Archive

Archive for December, 2010

สบท. แนะผู้บริโภคพรีเพด ตรวจสอบยอดเงินคงเหลือ เก็บหลักฐานการใช้บริการ หากประสบปัญหา ถูกตัดสัญญาญ ถูกยึดเงินค่าโทร ใช้อ้างอิงทวงเงินคืนได้

December 30th, 2010 No comments

จากกรณีที่ ออกมารณรงค์ให้ความรู้เกี่ยวกับสิทธิของผู้ใช้บริการโทรศัพท์ระบบเติมเงินกรณีประสบปัญหาจากการถูกตัดสัญญาณ ถูกยึดเงินค่าโทรศัพท์ให้ลุกขึ้นมาทวงเงินของตัวเองคืนได้  นายประวิทย์  ลี่สถาพรวงศา  ผู้อำนวยการสถาบันคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม () เปิดเผยเพิ่มเติมถึงวิธีการในการทวงเงินจากผู้ให้บริการว่า ผู้บริโภคควรมีข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับการใช้บริการโทรศัพท์ของตัวเอง เพื่อเป็นหลักฐาน เช่น การเก็บข้อความยอดเงินที่เติมครั้งล่าสุด และยอดวันที่เหลือ ซึ่งผู้ให้บริการจะส่งเป็นเอสเอ็มเอสให้เมื่อมีการเติมเงิน  ตรวจสอบยอดเงินคงเหลือจากการใช้บริการเป็นระยะ โดยจดบันทึกวันที่ตรวจสอบและยอดเงินที่เหลือไว้เพื่อเป็นหลักฐานว่า มีเงินเหลืออยู่ในระบบเท่าไหร่เมื่อถูกยึด รวมทั้งจดบันทึกวันที่ถูกตัดบริการและถูกยึดเงินไว้ด้วย

​ผอ.สบท. กล่าวต่อไปว่า จากนั้นหากประสบปัญหาให้ทวงถามไปยังเครือข่ายที่ใช้บริการ โดยใช้หลักฐานที่บันทึกไว้ พร้อมทั้งขอเลขร้องเรียนจากผู้ใช้บริการเพื่อสะดวกในการติดตามผล  อย่างไรก็ตามหากประสบปัญหาเมื่อทวงกับเครือข่ายไม่ได้ผล  ขอให้ร้องเรียนมาที่ สบท. ส่วนกรณีที่บริษัทรับเป็นเรื่องร้องเรียนแล้ว บริษัทมีหน้าที่ต้องแก้ไขให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน

​“  ขณะนี้การตรวจสอบยอดเงินผู้บริโภคจะได้รับข้อมูลที่เป็น pop up ไม่สามารถเก็บไว้ในเครื่องโทรศัพท์ได้ แต่สามารถจดบันทึกยอดเงินคงเหลือไว้ได้ เพื่อเป็นหลักฐานในการอ้างอิงเพื่อทวงเงินคืน” ผอ.สบท.กล่าว

​สำหรับการตรวจสอบยอดเงินคงเหลือของผู้ใช้บริการโทรศัพท์ระบบเติมเงิน แต่ละเครือข่ายจะมีเบอร์ที่ให้โทรตรวจสอบได้โดยไม่เสียค่าบริการคือ   วันทูคอล โทร *121# หรือ 900120 แฮปปี้โทร *1001 เป็นระบบเสียงตอบรับอัตโนมัติ ทรูมูฟโทร #123# เป็นระบบข้อความหรือ 9302 เป็นระบบเสียงตอบรับอัตโนมัติ โดยเบอร์หลังนี้กดครั้งแรกไม่คิดค่าบริการ ครั้งที่ 2 คิดค่าธรรมเนียมครั้งละ 1 บาท

View :854
Categories: Press/Release Tags:

อีเบย์ เผยสุดยอดสินค้าขายดีประจำปี 2553 iPhone4 สินค้าที่ระลึกฟุตบอลโลก 2011 และสายรัดข้อมือ Silly Bandz ชี้เทรนด์แฟชั่น และกระแสความนิยมครองใจนักช้อป

December 30th, 2010 No comments

อีเบย์ อิงค์ (NASDAQ : ) ผู้นำโมบาย คอมเมิร์ซ และตลาดออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก รายงานสินค้าที่มียอดขายสูงสุดประจำปี 2553 ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าสินค้าประเภทแฟชั่นและเทรนด์ยอดนิยมสามารถดึงดูดใจให้นักช้อปเทกระเป๋าซื้อได้สูงสุด  นอกจากนี้อีเบย์ ยังเผยผลการวิเคราะห์ยอดขายและการค้นหาข้อมูลของสินค้าประเภทต่างๆ ในตลาด บ่งชี้ว่าเหตุการณ์สำคัญต่างๆ  ในปีนี้ vkmb ฟุตบอลโลก 2010 ดันยอดขายและมูลค่าสินค้าธรรมดาๆ ขึ้นแท่นสินค้ายอดนิยม

มร. คาเรน บาร์ด สายาห์ ผู้เชี่ยวชาญด้านกระแสความนิยมของอีเบย์ (Trend Expert) กล่าวว่า “อีเบย์ เป็นตลาดออนไลน์ขนาดใหญ่ที่สุดในโลกมีสินค้าแปะขายมากกว่า 200 ล้านรายการต่อวัน และมีผู้ใช้บริการมากกว่า 93 ล้านคน ด้วยรูปแบบการซื้อขายสินค้าที่เป็นเอกลักษณ์ของเราที่เน้นจับกระแสความนิยมที่เกิดขึ้นในขณะนั้นๆ  ส่งผลให้มีการซื้อขายสินค้านับล้านชิ้นในแต่ละวัน โดยในแต่ละปีที่ผ่านไป เราเห็นว่าเทรนด์แฟชั่นสุดฮิต และกระแสความนิยมต่างๆ ที่เกิดขึ้นจะช่วยผลักดันยอดขายสินค้าออนไลน์ได้เป็นอย่างดี”  

ประเภทสินค้าที่มียอดการซื้อขายสูงสุด และได้รับความนิยมเป็นอย่างดีจากนักช้อปชาวอเมริกา ในปี 2553 ได้แก่
iPhone
ตุ๊กตาบาร์บี้
เสื้อแจ๊คเก็ตทหาร
รถของเล่นฮอตวีล (Hot Wheels)
iPad
ของที่ระลึกฟุตบอลโลก
สินค้าเกี่ยวกับวง The Beatles
สายรัดข้อมือ Silly Bandz
สินค้าเกี่ยวกับภาพยนต์เรื่อง Alice in Wonderland
สินค้าเกี่ยวกับทีมฟุตบอล แซนส์นิวออร์ลีนส์
สินค้าของ Marc Jacobs
สินค้าเกี่ยวกับนักบาสเกตบอล LeBron james

