเจอร์พิเศษของหนังที่อยู่ในแผ่นบลูเรย์ และเพื่อสร้างความมั่นใจในเรื่องคุณภาพเสียงที่ยอดเยี่ยม แอลจียังได้บรรจุระบบประมวลผลเสียงระดับมืออาชีพโดย LG Sound Gallery ช่วยให้ผู้ใช้สามารถปรับแต่งเสียงตามความพึงพอใจด้วยอีควอไลเซอร์ 7 รูปแบบคือ Natural Plus, Game Equalizer, Night Mode, Clear Voice, Bass Blast, MP3 Up-Scaling และ VSM Plus

บลูเรย์โฮมเธียเตอร์ HB965TZ ราคา 39,990 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) วางจำหน่ายแล้ว สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ตัวแทนจำหน่ายสินค้าแอลจีทั่วประเทศไทย สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ข้อมูลแอลจี โทร. 02-878-5757 หรือ www.lg.com/th

คุณสมบัติทางเทคนิค
• 5.1 แชนแนล / พลังขับ 1,100 วัตต์
• รองรับฟังค์ชั่น BD-Live & Bonus View
• เล่นภาพยนตร์จากแผ่นบลู-เรย์ด้วยความละเอียด 1080p Full HD
• เชื่อมต่อเว็บไซต์ต่างๆ ด้วย Netcast (YouTube, Accuweather, Picasa และ CANALPLAY* เฉพาะในประเทศฝรั่งเศสเท่านั้น)
• TV Sound ez Set-up พร้อมช่องต่อออปติคอล
• LG Sound Gallery
• ช่องต่อ HDMI 2 ช่อง
• Wireless LAN & DLNA / CIFS
• ด๊อกกิ้งเชื่อมต่อ iPod / iPhone พร้อมช่วยชาร์จแบตเตอรี่ในตัว
• รองรับการเล่นไฟล์ภาพยนตร์ MKV และ DivX HD
• เชื่อมต่อและเล่นภาพยนตร์จากฮาร์ดไดร์ฟภายนอก (FAT32, NTFS)

View :833
Categories: Press/Release Tags: ,

ทรูมันนี่ ผนึก ธนาคารกรุงศรีอยุธยา เผยโฉมนวัตกรรมบริการการเงินมิติใหม่

August 31st, 2010 No comments

ครั้งแรกในไทย “แค่รหัส บัตรไม่ต้อง” สะดวก ปลอดภัย ทันใจยิ่งขึ้น ถอนเงินจากบัญชีทรูมันนี่ รับเงินสดทันที จากเครื่องกรุงศรี เอทีเอ็ม ทุกที่ทั่วไทย

ทรูมันนี่ จับมือ ประกาศเปิดนวัตกรรมสุดล้ำ “แค่รหัส บัตรไม่ต้อง” สร้างประสบการณ์ใหม่ครั้งแรกในไทย สามารถถอนเงินจากบัญชีทรูมันนี่ และรับเงินสดทันทีที่เครื่องกรุงศรี เอทีเอ็ม ทั่วประเทศ ตลอด 24 ชั่วโมง เพียงขอรหัสถอนเงินบนมือถือทรูมูฟผ่านระบบ USSD*999 หรือผ่านเว็บไซต์ www..co.th นำรหัสไปกดรับเงินสดที่เครื่องกรุงศรี เอทีเอ็ม ทันที เพิ่มทางเลือกใหม่ สะดวกง่ายดายยิ่งขึ้น ไม่ต้องมีบัตรหรือบัญชีธนาคาร ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ ทั้งหนุนผู้ประกอบการออนไลน์ดำเนินธุรกิจมั่นใจยิ่งขึ้น

ปิยชาติ รัตน์ประสาทพร ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ทรู มันนี่ จำกัด กล่าวว่า “ทรูมันนี่ ผู้นำธุรกรรมการเงินอิเล็กทรอนิกส์ แบบ Non-Bank (สถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร) จับมือธนาคารกรุงศรีอยุธยา ธนาคารพาณิชย์ชั้นนำของไทย ประกาศเปิดตัวสุดยอดนวัตกรรมบริการการเงินล่าสุด “แค่รหัส บัตรไม่ต้อง” ให้ผู้ใช้บริการทรูมันนี่กว่า 6 ล้านรายทั่วประเทศ สะดวกสบายยิ่งขึ้น ถอนเงินสดจากบัญชีทรูมันนี่ได้ทันใจผ่านเครื่องกรุงศรี เอทีเอ็ม ทุกเครื่องทั่วประเทศตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่ต้องมีบัตรเอทีเอ็ม หรือบัญชีธนาคาร ถือเป็นความสำเร็จครั้งแรกและรายเดียวในประเทศไทย ที่สามารถร่วมพัฒนาระบบถอนเงินอิเล็คทรอนิกส์ และรับเงินสดผ่านช่องทางของธนาคารพาณิชย์ ยกระดับบริการธุรกรรมการเงินอิเล็กทรอนิกส์ให้ครบวงจรยิ่งขึ้น ซึ่งบริการ “แค่รหัส บัตรไม่ต้อง” นี้สามารถใช้ได้กับลูกค้าทรูมันนี่ทั้งที่ใช้บริการผ่านมือถือทรูมูฟ และออนไลน์ โดยขอรับรหัสถอนเงินผ่านมือถือทรูมูฟ USSD *999 หรือเว็บไซต์ www.truemoney.co.th แล้วนำรหัสไปถอนเงินที่เครื่องกรุงศรี เอทีเอ็ม ได้ทันที

“แนวทางการดำเนินธุรกิจของทรูมันนี่ มุ่งเน้นพัฒนาธุรกรรมการเงินรูปแบบใหม่ๆให้ลูกค้า สามารถทำธุรกรรมการเงินผ่านทรูมันนี่ได้ครบครัน เติม-จ่าย-โอน-ถอน สะดวก ปลอดภัย ทุกที่ ทุกเวลา เพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์และความต้องการของคนรุ่นใหม่ ดังนั้น ความร่วมมือในการเปิดนวัตกรรมบริการ “แค่รหัส บัตรไม่ต้อง” ร่วมกับธนาคารกรุงศรีอยุธยาครั้งนี้ ซึ่งมีความโดดเด่นเรื่องการสร้างสรรค์นวัตกรรมบริการการเงินทันสมัย เน้นขยายช่องทางการให้บริการใหม่ๆ ให้หลากหลาย เพื่อเพิ่มมูลค่าแก่ลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ทำให้มั่นใจได้ว่า บริการ “แค่รหัส บัตรไม่ต้อง” จะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของผู้ใช้บริการทรูมันนี่ และกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่นิยมซื้อ-ขายสินค้าทางออนไลน์ รวมทั้งกลุ่มผู้ทำธุรกิจ e-commerce ให้ได้รับความสะดวกสบาย รวดเร็ว ได้รับเงินสดหมุนเวียนคล่องยิ่งขึ้น”

ฐากร ปิยะพันธ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ธนาคารมีความยินดีนำเสนอบริการทางการเงินใหม่ล่าสุด “แค่รหัส บัตรไม่ต้อง” นวัตกรรมทางการเงินที่ธนาคารและทรูมันนี่ ร่วมกันพัฒนาเพื่ออำนวยความสะดวก รวดเร็ว ให้ลูกค้า ที่ขอถอนเงินจากบัญชีทรูมันนี่สามารถรับเงินสดได้ที่เครื่องกรุงศรี เอทีเอ็ม ทั่วประเทศ ซึ่งบริการนี้สามารถอำนวยความสะดวกแก่ลูกค้าอย่างครอบคลุมทั้งผู้ที่มีเงินอยู่ในบัญชีทรูมันนี่ และผู้ให้บริการคอนเทนต์ผ่านเว็บไซต์ในกลุ่มทรู ตลอดจนผู้ประกอบการรายย่อยที่ยังต้องใช้บัตรเงินสดทรูมันนี่ในการรับชำระค่าสินค้าหรือบริการต่างๆ

