Archive

Archive for August, 2012

ถ้อยแถลงจาก “จอน เอ็ดดี้ อับดุลลาห์” CEO ดีแทค

August 31st, 2012 No comments

30 สิงหาคม 2555 – ตั้งแต่เมื่อวานนี้ เราได้ติดตามสถานการณ์การให้บริการแก่ลูกค้าของเราที่ได้รับผลกระทบจากเหตุขัดข้องด้านบริการ เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2555 ที่ผ่านมาอย่างใกล้ชิด เพื่อให้แน่ใจว่า บริษัทฯ จะสามารถให้บริการที่ดีที่สุดแก่ลูกค้าทุกท่าน

ในวันนี้ เป็นที่ปรากฏว่า ยังคงมีลูกค้าเป็นจำนวนมาก ที่โทรฯ ติดต่อเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ยังหมายเลขบริการลูกค้า เพื่อขอรับบริการโทรฯ ฟรี ซึ่งการที่มีลูกค้าเป็นจำนวนมาก โทรฯ เข้ามาดังกล่าว ทำให้ลูกค้าหลายท่านไม่ได้รับความสะดวกเท่าที่ควร

ดังนั้น บริษัทฯ จึงตัดสินใจที่จะยืดระยะเวลา เปิดให้มีการโทรฯ เข้าหมายเลขบริการลูกค้าดังกล่าว ออกไปอีกเป็นเวลาสองสัปดาห์ นับตั้งแต่วันนี้ ไปจนถึงเที่ยงคืนของวันศุกร์ที่ 14 กันยายน 2555 เพื่อให้แน่ใจว่า เราจะสามารถให้บริการแก่ลูกค้าของเราได้อย่างทั่วถึง

ผมอยากจะขอให้ลูกค้าผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุขัดข้องเมื่อวันที่ 28 สิงหาคมที่ผ่านมาทุกท่าน โปรดโทรฯ เข้าหมายเลขบริการลูกค้าของเรา ตามเวลาที่ท่านสะดวก สายของเราจะเปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง จนถึงวันศุกร์ที่ 14 กันยายน 2555 ท่านไม่ต้องรีบเร่งแต่อย่างใด ผมขอรับรองว่า ลูกค้าทุกท่านที่โทรฯ เข้ามา ระหว่างวันนี้จนถึงอีกสองสัปดาห์ จะได้รับการบริการอย่างทั่วถึงทุกท่าน

ทั้งนี้ ผมขอย้ำว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับบริษัทฯ คือการมอบบริการที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าของเรา เรายึดมั่นในคำสัญญาของเรา พร้อมที่จะรับฟังลูกค้า และพร้อมเสมอที่จะตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้า

ในนามของพนักงานดีแทคทุกคน ผมต้องกราบขออภัยสำหรับความไม่สะดวกที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ และเราสัญญาที่จะพัฒนาบริการของเราให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป

View :835

ไซแมนเทค จับมือ เรดแฮท ประกาศความร่วมมือนำเสนอโซลูชั่นเพื่อยกระดับความน่าเชื่อถือ การกู้คืนข้อมูลหลังภัยพิบัติ

August 31st, 2012 No comments

30 สิงหาคม 2555 – คอร์ป (NASDAQ: SYMC) และเรดแฮท อิงค์ (NYSE: RHT) ได้ประกาศขยายความร่วมมือในการส่งมอบโซลูชันที่จะช่วยให้ลูกค้าสามารถปรับใช้ไพรเวท คลาวด์และไฮบริด คลาวด์ได้อย่างรวดเร็ว รวมทั้งสร้างศูนย์ข้อมูลที่มีความยืดหยุ่นสูง การขยายความความร่วมมือในครั้งนี้จะครอบคลุมทั้งเรื่องวิศวกรรม การตลาด การสนับสนุน และการขายของทั้งสองบริษัท จากการใช้งานจริงที่ได้รับการพิสูจน์แล้ว โซลูชั่นใหม่นี้จะนำเอาพลังของ Red Hat Enterprise Linux และโซลูชั่นการจัดเก็บข้อมูล และ Availability Solutions ของไซเมนเทคมารวมเข้าด้วยกันเพื่อส่งมอบระบบที่มีความพร้อมในการใช้งานสูง และคล่องตัวมากขึ้น ในขณะเดียวกันองค์กรต่างๆ ก็สามารถปรับใช้แอพพลิเคชั่นที่สำคัญต่อธุรกิจได้อย่างมั่นใจ

คลิ๊กเพื่อทวีต: ไซแมนเทค จับมือ นำเสนอโซลูชั่นในการทำงานร่วมกับคลาวด์และดาต้าเซ็นเตอร์ได้อย่างยืดหยุ่น http://bit.ly/KKFfTo

หลายองค์กรได้นำลีนุกซ์มาใช้งานอย่างรวดเร็วในฐานะที่เป็นแพลตฟอร์มทางเลือกซึ่งพวกเขากำลังมองหาวิธีการใหม่ๆ เพื่อคงความได้เปรียบด้านการแข่งขันในตลาดปัจจุบัน และกำลังเผชิญกับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นในขณะที่งบประมาณด้านไอทียังเท่าเดิม ด้วยโซลูชั่น Red Hat Enterprise Linux ที่มีความยืดหยุ่นสูง จึงเป็นแพลตฟอร์มทางเลือกเชิงกลยุทธ์สำหรับการใช้งานไพรเวทคลาวด์ ซึ่งความมั่นใจว่าระบบจะสามารถรักษาระดับของการให้บริการได้ตลอดเวลาจะมีความสำคัญเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ องค์กรใน Fortune 500 มากกว่าร้อยละ 80 ได้นำเอา Red Hat Enterprise Linux มาใช้งาน ขณะที่ไซเมนเทคในฐานะผู้นำด้านการปกป้องแอพพลิเคชันทางธุรกิจ ได้นำเอาชุดโซลูชั่นการจัดเก็บข้อมูล และ availability management เพื่อเพิ่มความสามารถในการทำงานอย่างต่อเนื่อง สำหรับแอพพลิเคชันแบบหลายชั้น (multi-tier application) โดยรองรับบนแพลตฟอร์มที่หลากหลาย ทั้งสตอเรจ, ระบบปฏิบัติการ และแพลตฟอร์มด้านการทำเวอร์ชวลไลเซชั่น ทำให้บริษัทใน Fortune 500 ถึงร้อยละ 99 ได้นำเอาโซลูชั่นโซลูชั่นการจัดเก็บข้อมูล และ availability management ของไซแมนเทคไปใช้งาน

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมจากบล็อกโพสต์: Cloud and Data Center Resiliency Is No Prisoner’s Dilemma

ไซแมนเทค และเรดแฮทจะร่วมกันเสนอโอกาสที่จะช่วยในการจัดการโซลูชั่นที่มีความสำคัญ ซึ่งใช้กับคลาวด์ และที่ติดตั้งไว้ในศูนย์ข้อมูล ผ่านฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และระบบปฏิบัติการที่ยืดหยุ่นในสภาพแวลล้อมแบบเปิด โซลูชั่นที่เกิดจากความร่วมมือดังกล่าวนี้จะช่วยการกู้คืนข้อมูลจากภัยพิบัติโดยอัตโนมัติ ช่วยปรับปรุงการจัดการระบบจัดเก็บข้อมูลสำหรับศูนย์ข้อมูลที่มีหลายระบบปฏิบัติการ และระบบจัดเก็บข้อมูลหลายๆ ตัว และระบบที่สามารถทำงานทดแทนกันได้เมื่อระบบหนึ่งระบบใดมีปัญหาสำหรับฐานข้อมูลของออราเคิล

การกู้คืนข้อมูลจากภัยพิบัติแบบ Off-Premise โดยอัตโนมัติ
Cluster Server ที่ทำงานบน Red Hat Enterprise Linux ให้คุณสมบัติการกู้คืนระบบจากภัยพิบัติไปยังไซต์ในระยะไกล โดยการทำ fail-over แอพพลิเคชันแบบหลายชั้น (multi-tier application) ไปยังศูนย์สำรอง นอกจากนี้คลัสเตอร์เซิร์ฟเวอร์ยังช่วยจัดการระดับชั้นการสำเนาข้อมูลระยะไกล (replication) เพิ่มความง่ายในกระบวนการทำ DR ตัวโซลูชันยังมาพร้อมกับความสามารถในการทำทดสอบ fail-over โดยไม่มีผลกระทบกับการทำงานของระบบงานหลัก เพื่อให้เรายังคงมั่นใจได้ว่า การกู้คืนจะสามารถทำงานได้อย่างถูกต้องเหมาะสมเมื่อจำเป็น ไม่ว่าจากเหตุการณ์ ไฟดับ, ภัยธรรมชาติหรือสาเหตุอื่นๆ