สินค้าที่ได้รับความนิยมสูงในสหรัฐอเมริกาปีนี้ ได้แก่
- ประเภท Gotta-have Gadgets:  ถึงแม้ในแต่ละปี Apple จะผลิตสินค้าใหม่ออกมาเพียง  2 ชนิด แต่ก็สามารถขึ้นแท่นสินค้ายอดนิยมประจำปี 2553 ได้อย่างง่ายดาย ทั้ง iPhone 4 (ยอดขายรวมสินค้าที่เกี่ยวข้องสูงถึง 1,634,674 ชิ้น) และ iPad (ยอดขายรวมสินค้าที่เกี่ยวข้องสูงถึง 621,399 ชิ้น) สินค้าของ Apple สามารถมัดใจคนทุกวงการทั้งพวกชอบเทคโนโลยี และชอบตามกระแสนิยม ส่งผลให้สินค้าจาก Apple เป็นที่ต้องการของทุกคนในปีนี้
- ประเภท Fans Span the Globe:  ฟุตบอลโลก 2010 เป็นที่คลั่งใคล้ของคนทั่วโลก ทำให้เกิดกระแสความนิยมในเครื่องดนตรีพื้นเมืองของชาวแอฟริกาใต้ที่ได้กลายเป็นสัญลักษณ์การแข่งขันในปีนี้ นั่นคือ วูวูเซล่าที่ผลิตจากพลาสติก (ยอดขายรวมสินค้าที่เกี่ยวข้องสูงถึง 265,268 ชิ้น) รวมถึงการแข่งขันโอลิมปิกที่แวนคูเวอร์ ทำให้สินค้าเกี่ยวกับกีฬามียอดขายรวมทั้งสิ้น 11,716 ชิ้น
- ประเภท Back to Basics ของเล่นยอดนิยมที่สุดในปีนี้เป็นของเล่นคลาสสิคยอดนิยมตลอดกาล ได้แก่ ตุ๊กตาบาร์บี้ มียอดขายรวมทั้งสิ้น 1,178,909 ชิ้น และของเล่นรถฮอตวีล ที่มียอดขายตามมาติดๆ 748,140 ชิ้น

สำหรับในเรื่องของแฟชั่น ในปีนี้นับว่ามีความหลากหลายมาก อีเบย์ ซึ่งเป็นแหล่งรวมของแฟชั่นจึงดึงดูดคนชอบแต่งตัว ชอบเกาะติดกระแสแฟชั่นเข้ามาค้นหาข้อมูล และซื้อสินค้าผ่านอีเบย์อย่างล้นหลาม มีให้เลือกครบทุกประเภทไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า รองเท้า เครื่องประดับ หลากหลายสไตล์ และแบรนด์ดังของดีไซเนอร์ต่างๆ มีสินค้าแปะขายมากกว่า 20 ล้านชิ้นต่อวัน ทั้งนี้ สินค้าที่ได้รับความนิยมสูงในหมู่แฟชั่นนิสต้าอเมริกัน ได้แก่ เสื้อแจ๊คเก็ตทหาร ลายสก๊อต เสื้อผ้าแนววินเทจ โรแมนติคย้อนยุคสมัย 1950s รวมถึงเสื้อผ้าขนสัตว์ปลอมและผ้าพิมพ์ลายเสือดาว เป็นต้น

รายการสินค้าเครื่องแต่งกาย ที่มียอดการขายสูงและได้รับความนิยมมากในสหรัฐอเมริกาในปีนี้ ได้แก่
เสื้อแจ๊คเก็ตทหาร
เครื่องแต่งกายลายสก๊อต
แฟชั่นเทรนด์ย้อนยุค ฟิฟตี้ส์ (1950s)
แฟชั่นสีนีออน (Neon)
สินค้าของ Marc Jacobs
เครื่องแต่งกายประดับขนนก
เครื่องแต่งกายประดับขนสัตว์ปลอม
สินค้ายี่ห้อ Tory Burch
รองเท้าบู๊ทระดับข้อเท้า
ผ้าพิมพ์ลายเสือดาว

รายการสินค้าแฟชั่นยอดนิยมในสหรัฐอเมริกาปีนี้ ได้แก่
- ประเภท A Salute to Fashion ได้แก่ เสื้อแจ๊คเก็ตทหาร ซึ่งนับได้ว่าเป็นหนึ่งในเทรนด์ที่มาแรงที่สุดของปีนี้ มียอดขายในอีเบย์รวมทั้งสิ้น 1,038,026 ชิ้น
- ประเภท Pretty In Plaid สินค้าเสื้อผ้ายอดนิยมลำดับสองในอีเบย์ คือ เสื้อผ้าลายสก๊อต ซึ่งเป็นเทรนด์แฟชั่นฤดูใบไม้ผลิของปีนี้ มียอดขายรวมสินค้าที่เกี่ยวข้อง 718,365 ชิ้น
- ประเภท Return of the Decades ความนิยมเสื้อผ้าย้อนยุคแนววินเทจ ตั้งแต่ยุค 30s, 50s, 80s และ 90s มาแรงเป็นอย่างมากในอีเบย์ โดยเสื้อผ้าแนวฟิฟตี้ส์ ได้รับความนิยมสูงสุดด้วยยอดขายรวมสินค้าที่เกี่ยวข้อง 626,264 ชิ้น ตามมาด้วยแนวเอทตี้ส์ มียอดขายรวมสินค้าที่เกี่ยวข้องจำนวนทั้งสิ้น 378,222 ชิ้น สำหรับแนวเทอร์ตี้ส์ มียอดขายรวมสินค้าที่เกี่ยวข้องทั้งสิ้น 321,103 ชิ้น รั้งท้ายด้วยแนวนายตี้ส์ มียอดขายรวมสินค้าที่เกี่ยวข้องทั้งสิ้น 299,785 ชิ้น นอกจากนี้ แฟชั่นสีนีออน
- ก็เป็นอีกหนึ่งเทรนด์ยอดนิยมปีนี้ มียอดขายรวมสินค้าที่เกี่ยวข้องทั้งสิ้น 469,356 ชิ้น
- ประเภท The New Glam ได้แก่ เสื้อผ้าขนสัตว์ปลอม มียอดขายรวมสินค้าที่เกี่ยวข้องทั้งสิ้น 105,988 ชิ้น และเครื่องแต่งกายประดับขนนกซึ่งมียอดขายรวมสินค้าที่เกี่ยวข้องทั้งสิ้น 121,983 ชิ้น รวมไปถึงผ้าพิมพ์โดยเฉพาะลายเสือ มียอดขายรวมสินค้าที่เกี่ยวข้องทั้งสิ้น 80,120 ชิ้น ทั้งหมดนี้ เป็นเทรนด์เสื้อผ้ายอดนิยมของปี 2553
- ประเภท Fashion Icon Lives On นับตั้งแต่นักออกแบบเสื้อผ้าชื่อดัง Alexander McQueen  ได้เสียชีวิตไป ทำให้สินค้ายี่ห้อดังกล่าวได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก โดยมียอดขายรวมสินค้าที่เกี่ยวข้องทั้งสิ้น 20,070 ชิ้น  นอกจากนี้ แฟชั่นไอคอนของยุคนี้ คือ นักร้องสาวเลดี้กากา ก็ปลุกให้เหล่าแฟชั่นนิสต้าลุกขึ้นมาแต่งตัวตามสไตล์ของเลดี้กาก้าก มียอดขายรวมสินค้าที่เกี่ยวข้องทั้งสิ้น 96,470 ชิ้น