ฐากร กล่าวเพิ่มเติมว่า บริการ “แค่รหัส บัตรไม่ต้อง” เป็นหนึ่งในนวัตกรรมทางการเงินใหม่ๆ ที่ธนาคารได้พัฒนาขึ้นเพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ของกลุ่มลูกค้าคนรุ่นใหม่ ที่ต้องการเครื่องมือทางการเงินที่สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย และคาดว่าจะได้รับการตอบรับจากกลุ่มเป้าหมายเป็นอย่างดี

วิธีการขอรหัสถอนเงินจากบัญชีทรูมันนี่ ทำได้ 2 ช่องทาง คือ
1. ผ่านโทรศัพท์มือถือทรูมูฟ: กด*999*009* รหัสผ่านบัญชีทรูมันนี่ 4 หลัก กด*ใส่จำนวนเงิน ไม่เกิน 7 หลัก กด# และกดโทรออก จากนั้นระบบจะส่งรหัสถอนเงินมาที่โทรศัพท์มือถือ
2. ผ่านเว็บไซต์ www.truemoney.co.th และดำเนินการขอรหัสถอนเงินตามขั้นตอนที่ระบุในเว็บไซต์

ทั้งนี้ รหัสที่ได้รับสำหรับถอนเงิน ลูกค้าสามารถกดรับเงินที่เครื่องกรุงศรี เอทีเอ็ม ได้ภายใน 3 วัน นับจากวันที่ทำคำสั่งขอรหัสถอนเงิน คิดค่าธรรมเนียมการถอนเงิน อัตราร้อยละ 12 ของจำนวนเงินที่ทำการถอน สามารถทำรายการขอถอนเงินขั้นต่ำ 500 บาท/ครั้ง ครั้งละไม่เกิน 20,000 บาท และสามารถถอนได้สูงสุด 40,000 บาท/วัน
ดูรายละเอียดเงื่อนไขเพิ่มเติมที่ เว็บไซต์ www.truemoney.co.th

View :1254

ไมโครซอฟท์เชิญชวนเลือดไอทีรุ่นใหม่เข้าร่วมการแข่งขัน Microsoft® Imagine Cup 2011

August 31st, 2010 No comments

หลังไทยทุบสถิติเป็นประเทศแรกในโลกที่ครองแชมป์ถึง 2 สมัย พร้อมแนะนำ กับบทพิสูจน์เส้นทางสายอาชีพที่ประสบความสำเร็จของผู้เข้าแข่งขันในอดีตตลอด 8 ปีที่ผ่านมา อันเป็นกำลังสำคัญในการร่วมพัฒนาอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทยต่อไป

บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดโอกาสให้นักศึกษาไทยแสดงความสามารถในการแข่งขันพัฒนาซอฟต์แวร์และนวัตกรรมระดับโลกอีกครั้งในโครงการ 2011 ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และทุนการศึกษาในระดับประเทศ ก่อนเป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าแข่งขันในระดับโลกที่เมืองนิวยอร์ค ประเทศสหรัฐอเมริกา ชูความคิดสร้างสรรค์ การคิดนอกกรอบ และศักยภาพของเด็กไทยไม่แพ้ชาติอื่นใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากทีม SKeeK นักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นำธงชาติไทยไปโบกสะบัดบนเวทีที่เปรียบเสมือนซอฟต์แวร์โอลิมปิคที่ประเทศโปแลนด์ ในการแข่งขัน 2010 และทำให้ไทยเป็นประเทศแรกในโลกที่ครองแชมป์ถึง 2 สมัย โดยครั้งแรกที่ไทยได้แชมป์โลก คือในปี 2550 กับทีม 3KC Returns จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

นับเป็นปีที่ 9 แล้วที่การแข่งขัน Microsoft Imagine Cup ของบริษัท ไมโครซอฟท์ คอร์ปอเรชั่นได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากเยาวชนทั่วโลก โดยในแต่ละปีจะมีเยาวชนจากกว่า 100 ประเทศทั่วโลกส่งผลงานเข้าร่วมแข่งขันในประเภทต่างๆ กว่า 1,000 คน เพื่อผ่านการคัดเลือกในระดับประเทศไปสู่การแข่งขันในระดับโลก สำหรับในประเทศไทยนั้น บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้จัดการแข่งขันในระดับประเทศอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 9 เช่นกัน โดยเน้นการแข่งขันในประเภทการออกแบบซอฟต์แวร์แอพพลิเคชั่น ซึ่งแนวคิดของการแข่งขัน Imagine Cup 2011 คือ “Imagine a world where technology helps solve the problems facing us today” ซึ่งใช้ต่อเนื่องกันมาเป็นปีที่ 3 แล้ว เพื่อให้สอดคล้องกับพันธกิจของมนุษยชาติที่จำเป็นต้องร่วมมือกันแก้ปัญหาต่างๆ ที่โลกกำลังเผชิญอยู่ทุกวันนี้

ปฐมา จันทรักษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “นักพัฒนาซอฟต์แวร์ไทยรุ่นใหม่มีความรู้ความสามารถสูง ไมโครซอฟท์จึงมีแนวคิดที่จะส่งเสริมให้ความสามารถของเยาวชนเหล่านั้นได้รับการต่อยอดอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยเหตุนี้ ไมโครซอฟท์จึงได้จัดโครงการ Microsoft Imagine Cup ขึ้นเพื่อมอบโอกาสให้นักพัฒนาซอฟต์แวร์ไทยที่กำลังศึกษาในระดับอุดมศึกษา ได้ทดลองใช้เวทีนี้เป็นเวทีในการเปลี่ยนจินตนาการ ความคิดนอกกรอบ และประยุกต์เข้ากับความรู้ที่ได้ศึกษามา พัฒนาเป็นซอฟต์แวร์แอพพลิเคชั่นเพื่อแก้ปัญหาต่างๆ ของโลก พร้อมกับการฝึกอบรมและแนะนำจากไมโครซอฟท์ เพื่อมุ่งสู่เวทีการประกวดระดับโลก และในวันนี้ก็เป็นที่ประจักษ์แล้วว่าเยาวชนนักพัฒนาซอฟต์แวร์ไทยมีความรู้ความสามารถไม่แพ้ต่างชาติเลย หลังจากที่ทีม SKeeK ได้ไปคว้าแชมป์โลก Microsoft Imagine Cup 2010 ที่ประเทศโปแลนด์ โดยชัยชนะในครั้งนี้ทำให้ไทยเป็นประเทศแรกในโลกที่คว้าแชมป์สูงสุดด้านการพัฒนาซอฟต์แวร์ถึง 2 ครั้ง โดยครั้งแรกคือทีม 3KC Returns ในปี 2550”

การแข่งขันในโครงการ Imagine Cup สำหรับนักศึกษาทั่วโลก แบ่งเป็นประเภทต่างๆ ได้แก่
• Software Design (ผู้ชนะระดับประเทศ จะเป็นตัวแทนประเทศไทยเดินทางไปแข่งขันระดับโลกที่ประเทศสหรัฐอเมริกา)
• Game Design (ส่งผลงานตรงผ่านระบบ online เพื่อรับคัดเลือกไปแข่งขันระดับโลกที่ประเทศสหรัฐอเมริกา)
• Digital Media Multimedia (ส่งผลงานตรงผ่านระบบ online เพื่อรับคัดเลือกไปแข่งขันระดับโลกที่ประเทศสหรัฐอเมริกา)
• IT Challenge (ส่งผลงานตรงผ่านระบบ online เพื่อรับคัดเลือกไปแข่งขันระดับโลกที่ประเทศสหรัฐอเมริกา)
• Embedded Development (ส่งผลงานตรงผ่านระบบ online เพื่อรับคัดเลือกไปแข่งขันระดับโลกที่ประเทศสหรัฐอเมริกา)