เพิ่มการจัดการระบบจัดเก็บข้อมูลสำหรับศูนย์ข้อมูลที่มีระบบปฏิบัติการ และระบบจัดเก็บข้อมูลหลายๆ ตัว
สำหรับองค์กรที่ซื้อและติดตั้งโซลูชั่นด้านการจัดเก็บข้อมูลจากผู้ค้าหลายๆราย ซึ่งโซลูชั่นเฉพาะทางแต่ละตัวก็จะทำให้สภาพแวดล้อมของระบบจัดเก็บข้อมูลมีความซับซ้อนเพิ่มมากขึ้น และมักจะส่งผลให้ขาดคุณสมบัติความต่อเนื่องในการเข้าถึงข้อมูลสำคัญที่ถูกจัดเก็บบนสตอเรจที่หลากหลาย Storage Foundation Dynamic Multi-Pathing ที่ทำงานบน Red Hat Enterprise Linux ให้โซลูชั่นที่ทำงานข้ามแพลตฟอร์มซึ่งเป็นแบบเดียวกันเพิ่มความง่ายในการบริหารจัดการในระบบระบบปฏิบัติการและแพลตฟอร์มสตอเรจที่หลากหลาย ด้วยโซลูชั่นดังกล่าวนี้ องค์กรต่างๆ จะมีทางเลือกในการจัดเก็บข้อมูลที่มีความคุ้มค่า และสามารถต่อรองราคาอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลได้มากขึ้น นอกจากนี้ยังสามารถเปลี่ยนฮาร์ดแวร์ได้โดยที่ระบบไม่หยุดชะงัก และไม่ต้องติดตั้งเครื่องมือเฉพาะทางตัวใหม่ผ่านแพลตฟอร์มด้านการจัดการข้อมูลแบบเบ็ดเสร็จตัวเดียว

เพิ่มความคุ้มค่าให้กับระบบ Failover สำหรับฐานข้อมูลของออราเคิล
หลายองค์กรใช้ฐานข้อมูลของออราเคิลเพื่อเพิ่มผลผลิตในการทำงาน และช่วยให้ผู้ใช้สามารถตัดสินใจได้เร็วขึ้น และได้รับข้อมูลในการตัดสินใจมากขึ้น อย่างไรก็ตามเนื่องจากธุรกิจต้องพึ่งพาฐานข้อมูลเหล่านี้อย่างมาก เมื่อฐานข้อมูลมีปัญหาก็ส่งผลให้สูญเสียรายได้ เสื่อมเสียชื่อเสียง และอาจถึงขั้นถูกปรับในกรณีที่ไม่สามารถให้บริการตามระดับของบริการที่ตกลงกันไว้ Storage Foundation Cluster File System และ Cluster Server ที่ทำงานบน Red Hat Enterprise Linux ให้ระบบ failover สำหรับฐานข้อมูล ของออราเคิลที่ทำงานได้รวดเร็วมาก ทำให้องค์กรต่างๆ สามารถใช้อินสแตนฐานข้อมูลของออราเคิลโดยเสียค่าค่าใช้จ่ายน้อยลงในขณะที่มีระบบ failover ที่ทำงานได้ในเวลาไม่ถึงนาที นอกจากนี้ Cluster Server ยังสามารถประสานการทำ failover แอพพลิเคชั่นแบบมัลติเทียร์เพื่อให้การจัดการสภาพแวดล้อมที่มีความซับซ้อนง่ายขึ้น และบริการทางธุรกิจเป็นไปอย่างต่อเนื่องไม่หยุกชะงักอย่างแท้จริง
เทคโนโลยี Cluster File System, Cluster Server และ Storage Foundation จากผู้นำตลาดอย่างไซแมนเทค พร้อมกับ Red Hat Enterprise Linux จะเป็นพื้นฐานสำหรับสถาปัตยกรรมร่วม นอกจากนี้ไซแมนเทคและเรดแฮทจะร่วมทีมกันเพื่อเพิ่มความร่วมมือในด้านวิศวกรรม การตลาด และการสนับสนุน สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโซลูชั่นใหม่ๆ จะมีเพิ่มเติมในภายหลัง

คำกล่าวสนับสนุน:
“Red Hat Enterprise Linux เป็นแพลตฟอร์มที่เติบโตเร็วที่สุดของเราสำหรับซอฟต์แวร์ด้านการจัดการสตอเรจ และความพร้อมในการใช้งานสูง(high availability software) และมีลูกค้ามากขึ้นที่เลือกใช้งาน Linux เพื่อเพิ่มความคล่องตัวและคงความสามารถในการแข่งขันก็มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ สำหรับไซแมนเทค เรามุ่งเน้นกำลังเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างเรากับเรดแฮทในประเทศไทย เพื่อให้แน่ใจว่าองค์กรต่างๆ มีความมั่นใจว่าข้อมูลของพวกเขาได้รับการคุ้มครองไม่ว่าพวกเขาจะปรับปรุงศูนย์ข้อมูลให้มีความทันสมัย หรือต้องการสร้างไพรเวท คลาวด์ที่ทนทานต่อความล้มเหลวก็ตาม” นายประมุท ศรีวิเชียร ผู้จัดการประจำประเทศไทยของไซแมนเทค กล่าว

“ด้วยการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เรดแฮท และไซแมนเทคได้ร่วมกันนำเสนอคุณค่าอย่างมากแก่ลูกค้าด้วยโอเพ่นซอร์สที่ปลอดภัยเพื่อปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานทางด้านไอทีที่ล้าหลังให้มีความทันสมัย” มร.ดาเมียน วอง ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เรดแฮท ภูมิภาคอาเซียน กล่าว “เรามีความยินดีที่จะขยายความร่วมมือในระยะยาวระหว่างเรากับไซแมนเทคในประเทศไทย เพื่อนำเอา Red Hat Enterprise Linux แพลตฟอร์มปฏิบัติการชั้นนำของเรา และเทคโนโลยีที่น่าสนใจของไซแมนเทคมารวมกันเพื่อช่วยให้ลูกค้าของเรามีทางเลือก และมีความยืดหยุ่นสำหรับโครงสร้างพื้นฐานทางด้านไอทีของพวกเขา”

“อย่างที่เราเคยเขียนไว้ก่อนหน้านี้แล้วว่าไอดีซีเชื่อว่าลีนุกซ์จะเป็นหนึ่งในสองระบบปฏิบัติการหลักที่จะมีอิทธิพลต่อโครงสร้างพื้นฐานของไพรเวทคลาวด์” มร.เอล กิลเลน รองประธานฝ่ายซอ​​ฟต์แวร์ระบบของไอดีซี กล่าว “ไซแมนเทคและเรดแฮทกำลังรวมทีมกัน เพื่อปรับปรุงความพร้อมในการใช้งานข้อมูล และการกู้คืนข้อมูลจากภัยพิบัติในศูนย์ข้อมูล ซึ่งจะมีประโยชน์เพิ่มขึ้นสำหรับศูนย์ข้อมูลที่มีโครงสร้างพื้นฐานทางด้านคลาวด์ที่ทำงานบนลีนุกซ์ และช่วยให้ลูกค้าองค์กรในปัจจุบันสามารถใช้ประโยชน์จากคลาวด์คอมพิวติ้งได้อย่างเต็มที่”

“เรามี Storage Foundation High Availability ของไซแมนเทคที่ทำงานบน Red Hat Linux และรู้สึกตื่นเต้นที่ได้ทดสอบสถาปัตยกรรมร่วมกันว่าสามารถตอบสนองความต้องการของเราในการทำ failover ฐานข้อมูลของออราเคิล และการกู้คืนข้อมูลจากภัยพิบัติแบบ off-premise เพื่อป้องกันข้อมูลทางธุรกิจที่สำคัญของเราได้อย่างเต็มที่” อิสมาเอล โมรีโน ผู้จัดการฝ่ายไอทีของ SESCAM กล่าว “เราเชื่อว่าสิ่งนี้จะไม่เพียงแต่จะทำให้เราสามารถปกป้องข้อมูลและแอพพลิเคชั่นได้ดีขึ้นเท่านั้น แต่ยังป้องกันไม่ให้เราถูกผูกติดกับผู้ค้ารายใดรายหนึ่ง เราสามารถที่จะเปลี่ยนอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลได้โดยไม่ทำให้ระบบหยุดชะงัก”

View :593

เอไอเอส เดินหน้า ควงแขน สยามพิวรรธน์ ต่อยอดเอาใจลูกค้าเลือกช็อปได้ในแบบคุณ หลังประสบความสำเร็จกับเฟสแรก