View :880
Categories: Press/Release Tags:

ทรูมูฟ ร่วมฉลองเทศกาลปีใหม่ 2554

December 30th, 2010 No comments

เสริมทัพเตรียมเครือข่ายพร้อมให้ลูกค้าส่งความสุขถึงกันทุกรูปแบบ
เลือกได้ทั้ง 3G*/Wi-Fi/EDGE/GPRS

ทรูมูฟ ส่งความสุขถึงลูกค้าชาวทรูมูฟต้อนรับปีกระต่าย 2554 พร้อมให้ลูกค้าส่งต่อความสุขและคำอวยพรถึงกันผ่านเครือข่ายคอนเวอร์เจนซ์ที่ใช้งานได้ทั้ง 3G*/Wi-Fi/EDGE/GPRS รองรับการใช้งานด้านเสียง การรับส่งข้อความ และบริการดาต้า อย่างเต็มประสิทธิภาพในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่

นายพิรุณ ไพรีพ่ายฤทธิ์ ผู้อำนวยการ สายงานบริการมัลติมีเดียและการตลาด บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า “ในช่วงเทศกาลปีใหม่นี้ ทรูมูฟเตรียมความพร้อมด้านเครือข่าย เพื่อรองรับปริมาณการใช้งานของลูกค้าอย่างเต็มที่ โดยคาดว่าในวันที่ 31 ธ.ค. 2553–1 ม.ค. 2554 ลูกค้าจะส่งเอสเอ็มเอสมากกว่า 30 ล้านข้อความ จากปกติที่ส่งเฉลี่ยวันละ 2 ล้านข้อความ ทั้งยังจัดรถสัญญาณเคลื่อนที่อำนวยความสะดวกในบริเวณพื้นที่จัดงานปีใหม่ ทั้งในกรุงเทพฯ และหัวเมืองใหญ่ ทั่วประเทศ รวมทั้งเตรียมทีมวิศวกร ดูแลเครือข่ายตลอดคืนส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ด้วย

นอกจากนี้ ในช่วงปีที่ผ่านมา มีจำนวนผู้ใช้งานดาต้าเพิ่มขึ้นกว่า 50% ซึ่งเป็นผลจากการเติบโตของตลาดสมาร์ทโฟน และการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านแอร์การ์ด ทำให้เกิดวิธีการส่งความสุขและอวยพรในรูปแบบใหม่ๆ ขึ้น ผ่านโซเซียล เน็ตเวิร์คกิ้ง แอพพลิเคชั่นบนอินเทอร์เน็ตและมือถือ โดยเฉพาะการส่งข้อความผ่านแชตแอพพลิเคชั่นที่สามารถส่งข้อความอวยพรหากลุ่มเพื่อนได้หลายๆ คนในเวลาเดียวกัน รวมถึงปัจจุบันมีแอพพลิเคชั่นที่สามารถส่งข้อความข้ามแพลตฟอร์มของสมาร์ทโฟนต่างๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็น ไอโฟน แบล็คเบอร์รี่ แอนดรอยด์ และอื่นๆ ซึ่งกำลังเป็นที่นิยม อาทิ Whatsapp รวมถึงบริการสังคมออนไลน์ต่างๆ เช่น เฟซบุ๊ค ก็มีฟังก์ชั่นการเปลี่ยนสถานะ การส่งข้อความถึงเพื่อนๆ จำนวนมากในครั้งเดียว หรือโพสต์การ์ดอวยพรแล้ว tag ส่งให้เพื่อนๆ เชื่อว่ายอดการใช้งานดาต้าในช่วงเทศกาลปีใหม่ จะเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 25-30 % ในช่วงเทศกาลปีใหม่นี้ ซึ่งลูกค้าสามารถส่งความสุขถึงกันผ่านเครือข่ายคอนเวอร์เจนซ์ 3G*/Wi-Fi/EDGE/GPRS ของทรูมูฟได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ”

* บริการ 3G (บนคลื่นความถี่ 850 MHz) เป็นส่วนหนึ่งในการปรับปรุงและพัฒนาโครงข่ายในบางพื้นที่ เพื่อให้บริการของทรูมูฟดีขึ้น

View :809
Categories: Press/Release Tags:

ก.ไอซีที ถ่ายทอดความรู้การประยุกต์ใช้ประโยชน์จากดาวเทียม SMMS

December 30th, 2010 No comments

นางจีราวรรณ บุญเพิ่ม ปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เปิด เผยถึงการส่งเสริมพัฒนากิจการอวกาศของประเทศ ว่า เพื่อเป็นการพัฒนาความร่วมมือระหว่างประเทศในการสร้างองค์ความรู้ และการประยุกต์ใช้ประโยชน์จากดาวเทียมอเนกประสงค์ขนาดเล็ก ( Small Multi-Mission Satellite Project and Related Activities : ) ด้วยการสนับสนุนให้หน่วยงานราชการสามารถเข้าถึงข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมความ ละเอียดสูงโดยไม่ต้องตั้งงบประมาณ รวมทั้งส่งเสริมและเผยแพร่ความรู้สู่ภาครัฐ รวมถึงภาคประชาชนให้มีความรู้ความเข้าใจ สามารถนำข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมไปประยุกต์ใช้งานในด้านต่างๆ ตลอดจนเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ร่วมภูมิใจในการพัฒนาทางด้านกิจการอวกาศของ ประเทศไทย กระทรวงฯ จึงได้ดำเนินโครงการประยุกต์ใช้ประโยชน์จากดาวเทียมอเนกประสงค์ขนาดเล็ก ( ) เพื่อ ใช้ประโยชน์จากดาวเทียมที่ประเทศไทยได้มีส่วนร่วมพัฒนา รวมทั้งส่งเสริมการประยุกต์ใช้ในกิจการต่างๆ ให้แพร่หลายมากขึ้น อย่างต่อเนื่องและเป็นรูปธรรม