ส่วนกติกาการสมัครเข้าแข่งขันในปีนี้ ไมโครซอฟท์เปิดรับสมัครให้นักศึกษายื่นข้อเสนอโครงงานได้ตั้งแต่วันนี้ จนถึง 12 ธันวาคม 2553 จากนั้นบริษัทฯ จะคัดเลือกโครงร่างผลงานยอดเยี่ยม 10 อันดับเข้าสู่รอบ 10 ทีมสุดท้าย ในวันที่ 20 ธันวาคม 2553 เพื่อให้นักศึกษานำโครงร่างผลงานไปพัฒนาเป็นซอฟต์แวร์เพื่อใช้งานอย่างเต็มรูปแบบ ทั้งนี้ ไมโครซอฟท์จะจัดกิจกรรมเพื่อเสริมทักษะและต่อยอดความรู้ให้แก่ทีมนักศึกษาที่ผ่านการคัดเลือกในรอบ 10 ทีมสุดท้าย ระหว่างวันที่ 11 – 31 มกราคม 2554 ด้วย เพื่อให้นักศึกษานำเสนอผลงานในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2554 ส่วนการประกาศผลรางวัลชนะเลิศชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีและทุนการศึกษานั้นจะมีขึ้นในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2554

เพื่อประชาสัมพันธ์การแข่งขัน Microsoft Imagine Cup 2011 ให้ทั่วถึง บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด จะจัดกิจกรรมโร้ดโชว์ไปยังมหาวิทยาลัยต่างๆ ทั่วประเทศ โดยผนวกรวมกับกิจกรรมด้านการศึกษาอื่นๆ ของไมโครซอฟท์ ภายใต้ชื่อ One Education Roadshow เพื่อเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้รับข้อมูลเกี่ยวกับการแข่งขันและได้ซักถามรายละเอียดกับเจ้าหน้าที่ของไมโครซอฟท์โดยตรง นอกจากนี้ยังได้สร้าง Thailand Imagine Cup Facebook ที่ www.facebook.com/icthai สำหรับ Microsoft Thailand Imagine Cup Alumni เพื่อร่วมสร้างสังคมออนไลน์ที่มีคุณภาพและเป็นเสมือนแหล่งพบปะพูดคุยระหว่างผู้เข้าแข่งขัน Microsoft Imagine Cup ในแต่ละปี รุ่นพี่ที่เคยเข้าร่วมโครงการในปีที่ผ่านๆ มา เจ้าหน้าที่ไมโครซอฟท์ และผู้ที่สนใจ ในการขอคำปรึกษา คำแนะนำ และพูดคุย ไม่เพียงเฉพาะเกี่ยวกับการแข่งขันเท่านั้น แต่รวมถึงการเรียน การทำกิจกรรมต่างๆ ไปจนถึงการทำงานต่อไปในอนาคต และการต่อยอดซอฟต์แวร์แอพพลิเคชั่นของผู้เข้าแข่งขันทั้งในอดีตและปัจจุบัน โดยเปิดให้กับบริษัททั่วไปและหน่วยงานที่สนใจ อีกทั้งยังมีกิจกรรมสนุกๆ และน่าสนใจมากมาย โดย ณ วันนี้ Thailand Imagine Cup Facebook มีสมาชิกทั้งสิ้นกว่า 1,800 คน โดยมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

สำหรับทีมที่ได้รับคัดเลือกให้เป็นทีมชนะเลิศระดับประเทศในประเภท Software Design จะเป็นตัวแทนประเทศไทยไปแข่งขันระดับโลกที่ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยไมโครซอฟท์จะออกค่าใช้จ่ายตลอดการแข่งขันให้ทั้งหมด พร้อมตั๋วเครื่องบินไป-กลับ และที่พักตลอดการแข่งขัน รวมมูลค่ากว่า 1,000,000 บาท นอกจากนี้ ทีมชนะเลิศยังจะได้รับรางวัลระดับประเทศเป็นเงินสด 100,000 บาท พร้อมถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โล่รางวัลและประกาศนียบัตรจากบริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด สำหรับรองชนะเลิศอันดับหนึ่งและสองจะได้รับรางวัลเงินสด 50,000 บาท และ 30,000 บาท ตามลำดับ พร้อมโล่รางวัลและประกาศนียบัตรจากบริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด สำหรับทีมที่ผ่านเข้ารอบสุดท้าย และได้ทำการพัฒนาแอพลิเคชั่นเสนอต่อคณะกรรมการแต่ไม่ได้รับรางวัล 2 ลำดับแรกจะได้รับรางวัลชมเชยมูลค่า 10,000 บาท พร้อมโล่รางวัลและประกาศนียบัตรจากบริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด

ปฐมา กล่าวเสริมว่า ระบบนิเวศน์อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ที่ยั่งยืนนั้นต้องมีการส่งเสริมตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ซึ่ง ณ วันนี้ ไมโครซอฟท์ได้มีโครงการต่างๆ เข้าไปเติมเต็มอย่างครบวงจร เพื่อมอบเทคโนโลยีและเครื่องมือที่เหมาะสมแก่ทรัพยากรในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับอุดมศึกษาด้วยโครงการ Microsoft® DreamSpark ระดับผู้เริ่มต้นทำธุรกิจซอฟต์แวร์กับโครงการ Microsoft® BizSpark และนักออกแบบและพัฒนาเว็บไซต์กับโครงการ Microsoft® WebsiteSpark นอกจากนี้ เมื่อนักพัฒนาซอฟต์แวร์หรือธุรกิจเติบโตขึ้นแล้ว ไมโครซอฟท์ยังมีโปรแกรมสำหรับคู่ค้าในระดับการสร้างโอกาสทางธุรกิจร่วมกัน ซึ่ง ณ วันนี้ การแข่งขัน Imagine Cup คือองค์ประกอบสำคัญของการส่งเสริมในระดับต้นน้ำ เพราะเป็นการสร้างโอกาสและเวทีก้าวแรกที่จะกระตุ้นให้เกิดการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ นั่นเอง

พิชัย โสดใส หนึ่งในสมาชิกทีม SKeeK ที่เพิ่งไปคว้าตำแหน่งแชมป์โลก Microsoft Imagine Cup 2010 ที่ประเทศโปแลนด์ และเพิ่งสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีสาขาวิชาวิศวกรรมซอฟต์แวร์และความรู้ จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า “ถือเป็นความภาคภูมิใจครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิตของพวกเราที่ได้ก้าวไปยืนอยู่บนเวทีที่เปรียบได้กับการแข่งขันซอฟต์แวร์โอลิมปิค และคว้าชัยชนะให้กับประเทศไทยและคนไทยได้สำเร็จ เหมือนกับรุ่นพี่ทีม 3KC Returns ในปี 2550 ผมเชื่อว่าเด็กไทยรุ่นใหม่มีความคิดสร้างสรรค์ กล้าแสดงออก มั่นใจในตัวเอง และความมุ่งมั่นในสิ่งที่ทำ เมื่อขึ้นไปรับรางวัลบนเวที ผมจึงได้ประกาศให้ทั่วโลกได้รู้ว่า We don’t wait for the future. We create the future and we change the world ซึ่งแม้ว่าตำแหน่งแชมป์โลกที่ได้รับมาจากความสามารถของพวกเรา แต่พวกเราต้องขอขอบคุณไมโครซอฟท์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่มอบโอกาส ให้พวกเราตามความฝัน และในที่สุดก็ทำความฝันให้เป็นจริง”

นอกจากความสำเร็จของทีม SKeeK แล้ว ในการแข่งขัน Microsoft Imagine Cup 2010 ประเทศไทยยังมีตัวแทนอีก 2 ทีม คือ ทีม JubJub และ SuperLove Factory ไปร่วมแข่งขันในประเภท Game Design และ Embedded Development ตามลำดับ โดยถึงแม้ว่าจะไม่ได้รางวัลชนะเลิศ แต่ก็ผ่านเข้ารอบ World Final และที่สำคัญก็คือ ได้พิสูจน์ความสามารถให้ทั่วโลกได้ประจักษ์ถึงความสามารถของเยาวชนไทย เนื่องจากการแข่งขันทั้งสองประเภทนี้เป็นการสมัครและคัดเลือกตรงจากไมโครซอฟท์ คอร์ปอเรชั่น