August 31st, 2012 No comments

นางวิลาสินี พุทธิการันต์ รองกรรมการผู้อำนวยการสายงานบริหารลูกค้าและบริการ กล่าวว่า “เราเชื่อมั่นในแนวทางการมอบความพิเศษเพื่อให้ทุกวันที่ลูกค้าเลือกมอบความไว้วางใจใช้บริการกับเราได้รับประสบการณ์สุดพิเศษที่มากยิ่งกว่า และตอบโจทย์ชีวิตในแบบคุณเสมอ

ซึ่งการที่จะทำได้นั้นส่วนสำคัญเกิดจากการร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ที่มีความตั้งใจเดียวกัน ดังเช่น ซึ่งได้จับมือกันมอบความพิเศษพร้อมการท่องโลกออนไลน์ผ่าน AIS Wifi ให้แก่ลูกค้ามาตั้งแต่เดือนมีนาคม 2555 ที่ผ่านมา ใน 4 ศูนย์การค้าสุดฮิป คือ สยามพารากอน, สยามเซ็นเตอร์, สยามดิสคัฟเวอรี่ และ พาราไดซ์พาร์ค ซึ่งตลอดระยะเวลา 3 เดือน ถือว่าได้รับการตอบรับอย่างดียิ่ง มีลูกค้าเข้าร่วมรับสิทธิกว่า 100,000 ราย โดยกว่า 40% ของกลุ่มนี้ เป็นลูกค้าเซเรเนด”

ดังนั้นตั้งแต่เดือนกันยายน – พฤศจิกายน นี้ เอไอเอส และ สยามพิวรรธน์ จึงร่วมมือกันอีกครั้ง เพื่อมอบความพิเศษให้แก่ลูกค้าใน 3 ศูนย์การค้าหลัก และ Siam Center Pop Cont พร้อมต่อเนื่องความพิเศษใน 5 ด้าน คือ Dining อิ่มอร่อยกับร้านอาหารสุดฮิป, Shopping หลากหลายสินค้าอินเทรนด์ , เรียนสนุกกับ Education World ต่างๆ , สะดวกสบายกับสิทธิที่จอดรถ, และบริการ AIS Wifi ด้วยความเร็วสูงสุด 100 Mbps ที่เล่นได้แบบไม่จำกัด โดยความพิเศษนี้ลูกค้า เอไอเอสสามารถร่วมสัมผัสประสบการณ์ได้ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน – 30 พฤศจิกายน 2555 โดยขอรับสิทธ์ใช้ ฟรีAIS Wifi ได้ไม่จำกัด โทร *199*1# สำหรับผู้ที่มีแพ็กเกจ Wifi แล้วสามารถใช้งานได้ทันที

โดยเชื่อมั่นว่าการร่วมมือครั้งนี้จะตอบโจทย์และสามารถมอบความพิเศษในทุกๆวัน หรือ Everyday Special ที่แตกต่างและต่อเนื่องยิ่งกว่าอย่างแน่นอน

View :475

เอไอเอส จับมือ ซีพีเอ็น เปิดตัว AIS Wifi@CPN พร้อมจัดเต็มสิทธิพิเศษครบทุกศูนย์ฯ

August 31st, 2012 No comments

โดยคุณวิเชียร เมฆตระการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร จับมือ เซ็นทรัล พัฒนา โดยคุณกอบชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ร่วมเปิดตัว AIS Wifi @ CPN ที่เปิดให้ลูกค้าเอไอเอสเชื่อมต่อเข้าสู่โลก online ผ่าน AIS Wifi ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ และศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซาทุกสาขา (เฉพาะในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล) รวมจำนวน 10 สาขา ประกอบด้วย เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว, เซ็นทรัลพลาซา แจ้งวัฒนะ, เซ็นทรัลพลาซา รัตนาธิเบศร์, เซ็นทรัลพลาซา บางนา, เซ็นทรัลพลาซา รามอินทรา, เซ็นทรัลพลาซา ปิ่นเกล้า, เซ็นทรัลพลาซา พระราม 2, เซ็นทรัลพลาซา พระราม 3 และ เซ็นทรัลพลาซา พระราม 9

โดยลูกค้าที่มีแพ็คเกจ AIS Wifi สามารถเข้าใช้งานได้ทันที หรือสำหรับผู้ที่ยังไม่มีแพ็คเกจ AIS Wifi สามารถสมัครใช้งานได้ง่ายๆเพียงกด *388# โทรออก แล้วรอรับ Wifi Account ทาง SMS ด้วยค่าบริการเพียง 99 บาท /เดือน ทั้งนี้นอกจากจะสนุกกับโลก online ผ่าน AIS Wifi ได้แล้ว ยังสามารถร่วมรับประสบการณ์สุดพิเศษจากร้านค้าในเครือเซ็นทรัล และพาร์ทเนอร์ กว่า 200 ร้านค้า ที่ตอบโจทย์ชีวิตในแบบคุณทั่วศูนย์ฯอีกด้วย

View :508
Categories: Internet Tags:

สถาบันดูแลสายตา ดิ ออฟโต เผย สมาร์ท โฟน แท็ปเลต คอมพิวเตอร์ ทำเด็กไทยมีปัญหาสายตาเพิ่ม 30 %

August 30th, 2012 No comments

สถาบันดูแลสายตา ดิ ออฟโต เผย ทำเด็กไทยมีปัญหาสายตาเพิ่ม 30 % แนะผู้ปกครองควรแนะนำและจำกัดเวลาการใช้งาน พร้อมเปิดตัวเทคโนโลยีใหม่ OK Lens คอนแทคเลนส์แก้ไขค่าสายตาขณะหลับ เมื่อถอดออกสามารถใช้สายตาปกติได้ โดยไม่ต้องใช้แว่นตาหรือคอนแทคเลนส์ครั้งแรกของเมืองไทย

สถาบันดูแลสายตา ดิ ออฟโต เตือนผู้ปกครองควรดูแลการใช้งาน สมาร์ท โฟน แท็ปเลต คอมพิวเตอร์ ของเด็กและเยาวชนหลังพบเป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะเกิดโรค คอมพิวเตอร์ วิชั่น ซินโดรม (Computer Vision Syndrome) ทำให้มีปัญหาด้านสายตาเพิ่ม 30% โดยเฉพาะในกลุ่ม 10-15 ปี จากใช้งานไม่ถูกวิธีและใช้งานนานเกินไป ล่าสุดสถาบันดูแลสายตา ดิ ออฟโต เปิดเทคโนโลยีการรักษาแบบใหม่ด้วย โอเค เลนส์ (OK Lens) คอนแทคเลนส์แก้ไขค่าสายตาขณะหลับครั้งแรกของเมืองไทย ซึ่งเมื่อถอดออกตอนตื่นนอนจะทำให้ผู้มีปัญหาด้านสายตาสามารถใช้ชีวิตปกติได้โดยไม่ต้องใส่แว่นตาหรือคอนแทคเลนส์

ดร. ชุลีพร ชมพัฒน์ นักทัศนมาตรผู้เชี่ยวชาญด้านสายตาจาก สถาบันสุขภาพด้านสายตา ดิ ออฟโต เปิดเผยถึงปัญหาเด็กและเยาวชนมีปัญหาด้านสายตาเพิ่มขึ้นว่า ส่วนใหญ่เกิดจากการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไปมีการใช้งานอุปกรณ์ที่ต้องใช้สายตามากขึ้น ทั้งคอมพิวเตอร์ สมาร์ท โฟน แท็ปเลต และคอมพิวเตอร์ ซึ่งอุปกรณ์เหล่านี้หากมีการใช้งานนานหรือมากเกินไป จะส่งผลกระทบต่อระบบของการกลอกตา ระบบกล้ามเนื้อและประสาท ทำให้เกิดอาการดวงตาล้า ดวงตาตึงเครียด ตาช้ำ ตาแดง แสบ นอกจากนั้นผู้ที่ใช้อุปกรณ์เหล่านี้นานๆ มักเกิดการลืมกระพริบตาโดยไม่รู้ตัว จากปกติคนเรากระพริบตา 12-15 ครั้งต่อนาที จะลดลงเหลือ 7-8 ครั้งต่อนาที ซึ่งการที่กระพริบตาน้อยลงอาจทำให้เกิดอาการตาแห้งจนเยื่อตาฉีกขาด เนื่องจากสารหล่อลื่นที่ช่วยปกป้องพื้นผิวของตาทำงานไม่เต็มประสิทธิภาพ ปัจจุบันพบว่ากลุ่มเด็กและเยาวชนเป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะเกิดโรค คอมพิวเตอร์ วิชั่น ซินโดรม ทำให้เกิดปัญหาด้านสายตาเพิ่มขึ้นถึง 30 % โดยเฉพาะในกลุ่มอายุ 10-15 ปี ซึ่งทั้งคอมพิวเตอร์ สมาร์ท โฟน แท็ปเลต และคอมพิวเตอร์ แม้จะเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการทำงาน เสริมสร้างการเรียนรู้ให้กับเด็กและเยาวชนที่นับวันจะมีความสำคัญและใช้กันแพร่หลายมากขึ้น แต่ผู้ปกครองและครูก็ควรมีการจำกัดระยะเวลาการใช้และให้ความรู้ในการใช้งานอย่างถูกต้อง เพื่อไม่ให้เป็นอันตรายต่อสุขภาพสายตาของเด็กและเยาวชน