การดำเนินโครงการประยุกต์ใช้ประโยชน์จากดาวเทียม SMMS นี้ จะมีการจัดทำซอฟต์แวร์ทางด้าน Remote Sensing เพื่อทำการประมวลผลข้อมูลภาพถ่าย ดาวเทียมในระดับ 2 ทั้งภาพถ่ายจากอุปกรณ์ CCD และภาพถ่ายอุปกรณ์ Hyperspectrum ให้เป็นผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่าอื่นๆ นอกจากนั้นยังมีการจัดทำฐานข้อมูล ( Spectrum library) จากภาพถ่ายของอุปกรณ์ Hyperspectrum เพื่อสนับสนุนให้หน่วยงานราชการสามารถเข้าถึงข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียม และสามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ โดยข้อมูลใน Spectrum library จะครอบคลุมพืชเศรษฐกิจที่สำคัญในประเทศไทยอย่างน้อย 5 ชนิด พร้อมกันนี้ยังมีการถ่ายทอดความรู้ การประยุกต์ใช้ประโยชน์จากดาวเทียม SMMS และ สนับสนุนให้หน่วยงานราชการสามารถเข้าถึงข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียม ตลอดจนสามารถนำข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมไปประยุกต์ใช้งานในด้านต่างๆ โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการนำภาพถ่ายดาวเทียมเหล่านั้นไปใช้งาน

“ในการถ่ายทอดความรู้ดังกล่าว กระทรวงฯ ได้จัดการอบรมสัมมนาโครงการประยุกต์ใช้ประโยชน์จากดาวเทียมอเนกประสงค์ขนาดเล็ก ( SMMS) ขึ้น โดยเชิญ อาจารย์ นักวิจัย และผู้เชี่ยวชาญด้านการประมวลผลข้อมูลดาวเทียมจากสถาบันการศึกษาและหน่วยงาน ภาครัฐจำนวน 100 คน เข้าร่วมการสัมมนาเพื่อติดตามความก้าวหน้าในการดำเนินงานของโครงการฯ พร้อมรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ ที่ เป็นประโยชน์ในการดำเนินงานขั้นต่อไปจากผู้เข้าร่วมสัมมนา นอกจากนี้ยังมีการอบรมความรู้เกี่ยวกับหลักการและการออกแบบซอฟต์แวร์ระบบ ประมวลผลข้อมูลดาวเทียม SMMS ทั้งรูปแบบ CCD/ HSI ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้งานในด้านต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงหลักการและแนวทางการจัดทำฐานข้อมูล ( Spectrum library) จากภาพถ่ายของอุปกรณ์ Hyperspectrum เพื่อสนับสนุนให้หน่วยงานราชการสามารถใช้ประโยชน์จากข้อมูลดังกล่าวอีกด้วย” นางจีราวรรณ กล่าว

นอกจากการอบรมสัมมนาการประยุกต์ใช้ประโยชน์จากดาวเทียม SMMS แล้ว กระทรวงฯ ยังได้จัดการสัมมนาการประยุกต์ใช้ข้อมูลดาวเทียมสำหรับการเฝ้าระวังและเตือน ภัยดินถล่ม ภายใต้ความร่วมมือองค์การความร่วมมือด้านอวกาศแห่งเอเชียแปซิฟิก ( APSCO) ให้กับอาจารย์ นักวิจัย และผู้เชี่ยวชาญด้านการประมวลผลข้อมูลดาวเทียมจากสถาบันการศึกษา และบุคลากรด้านการป้องกันและบรรเทา สาธารณภัยจากหน่วยงานภาครัฐ เพื่อให้มีการประยุกต์ใช้ภาพถ่ายดาวเทียมในการประเมินความเสี่ยงต่อการเกิด ภาวะดินถล่มในพื้นที่ เสี่ยง ภัยรวมถึงพัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยที่มีประสิทธิภาพ เนื่องจากดินถล่มเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วยากต่อการหลบหนีได้ ทัน และในประเทศไทยยังไม่มีอุปกรณ์ที่ใช้ในการเตือนภัยโดยตรง

“การ สัมมนาการประยุกต์ใช้ข้อมูลดาวเทียมสำหรับการเฝ้าระวังและเตือนภัยดินถล่ม นี้ กระทรวงฯ มุ่งหวังให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาได้รับทราบถึงโครงการแบ่งปันข้อมูลดาวเทียมภาย ใต้องค์การ APSCO และการจัดทำแบบจำลองทางคณิตศาสตร์การเกิดดินถล่มของพื้นที่เสี่ยงภัยใน ประเทศที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงได้ติดตามความก้าวหน้าในการวิจัย พัฒนาโครงการฯ พร้อมรับฟังความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ ที่เป็นประโยชน์ในการเสริมสร้างความร่วมมือ รวมทั้งการวิจัยต่อยอดจากผู้เข้าร่วมสัมมนา และกระทรวงฯ ยังมุ่งหวังที่จะให้เกิดเครือข่ายองค์ความรู้ในด้านการวิจัยและการพัฒนา กิจการอวกาศที่สามารถประยุกต์ใช้งานข้อมูลดาวเทียมในการพัฒนาระบบแจ้งการ เตือนภัยในอนาคตได้” นางจีราวรรณ กล่าว

View :791

ก.ไอซีที พร้อมเผยแพร่ระบบ e-Government Portal เพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ e-Services

December 30th, 2010 No comments

นางจีราวรรณ บุญเพิ่ม ปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เปิดเผยถึงความคืบหน้าการจัดทำ “ระบบเว็บไซต์กลางบริการอิเล็กทรอนิกส์ภาครัฐ ( ) ” ว่า รัฐบาลปัจจุบันได้ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการพัฒนา และการนำเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ( ICT) มาใช้ในภาครัฐ ( e-Government) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หน่วยงานภาครัฐที่ให้บริการประชาชนและภาคธุรกิจ ซึ่งจะต้องเร่งดำเนินการพัฒนาโดยนำ ICT มา ใช้เพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้เกิดความรวดเร็ว ถูกต้อง แม่นยำ ทันสมัย โปร่งใส และให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสารสนเทศ รวมทั้งการบริการภาครัฐอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม ขณะเดียวกันก็ให้สามารถนำ ICT มาใช้เพื่อการปฏิรูประบบบริหารองค์กรของรัฐให้ได้ตามเป้าประสงค์ คือ การบริการที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล

“กระทรวงไอซีที ได้กำหนดแผนทิศทาง หรือ Roadmap ในการพัฒนาระบบการบริการอิเล็กทรอนิกส์ภาครัฐ หรือ e-Services แบบ ก้าวกระโดดในระยะเวลา 5 ปีระหว่าง พ.ศ.2552 – 2557 และแผนดำเนินการพัฒนารัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ของประเทศไทยในอนาคต เพื่อให้สามารถบรรลุการพัฒนาไปสู่ online information & interactive transaction โดยสมบูรณ์ ซึ่งในปี 2553 ได้กำหนดเป้าหมายให้เป็น c-Government หรือ Connected Government ที่มีการเชื่อมโยงกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐในการให้บริการ e-Services

ซึ่งที่ผ่านมากระทรวงฯ ได้มีการพัฒนาโครงการ Common Platform และระบบเว็บไซต์กลางบริการอิเล็กทรอนิกส์ภาครัฐ หรือ e-Government Portal เพื่อเป็นโครงสร้างกลาง หรือ Government Gateway มาตั้งแต่ปี 2550 เพื่อรองรับการให้และรับบริการแบบ จุดเดียว หรือ One Stop Service ผ่านระบบ Single Window Entry ด้วย Single Sign On โดยในปี 2553 กระทรวงฯ ได้ร่วมมือกับ สำนักบริการเทคโนโลยีสารสนเทศภาครัฐ (สบทร.) ดำเนินการปรับปรุงประสิทธิภาพของระบบ e-Government Portal เพื่อให้ผู้เข้าใช้งานในระบบ e-Service เกิดความสะดวก รวดเร็ว มั่นใจได้ในด้านความปลอดภัย มีความน่าเชื่อถือ และมีประสิทธิภาพดียิ่งๆ ขึ้น” นางจีราวรรณ กล่าว

ดังนั้น เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์เผยแพร่ระบบ e-Government Portal ที่ ได้ปรับปรุงประสิทธิภาพใหม่แก่หน่วยงานภาครัฐ ให้มีการใช้งานอย่างแพร่หลายมากขึ้น กระทรวงฯ จึงได้กำหนดให้มีการจัดงานสัมมนาเรื่อง “ ระบบเว็บไซต์กลางบริการอิเล็กทรอนิกส์ภาครัฐ ( e-Government Portal)” ขึ้น เพื่อเผยแพร่ระบบ e-Government Portal ซึ่ง เป็นศูนย์รวมบริการอิเล็กทรอนิกส์ของภาครัฐสำหรับประชาชนที่สามารถค้นหาบริ การได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ณ จุดเดียว อีกทั้งยังเป็นการสร้างเครือข่ายในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ และตอบข้อซักถามของการรับบริการภาครัฐต่างๆ และรับฟังความคิดเห็นต่างๆ อันจะเป็นประโยชน์การผลักดันให้เกิดการใช้งานระบบ e-Government Portal ต่อไป

สำหรับการสัมมนาที่จัดขึ้นนี้จะมีการเผยแพร่ความรู้ในประเด็นต่างๆ อาทิ แนวทางการดำเนินการรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Government Roadmap ระบบเว็บไซต์กลางบริการอิเล็กทรอนิกส์ภาครัฐ สื่อสังคมออนไลน์ ( Facebook) กับหน่วยงานภาครัฐ และการเสวนาเรื่อง “e-Service Best Practices” เป็น ต้น ซึ่งจะทำให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาได้รับทราบถึงรูปแบบการบริการ รวมถึงข้อคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ในการผลักดันให้เกิดการใช้งานระบบเว็บไซต์ กลางบริการอิเล็กทรอนิกส์ภาครัฐ ( e-Government Portal)

View :696

ก.ไอซีที เปิดศูนย์การศึกษาอิเล็กทรอนิกส์ ส่งเสริมการเรียนรู้ด้าน ICT

December 30th, 2010 No comments

นางจีราวรรณ บุญเพิ่ม ปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เปิดเผยเกี่ยวกับการดำเนิน “โครงการพัฒนาศูนย์การศึกษาอิเล็กทรอนิกส์เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ด้าน ICT ” ว่า เพื่อเป็นการสนองตอบต่อแผนแม่บทเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ฉบับที่ 2) ของประเทศไทย และเพื่อเป็นการยกระดับความรู้ให้แก่ผู้ดูแลศูนย์การเรียนรู้ ICT ชุมชน ตลอดจนประชาชนในชุมชนต่างๆ ทั่วประเทศ กระทรวงฯ จึงได้จัดทำโครงการพัฒนาศูนย์การศึกษาอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ด้าน ICT ขึ้น เพื่อพัฒนาระบบการเรียนรู้ด้วยตนเองในรูปแบบ e-Learning ผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต โดยให้มีการพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนด้าน ICT ( Course Ware ) รวมทั้งมีการรวบรวมหลักสูตรด้าน ICT ของประเทศไทยและต่างประเทศ ตลอดจนสื่อมัลติมีเดียด้าน ICT ต่างๆ มาจัดเก็บไว้ภายในศูนย์ฯ ทั้งนี้ เพื่อให้เยาวชน บุคลากรทางการศึกษา และประชาชนทั่วไปได้ใช้ระบบศูนย์การศึกษาอิเล็กทรอนิกส์ฯ เป็นศูนย์กลางการศึกษาด้วยตนเองในการพัฒนาความรู้ ทักษะ หรือแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้าน ICT

“โครงการ พัฒนาศูนย์การศึกษาอิเล็กทรอนิกส์ฯ นี้ จัดทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาระบบการเรียนรู้อิเล็กทรอนิกส์ผ่าน ระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตสำหรับบุคลากรด้าน ICT ให้ได้ใช้ประโยชน์ในการศึกษาด้าน ICT รวมทั้งเพื่อลดช่องว่างการศึกษาด้าน ICT (Digital Divide) โดยใช้ศูนย์ฯ เป็นแหล่งการเรียนรู้ด้าน ICT ได้ด้วยตนเองในรูปแบบ e-Learning ตลอดจนเพื่อส่งเสริมและพัฒนาบุคลากรด้าน ICT ให้เกิดการเรียนรู้ด้วยตนเองและสามารถนำไปปรับใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ตนเองหรือส่วนรวมได้