ผู้สนใจสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติม หรือสมัครเข้าร่วมการแข่งขัน Microsoft Imagine Cup 2011 ได้แล้วตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ที่ www.microsoft.com/thailand/imaginecup

View :786

ธอมัสไอเดียชี้แนวโน้มนักการตลาดเลือกดิจิตอลมาร์เก็ตติ้งเป็นตัวช่วยไตรมาสสุดท้าย

August 31st, 2010 No comments

สบช่องเสริมความแกร่งผนึกกลยุทธ์สร้างแบรนด์ระยะยาว

อินเตอร์แอคทีฟเอเยนซี่ชั้นนำของไทย เผยแนวโน้มนักการตลาดไทยหันใช้กลยุทธ์ มากขึ้น โดยเฉพาะการเสริมแบรนด์สินค้าให้ทีมตลาดเพื่อรุกยอดขายปิดยอดปลายปี คาดการแข่งขันบนโลกออนไลน์เน้นสีสันและรูปแบบมัดใจผู้บริโภคไปพร้อมกับแคมเปญ CRM ระยะยาว ส่วนผลประกอบการของบริษัทในปีนี้เพิ่มขึ้น 20% ตามแผน เตรียมขยายทีมงานและสร้างบริการใหม่พร้อมเปิดตัวต้นปีหน้า

อุไรพร ชลสิริรุ่งสกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ธอมัสไอเดีย จำกัด เผยถึงสัดส่วนของการใช้กลยุทธ์ดิจิตอลมาร์เก็ตติ้งทั่วโลกว่า “ผลของเทคโนโลยี มีเครือข่ายโซเชียลเน็ตเวิร์ค และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป รวมทั้งเครื่องมือในการเข้าถึงสื่อมีปริมาณเพิ่มขึ้น ทำให้นักการตลาดทั่วโลกเห็นประสิทธิภาพของกลยุทธ์ดิจิตอลมาร์เก็ตติ้ง และเป็นแนวโน้มที่เกิดขึ้นทั่วโลก อาทิ สหรัฐอเมริกา มีบริษัทกว่า 85% ที่หันมาใช้เฟคบุ๊คในกลุยทธ์การตลาดด้วย หรือแม้แต่ในประเทศจีนที่แมคโดนัลด์ใช้กลยุทธ์ดิจิตอลมาร์เก็ตติ้งผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์คในการโปรโมตผลิตภัณฑ์ใหม่อย่าง “แมค วิงส์” สร้างจำนวนคน “ชอบ” สูงถึง 2 ล้านคนได้ในไม่กี่สัปดาห์

ในขณะที่จำนวนสมาชิกคนไทยบนเฟคบุ๊คที่มีอยู่กว่า 4.8 ล้านคน อยู่ในช่วงอายุ 18-24 ปี 37% และ 25-34 ปี 34% โดยมีสถิติที่น่าสนใจในอัตราการเข้าใช้งานโซเชียลเน็ตเวิร์คของคนไทยพบว่า คนไทยเข้าไปใช้งานเฟคบุ๊ค 1.8 ล้านคน, ยูทูบ 1.15 ล้านคน และทวิตเตอร์ 90,000 คน ต่อวัน”

อุไรพรกล่าวถึงแนวโน้มดิจิตอลมาร์เก็ตติ้งของไทยว่า “ในปีที่ผ่านมา นักการตลาดไทยส่วนใหญ่รู้จักดิจิตอลมาร์เก็ตติ้ง แต่ยังไม่ได้ศึกษาลงลึกว่ากลไกหรือการลงทุนสามารถตอบโจทย์ที่ต้องการได้มากน้อยอย่างไร จึงอยู่ในช่วงรอดูผลของคนที่เริ่มก่อน และเป็นการทดลองในระดับเริ่มต้นเพื่อศึกษา ซึ่งต่างจากปีนี้หลังจากที่ได้เห็นปรากฎการณ์ของกลุ่มผู้บริโภคผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์คในช่วงวิกฤติการเมืองแล้ว จึงแน่ใจในปริมาณและพฤติกรรมของผู้บริโภคมากขึ้น และใช้ช่องทางนี้ในการสร้างกลยุทธ์ดิจิตอลมาร์เก็ตติ้งในรูปแบบต่างๆ มากขึ้น ถ้าเทียบกับปีที่แล้ว สัดส่วนดิจิตอลมาร์เก็ตติ้งน่าจะเป็นไปตามที่คาดไว้ คือ มีส่วนแบ่งจากงบประมาณการตลาดทั้งหมดที่ 2-5% ซึ่งขึ้นอยู่กับประเภทธุรกิจและงบของแต่ละองค์กรว่ามีมูลค่ามากน้อยอย่างไร”

“เราได้เห็นแอพพลิเคชั่นผ่านเทคโนโลยีและโซเชี่ยลมีเดียแพลตฟอร์มใหม่ๆ มากขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง เช่น แอพพลิเคชั่นบนไอแพด หรือ สมาร์ทโฟนรุ่นต่างๆ ที่อยู่ติดตัวผู้บริโภคมากขึ้น เอ.อาร์, โฟร์สแควร์ เชื่อว่าเดือนกันยายนนี้น่าจะเป็นเดือนที่เราจะเริ่มเห็นแคมเปญออนไลน์ใหม่ๆ นำร่องที่เน้นการสร้างยอดขายมาสร้างสีสันในวงการสื่ออินเตอร์แอคทีฟในช่วงไตรมาสสุดท้าย แม้แต่ผู้ประกอบการรายย่อย ก็สามารถใช้ช่องทางออนไลน์มาสร้างยอดขายของตัวเองได้เช่นกัน”

อุไรพรอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับกลยุทธ์และทิศทางดิจิตอลมาร์เก็ตติ้งที่นักการตลาดอาจนำมาใช้ในช่วงปลายปี ได้แก่
1. เชื่อมสัมพันธ์ด้วย Social Network เป็นเครื่องมือใหม่ที่นักการตลาดนิยมใช้ สามารถติดต่อกับกลุ่มเป้าหมายแจ้งข่าวโปรโมชั่นได้รวดเร็ว และเชื่อมต่อไปยังเครือข่ายขยายต่อไปอีก ทั้งยังเป็นการสื่อสารแบบ 2 ทางทำให้ได้รับข้อมูลตรงจากลูกค้าตัวจริง รวมถึงเพิ่มการรับรู้และสร้างชื่อเสียงที่ดีผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์ค เป็นการเพิ่มยอดขายทางอ้อม
2. สร้าง Brand Engagement ผ่านรูปแบบการนำเสนอเนื้อหาที่ช่วยสร้างภาพลักษณ์ของสินค้าและแบรนด์ได้ เช่น เกมส์ แคมเปญออนไลน์ กิจกรรมอินเตอร์แอคทีฟ ซึ่งหัวข้อที่เหมาะสำหรับการส่งต่อความรู้สึกดีๆ ในช่วงเทศกาลส่งความสุขวันปีใหม่ จะเป็นประเด็นที่นักการตลาดทั้งหลายต้องระดมความคิดสร้างสรรค์แข่งกันสุดความสามารถ ไม่แพ้ช่วงเทศการบอลโลกที่ผ่านมาแน่นอน
3. การบริหาร CRM ออนไลน์ สำหรับผู้ประกอบการที่ลงทุนด้านดิจิตอลมาร์เก็ตติ้งอย่างเป็นระบบ จะได้เปรียบกว่าคู่แข่งในเรื่องการประมวลข้อมูลที่เกิดจากกิจกรรมอินเตอร์แอคทีฟทั้งหลาย มาพัฒนาเพื่อยกระดับการบริหาร CRM ออนไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ต่อยอดไปสู่การทำการตลาดแบบ One-on-One เพื่อกระตุ้นยอดขายจากกลุ่มเป้าหมายได้ตรงจุดมากกว่าสื่ออื่นๆ
4. เข้าใจและเลือกใช้ Technology Platform เมื่อเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และการสื่อสารพัฒนาสู่ยุคดิจิตอล การเชื่อมโยงและถ่ายทอดได้ครบรูปแบบมากขึ้น ทั้งเสียง ภาพ และวิดีโอ ช่วยให้สีสันต่อการสร้างแอพพลิเคชั่นใหม่ๆ ที่เสริมให้การตลาดอยู่ใกล้ชิดกับกลุมเป้าหมายมากกว่าเดิม อาทิ AR เทคโนโลยีที่ช่วยให้ผู้บริโภคเข้าถึงข้อมูลแบรนด์ผ่านประสบการณ์แปลกใหม่ไม่คาดคิด หรือ Foursquare โซเชี่ยลมีเดียแพลตฟอร์มสำหรับการทำตลาดหรือโปรโมชั่นที่เป็น Location-based ซึ่งวันนี้มีผู้ลงทะเบียนใช้งานแล้วกว่า 3 ล้านคนทั่วโลก