สำหรับความก้าวหน้าในการรักษาผู้มีปัญหาด้านสายตาปัจจุบันมีการพัฒนาขึ้นเป็นอย่างมาก โดยล่าสุดสถาบันสุขภาพด้านสายตา ดิ ออฟโต ได้นำเทคโนโลยีใหม่ของโลกเข้ามาให้การรักษาแก่ผู้มีปัญหาด้านสายตา เทคโนโลยีใหม่นี้มีชื่อว่า โอเค เลนส์ (OK Leans) เป็นคอนแทคเลนส์ชนิดพิเศษที่สามารถปรับโค้งตาในขณะที่ผู้มีปัญหาด้านสายตานอนหลับ และ ถอดออกหลังตื่นนอนจะทำให้สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนไม่ต้องใช้คอนแทคเลนส์ หรือ แว่นตาหลังจากตื่นนอนอีก โดยผู้ที่ต้องการแก้ไขค่าสายตาด้วยวิธีนี้จะต้องได้รับการตรวจจากนักทัศนมาตรผู้เชี่ยวชาญของสถาบันฯ ก่อน จากนั้นจะต้องทำการตรวจวิเคราะห์ค่าสายตาอย่างละเอียด เพื่อที่นักทัศนมาตรผู้เชี่ยวชาญจะได้เลือก โอเค เลนส์ ที่มีความเหมาะสมให้แก่ผู้เข้ารับการรักษานำกลับไปใช้งาน

ซึ่งการแก้ไขค่าสายตาด้วย โอเค เลนส์ นั้น ถือว่าเป็นวิธีที่มีความปลอดภัยสูงและสะดวก เนื่องจากระบบเส้นประสาทรับความรู้สึกจะไม่ถูกทำลายด้วยเลเซอร์และไม่ทำให้กระจกตาบางลงเหมือนการรักษาบางชนิด ทั้งยังไม่มีข้อจำกัดด้านอายุของผู้ที่ต้องการแก้ไขค่าสายตา รวมถึงค่าใช้จ่ายของการรักษาด้วย โอเค เลนส์ ยังมีราคาถูกว่าการทำเลสิกถึง 3 เท่า ดังนั้นเทคโนโลยีการแก้ไขค่าสายตา ด้วย โอเค เลนส์ จึงเป็นวิธีการใหม่ในการแก้ไขค่าสายตาที่ปลอดภัยพและได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกาว่า เป็นวิธีการรักษาปัญหาด้านสายตาโดยไม่ต้องใช้ยา ไม่ต้องผ่าตัด ไม่ทำให้เกิดอาการตาแห้งจากการใส่คอนแทคเลนส์ สามารถช่วยหยุดหรือชะลอสายตาสั้นเพิ่มขึ้นได้ สำหรับกลุ่มที่เหมาะสมกับการใช้วิธีรักษาด้วย โอเค เลนส์ นั้นจะเป็นกลุ่ม

- กลุ่มนักเรียน นักศึกษา คนทำงาน ที่มีปัญหาด้านสายตาและไม่สะดวกในการใส่แว่นตา หรือ คอนแทคเลนส์

- กลุ่มผู้อยู่ในอาชีพที่ไม่เหมาะกับการใช้แว่นตาหรือคอนแทคเลนส์ อาทิ นักบิน ทหาร ตำรวจ แอร์โอสเตส นักผจญเพลิง ฯลฯ

- กลุ่มผู้มีกิจกรรมที่ไม่สะดวกในการใส่แวนตาหรือคอนแทคเลนส์ อาทิ นักกีฬาชนิดต่างๆ เช่น ฟุตบอล รับบี้ บาสเกตบอล ยิงปืน ว่ายน้ำ มวย ฯลฯ

- ผู้ที่มีสายตา สั้น ยาว หรือ เอียง ที่ไม่ต้องการใส่แว่นตาหรือคอนแทคเลนส์ในเวลากลางวัน

- กลุ่มผู้ที่เลิกใส่คอนแทคเลนส์จากปัญหาตาแห้งหรือไม่สบายตา และ กลุ่มผู้ที่มีสายตาสั้นเพิ่มขึ้นทุกปี

- กลุ่มผู้ต้องการทำเลสิก แต่จักษุแพทน์แนะนำว่ายังไม่ควรทำ เช่น ผู้ที่มีค่าสายตายังไม่คงที่ ผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปี ผู้ที่มีค่าสายตาน้อย หรือ ในกรณีอื่นๆ

View :610

ผลงานกระทรวงไอซีทีในรอบ 1 ปี ภายใต้รัฐบาลนายกรัฐมนตรี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

August 30th, 2012 No comments

นาวาอากาศเอกอนุดิษฐ์ นาครทรรพ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ได้แถลงผลงานภายหลังดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ครบรอบ 1 ปี ซึ่งแบ่งเป็นการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาล ที่แถลงไว้ต่อรัฐสภาและนโยบายเร่งด่วนที่ดำเนินการในปีแรก การนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติ การดำเนินงานอื่นๆ ของหน่วยงานในกำกับ ที่ช่วยขับเคลื่อนนโยบายกระทรวงฯ โครงการอื่นๆ ที่กระทรวงฯ ริเริ่มขึ้นเพื่อขับเคลื่อนนโยบาย การดำเนินการตามบัญชานายกรัฐมนตรี รวมทั้งมติคณะรัฐมนตรี และผลการดำเนินการสร้างความสัมพันธ์ด้าน ICT กับต่างประเทศ

ในการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาลที่แถลงไว้ต่อรัฐสภานั้น กระทรวงฯ ได้ดำเนินการตามนโยบายความมั่นคงแห่งรัฐในเรื่องการเทิดทูนและพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์และการพัฒนาระบบการเตรียมพร้อมแห่งชาติ รวมทั้งนโยบายเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการในปีแรก คือ การจัดหาเครื่องคอมพิวเตอร์แท็บเล็ตให้แก่โรงเรียน นโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร นโยบายที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ด้านการส่งเสริมให้มีการบริหารจัดการน้ำอย่างบูรณาการ และนโยบายการต่างประเทศและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ในเรื่องการสร้างความสามัคคีและส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศอาเซียน รวมถึงการเสริมสร้างบทบาทที่สร้างสรรค์และส่งเสริมผลประโยชน์ของชาติในองค์การระหว่างประเทศ

โดย กระทรวงฯ ได้ดำเนินการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติผ่านกิจกรรมและโครงการต่างๆ ได้แก่ การจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ ผ่านโครงการถวายพระพรออนไลน์ รวมทั้งการสร้างตราไปรษณียากรที่ระลึกเฉลิมพระเกียรติ และกิจกรรมพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ในโลกอินเทอร์เน็ต โดยการจัดตั้ง Cyber Security Operation Center หรือ ศูนย์ CSOC การจัดตั้งเครือข่ายผู้ใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อเทิดทูนและพิทักษ์สถาบันพระมหากษัตริย์ เพื่อให้เครือข่ายภาคประชาชนมีส่วนร่วมโดยใช้หลักการ “น้ำดีไล่น้ำเสีย การประสานความร่วมมือกับผู้ให้บริการทางอินเทอร์เน็ตในต่างประเทศเพื่อระงับการเผยแพร่ภาพและเนื้อหาที่หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และโครงการลูกเสือบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต (Cyber Scout) โดยการสร้างอาสาสมัคร Cyber Scout เพื่อพ่อหลวง จำนวน 102,082 คน เพื่อทำหน้าที่เป็นผู้เฝ้าระวังสิ่งที่ไม่เหมาะสมและภัยในอินเทอร์เน็ต

นอกจากนั้น ยังมีโครงการจัดทำศูนย์บริการประชาชน ICT (One Stop Service) โครงการพัฒนาโครงข่ายสื่อสารความเร็วสูงให้ครอบคลุม ทั่วถึง เพียงพอ มีคุณภาพ ด้วยราคาที่เหมาะสม เป็นธรรม โครงการ Free Public WiFi โดยวางเครือข่ายอินเทอร์เน็ตสาธารณะ (Wi-Fi) ซึ่งในปี 2555 ติดตั้งให้บริการจำนวน 30,000 จุดในปี 2555 และในอนาคตจะขยายบริการทั่วประเทศ 250,000 จุด