โดยกระทรวงฯ ได้ตั้งเป้าหมายที่จะพัฒนาระบบศูนย์การศึกษาอิเล็กทรอนิกส์ฯ ด้วยเว็บท่าจำนวน 1 ระบบ คือ www.ictlearning.org เพื่อให้บริการประชาชนสำหรับการเรียนออนไลน์ตามอัธยาศัย โดยมีระบบจัดการเรียนรู้ Learning Management System: LMS สำหรับการเรียนการสอนผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตจำนวน 1 ระบบ เพื่อส่งเสริมและพัฒนาบุคลากรด้าน ICT ให้เกิดการเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง รวมทั้งจัดทำระบบสร้างสื่อมัลติมีเดีย จำนวน 1 ระบบ พร้อมกันนี้ยังมีหลักสูตรการเรียนการสอนด้าน ICT (Course Ware) สำหรับการเรียนในลักษณะ e-Learning อีกจำนวน 5 หลักสูตร แบ่งเป็น หลักสูตรขั้นต้น 3 หลักสูตร และหลักสูตรขั้นสูง 2 หลักสูตร จัดทำสื่อมัลติมีเดียส่งเสริมการเรียนรู้ด้าน ICT จำนวนไม่น้อยกว่า 10 เรื่อง” นางจีราวรรณ กล่าว

กระทรวงฯ มุ่งหวังว่าศูนย์การศึกษาอิเล็กทรอนิกส์ฯ นี้ จะช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ด้าน ICT แก่ ประชาชนตามอัธยาศัยตลอดชีวิต รวมถึงสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ ที่จะช่วยส่งเสริมและขยายโอกาสด้านการศึกษาทั้งในและนอกระบบให้สามารถเกิด การเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง ส่งผลให้เกิดการพัฒนาบุคลากรด้าน ICT ที่มีคุณภาพและปริมาณเพียงพอกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมด้าน ICT อันจะเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาประเทศต่อไป

View :659

แอลจี เปิดตัวแคมเปญสุดฮิป “ แอลจีพาก๊วนซ่าลั้ลลาที่เกาหลี ”

December 28th, 2010 No comments

ชวนคุณรวมก๊วนกะเพื่อนซี้สุดเลิฟ 10 คนตะลุยแดนเกาหลีฟรี พร้อมรับเงินช้อปแบบยกแก๊งค์ 1 แสนบาท

บริษัท แอลจี อีเลคทรอนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด ชวนคุณลุ้นเที่ยวเกาหลีฟรีทั้งก๊วนกับแคมเปญ “ แอลจีพาก๊วนซ่าลั้นลาที่เกาหลี ” ให้คุณสนุกกับเพื่อนซี้สุดเลิฟที่ประเทศเกาหลีแบบครบก๊วนรวม 10 คน พร้อมรับเงินสดไว้ช้อปมันส์ๆ อีก 100,000 บาท รวมทีมซ่าแล้วมาสมัครได้ทางเว็บไซต์ http://www.lg.com/th/lgledwall หรือเว็บไซต์บนมือถือ www.digitaltweetboard.com/mobile เปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้จนถึง 31 มกราคม 2554 เท่านั้น

แคมเปญ “ แอลจีพาก๊วนซ่าลั้นลาที่เกาหลี ” พาคุณบินลัดฟ้าสู่แดนกิมจิ ชม ช้อป ชิม เที่ยวฟรีๆ 5 วัน 3 คืน กับแอลจีและก๊วนเพื่อนซี้ของคุณจำนวน 10 คน (รวมผู้สมัคร) พร้อมเงินสดอีก 100,000 บาท โดยสามารถเข้าร่วมกิจกรรมง่าย ๆ ดังนี้

1. ผู้ที่สนใจสามารถเข้าร่วมกิจกรรมโดยโพสท์ข้อความมันส์ๆ กวนๆ ถึงเพื่อนร่วมก๊วนผ่านเว็บไซต์ http://www.lg.com/th/lgledwall หรือเว็บไซต์บนมือถือ www.digitaltweetboard.com/mobile ตั้งแต่วันนี้จนถึง 31 มกราคม 2554

2. เมื่อสิ้นสุดระยะเวลากิจกรรม ระบบจะทำการสุ่มผู้โชคดี 3 ท่านที่ผ่านเข้ารอบสุดท้าย (ประกาศรายชื่อผู้ผ่านเข้ารอบ ในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2554 ที่เว็บไซต์ของแคมเปญ

3. ใน รอบสุดท้าย ผู้โชคดีทั้ง 3 ท่านต้องเข้าร่วมปฏิบัติภารกิจการแข่งขัน เพื่อค้นหาผู้ชนะเพียงหนึ่งเดียว (ประกาศชื่อผู้ชนะ ในวันที่ 21 มีนาคม 2554 ที่เว็บไซต์ของแคมเปญ)

ทั้ง นี้ ผู้ชนะจะได้รับตั๋วเครื่องบินไป-กลับ กรุงเทพฯ-เกาหลี แพ็คเกจทัวร์ 5 วัน 3 คืน รวมค่าอาหาร และที่พัก จำนวน 1 รางวัล รางวัลละ 10 ที่นั่ง พร้อมเงินสด 100,000 บาท ผู้สนใจสามารถเข้าร่วม แคมเปญ “ แอลจีพาก๊วนซ่าลั้นลาที่เกาหลี ” ได้แล้วตั้งแต่วันนี้ถึง 31 มกราคม 2554 ที่เว็บไซต์ http://www.lg.com/th/lgledwall หรือเว็บไซต์บนมือถือ www.digitaltweetboard.com/mobile

View :589

ดีแทคเตรียมเครือข่ายพร้อมรับปีใหม่ให้ลูกค้าสบายใจส่งความสุขถึงกันตลอดเทศกาล

December 28th, 2010 No comments

ดีแทคเตรียมพร้อมเต็มที่รับการใช้งานสูงสุดในช่วงปีใหม่ เผยการลงทุนขยาย ที่ผ่านมาทำให้ดีแทคพร้อมรับทราฟฟิคได้เต็มประสิทธิภาพ คาดผล SMS- MMS อวยพรปีนี้ยังได้รับความนิยมสูงแต่อัตราเติบโตไม่มากเท่าปี ก่อน เมื่อเทียบกับยอดใช้งานดาต้าที่เพิ่มขึ้นกว่าปีก่อนๆ มาก เตรียมจัดส่งรถสัญญาณเคลื่อนที่เพิ่มช่องสัญญาณในพื้นที่เคาท์ดาวน์ทั่ว ประเทศ พร้อมรองรับลูกค้าใช้งานโทรทางไกลต่างประเทศด้ว