“กลยุทธ์ดิจิตอลมาร์เก็ตติ้งสำหรับนักการตลาดไทยในวันนี้ ถือว่ามีความสำคัญและช่วยกระตุ้นยอดขายได้ อีกทั้งข้อมูลจากการสื่อสารแบบอินเตอร์แอคทีฟที่ได้จากผู้บริโภคตัวจริง ก็ช่วยให้การวิเคราะห์ วางแผนการตลาดได้ทันท่วงที ดังนั้น คนที่พร้อมและปรับใช้เทคโนโลยีดิจิตอลมาร์เก็ตติ้งได้เต็มประสิทธิภาพจริงๆ ก่อน คือผู้ที่ได้เปรียบในระยะยาว” นางสาวอุไรพรกล่าวสรุป

สำหรับผลประกอบการของธอมัสไอเดียในปีนี้ มีการเติบโต 20% เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ ซึ่งพบว่ามีลูกค้าใหม่เข้ามาใช้บริการด้านการวางกลยุทธ์ดิจิตอลมาร์เก็ตติ้งให้กับองค์กร การจัดการออนไลน์แบรนด์ดิ้ง รวมไปถึงบริหารและวิเคราะห์โซเชียลมีเดียอย่างครบวงจรมากขึ้น ในปีนี้ซึ่งเป็นวาระครบรอบ 15 ปีแห่งการก่อตั้งบริษัท ถือได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่บริษัทมีความพร้อมและต้องการสร้างทีมที่แข็งแกร่งพร้อมกับการก้าวสู่การเป็นอินเตอร์แอคทีฟเอเยนซี่ชั้นนำในระดับภูมิภาค โดยจะเปิดเผยรายละเอียดได้ในไตรมาสแรกของปี 2554 นี้

View :867

ไมโครซอฟท์ชวนเยาวชนไทยส่งผลงานไอทีเข้าประกวดในโครงการ “Microsoft IT Youth Challenge 2011”

August 31st, 2010 No comments

บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ เชิญชวนเยาวชนไทยตั้งแต่ ระดับประถมศึกษาตอนต้น – มัธยมศึกษาตอนปลาย ส่งผลงานสร้างสรรค์ด้านไอทีเข้าประกวดในโครงการ “ไมโครซอฟท์ ไอที ยูธ แชลเลนจ์ 2011 – ” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการส่งเสริมการเรียนรู้อย่างไม่สิ้นสุดของไมโครซอฟท์ ภายใต้ชื่อ Microsoft Partners in Learning ซึ่งมีเป้าหมายในการลดช่องว่างด้านเทคโนโลยีเพื่อมุ่งไปสู่สังคมแห่งการเรียนรู้ ผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติม หรือส่งผลงานเข้าร่วมประกวดได้ผ่านช่องทางออนไลน์ทางเว็บไซต์ www.pil.in.th ตั้งแต่วันนี้ – 15 พฤศจิกายนศกนี้ หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ITYC2011@pil.in.th โทรศัพท์ 082-341-4905 หรือ 089-220-3351

View :1111

ทรู และ มหาวิทยาลัยรังสิต ร่วมจับมือสู่ E-University

August 30th, 2010 No comments

นำร่อง พร้อมเครือข่ายไร้สายอัจฉริยะทั่วมหาวิทยาลัย

บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น โดย นายพงศ์วิทย์ พงษ์ไพเชฐ รองผู้อำนวยการ สายงานโซลูชั่นลูกค้าธุรกิจ ส่งมอบระบบ iCampus Solution แก่ มหาวิทยาลัยรังสิต โดยมี ดร.ชุณหพงศ์ ไทยอุปถัมภ์ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายเทคโนโลยี เป็นผู้รับมอบ

ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยรังสิต มีเป้าหมายก้าวสู่ E – University เต็มรูปแบบ โดยทรู ได้รับความไว้วางใจให้ออกแบบและติดตั้ง Wi-Fi จำนวน 300 จุด ซึ่งครอบคลุมการใช้งานอินเทอร์เน็ตไร้สายความเร็วสูงทั่วมหาวิทยาลัย รวมทั้งระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ (Wired LAN Network Infrastructure) ระบบรักษาความปลอดภัย และการเก็บข้อมูลในการเข้าใช้งานระบบ Security System with Logging System ระบบเครือข่ายไร้สายภายในมหาวิทยาลัย (Wireless LAN System) และระบบสายสัญญาณไฟเบอร์ออพติค (Cabling System) เชื่อมต่อระหว่างตึกครอบคลุมทั้งมหาวิทยาลัย พร้อมพัฒนาระบบเครือข่ายสารสนเทศ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการด้านการศึกษา การทำงาน และการให้บริการต่างๆ ของมหาวิทยาลัย

ยิ่งไปกว่านั้น ทรู ยังเป็นผู้ดูแลระบบเครือข่าย หลังการติดตั้งให้แก่มหาวิทยาลัยรังสิตซึ่งพร้อมเปิดให้บริการแก่ผู้บริหาร อาจารย์ นักศึกษา และเจ้าหน้าที่ ตลอดจนบุคคลภายนอกที่เข้ามาติดต่อประสานงานในพื้นที่มหาวิทยาลัย

View :823

MFEC มั่นใจครึ่งปีหลังโชว์ผลงานเจ๋งกว่าครึ่งแรกหลังการเมืองนิ่งหนุนงานไหลเข้าตลาดต่อเนื่อง

August 30th, 2010 No comments

“ศิริวัฒน์ วงศ์จารุกร” มั่นใจครึ่งปีหลัง โชว์ผลงานโดดเด่นกว่าครึ่งปีแรก เหตุเป็นช่วง high season แถมสถานการณ์ทางการเมืองเริ่มนิ่ง หนุนเอกชนเริ่มหันมาลงทุนพัฒนาระบบงานไอทีเพิ่มขึ้น คุยกอดงานในมือรอแล้วกว่า 1.5 พันลบ. พร้อมเดินหน้าควงพันธมิตรพัฒนา IP ของตัวเองลงวางตลาดต่อเนื่อง เชื่อฝ่าคู่แข่งข้ามชาติปั้นผลประกอบการเติบโตต่อเนื่องจากปีก่อนได้
นายศิริวัฒน์ วงศ์จารุกร กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอ็ม เอฟ อี ซี จำกัด (มหาชน) หรือ MFEC ผู้ประกอบธุรกิจให้คำปรึกษา พัฒนาและวางระบบคอมพิวเตอร์และเครือข่ายงานเทคโนโลยีสารสนเทศ สำหรับลูกค้าทั้งภาครัฐและเอกชน เปิดเผยถึงแนวโน้มธุรกิจในครึ่งหลังของปี 2553 ว่า มีทิศทางขยายตัวโดดเด่นต่อเนื่องจากครึ่งปีแรกที่ผ่านมา โดยส่วนหนึ่งมาจากในช่วงครึ่งปีหลังปกติธุรกิจจะเติบโตมากกว่าครึ่งปีแรก ประกอบกับสถานการณ์การเมืองในประเทศสงบลง ส่งผลให้ความมั่นใจในการลงทุนต่างๆ เพิ่มมากขึ้น รวมทั้งการลงทุนด้านระบบคอมพิวเตอร์และเครือข่ายงานเทคโนโลยีสารสนเทศของทั้งภาครัฐและเอกชน ทำให้มีงานวางระบบสารสนเทศเพิ่มเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะส่งผลต่อเนื่องให้ผลประกอบการของบริษัทฯ ขยายตัวในทิศทางเดียวกัน