พร้อมกันนี้ กระทรวงฯ ยังได้มีการพัฒนาเครือข่ายสื่อสารข้อมูลหน่วยงานภาครัฐ (GIN) การวางระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ระหว่างหน่วยงานภาครัฐ การจัดทำ Smart Card Application การพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้าน ICT โดยการจัดทำกรอบมาตรฐานวิชาชีพผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร การจัดตั้งคณะกรรมการผู้บริหาร ICT ระดับสูงภาครัฐ การยกระดับศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติไปสู่ศูนย์เตือนภัยแห่งชาติ การวางแนวทางดำเนินการภายหลังการสิ้นสุดสัญญาสัมปทาน และปรับปรุงโครงสร้างของรัฐวิสาหกิจในกำกับ การจัดหาเครื่องคอมพิวเตอร์แท็บเล็ตให้แก่โรงเรียน

และกระทรวงฯ ยังได้ดำเนินนโยบาย Smart Thailand ใน 3 ด้าน คือ 1. Smart Network ดำเนินการศึกษาเพื่อผลักดันการพัฒนาโครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง โดยการพัฒนาและขยายโครงข่าย Smart Network ด้วยการใช้โครงข่ายที่มีอยู่ในปัจจุบันให้เกิดประโยชน์สูงสุด พร้อมกันนี้ยังได้จัดทำแผนปฏิบัติการ IPv6 เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านการใช้งานจาก IPv4 ไปสู่ IPv6 และการทดสอบเทคโนโลยี“4G Thailand The First 100 Mbps” ด้วย

2. Smart Government ได้ดำเนินการขยายการเชื่อมโยงเครือข่ายสื่อสารข้อมูลหน่วยงานภาครัฐ (Government Information Network : GIN) การจัดทำโครงการ Government Cloud Service และโครงการพัฒนาระบบข้อมูลสำหรับเด็กและสตรีในประเทศไทย (MICS : Multiple Indicator Cluster Survey) 3. Smart Business ดำเนินการป้องกันภัยคุกคามด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ภายใต้ศูนย์ประสานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยระบบคอมพิวเตอร์ประเทศไทย (ThaiCERT) การจัดทำ e-CERTIFICATE เพื่อการรับรอง Print out การส่งเสริมการดำเนินงานของคณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ และผลักดันการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ด้วยการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและรองรับการทำการค้าระหว่างประเทศ

ด้านการดำเนินงานของหน่วยงานในกำกับที่ช่วยขับเคลื่อนนโยบาย นั้น ได้มีการดำเนินการในเรื่อง การพัฒนาศูนย์การเรียนรู้ ICT ชุมชนให้เกิดความยั่งยืน การพัฒนาและส่งเสริมผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ด้อยโอกาส การรักษาตำแหน่งวงโคจรดาวเทียมของประเทศไทยการพัฒนาบุคลากรซอฟต์แวร์ร่วมกับมหาวิทยาลัย 26 แห่ง การส่งเสริมการนำโปรแกรมโอเพนซอร์สไปใช้ในการพัฒนาโปรแกรมต่อยอดของผู้ประกอบการซอฟต์แวร์และผู้ใช้ซอฟต์แวร์ในอุตสาหกรรม การส่งเสริมให้มีการพัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อผู้พิการ โครงการส่งเสริมและพัฒนาตลาดสำหรับอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์และดิจิทัลคอนเทนต์

นอกจากนั้น กระทรวงฯ ยังได้ดำเนินการตามบัญชานายกรัฐมนตรี และมติคณะรัฐมนตรี โดยร่วมดำเนินการกับศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) ติดตามการป้องกันและบรรเทาปัญหาอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดปทุมธานี จัดตั้ง Emergency Call Center โดยใช้เลขหมายโทรศัพท์ 192 ดำเนินการแจ้งเตือนภัยผ่านระบบส่งข้อความสั้น พัฒนาระบบการพยากรณ์อากาศและเตือนภัยธรรมชาติ และเพิ่มประสิทธิภาพด้านการพยากรณ์อากาศและการเตือนลักษณะอากาศร้าย

สำหรับโครงการอื่นๆ ที่กระทรวงฯ ริเริ่มขึ้นเพื่อขับเคลื่อนนโยบายนั้น ได้ดำเนินการ 2 โครงการ คือ โครงการ Smart Province ในจังหวัดนครนายก ซึ่ง กสทฯ ได้ร่วมดำเนินการขยายโครงข่ายเคเบิ้ลใยแก้วขนาด 48 Core ระยะทาง 60 กิโลเมตร เพื่อให้ครอบคลุมทุกตำบลในพื้นที่จังหวัดนครนายก ขณะที่ สรอ. ได้ร่วมสนับสนุนการนำร่องการบริหารงานราชการในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ให้เข้าถึงประชาชนในระดับหมู่บ้าน และ ซิป้า ได้ดำเนินการจัดทำซอฟต์แวร์สนับสนุน เพื่อให้สามารถใช้งานระบบจังหวัดอัจฉริยะได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนอีกหนึ่งโครงการ คือ การจัดทำหลักสูตร CIO โดยพัฒนาหลักสูตรการวางแผนและการบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศและเตรียมความพร้อมของผู้เรียนสู่ตำแหน่ง CIO ขององค์กร ร่วมกับวิทยาลัยนวัตกรรม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ส่วนการดำเนินงานสร้างความสัมพันธ์ด้าน ICT กับต่างประเทศ กระทรวงฯ ได้ร่วมการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านโทรคมนาคมและเทคโนโลยีสารสนเทศ ครั้งที่ 11 รวมทั้งร่วมลงนามในบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการเร่งรัดในการจัดให้มีโครงข่ายทางด่วนสารสนเทศในกลุ่มอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง 6 ประเทศ ระยะที่ 2 และกระทรวงฯ ยังได้เข้าร่วมการประชุมต่างๆ ทั้งการประชุม GSMA Ministerial Programme 2012 การประชุมระดับรัฐมนตรีเรื่องการลดภัยพิบัติในภูมิภาคโทโฮคุ การประชุม World Economic Forum on East Asia (WEFEA) การประชุม The 8th Ministerial Forum during the Infocomm Media Business Exchange การประชุมรัฐมนตรีเอเปคด้านโทรคมนาคมและอุตสาหกรรมสารสนเทศ

นอกจากนั้น กระทรวงฯ ยังได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุม ASEAN CIO Forum 2012 และการประชุม Policy and Regulatory Forum (PRF-12) รวมถึงการประชุมระดับโลกว่าด้วยตัวชี้วัดด้านโทรคมนาคมและเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ค.ศ. 2012 (World Telecommunication/ ICT Meeting 2012 หรือ WTIM 2012) ระหว่างวันที่ 25 -27 กันยายน 2555 ที่จะถึงนี้อีกด้วย

View :620

คำชี้แจงจากดีแทค เรื่องมาตรการการชดเชยให้กับลูกค้าผู้ถูกผลกระทบจากเหตุการณ์วันที่ 28 สิงหาคม 2555

August 30th, 2012 No comments

ตามที่ได้มีผู้สอบถามเกี่ยวกับมาตรการของดีแทคในการชดเชยให้กับลูกค้าผู้ถูกผลกระทบจากเหตุขัดข้องในการใช้บริการ เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2555 นั้น บริษัทฯ ใคร่ขอชี้แจง ดังต่อไปนี้