นายปกรณ์ พรรณเชษฐ์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายผลิตภัณฑ์ บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) กล่าวว่า เราคาดว่าในปีนี้บริการที่ใช้ในการอวยพรที่เป็นที่นิยมเพิ่มขึ้นสูงสุดคง เป็นการใช้งานผ่าน Social network เนื่องจากในปีที่ผ่านมาเรามีผู้ใช้สมาร์ทโฟนเพิ่มขึ้นจาก 1.9 ล้านรายในปีที่แล้วเพิ่มขึ้นเป็น 2.6 ล้านรายในปีนี้ และเป็นการใช้งานผ่าน Application ต่างๆ เช่น BlackBerry Messenger (BBM) หรือ WhatsApp เป็นต้น โดยการใช้งานผ่าน Social network และ Application นี้จะเป็นการใช้งาน data ที่มีความนิยมมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง คาดว่าน่าจะมีผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นกว่า 25 % จากการใช้งานในวันปกติที่มีผู้ใช้งานอยู่ประมาณวันละ 1 ล้านราย โดยเฉพาะการอวยพรผ่าน BBM ซึ่งคาดว่าจะมีปริมาณข้อมูลเพิ่มขึ้นกว่า 60% ส่งผลให้ภาพรวมของการใช้งาน data เพิ่มขึ้นตามกัน ในขณะที่การส่ง SMS และ MMS ยังจะเป็นที่นิยมสูงสุดอยู่ โดย SMS คาดว่าเพิ่มขึ้น 37% เป็น 68 ล้านข้อความ และ MMS สูงขึ้น 11% เป็น 1 ล้านข้อความ เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา

นายประเทศ ตันกุรานันท์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิศวกรรม บมจ. โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) กล่าวเสริมว่า ในปีนี้ดีแทคได้เตรียมความพร้อมในเรื่องของเน็ตเวิร์กทั้ง SMS/MMS/Data/Voice เพื่อรองรับความต้องการ โดยตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาเราได้มีการลงทุน 1 พันล้านบาทเพื่อขยาย data network ซึ่งจะทำให้เรามีความพร้อมรองรับปริมาณทราฟฟิค ( traffic ) ที่จะเกิดขึ้นได้

“ ทั้งนี้การจัดเตรียมขยาย capacity ของดีแทคยังรวมถึงการรองรับการโทรไปต่างประเทศในช่วงเทศกาล จัดทีมวิศวกรไว้คอยดูแลเน็ตเวิร์กในช่วงเวลาดังกล่าวเป็นพิเศษ รวมทั้งจัดส่งรถสัญญาณเคลื่อนที่ไปให้บริการตามแหล่งที่มีการใช้งานหนาแน่น ทั่วประเทศ เช่น จุดเคาท์ดาวน์ และสถานที่จัดงานปีใหม่ โดยมีการอัพเดทพื้นที่จากแหล่งข้อมูลที่เรามีอยู่ตลอดเวลา เรามั่นใจว่าลูกค้าของดีแทคจะได้รับความสะดวกในการติดต่อสื่อสารในช่วงส่ง ท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่นี้อย่างแน่นอน ” นายประเทศ กล่าวปิดท้าย .

View :665
Categories: Press/Release Tags: ,

ก.ไอซีที ร่วมประชุมพัฒนาความสามารถของทรัพยากรมนุษย์ด้าน ICT ที่เกาหลี

December 28th, 2010 No comments

นางจีราวรรณ บุญเพิ่ม ปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เปิดเผยถึงการประชุม on Human Capacity Development ว่า สหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ ( International Telecommunication Union : ITU) ได้จัดการประชุม on Human Capacity Development ขึ้น ณ เมืองปูซาน สาธารณรัฐเกาหลี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นเวทีในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์ ระหว่างผู้แทนจากประเทศต่างๆ เกี่ยวกับการพัฒนาความสามารถของทรัพยากรมนุษย์ด้าน ICT รวมทั้งเพื่อตอบสนองความท้าทายและโอกาสที่มาพร้อมกับความเจริญก้าวหน้าของเทคโนโลยีบรอดแบนด์ในยุคปัจจุบัน

“การประชุม ICT LEARN Global Forum เป็นการประชุมระดับโลกว่าด้วยการพัฒนาความสามารถของทรัพยากรมนุษย์ด้าน ICT ที่ จัดขึ้นสำหรับผู้แทนระดับสูงจากหน่วยงานภาครัฐที่รับผิดชอบการกำหนดนโยบาย และการกำกับดูแล ตลอดจนผู้บริหารหน่วยงานภาคเอกชนที่รับผิดชอบงานด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การประชุมฯ นี้จัดขึ้นโดย สหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ ( ITU) ร่วมกับ Korea Communications Commission (KCC) และได้รับการสนับสนุนจากเทศบาลเมืองปูซานกับรัฐบาลออสเตรเลีย ซึ่ง ITU ได้มีหนังสือเรียนเชิญรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารร่วมกล่าวสุนทรพจน์หลัก หรือ keynote address ในช่วงพิธีเปิดการประชุม รวมทั้งได้มีหนังสือแจ้งเชิญประเทศไทยแต่งตั้งผู้แทนเพื่อเข้าร่วมการประชุมดังกล่าวด้วย” นางจีราวรรณ กล่าว

สำหรับการประชุมฯ ครั้งนี้มีหัวข้อหลักของการประชุม คือ “Building Capabilities for a Broadband Economy” ส่วนหัวข้อสำคัญที่มีการหารือแลกเปลี่ยนในระหว่างการประชุมฯ ประกอบด้วย 1.การพัฒนาทักษะและความสามารถของบุคลากรเพื่อรองรับการ แพร่ขยายของการใช้เทคโนโลยีบรอดแบนด์ 2.แนวโน้มด้านการศึกษา พัฒนา และบทบาทของ ICT ในเรื่องดังกล่าว 3.การใช้งานเทคโนโลยี ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นใหม่เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ 4.การบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์เชิงยุทธศาสตร์ และแนวปฏิบัติในเรื่องเทคโนโลยี บรอดแบนด์ที่จะช่วยให้เกิดผลประโยชน์ทางธุรกิจสูงสุด 5.การเรียนรู้และการพัฒนาสำหรับบุคลากรที่รับผิดชอบงานด้านนโยบายและการ กำกับดูแล 6.การพัฒนาทางสังคมและการสร้างความสามารถในการใช้งาน ICT ให้กับประชาชน และ 7.การตอบสนองความต้องการของผู้จัดหลักสูตรการฝึกอบรมด้าน ICT ต่อความท้าทายที่เกิดขึ้นพร้อมกับความก้าวหน้าของเทคโนโลยีและการใช้งานบรอดแบนด์

ทั้ง นี้ ในช่วงพิธีเปิดการประชุมฯ ปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ได้เป็นผู้แทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงฯ ในการกล่าวสุนทรพจน์หลักต่อที่ประชุม โดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับการให้ความสำคัญต่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานสำคัญในการดำเนินการเพื่อให้บรรลุเป้าหมายของประเทศใน การส่งเสริมให้ประชาชนได้เข้าถึงและใช้ประโยชน์จาก ICT และเทคโนโลยีบรอดแบนด์อย่างเท่าเทียมและทั่วถึง ซึ่งจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมต่อไป

View :656

ก.ไอซีที เร่งผลักดันนโยบายบรอดแบนด์แห่งชาติสู่การปฏิบัติ หวังเพิ่มมูลค่าการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์

December 28th, 2010 No comments

นางจีราวรรณ บุญเพิ่ม ปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ในฐานะรองประธานกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ เปิดเผยว่า ภายหลังจากที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบนโยบายบรอดแบนด์แห่งชาติตามที่กระทรวงฯ เสนอเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2553ที่ผ่านมา ซึ่งในนโยบายบรอดแบนด์แห่งชาติได้มีการวางเป้าหมายที่เกี่ยวข้องกับภารกิจของคณะกรรมการธุรกรรม
ทางอิเล็กทรอนิกส์ คือ การเพิ่มสัดส่วนมูลค่าพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ต่อ GDP ขึ้นเป็นร้อยละ 10 ภายในปี 2558

ดังนั้น คณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ จึงได้มีการกำหนดแนวทางการดำเนินงานเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติของหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องไว้ 4 แนวทาง คือ 1.ส่งเสริมการพัฒนาผู้ประกอบการในธุรกิจทุกประเภทที่เกี่ยวข้องกับบรอดแบนด์ เช่น ผู้ประกอบการเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ผู้ผลิตอุปกรณ์โทรคมนาคม ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต ผู้ผลิตโปรแกรมประยุกต์ ผู้ผลิตเนื้อหา ผู้ประกอบกิจการกระจายเสียง ผู้ประกอบกิจการโทรทัศน์ ผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น 2.พัฒนายกระดับบุคลากรผู้เชี่ยวชาญความมั่นคงปลอดภัยของระบบสารสนเทศและโครง ข่ายทั้งด้านปริมาณและคุณภาพ 3.กำหนดมาตรการป้องกันผลกระทบเชิงลบและภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้ บริการบรอดแบนด์อย่างแพร่หลาย โดยการสร้างความเข้าใจแก่ทุกภาคส่วนเกี่ยวกับประโยชน์และผลกระทบเชิงลบที่อาจเกิดขึ้น รวมทั้งดำเนินมาตรการอย่างจริงจังในการป้องกันอาชญากรรมทางอินเทอร์เน็ต การละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล และการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา และ 4.สร้างความตระหนักและให้ความรู้แก่ผู้บริหารเทคโนโลยีสารสนเทศของหน่วยงาน ภาครัฐและภาคเอกชน โดยเฉพาะหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญๆ ของประเทศเกี่ยวกับนโยบายและแนวทางปฏิบัติในการรักษาความมั่นคงปลอดภัยด้านสารสนเทศ

“ใน การดำเนินงานตามแนวทางทั้ง 4 นั้น คณะกรรมการฯ ได้กำหนดภารกิจให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งกำลังจะจัดตั้งขึ้น คือ สำนักงานคณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สธอ.)และสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน)(สพธ.)
นำไปปฏิบัติ โดย สธอ.มีภารกิจในการจัดทำนโยบายสนับสนุนการใช้ประโยชน์จากบรอดแบนด์ในการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์
การติดตามประเมินผลการใช้ประโยชน์จากบรอดแบนด์ในการทำธุรกรรมทาง อิเล็กทรอนิกส์ของผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ตลอดจนการจัดทำคุณสมบัติผู้เชี่ยวชาญ และระบบขึ้นทะเบียนผู้ตรวจสอบอิสระด้านความมั่นคงปลอดภัยของระบบสารสนเทศ จัดทำมาตรการป้องกันผลกระทบเชิงลบและภัยคุกคามที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรม ทางอิเล็กทรอนิกส์ รวมทั้งให้ความรู้แก่ผู้บริหารเทคโนโลยีสารสนเทศ ( CIO )ของหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวกับแนวนโยบายและแนวปฏิบัติในการรักษาความมั่นคงปลอดภัยด้านสารสนเทศในเชิงบริหาร รวมถึงการติดตามและประเมินผล

ขณะ ที่ สพธ. มีภารกิจในการจัดกิจกรรมส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากบรอดแบนด์ในการทำธุรกรรม ทางอิเล็กทรอนิกส์ของผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ รวมทั้งจัดกิจกรรมพัฒนาบุคลากรเพื่อสร้างผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงปลอดภัย ของระบบสารสนเทศ และจัดกิจกรรมเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับประโยชน์และผลกระทบเชิง ลบด้านธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ที่อาจเกิดขึ้นให้แก่
ทุกภาคส่วน รวมถึงกิจกรรมเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการรักษาความมั่นคงปลอดภัยด้านสารสนเทศเชิงปฏิบัติการให้กับ
บุคลากรของหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนในเชิงปฏิบัติการด้วย” นางจีราวรรณฯ กล่าว

สำหรับ การจัดตั้ง สพธ. นั้น คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบให้จัดตั้งตามมติคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ ตามที่สำนักงาน ก.พ.ร. เสนอแล้วเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2553 โดย สพธ. จะทำหน้าที่พัฒนาและขับเคลื่อนธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ให้เห็นผลเป็น รูปธรรม ซึ่งบทบาทและภารกิจต่างๆ จะต้องสอดคล้องตามแผนและนโยบายของกระทรวงฯ และแผนระดับประเทศ ส่วน สธอ.นั้นเป็นส่วนราชการภายใต้สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการ สื่อสาร ที่ทำหน้าที่กำกับดูแลนโยบายและทิศทางการดำเนินงานด้านธุรกรรมทาง อิเล็กทรอนิกส์ของประเทศ ซึ่งทั้งสองหน่วยงานจะทำงานสอดประสานกันภายใต้คณะกรรมการธุรกรรมทาง อิเล็กทรอนิกส์ที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เป็นประธาน โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงฯ จะเป็นผู้พิจารณาตัดสินใจในระดับนโยบายและกำกับดูแลทั้งสองหน่วยงานดังกล่าว

View :707