สำหรับการขยายธุรกิจในครึ่งปีหลังนี้เขากล่าวว่า บริษัทฯยังให้ความสำคัญกับการเร่งขยายผลิตภัณฑ์และการให้บริการให้หลากหลายสามารถรองรับกับความต้องการของลูกค้าได้อย่างครบวงจรแบบ One Stop Service เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน ทำให้สามารถปกป้องตลาดและขยายฐานลูกค้าไปในเวลาเดียวกัน ท่ามกลางธุรกิจที่คาดว่าจะมีการแข่งขันอย่างรุนแรง หลังเปิดการค้าเสรีตามสนธิสัญญาอาฟต้า โดยการเพิ่มความหลากหลายให้กับผลิตภัณฑ์ หรือการเพิ่ม Portfolio ของ Product หรือโซลูชั่น ให้มีความสมบูรณ์ขึ้นนั้น MFEC ยังใช้กลยุทธ์พัฒนาสินค้าที่เป็นทรัพย์สินทางปัญญาของตัวเอง ( Intellectual Property หรือ IP ของ MFEC) ลงสู่ตลาดมากขึ้นต่อเนื่องจากต้นปีที่ผ่านมา

รวมทั้งจะให้ความสำคัญกับการร่วมมือกับพันธมิตรที่เป็นผู้นำในแต่ละตลาดพัฒนาสินค้าอินโนเวชั่นลงทำตลาดร่วมกัน เพื่อใช้จุดแข็งของกันและกันสนับสนุนให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง ท่ามกลางการแข่งขันที่คาดว่าจะเกิดขึ้นอย่างรุนแรงจากผู้ประกอบการยักษ์ใหญ่ระดับโลกที่ปัจจุบันเข้ามาลงทุนในประเทศไทยและแย่งส่วนแบ่งทางการตลาดเพิ่มขึ้นทุกที เนื่องจากความร่วมมือที่เกิดขึ้นจะนำไปสู่การพัฒนาสุดยอดเทคโนโลยี ที่มีต้นทุนสินค้าที่ถูกลง สามารถแข่งขันกับคู่แข่งในตลาดได้อย่างคล่องตัว

“กลยุทธ์การจับมือกับพันธมิตรพัฒนาสินค้าร่วมกัน และการที่เราสร้าง IP ของเราขึ้นมาได้ เพื่อเพิ่ม solution สร้างความแตกต่างจากผู้ประกอบการรายอื่นในการนำเสนอข้อมูลให้กับลูกค้าแบบเหนือชั้นกว่า นอกจากนั้นยังช่วยลดระยะเวลาการทำงานของเรา เมื่อประหยัดเวลาได้ ผลก็คือการประหยัดต้นทุนและช่วยเพิ่ม margin กับบริษัทฯได้ และประการทำคัญทำให้ MFEC มีสินค้าที่นำเสนอให้กับลูกค้าได้อย่างครบวงจร แบบ end to end ตั้งแต่นำข้อมูลจากต้นทางมา จนถึงเอาข้อมูลไปให้ผู้บริหารใช้บริหารธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยราคาที่ต่ำกว่าคู่แข่งที่เป็นบริษัทข้ามชาติ ในขณะเดียวกัน MFEC ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาการให้บริการให้สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ตรงกับใจด้วย ซึ่งถือเป็นการผนึก 2 จุดแข็งเข้าด้วยกันอย่างลงตัวทั้งด้านความเป็นหนึ่งเรื่องเทคโนโลยี และความเป็นหนึ่งด้านบริการ ซึ่งจะทำให้เราเติบโตอย่างยั่งยืนได้ในอนาคต”

นายศิริวัฒน์ กล่าวอีกว่า ในปี 2553 บริษัทฯ คาดว่าจะมีรายได้ใกล้เคียงปีก่อน โดยเป็นการเติบโตตามตลาดไอทีที่ขยายตัวต่อเนื่อง ซึ่งปัจจุบันบริษัทฯ มีงานในมือ (ฺBacklog) ประมาณ 1.5 พันล้านบาท และจะทยอยรับรู้รายได้ในปีนี้ประมาณ 1 พันล้านบาท นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมีแผนเข้าประมูลงานใหม่อย่างต่อเนื่องทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชนในช่วงที่เหลือของปี โดยกลุ่มลูกค้าหลักของบริษัทฯ อยู่ในภาคเอกชนประมาณ 60 – 65% ส่วนอีก 35 – 40% เป็นภาครัฐบาล แต่อย่างไรก็ตาม การใช้กลยุทธ์พัฒนา IP ของตัวเองลงสู่ตลาดอย่างต่อเนื่องจะทำให้อัตรากำไรขั้นต้น (margin) ของบริษัทฯ ปรับตัวดีขึ้น ซึ่งจะสะท้อนให้ผลประกอบการเติบโตในทิศทางเดียวกัน ซึ่งจะเห็นได้จากในไตรมาสที่ 2/2553 บริษัทมีอัตรากำไรขั้นต้นดีขึ้นมาก

ทั้งนี้ บริษัท เอ็ม เอฟ อี ซี จำกัด (มหาชน) รายงานผลประกอบการประจำไตรมาสที่ 2/2553 สิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2553 มีกำไรสุทธิ 20.36 ล้านบาท หรือหุ้นละ 0.08 บาท ใกล้เคียงกับปีก่อนที่ทำได้ 20.66 ล้านบาท หรือหุ้นละ 0.09 บาท ถึงแม้ว่ารายได้ในช่วงดังกล่าวจะลดลงจากปีก่อนอย่างชัดเจน หลังจากได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจ และความรุนแรงทางการเมือง โดยในไตรมาสที่ 2/2553 บริษัทฯ มีรายได้รวม 531.27 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อนที่ทำได้ 577.25 ล้านบาท แต่เนื่องจากอัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวดีขึ้นเป็น 21% เทียบกับ 19% ในปีก่อน จึงทำให้ผลประกอบการออกมาใกล้เคียงกับปีก่อนดังกล่าว ส่วนงวด 6 เดือนสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2553 บริษัทฯ มีกำไรสุทธิ 41.73 ล้านบาท หรือหุ้นละ 0.17 บาท จากปีก่อนที่ทำได้ 49.43 ล้านบาท หรือหุ้นละ 0.21 บาท

View :616
Categories: Press/Release Tags:

MFEC มั่นใจครึ่งปีหลังโชว์ผลงานเจ๋งกว่าครึ่งแรกหลังการเมืองนิ่งหนุนงานไหลเข้าตลาดต่อเนื่อง

August 30th, 2010 No comments

“ศิริวัฒน์ วงศ์จารุกร” มั่นใจครึ่งปีหลัง โชว์ผลงานโดดเด่นกว่าครึ่งปีแรก เหตุเป็นช่วง high season แถมสถานการณ์ทางการเมืองเริ่มนิ่ง หนุนเอกชนเริ่มหันมาลงทุนพัฒนาระบบงานไอทีเพิ่มขึ้น คุยกอดงานในมือรอแล้วกว่า 1.5 พันลบ. พร้อมเดินหน้าควงพันธมิตรพัฒนา IP ของตัวเองลงวางตลาดต่อเนื่อง เชื่อฝ่าคู่แข่งข้ามชาติปั้นผลประกอบการเติบโตต่อเนื่องจากปีก่อนได้
นายศิริวัฒน์ วงศ์จารุกร กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอ็ม เอฟ อี ซี จำกัด (มหาชน) หรือ MFEC ผู้ประกอบธุรกิจให้คำปรึกษา พัฒนาและวางระบบคอมพิวเตอร์และเครือข่ายงานเทคโนโลยีสารสนเทศ สำหรับลูกค้าทั้งภาครัฐและเอกชน เปิดเผยถึงแนวโน้มธุรกิจในครึ่งหลังของปี 2553 ว่า มีทิศทางขยายตัวโดดเด่นต่อเนื่องจากครึ่งปีแรกที่ผ่านมา โดยส่วนหนึ่งมาจากในช่วงครึ่งปีหลังปกติธุรกิจจะเติบโตมากกว่าครึ่งปีแรก ประกอบกับสถานการณ์การเมืองในประเทศสงบลง ส่งผลให้ความมั่นใจในการลงทุนต่างๆ เพิ่มมากขึ้น รวมทั้งการลงทุนด้านระบบคอมพิวเตอร์และเครือข่ายงานเทคโนโลยีสารสนเทศของทั้งภาครัฐและเอกชน ทำให้มีงานวางระบบสารสนเทศเพิ่มเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะส่งผลต่อเนื่องให้ผลประกอบการของบริษัทฯ ขยายตัวในทิศทางเดียวกัน