· บริษัทฯ กราบขออภัยเป็นอย่างยิ่งต่อลูกค้าของบริษัทฯ ผู้ถูกผลกระทบ สำหรับความไม่สะดวกที่เกิดขึ้น
· ลูกค้าของเรามีความสำคัญเป็นอันดับแรก และบริษัทฯ มีความมุ่งมั่น ที่จะให้บริการที่ดีที่สุด เพื่อความพึงพอใจของลูกค้าของเราในทุกเวลา
· บริษัทฯ เห็นว่า มาตรการการชดเชยที่บริษัทฯ ได้กำหนดขึ้น พร้อมวิธีการปฏิบัติ มีความเหมาะสมตามสมควร สำหรับ ความไม่สะดวกที่เกิดขึ้นต่อลูกค้าของเรา
· ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับลูกค้าของบริษัทฯ จากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม ศกนี้ มีวงจำกัด รวมเวลาทั้งสิ้นที่ส่งผลกระทบต่อลูกค้า ประมาณ 65 นาที โดยสามารถแบ่งออกเป็นช่วงเวลาคร่าวๆ ช่วงละประมาณ 30 นาที ระหว่างเวลา 11.06 น. ถึง 11.20 น. และอีกครั้งหนึ่งระหว่างเวลา 12.00 น. ถึง 12.45 น.
· จำนวนลูกค้าที่ได้รับผลกระทบทั้งสิ้นมีประมาณไม่เกินร้อยละ 20 ของหมายเลขของลูกค้าทั้งหมด ซึ่งบริษัทฯ ตระหนักว่า มีลูกค้าเพียงบางส่วนในจำนวนดังกล่าว ที่พยายามทำการโทรออก หรือรับสายในช่วงเวลาดังกล่าว
· ได้คำนึงถึงข้อมูลข้างต้น ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าว มิได้เลือกปฏิบัติ หากแต่ต้องการมุ่งชดเชยลูกค้าที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
· การมอบเวลาโทรฯ ฟรี ให้กับลูกค้าของเรา ทั้งลูกค้าประเภทรายเดือนและเติมเงิน นั้น เป็นการชดเชย โดยเฉลี่ยประมาณ 10 เท่าของการใช้งานตามปกติของลูกค้าทั้งสองกลุ่ม ซึ่งบริษัทฯ เชื่อว่า เป็นการชดเชยที่ยุติธรรมและสมเหตุผล ทั้งนี้ สาเหตุที่บริษัทฯ จำเป็นต้องจำกัดเวลาสำหรับการใช้เวลาโทรฯ ฟรีดังกล่าว โดยเฉพาะสำหรับกลุ่มลูกค้าประเภทเติมเงิน นั้น ก็เนื่องด้วยลูกค้ากลุ่มดังกล่าว เป็นกลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่ของบริษัทฯ และบริษัทฯ ต้องการให้แน่ใจว่า การใช้เวลาโทรฯ ฟรี ของลูกค้ากลุ่มดังกล่าว จะไม่ก่อผลกระทบต่อการใช้งานโทรศัพท์ของลูกค้ากลุ่มอื่น ในช่วงเวลาการใช้บริการแออัด
· นอกจากนี้ มาตรการชดเชยของบริษัทฯ ยังได้คำนึงถึง กลุ่มลูกค้าที่ใช้ซิมการ์ดอินเทอร์เน็ตอีกด้วย ซึ่งลูกค้ากลุ่มนี้ จะได้รับการชดเชยในลักษณะที่ใกล้เคียงกันกับกลุ่มลูกค้าประเภทซิมการ์ดเพื่อการโทรฯ เข้าออก
· บริษัทฯ ต้องกราบขออภัยเป็นอย่างยิ่งสำหรับการโทรฯ ที่หนาแน่นในช่วงเช้าของวันที่ 29 สิงหาคม ศกนี้ สำหรับหมายเลขบริการลูกค้า ที่บริษัทฯ ขอให้ลูกค้า โทรฯ แจ้งความประสงค์เพื่อรับการชดเชย หมายเลขบริการลูกค้าดังกล่าวสามารถรองรับการใช้งานของลูกค้าได้วันละประมาณ 1.2 ล้านรายต่อวัน ซึ่งเราเชื่อว่า ภายในวันศุกร์ที่ 31 สิงหาคม ศกนี้ บริษัทฯ น่าจะสามารถรองรับความประสงค์ของลูกค้าผู้ได้รับผลกระทบได้อย่างครบถ้วน อย่างไรก็ดี บริษัทฯ จะยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อพิจารณาว่า จะมีความจำเป็นหรือไม่ที่จะยืดเวลาการโทรฯ เข้าให้กับลูกค้าออกไปอีก
· บริษัทฯ ใคร่ขอความกรุณาให้ลูกค้า โทรฯ เวลาใดก็ได้ตามแต่ที่ท่านสะดวก ระหว่างวันที่ 29 ถึง 31 สิงหาคม ศกนี้ โดยไม่มีความจำเป็นต้องรีบเร่งแต่อย่างใด พนักงานของบริษัทฯ พร้อมที่จะให้บริการแก่ท่านตลอด 24 ชั่วโมง บริษัทฯ เชื่อว่า เราน่าจะสามารถดูแลความต้องการของลูกค้าทุกท่านได้อย่างทั่วถึง
· สุดท้ายนี้ พวกเราที่ ขอกราบขออภัยลูกค้าผู้ได้รับผลกระทบ และความไม่สะดวกที่เกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง บริษัทฯ ต้องขอขอบคุณสำหรับอุปการคุณของทุกท่าน บริษัทฯ มีความเชื่อมั่นอย่างเต็มที่ต่อ คุณภาพของระบบเครือข่าย และบริการของบริษัทฯ รวมทั้งเชื่อมั่นในพนักงานทุกคนของบริษัทฯ ที่มุ่งมั่นในการให้บริการที่ดีที่สุดแก่ลูกค้าของเรา ทั้งนี้ สิ่งสำคัญที่สุดของบริษัทฯ คือการให้บริการที่ดีที่สุดแก่ลูกค้าของเรา ด้วยความหวังว่า ลูกค้าของเราในวันนี้ จะเป็นลูกค้าของเราตลอดไป

View :692

“ทรูสโตร์” ช้อปใหญ่ใกล้มือ คลิก http://store.truecorp.co.th ออนไลน์ที่เดียว ครบ คุ้ม ทันใจ วันเดียวได้

August 29th, 2012 No comments


กลุ่มทรู โดย นายกิตติณัฐ ทีคะวรรณ รองผู้อำนวยการ หัวหน้าสายงานการตลาดเชิงพาณิชย์และบริหารงานขาย บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น (ซ้าย) และ นายวรุตม์ ลีเรืองสกุล ผู้ช่วยผู้อำนวยการ Web Business บริษัท ทรู ดิจิตอล คอนเท้นท์ แอนด์ มีเดีย จำกัด (ขวา) เปิดตัว ช่องทางจำหน่ายสินค้า-บริการ รวมถึงแพ็กเกจต่างๆของกลุ่มทรู ผ่านhttp://store.truecorp.co.th สร้าประสบการณ์ใหม่ในการช้อปปิ้งอย่างสะใจ…ที่ครบสุดคุ้ม ชูจุดเด่นศูนย์รวมสมาร์ทโฟน และ Gadgetขนาดใหญ่ที่เปิด 7 วัน 24 ชั่วโมง ราคาพิเศษกว่าที่ซื้อในช้อป ไม่ต้องรอคิวประหยัดทั้งเวลาและค่าเดินทาง ด้วยแนวคิด “ทรูสโตร์…ช็อปทรูที่ใกล้ที่สุด คลิกที่เดียวครบ สั่งครั้งเดียวคุ้ม วันเดียวได้ของทันใจ” รับประกันสินค้าและการบริการหลังการขาย มั่นใจตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การช้อปปิ้งออนไลน์ของกลุ่มคนรุ่นใหม่ทั่วประเทศ เริ่มเปิดให้บริการในวันที่ 28 สิงหาคม พร้อมโปรโมชั่นช่วงเปิดตัวสั่งซื้อสินค้า-บริการ จัดส่งฟรีทั่วประเทศจนถึง 31 ธันวาคมนี้

ทรูสโตร์ มีผลิตภัณฑ์และบริการต่างๆ ของกลุ่มทรู อย่างครบถ้วน ประกอบด้วย
• Shopping: ศูนย์รวมสมาร์ทโฟน และ Gadget หลากหลายแบรนด์ อาทิ Apple, Samsung,
HTC, Blackberry โดยมีการรับประกันและบริการหลังการขายเสมือนซื้อสินค้าจากทรู
ช็อป
• Package/Plan: ศูนย์รวมแพ็กเกจและโปรโมชั่น สินค้าและบริการต่างๆในเครือทรู
ทั้งทรูออนไลน์ ทรูมูฟ เอช ทรูมูฟ โทรศัพท์บ้านทรู ทรูวิชั่นส์
• True Digital Store: ศูนย์รวมของดิจิตอลคอนเทนต์ ทั้งเพลง ภาพยนตร์ และรายการ
สุดฮิตจากทรูวิชั่นส์
• Application: รวมแอพพลิเคชันที่ทุกไลฟ์สไตล์ต้องโหลดใช้ ทั้ง H Music, H TV,
H Movie และอื่นๆอีกมากมาย

ทั้งนี้ กลุ่มทรู มั่นใจว่า ทรูสโตร์จะเป็นช้อปที่สามารถตอบสนองทุกไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ ที่ต้องการความสะดวกรวดเร็วในการสั่งซื้อสินค้าบริการ โดยการันตีความมั่นใจด้านความปลอดภัยต่อการสั่งซื้อสินค้าในรูปแบบออนไลน์ และการจัดส่งสินค้าให้ถึงมือได้ภายใน 1 วันเท่านั้น ซึ่งในการชำระค่าบริการ ลูกค้าสามารถเลือกชำระได้ทั้งผ่านบัตรเครดิต โอนเงินผ่านเอทีเอ็มทุกธนาคาร หรือเลือกผ่อน
ชำระด้วยโปรโมชั่นดอกเบี้ย 0% นาน 6 เดือน (เฉพาะธนาคารที่ร่วมรายการ) พร้อมมอบข้อเสนอพิเศษ ให้ลูกค้าที่สั่งซื้อสินค้าออนไลน์ผ่านทรูสโตร์ ได้แก่ SamsungNote 10.1 ราคา 21,900 บาท แถมฟรีฟิล์มกันรอยและ Memory Card 16GB ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 สิงหาคม 2555 (100 ท่านแรกเท่านั้น)