สำหรับการขยายธุรกิจในครึ่งปีหลังนี้เขากล่าวว่า บริษัทฯยังให้ความสำคัญกับการเร่งขยายผลิตภัณฑ์และการให้บริการให้หลากหลายสามารถรองรับกับความต้องการของลูกค้าได้อย่างครบวงจรแบบ One Stop Service เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน ทำให้สามารถปกป้องตลาดและขยายฐานลูกค้าไปในเวลาเดียวกัน ท่ามกลางธุรกิจที่คาดว่าจะมีการแข่งขันอย่างรุนแรง หลังเปิดการค้าเสรีตามสนธิสัญญาอาฟต้า โดยการเพิ่มความหลากหลายให้กับผลิตภัณฑ์ หรือการเพิ่ม Portfolio ของ Product หรือโซลูชั่น ให้มีความสมบูรณ์ขึ้นนั้น MFEC ยังใช้กลยุทธ์พัฒนาสินค้าที่เป็นทรัพย์สินทางปัญญาของตัวเอง ( Intellectual Property หรือ IP ของ MFEC) ลงสู่ตลาดมากขึ้นต่อเนื่องจากต้นปีที่ผ่านมา

รวมทั้งจะให้ความสำคัญกับการร่วมมือกับพันธมิตรที่เป็นผู้นำในแต่ละตลาดพัฒนาสินค้าอินโนเวชั่นลงทำตลาดร่วมกัน เพื่อใช้จุดแข็งของกันและกันสนับสนุนให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง ท่ามกลางการแข่งขันที่คาดว่าจะเกิดขึ้นอย่างรุนแรงจากผู้ประกอบการยักษ์ใหญ่ระดับโลกที่ปัจจุบันเข้ามาลงทุนในประเทศไทยและแย่งส่วนแบ่งทางการตลาดเพิ่มขึ้นทุกที เนื่องจากความร่วมมือที่เกิดขึ้นจะนำไปสู่การพัฒนาสุดยอดเทคโนโลยี ที่มีต้นทุนสินค้าที่ถูกลง สามารถแข่งขันกับคู่แข่งในตลาดได้อย่างคล่องตัว

“กลยุทธ์การจับมือกับพันธมิตรพัฒนาสินค้าร่วมกัน และการที่เราสร้าง IP ของเราขึ้นมาได้ เพื่อเพิ่ม solution สร้างความแตกต่างจากผู้ประกอบการรายอื่นในการนำเสนอข้อมูลให้กับลูกค้าแบบเหนือชั้นกว่า นอกจากนั้นยังช่วยลดระยะเวลาการทำงานของเรา เมื่อประหยัดเวลาได้ ผลก็คือการประหยัดต้นทุนและช่วยเพิ่ม margin กับบริษัทฯได้ และประการทำคัญทำให้ MFEC มีสินค้าที่นำเสนอให้กับลูกค้าได้อย่างครบวงจร แบบ end to end ตั้งแต่นำข้อมูลจากต้นทางมา จนถึงเอาข้อมูลไปให้ผู้บริหารใช้บริหารธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยราคาที่ต่ำกว่าคู่แข่งที่เป็นบริษัทข้ามชาติ ในขณะเดียวกัน MFEC ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาการให้บริการให้สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ตรงกับใจด้วย ซึ่งถือเป็นการผนึก 2 จุดแข็งเข้าด้วยกันอย่างลงตัวทั้งด้านความเป็นหนึ่งเรื่องเทคโนโลยี และความเป็นหนึ่งด้านบริการ ซึ่งจะทำให้เราเติบโตอย่างยั่งยืนได้ในอนาคต”

นายศิริวัฒน์ กล่าวอีกว่า ในปี 2553 บริษัทฯ คาดว่าจะมีรายได้ใกล้เคียงปีก่อน โดยเป็นการเติบโตตามตลาดไอทีที่ขยายตัวต่อเนื่อง ซึ่งปัจจุบันบริษัทฯ มีงานในมือ (ฺBacklog) ประมาณ 1.5 พันล้านบาท และจะทยอยรับรู้รายได้ในปีนี้ประมาณ 1 พันล้านบาท นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมีแผนเข้าประมูลงานใหม่อย่างต่อเนื่องทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชนในช่วงที่เหลือของปี โดยกลุ่มลูกค้าหลักของบริษัทฯ อยู่ในภาคเอกชนประมาณ 60 – 65% ส่วนอีก 35 – 40% เป็นภาครัฐบาล แต่อย่างไรก็ตาม การใช้กลยุทธ์พัฒนา IP ของตัวเองลงสู่ตลาดอย่างต่อเนื่องจะทำให้อัตรากำไรขั้นต้น (margin) ของบริษัทฯ ปรับตัวดีขึ้น ซึ่งจะสะท้อนให้ผลประกอบการเติบโตในทิศทางเดียวกัน ซึ่งจะเห็นได้จากในไตรมาสที่ 2/2553 บริษัทมีอัตรากำไรขั้นต้นดีขึ้นมาก

ทั้งนี้ บริษัท เอ็ม เอฟ อี ซี จำกัด (มหาชน) รายงานผลประกอบการประจำไตรมาสที่ 2/2553 สิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2553 มีกำไรสุทธิ 20.36 ล้านบาท หรือหุ้นละ 0.08 บาท ใกล้เคียงกับปีก่อนที่ทำได้ 20.66 ล้านบาท หรือหุ้นละ 0.09 บาท ถึงแม้ว่ารายได้ในช่วงดังกล่าวจะลดลงจากปีก่อนอย่างชัดเจน หลังจากได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจ และความรุนแรงทางการเมือง โดยในไตรมาสที่ 2/2553 บริษัทฯ มีรายได้รวม 531.27 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อนที่ทำได้ 577.25 ล้านบาท แต่เนื่องจากอัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวดีขึ้นเป็น 21% เทียบกับ 19% ในปีก่อน จึงทำให้ผลประกอบการออกมาใกล้เคียงกับปีก่อนดังกล่าว ส่วนงวด 6 เดือนสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2553 บริษัทฯ มีกำไรสุทธิ 41.73 ล้านบาท หรือหุ้นละ 0.17 บาท จากปีก่อนที่ทำได้ 49.43 ล้านบาท หรือหุ้นละ 0.21 บาท

View :631
Categories: Press/Release Tags:

จับจุด “ความตายของคนดัง” แพร่อีเมลไวรัสให้แฟนคลับ/ผู้ชื่นชอบข่าวคนดัง

August 30th, 2010 No comments

ไซแมนเทคพบการแพร่ระบาดของอีเมลสแปม ซึ่งอาศัย “ชื่อของดาราหรือคนดังสร้างข่าวว่า เสียชีวิตในอุบัติเหตุเครื่องบินตก หรือรถชน” เพื่อให้ผู้สนใจติดตามข่าวคราวคนดัง หรือแฟนคลับ หลงกลเปิด URL หรือ ไฟล์แนบ เพื่อให้โปรแกรมภัยคุกคามทำการติดตั้งบนคอมพิวเตอร์ของเราได้

ชื่อคนดังที่ถูกหยิบยกมาเป็นหัวเรื่องที่สแปมเมอร์ใช้สร้างข่าวปล่อยว่า เสียชีวิตแล้ว ก็เช่น บียอนเซ่, บอง โจวี, แบรด พิตต์, คาแมรอน ดิอาซ, เดวิด แบคแฮม, เกวน สเตฟานี, เจ.ซี., เจนนิเฟอร์ อนิสตัน, เคนยา เวสต์, ไมลี่ ไซรัส, นิโคล คิดแมน, โรนัลดิญโญ, ไทเกอร์ วูด, ทอม ครูซ โดยมีเนื้อข่าวในทำนองว่า เสียชีวิตพร้อมกับผู้ที่เดินทางไปด้วยอีก 34 คน จากอุบัติเหตุเครื่องบินชนกับภูเขา ขณะเตรียมลงสู่สนามบิน เพื่อกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นของคนในการติดตามรายละเอียดให้มากขึ้น และยังเพิ่มความน่าเชื่อถือของข่าวด้วยการใส่ชื่อสำนักข่าว หรือชื่อคนดังอื่น ๆ ดังนั้น จึงไม่ควรเปิดลิงค์ หรือไฟล์แนบในอีเมลเหล่านี้ หากไม่ทราบที่มาแน่ชัดของผู้ส่ง

ท่านสามารถติดตามความเคลื่อนไหว หรือความคิดเห็นต่าง ๆ ได้จาก http://www..com/connect/ blogs/malicious-spam-luring-victims-claims-celebrity-deaths หรือ หากสนใจพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญของไซแมนเทค สามารถติดต่อได้ที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์ของไซแมนเทคตามรายละเอียดด้านล่าง

View :979
Categories: Press/Release Tags:

RIM เปิดตัวสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ “แบล็กเบอร์รี่ เคิร์ฟ 3จี” อย่างเป็นทางการในประเทศไทย

August 27th, 2010 No comments

สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ในตระกูล ‘แบล็กเบอร์รี่ เคิร์ฟ’ ที่ได้รับความนิยมทั่วโลก เปี่ยมไปด้วยประสิทธิภาพด้านความรวดเร็ว ง่ายต่อการใช้งาน และฟีเจอร์ชั้นเยี่ยม พร้อมใช้งานร่วมกับระบบปฏิบัติการ ‘แบล็กเบอร์รี่ 6’

รีเสิร์ช อิน โมชั่น หรือ ริม (Research In Motion – ) ผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนตระกูลแบล็กเบอร์รี่ และผู้นำด้านการออกแบบและผลิตนวัตกรรมโซลูชั่นไร้สาย ประกาศเปิดตัวผลิตภัณฑ์ “แบล็กเบอร์รี่ เคิร์ฟ 3จี” (BlackBerry® Curve™ 3G) สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ในตระกูลแบล็กเบอร์รี่เคิร์ฟที่ได้รับความนิยมอย่างสูง แบล็กเบอร์รี่ เคิร์ฟ 3จี ใหม่ได้รับการออกแบบมาเพื่อตอบรับกระแสความนิยมสมาร์ทโฟนที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น โดยมาพร้อมด้วยประสิทธิภาพเหนือชั้นในราคาที่คุ้มค่า แบล็กเบอร์รี่ เคิร์ฟ 3จี สามารถรองรับเครือข่าย 3จี ความเร็วสูง (HSDPA) ได้ทั่วโลก และมาพร้อมด้วยฟีเจอร์ชั้นเยี่ยม ช่วยให้ผู้ใช้งานไม่พลาดการติดต่อสื่อสารทุกที่ทุกเวลา

มร. เกรกอรี่ เวดด์ กรรมการผู้จัดการ ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริษัท รีเสิร์ช อิน โมชั่น จำกัด กล่าวว่า “ริมเชื่อมั่นว่าแบล็กเบอร์รี่ เคิร์ฟ 3จี จะได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในกลุ่มผู้ใช้งานในประเทศไทย ซึ่งเป็นกลุ่มที่ให้ความสำคัญเป็นอย่างมากต่อประสิทธิภาพด้านการสื่อสาร แบล็กเบอร์รี่ เคิร์ฟ 3จี เป็นสมาร์ทโฟนที่ใช้ง่ายและพร้อมไปด้วยฟีเจอร์ชั้นเยี่ยม สามารถรองรับเทคโนโลยี Wi-Fi และเครือข่าย 3จี จึงทำให้ผู้ใช้งานสามารถติดต่อสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงข้อมูลที่ต้องการได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย พร้อมทั้งยังสามารถแสดงพิกัดตำแหน่งของตนเองในโปรแกรม BBM และบนเว็บไซต์เครือข่ายสังคมยอดฮิตได้ เนื่องจากมีเทคโนโลยี GPS ในตัว”

สมาร์ทโฟนแบล็กเบอร์รี่ เคิร์ฟ 3จี มาพร้อมแป้นคีย์บอร์ดแบบ QWERTY เต็มรูปแบบ เพื่อความรวดเร็วและความแม่นยำยิ่งขึ้นในการป้อนข้อมูล และแป้นควบคุมด้วยปลายนิ้วสัมผัส หรือ แทร็คแพด (trackpad) ที่ช่วยให้การเลื่อนและเลือกฟังก์ชั่นการใช้งานคล่องตัวและง่ายดายมากขึ้น และมาพร้อมด้วย มีเดีย คีย์ (media keys) ซึ่งจะช่วยให้ผู้ใช้งานที่รักในเสียงดนตรี สามารถควบคุมการใช้งานด้านเพลงและวีดิโอได้ทุกที่ทุกเวลา และนอกเหนือจากเทคโนโลยี GPS และ Wi-Fi® ในตัวแล้ว สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่นี้ยังมาพร้อมด้วยกล้องในตัวซึ่งสามารถบันทึกภาพวีดิโอ และหน่วยความจำเสริมภายนอก แบบ microSD/SDHC ที่สามารถขยายเพิ่มเติมได้ถึง 32 กิกะไบต์ เพื่อเก็บข้อมูลมีเดีย และด้วยศักยภาพในการรองรับเครือข่าย 3จี จะช่วยให้ผู้ใช้สามารถเปิดดูเว็บไซต์ (browsing) ได้อย่างรวดเร็ว และฟังเพลงได้อย่างต่อเนื่องและราบรื่น โดยในระหว่างที่ผู้ใช้งานคุยโทรศัพท์ ก็ยังจะสามารถเปิดดูเว็บไซต์ หรือส่งข้อความผ่าน BlackBerry® Messenger (BBM™) ไปพร้อมๆ กันได้

แบล็กเบอร์รี่ เคิร์ฟ 3จี รองรับด้วยระบบปฏิบัติการแบล็กเบอร์รี่ 5 และพร้อมใช้งานแล้วกับระบบปฏิบัติการแบล็กเบอร์รี่ 6 ซึ่งเป็นระบบปฏิบัติการรุ่นใหม่ล่าสุดสำหรับสมาร์ทโฟนแบล็กเบอร์รี่ ประกอบด้วยฟีเจอร์ที่มีการรับรองโดยแบรนด์แบล็กเบอร์รี่ ในขณะที่นำเสนอประสบการณ์อันล้ำสมัยและง่ายต่อการใช้งาน ระบบปฏิบัติการแบล็กเบอร์รี่ 6 ได้รับการออกแบบมาเพื่อให้สามารถใช้ร่วมกับแบล็กเบอร์รี่ เคิร์ฟ 3จี ทั้งนี้โดยขึ้นอยู่กับการยืนยันของผู้ให้บริการโทรคมนาคมในภายภาคหน้า

สมาร์ทโฟนแบล็กเบอร์รี่ เคิร์ฟ 3จี (รุ่น 9300) ใหม่ล่าสุด จะวางจำหน่ายในประเทศไทยในเดือนกันยายนนี้

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์สมาร์ทโฟนแบล็กเบอร์รี่เคิร์ฟ 3จี สามารถเข้าชมได้ที่ http://th.blackberry.com/Curve3G ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับระบบปฏิบัติการแบล็กเบอร์รี่ 6 สามารถเข้าชมได้ที่ www.blackberry.com/6

View :954