View :587

กระทรวงวิทย์ฯ ทุ่มกว่า 300 ล้าน ตั้งศูนย์ความเป็นเลิศด้านนาโนเทคโนโลยี หวังเป็นผู้นำด้านสินค้านาโนในอีก 10 ปีข้างหน้า

August 29th, 2012 No comments

29 สิงหาคม 2555 ณ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี : ดร.ปลอดประสพ สุรัสวดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วม มือการจัดตั้งและดำเนินงาน ศูนย์ร่วมวิจัยเครือข่ายพันธมิตรความเป็นเลิศด้านนาโน เทคโนโลยี และร่วมปาฐกถาเรื่อง“นโยบาย ของกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ในการผลักดันการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม” โดยพิธีลงนามดังกล่าว สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ()โดยศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ/นาโนเทค ได้ร่วมกับสถาบันการศึกษาชั้นนำทั้ง 8 มหาวิทยาลัย ประกอบด้วย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รพ.ศิริราช มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า เจ้าคุณทหารลาดกระบัง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และมหาวิทยาลัย เทคโนโลยีสุรนารี จัดตั้ง”โครงการศูนย์ ร่วมวิจัยเครือข่ายพันธมิตรความเป็นเลิศด้านนาโนเทคโนโลยี”เพื่อสนับสนุน กลุ่มวิจัยที่มีความเป็นเลิศเฉพาะทางในการทำวิจัยด้านนาโนเทคโนโลยี ที่มีหัวข้อวิจัยสอดคล้องกับแผนที่นำทางด้านเทคโนโลยี (Technology Road Map : TRM) หรือการวิจัยแบบมุ่งเป้าของศูนย์นาโนเทค โดยเป็นการสร้างกลุ่มวิจัยที่มีความเป็นเลิศเฉพาะทาง สามารถ นำไปต่อยอดใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ได้ ตลอดจนสามารถตอบสนองความต้องการของ ประเทศได้ในลักษณะ พันธมิตรระหว่างศูนย์แห่งชาติ และมหาวิทยาลัย เป็นโครงการในระยะเวลา 5 ปี งบประมาณขั้นต้นในเฟสแรก 300 ล้านบาท

ดร.ปลอดประสพฯ รมว.วท. กล่าวว่า “โครงการ จัดตั้งศูนย์ร่วมวิจัยเครือข่ายพันธมิตรความเป็นเลิศด้านนาโน เทคโนโลยี การดำเนินการครั้งนี้ถือว่าเป็นความร่วมมือครั้งสำคัญในการผนึก กำลังความร่วมมือของหน่วยงานที่ทำ งานด้านนาโนเทคโนโลยีชั้นนำของประเทศ ซึ่งทุกท่านคง ตระหนักดีว่า ปัจจุบันนาโนเทคโนโลยีเป็นเทคโนโลยีที่ทั่วโลกให้ความสำคัญสูง เป็นเทคโนโลยีที่มีบทบาทอย่างมากสำหรับภาคสังคมและภาคอุตสาหกรรม และเป็นปัจจัยสำคัญอย่าง หนึ่งที่ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม ประเทศไทยได้นำนาโนเทคโนโลยีมาใช้ประโยชน์ในการพัฒนาคุณภาพชีวิต หรือเพิ่มมูลค่าในผลิตภัณฑ์ต่างๆ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรม สิ่ง ทอ อาหารและการเกษตร เครื่องสำอาง และอุตสาหกรรมทางการแพทย์ พราะฉะนั้นความร่วมมือของ 9 หน่วยงานเพื่อการทำงานวิจัยและพัฒนา ถือเป็นก้าวสำคัญก้าวหนึ่งของงานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และเป็นแนวทางการพัฒนาการทำงานวิจัยและ พัฒนาที่ถูกต้อง และมีความสอดคล้องกับนโยบายการ พัฒนานาโนเทคโนโลยีของประเทศ ซึ่งในขณะนี้อยู่ในระหว่างการ เสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เพื่อใช้เป็นแนวทางให้กับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นการกำหนดกรอบการทำงานการวิจัยด้านนาโนเทคโนโลยีไปในทิศ ทางเดียวกัน และอีกทั้งให้เกิดความสอดคล้องของการดำเนิน งานตามแผนที่กำหนดไว้ ในอีก 10 ปีข้างหน้าอีกด้วย

ดังนั้น คาดหวังว่าโครงการนี้ นอกจากงานวิจัยและพัฒนาแล้ว ยังถือว่าเป็นจุดเริ่มของความร่วมมือของหน่วยงานภายใต้กระทรวงวิทยา ศาสตร์และเทคโนโลยีที่มีต่อภาคการศึกษา และยังจะมีโอกาสขยายผลความร่วมมือกับหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เป็นต้นว่า ภาคเอกชน,ภาคอุตสาหกรรม ฯลฯ อันจะทำให้เกิดความสำเร็จอย่างรวดเร็ว สามารถตอบโจทย์ของประเทศได้ในหลายมิติ และหวังว่าโครงการนี้ จะนำไปสู่การพัฒนานาโนเทคโนโลยีของชาติ สร้างสรรงานที่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมอย่างสูง นำมาพัฒนาและส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชน ให้มีความเจริญก้าวหน้าและเป็นที่ยอมรับของสังคมโลก”

ด้าน ดร.ทวีศักดิ์ กออนันตกูล ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวเสริมว่า “สวทช.โดยศูนย์นาโน เทคในฐานะหน่วยงานหลักในการพัฒนาด้านนาโนเทคโนโลยีจึงจัดทำโครงการ ศูนย์ร่วมวิจัยเครือข่ายพันธมิตรความเป็นเลิศด้านนาโนเทคโนโลยีร่วมกับสถาบันการ ศึกษา โดยไม่จำกัดว่าจะเป็นสถาบันภาครัฐหรือภาคเอกชน ที่มีศักยภาพในการผลิตผลงานและบุคลากรด้านนาโนเทคโนโลยีบน พื้นฐานของแผนที่นำทางการวิจัยและพัฒนานาโน เทคโนโลยีเพื่อนำประโยชน์มา สู่ประเทศไทย เล็งเห็นว่า ในแต่ละมหาวิทยาลัยมีบุคลากรที่มีความรู้ความชำนญในการดำเนินงานวิจัยที่ หลากหลาย การสนับสนุนให้เกิดการร่วมกลุ่มวิจัยเพื่อให้มีเป้าหมาย และทิศทางของงานวิจัยที่ตอบสนองความต้องการของภาคอุตสาหกรรม เป็นแนวทางที่เป็นประโยชน์ เสริมสร้างศักยภาพในการแข่งขันได้ของประเทศ

ซึ่งโครงการจัดตั้งศูนย์ร่วม วิจัยเครือข่ายพันธมิตรความเป็นเลิศด้านนาโนเทคโนโลยี ซึ่งสวทช.โดยศูนย์นาโนเทคร่วมดำเนินการกับศูนย์ความเป็นเลิศด้าน นาโนเทคโนโลยี ทั้ง 8 แห่ง โดยแบ่งออกเป็น 9 ด้าน ได้แก่ การวินิจฉัย และรักษามะเร็ง,ด้าน อาหารและการเกษตร,ด้านระบบนำส่งยา,ด้านวัสดุนาโนขั้นสูงสำหรับการผลิตและกักเก็บพลังงาน,ด้านวัสดุนาโนเพื่อสมบัติเฉพาะทางขั้นสูง,ด้านวัสดุและระบบอัจฉริยะ,ด้าน วัสดุนาโนไฮบริดสำหรับพลังงานทางเลือก,ด้าน นาโนเทคโลยีสีเขียว และด้านอุปกรณ์นาโนอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น ทั้งนี้กรอบความร่วมมือมีระยะเวลา 5 ปี ใช้งบประมาณทั้งหมดกว่า 300 ล้านบาท ซึ่งจะเป็นการส่งเสริมให้เกิดกลุ่มวิจัยขนาด ใหญ่ที่มีผลงานวิจัยพื้นฐานเพื่อต่อยอดองค์ความรู้ และผลงานวิจัยแบบปรับประยุกต์ที่ตอบสนองภาคการผลิตของประเทศ เพื่อให้เกิดประสิทธิผลและ ประสิทธิภาพสูงสุดทางงานวิจัยและพัฒนาต่อการพัฒนาศักยภาพและ ความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่อไป”

สวทช.เองซึ่งมีบทบาทสำคัญในการกำหนดเป้าหมายและมุ่ง มั่นพัฒนางานวิจัยให้เกิดการนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงทั้งในเชิง เศรษฐกิจและสังคม รวมถึงพัฒนางานวิจัยที่สามารถรับมือกับสภาพปัญหาได้ทันเหตุการณ์ ทั้ง ในแง่การคิดค้นสิ่งใหม่ๆไปล่วงหน้า และการสนับสนุนภาคเอกชนในด้านการบริการวิจัยให้เอกชน การรับจ้างทดสอบ หรือแม้กระทั่งการร่วมลงทุนตั้งบริษัทกับเอกชน เพื่อนำนวัตกรรมใหม่ๆออกสู่ตลาดอย่างรวดเร็ว และโดยอาศัยองค์ความรู้และงานวิจัย ต่างๆที่ สวทช.ได้ริเริ่มดำเนินการไว้ และการทำงานที่เชื่อมโยงกับหน่วยงานหลักๆ ในภาครัฐและเอกชนทั้งในและต่างประเทศ

View :794

แสนสิริ ชู “รีคอมเมิร์ซ” รุกตลาดปี 55 พัฒนา Social Network รูปแบบใหม่ เปิดตัวแคมเปญ ‘SaySwop’

August 29th, 2012 No comments

ตอบสนอง CRM Community แบบยั่งยืน ~ตอกย้ำภาพผู้นำดิจิตอล มาร์เก็ตติ้ง วงการอสังหาฯ ไทยอีกครั้ง~

แสนสิริตอกย้ำภาพผู้นำเทรนด์การตลาดดิจิตอล มาร์เก็ตติ้ง ในวงการอสังหาฯ ไทยอีกครั้ง รุกหน้านำกลยุทธ์ ‘Recommerce’
ซึ่งเป็นเทรนด์ทางการตลาดใหม่ปี 2012 ใช้พัฒนา Social Network Platform รูปแบบใหม่ เปิดตัวแคมเปญภายใต้ชื่อ ‘SaySwop’
เพื่อเปิดโอกาสให้ลูกบ้านได้แชร์แลกเปลี่ยนสิ่งของผ่านสังคมออนไลน์ เชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างลูกบ้านแสนสิริ
โดยนับเป็นครั้งแรกของวงการอสังหาริมทรัพย์ไทยที่นำกลยุทธ์ Recommerce มาใช้เพื่อตอบสนอง
Customer Relationship Management หรือ CRM Community แบบยั่งยืน

นายสมัชชา พรหมศิริ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดองค์กร บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า
ในฐานะองค์กรที่รุกการทำการตลาดด้านดิจิตอล มาร์เก็ตติ้งเต็มรูปแบบอย่างต่อเนื่องในช่วงตลอดระยะเวลา3 ปีที่ผ่านมา
ล่าสุดจากการที่บริษัทฯ ได้พัฒนาและกำหนดทิศทางการทำการตลาดผ่านโลกดิจิตอลอย่างสม่ำเสมอเพื่อตอบสนองต่อความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วของผู้บริโภคประกอบกับการที่บริษัทได้เล็งเห็นถึงพฤติกรรมใหม่ๆ ของผู้บริโภคในเรื่องการแลกเปลี่ยนอย่างชาญฉลาดรวมทั้งยังต้องการสร้างสังคมระหว่างครอบครัวของแสนสิริด้วยกันเองให้แข็งแรงและเชื่อมโยงถึงกันมากยิ่งขึ้น
บริษัทจึงได้เปิดตัวการสร้างสังคมแบบ ‘Recommerce’ (รีคอมเมิร์ซ) บนโลกออนไลน์ขึ้น เป็นเว็บไซต์ภายใต้ชื่อ ‘SAYSWOP’(www.sayswop.com) เพื่อให้ลูกบ้านในครอบครัวแสนสิริ สามารถแบ่งปันความสุขให้แก่กันและกันได้ โดยจะพร้อมเปิดตัวให้เข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์และลงทะเบียนเข้าร่วมแบ่งปันความสุขแบบไม่รู้จบได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปที่ www.sayswop.com

“Recommerce นับเป็นหนึ่งใน 12 เทรนด์การตลาดในปีนี้ที่ trendwatching.com จัดให้เป็นเทรนด์การตลาดที่น่าจับตามองในปี 2012 โดยแสนสิริได้พัฒนาแนวคิดจนเกิดเป็นเครือข่ายสังคมออนไลน์ ในชื่อ ‘SaySwop’ ขึ้น โดยมีจุดมุ่งหมายให้เกิดเป็นสังคมแห่งการแลกเปลี่ยนของกลุ่มลูกบ้านแสนสิริ

โดยผู้เข้าร่วมกิจกรรมต้องเป็นลูกบ้านของแสนสิริทั้งในโครงการเดียวกันและโครงการอื่นๆ ภายใต้ แสนสิริ แฟมิลี่ สำหรับการใช้งานจะมีรูปแบบที่ทันสมัยและมีฟังก์ชั่นการใช้งานง่าย โดยเฉพาะฟังก์ชั่นการค้นหาสิ่งของที่จะแลกเปลี่ยนสิ่งของระหว่างกัน โดยลูกบ้านสามารถค้นหาสิ่งของที่ต้องการแลกเปลี่ยนหรือแชร์ได้ตามความต้องการ เพียงแค่พิมพ์ชื่อสิ่งของที่ต้องการ ระบบก็จะทำการประมวลผลขึ้นมาอย่างรวดเร็วและแม่นยำ นอกจากนี้ลูกบ้านยังสามารถเลือกค้นหาตามหมวดหมู่ที่ได้แบ่งประเภทไว้แล้วอย่างชัดเจน อาทิ ของสะสม อุปกรณ์ทางด้านเทคโนโลยี สิ่งของเครื่องใช้ภายในบ้าน เสื้อผ้า หนังสือ คูปอง/บัตรกำนัลฯลฯ เป็นต้นรวมทั้งตกลงแลกเปลี่ยนภายใต้ความพึงพอใจระหว่างกันในที่สุด นอกจากนั้นลูกบ้านยังสามารถพูดคุยหรือทำการนัดหมาย เพื่อแลกเปลี่ยนสิ่งของระหว่างกันโดยใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ “SaySwop” เป็นสื่อกลางได้อีกด้วย โดยบริษัทมั่นใจว่า การเปิดตัวกิจกรรม SaySwop

ในปีนี้จะเป็นเครื่องมือที่เป็นช่องทางที่ดีในการสร้าง Engagement หรือ Relationship ที่ดีต่อลูกค้าซึ่งจะส่งผลให้แสนสิริประสบความสำเร็จในการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของลูกบ้านหรือเข้าไปอยู่ในใจของผู้บริโภคในที่สุด” นายสมัชชา กล่าว

ด้านคุณภาวุธ พงษ์วิทยภานุ กรรมการผู้จัดการและผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ บริษัท TARAD.com กล่าวว่า การทำการตลาดในรูปแบบของ Recommerceเป็นเทรนด์ในการทำการตลาดรูปแบบใหม่ล่าสุดที่น่าสนใจ โดยนับเป็นการสร้างคุณค่าจากสิ่งของที่เคยซื้อไปแล้ว ให้กลับมามีประโยชน์สำหรับผู้บริโภคอีกไม่ว่าจะเป็น การ TRADE-IN เพื่อซื้อของใหม่กับแบรนด์ หรือ การแลกเปลี่ยนกันระหว่างผู้บริโภคด้วยกัน โดยสามารถสร้างประโยชน์ในเชิงเศรษฐศาสตร์(เงินในกระเป๋าที่เพิ่มขึ้น) หรือทางด้านสิ่งแวดล้อม (ลดการผลิต) รวมไปถึงทางด้านจิตใจ (แลกของที่อาจจะไม่ได้ใช้ไปให้ผู้ที่ต้องการ)“การทำการตลาดแบบรีคอมเมิร์ซ จะทำให้การซื้อขายมีรูปแบบที่เปลี่ยนแปลงไปในรูปแบบของการแลกเปลี่ยนผ่านความพึงพอใจโดยปัจจุบันรีคอมเมิร์ซ

ยังนับเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยในการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคที่ต้องการขยายประสบการณ์การใช้สินค้าหรือบริการให้มากขึ้นอีกด้วยซึ่งนับว่าแสนสิริเล็งเห็นถึงโอกาสดังกล่าวรวมทั้งคาดว่ากิจกรรมที่ดีในลักษณะนี้จะได้รับการตอบรับจากลูกบ้านของแสนสิริเป็นอย่างดีอย่างแน่นอน” นายภาวุธ กล่าวปิดท้าย

View :2279
Categories: Press/Release Tags: