Archive

Archive for June, 2011

เซ็นทรัล เอ็มบาสซี เปิดตัวเว็บไซต์ www.centralembassy.com

June 30th, 2011 No comments


สร้างความตื่นเต้นให้กับวงการรีเทลและเหล่านักช้อปกันไปพอหอมปากหอมคอ สำหรับการเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ของโครงการ เซ็นทรัล เอ็มบาสซี ศูนย์การค้าและโรงแรมระดับพรีเมี่ยม โปรเจ็คท์แห่งความภาคภูมิใจของกลุ่มบริษัทเซ็นทรัล รีเทลฯ  และเพื่อสร้างช่องทางในการให้ข่าวสาร ข้อมูล และความคืบหน้าเกี่ยวกับโครงการมูลค่ากว่าหมื่นล้าน เซ็นทรัล เอ็มบาสซี จึงจัดทำเว็บไซ้ต์ เพื่อให้เหล่าขาช็อปได้ลองสัมผัสประสบการณ์แห่งการช้อปปิ้งแบบใหม่ พhttp://itbiz.lekasina.com/wp-admin/media-upload.php?post_id=5356&type=image&TB_iframe=1ร้อมร่วมเค้าท์ดาวน์ก่อนการเปิดให้บริการจริงในปี 2013

ดีไซน์ที่เรียบหรูและทันสมัยของเว็บไซ้ต์สะท้อนถึงคอนเซ็ปต์ที่โดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์ของ เซ็นทรัล เอ็มบาสซี  นอกจากข้อมูลที่น่าสนใจต่างๆ เกี่ยวกับโครงการแล้ว  ยังมีภาพจำลองของโครงการจริงในหลายๆ มุม แต่ไฮไล้ท์เด็ดที่พลาดไม่ได้ คือวีดีโอพรีเซนเทชั่นความยาวกว่า 5 ¹Ò·Õ ·ÕèÇÒ´ ภาพขอบฟ้ากรุงเทพฯที่จะเปลี่ยนไปเมื่อ เซ็นทรัล เอ็มบาสซี เปิดให้บริการในปี 2013 ซึ่งเป็นรูปแบบของการนำเสนอที่แปลกใหม่ ด้วยการใช้คอมพิวเตอร์กราฟฟิคส์ระดับฮอลลีวู้ด

แฟนตัวยงที่ไม่อยากรออีก 2 ปีกว่าโครงการจะสร้างเสร็จสมบูรณ์ คลิกเข้าไปที่ www.centralembassy.com ä´é       à¾×è อติดตามความเคลื่อนไหวต่างๆ เกี่ยวกับโครงการเพื่อเรียกน้ำย่อยกันก่อนและเตรียมตัวสัมผัสประสบการณ์จริงเร็วๆ นี้

Central Embassy – The Infinite Connections

View :1870

โมบายล์แอพพลิเคชั่น … โอกาสของนักพัฒนาแอพพลิเคชั่นสัญชาติไทย

June 30th, 2011 No comments

บทความ โดย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย

ในยุคปัจจุบัน อุปกรณ์เคลื่อนที่อย่างโทรศัพท์เคลื่อนที่และแท็บเล็ต ได้เข้ามามีบทบาทต่อชีวิตประจำวันของผู้คนมากยิ่งขึ้น นอกเหนือจากการเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการติดต่อสื่อสารพื้นฐานแล้ว อุปกรณ์เคลื่อนที่ยังถูกใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างความบันเทิงไม่ว่าจะเป็นการฟังเพลง หรือเล่นเกมส์ และยังใช้เป็นอุปกรณ์ในการรับข้อมูลข่าวสารไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์ หรือนิตยสารออนไลน์ต่างๆ นอกเหนือจากนี้ ยังมีการประยุกต์ใช้เพื่อเสริมความสามารถในการทำธุรกิจ เช่น การใช้อุปกรณ์แท็บเล็ตเป็นอุปกรณ์ช่วยของพนักงานขายในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ให้แก่ลูกค้าอย่างน่าสนใจ โดยมีทั้งภาพเคลื่อนไหวและเสียง เป็นต้น ทั้งนี้ แอพพลิเคชั่นบนอุปกรณ์เคลื่อนที่ หรือโมบายล์แอพพลิเคชั่นนั้น มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างความหลากหลายของอรรถประโยชน์ต่างๆบนอุปกรณ์เคลื่อนที่ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้วิเคราะห์ถึงสภาพการณ์ และแนวโน้มตลาดโมบายล์แอพพลิเคชั่นในไทย รวมไปถึงโอกาสและข้อคิดสำหรับนักพัฒนาโมบายล์แอพพลิเคชั่นสัญชาติไทยในการเข้าสู่ธุรกิจการพัฒนาโมบายล์แอพพลิเคชั่น


    ตลาดโมบายล์แอพพลิเคชั่นไทย…มักถูกแจกจ่ายฟรี เพื่อวัตถุประสงค์ทางการตลาด

ตลาดโมบายล์แอพพลิเคชั่นของไทยในปัจจุบันนั้นยังคงอยู่ในช่วงเริ่มต้น ผู้บริโภคชาวไทยมักเลือกซื้อแอพพลิเคชั่นที่ถูกพัฒนาในต่างประเทศเป็นหลัก แอพพลิเคชั่นสัญชาติไทยเองนั้นยังคงมีอยู่จำนวนน้อย โดยจากการรวบรวมของศูนย์วิจัยกสิกรไทย พบว่า จำนวนแอพพลิเคชั่นสัญชาติไทยรวมทุกแพลตฟอร์มของอุปกรณ์เคลื่อนที่ ณ สิ้นเดือนพฤษภาคมมีอยู่ประมาณ 871 แอพพลิเคชั่น   เมื่อเทียบกับจำนวนโมบายล์แอพพลิเคชั่นทั้งหมดทั่วโลกซึ่งอยู่ราว 743,640 แอพพลิเคชั่น

โมบายล์แอพพลิเคชั่นสัญชาติไทยในปัจจุบันนั้น มักถูกพัฒนาโดยองค์กรต่างๆทั้งของรัฐและเอกชนเพื่อเป็นช่องทางเผยแพร่ข้อมูลและให้บริการต่างๆ แอพพลิเคชั่นต่างๆเหล่านี้มักถูกแจกจ่ายฟรี หรือจำหน่ายในราคาที่ต่ำ เพื่อสร้างฐานผู้ใช้งานให้กว้างขวาง โดยปัจจุบันมีสัดส่วนแอพพลิเคชั่นแบบฟรีรวมทุกแพลตฟอร์มราวร้อยละ 43.6 และแบบที่ต้องชำระเงินราวร้อยละ 56.4 โดยแอพพลิเคชั่นที่ขายในระดับราคา 0.99 ดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเป็นระดับราคาเริ่มต้น จะมีอยู่ราวร้อยละ 18.8 ของแอพพลิเคชั่นสัญชาติไทยทั้งหมด

ปัจจุบัน โมบายล์แอพพลิเคชั่นสัญชาติไทยมักถูกพัฒนาขึ้นสำหรับตลาดผู้บริโภค และเพื่อส่งเสริมธุรกิจหรือบริการหลักที่องค์กรรัฐหรือเอกชนนั้นดำเนินการอยู่ โดยสามารถแบ่งได้เป็น 4 วัตถุประสงค์หลัก ดังนี้

1)    เพื่อเผยแพร่ข้อมูลต่างๆ แอพพลิเคชั่นประเภทนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นแหล่งรวบรวมข้อมูลต่างๆ เพื่อให้ผู้บริโภคค้นหาหรืออ้างอิง เช่น แอพพลิเคชั่นของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ที่รวบรวมข้อมูลต่างๆเกี่ยวกับการท่องเที่ยวในไทย หรือแอพพลิเคชั่นของผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ ที่ผู้บริโภคสามารถค้นหาข้อมูลโครงการบ้านต่างๆของบริษัทได้ เป็นต้น

2)    เพื่อใช้เป็นช่องทางจัดจำหน่ายคอนเทนต์ แอพพลิเคชั่นประเภทนี้มักจะอนุญาตให้ผู้บริโภคสามารถใช้งานแอพพลิเคชั่นได้ฟรี แต่ต้องซื้อเนื้อหารายฉบับ หรือสมัครสมาชิกรายเดือน เช่น แอพพลิเคชั่นหนังสือพิมพ์ หรือนิตยสารออนไลน์ปกต่างๆ เป็นต้น

3)    เพื่อใช้เป็นช่องทางในการให้บริการต่างๆ แอพพลิเคชั่นประเภทนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้เป็นช่องทางในการให้บริการออนไลน์ต่างๆ เพื่อความสะดวกของผู้บริโภค เช่น การจองตั๋วชมภาพยนตร์ การซื้อ-ขายหุ้น การทำธุรกรรมธนาคารออนไลน์ เป็นต้น

4)    เพื่อจำหน่ายเป็นแอพพลิเคชั่นอรรถประโยชน์ต่างๆ ซึ่งบางส่วนอาจอนุญาตให้ผู้บริโภคใช้งานได้ฟรี แต่จะถูกจำกัดฟังก์ชั่นการทำงานที่สามารถใช้งานได้ โดยผู้บริโภคสามารถชำระเงินเพื่อใช้งานแอพพลิเคชั่นฉบับเต็มที่มีความสามารถที่สูงกว่า เช่น แอพพลิเคชั่นแปลภาษา ซึ่งในฉบับทดลองใช้ อาจใช้แปลภาษาไทยไปเป็นภาษาอังกฤษได้ แต่ถ้าต้องการใช้งานฟังก์ชั่นแปลภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย ก็ต้องชำระเงินเพื่อสามารถใช้งานฉบับเต็มได้ เป็นต้น

    ตลาดโมบายล์แอพพลิเคชั่นปี ’54 หลากหลายปัจจัยหนุนการขยายตัว

แม้ว่าตลาดโมบายล์แอพพลิเคชั่นไทยยังคงมีขนาดเล็กและอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่ก็ยังคงมีปัจจัยสนับสนุนหลายประการที่จะมีส่วนผลักดันให้ตลาดโมบายล์แอพพลิเคชั่นในปี 2554 มีการขยายตัวอย่างก้าวกระโดด รวมไปถึงการหนุนให้นักพัฒนาหันมาให้ความสำคัญต่อตลาดนี้มากยิ่งขึ้น ดังนี้

•    การขยายตัวของตลาดสมาร์ทโฟน จากคุณสมบัติอันโดดเด่นของสมาร์ทโฟนในเรื่องของการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต และสามารถลงแอพพลิเคชั่นต่างๆได้ จนมีการกล่าวกันว่าสมาร์ทโฟน คือ คอมพิวเตอร์ขนาดย่อส่วน ที่ผู้บริโภคสามารถพกพาไปไหนมาไหนได้ จึงทำให้เกิดความยืดหยุ่นสูงในการพัฒนาแอพพลิเคชั่นเพื่อสร้างบริการใหม่ๆ ในการตอบสนองรูปแบบการใช้ชีวิตของผู้บริโภคในยุคปัจจุบันได้ดี ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า ในปี 2554 ตลาดสมาร์ทโฟนจะมีอัตราการเติบโตราวร้อยละ 31.7 ถึง 38.8  โดยในปีนี้ผู้ประกอบการได้มีแผนที่จะเปิดตัวสินค้าสมาร์ทโฟนอีกหลายรุ่น เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าตั้งแต่ระดับล่างไปจนถึงระดับบน การขยายตัวของตลาดสมาร์ทโฟนดังกล่าว จะมีส่วนช่วยผลักดันการขยายตัวของฐานผู้บริโภคบนตลาดโมบายล์แอพพลิเคชั่นมากขึ้น

•    การขยายตัวของตลาดแท็บเล็ต ถึงแม้ว่าฟังก์ชั่นการทำงานโดยทั่วไปของแท็บเล็ตจะมีความคล้ายคลึงกันกับสมาร์ทโฟน แต่ด้วยความเร็วในการประมวลผลข้อมูลที่สูงกว่า และขนาดของหน้าจอแสดงผลที่ใหญ่ขึ้น ประกอบกับความสามารถในการใช้งานแอพพลิเคชั่นที่ถูกพัฒนาสำหรับสมาร์ทโฟนได้ ทำให้ผู้บริโภคเริ่มให้ความสนใจในการใช้งานแท็บเล็ตในวงกว้างมากยิ่งขึ้น นอกเหนือจากการใช้งานส่วนบุคคลในลักษณะเดียวกับสมาร์ทโฟนแล้ว แท็บเล็ตยังถูกนำมาประยุกต์ใช้ในด้านธุรกิจ หรือแม้แต่ถูกประยุกต์ใช้ในวงการแพทย์ และการศึกษา ทั้งนี้ ในปี 2554 ผู้จัดจำหน่ายอุปกรณ์ไอซีทีในไทยได้มีการคาดการณ์กันว่ายอดจำหน่ายรวมของแท็บเล็ตในไทยจะมีราว 2 ถึง 3 แสนเครื่อง

•    การเปิดให้บริการ 3G เชิงพาณิชย์ จากการที่ผู้ประกอบการโทรศัพท์เคลื่อนที่บางรายมีแผนที่จะทยอยเปิดให้บริการ 3G เชิงพาณิชย์ได้ในช่วงครึ่งหลังของปี 2554 นั้น นับเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าธุรกิจบริการโทรคมนาคมสู่ยุคการสื่อสารข้อมูลความเร็วสูง และคาดว่าจะส่งผลให้เกิดการพัฒนาบริการและแอพพลิเคชั่นใหม่ๆที่ต้องอาศัยการสื่อสารความเร็วสูง ไม่ว่าจะเป็นการชมภาพยนตร์ออนไลน์ หรือแม้แต่การเพิ่มอรรถรสในการเล่นเกมออนไลน์บนอุปกรณ์พกพามากยิ่งขึ้น

•    ราคาจำหน่ายที่ถูก โมบายล์แอพพลิเคชั่นที่จำหน่ายผ่านร้านแอพพลิเคชั่นออนไลน์จะมีทั้งแบบฟรีและแบบที่ต้องชำระเงิน โดยแอพพลิชั่นแบบฟรีในตลาดโลกมีสัดส่วนราวร้อยละ 36.2 ของแอพพลิเคชั่นรวมทุกแพลตฟอร์ม ในขณะที่แบบที่ต้องชำระเงินจะมีสัดส่วนราวร้อยละ 63.8 สำหรับแอพพลิเคชั่นแบบที่ต้องชำระเงินนั้นจะมีราคาเฉลี่ยรวมทุกแพลตฟอร์มอยู่ที่ 4.34 ดอลลาร์สหรัฐฯ และมีราคาเริ่มต้นที่ 0.99 ดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเป็นระดับราคาที่มีจำนวนแอพพลิเคชั่นราวร้อยละ 29.6 ของแอพพลิเคชั่นทั้งหมด สำหรับโมบายล์แอพพลิเคชั่นสัญชาติไทย ก็มีแนวโน้มเช่นเดียวกันดังกล่าวมาแล้วข้างต้น

•    ช่องทางการจัดจำหน่าย ที่เข้าถึงง่าย ใช้งานสะดวก โมบายล์แอพพลิเคชั่นจะถูกขายออนไลน์ผ่านช่องทางการจัดจำหน่ายที่เรียกว่า ร้านแอพพลิเคชั่นออนไลน์ (Online Application Store) โดยผู้บริโภคสามารถเข้าถึงได้ง่ายผ่านแอพพลิเคชั่นของร้านออนไลน์ดังกล่าวบนสมาร์ทโฟน หรือแท็บเล็ต ประกอบกับการจัดหมวดหมู่แอพพลิเคชั่นที่ง่ายแก่การค้นหา และระบบการชำระเงินที่สะดวกรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นการชำระเงินผ่านบัตรเครดิต หรือผ่านระบบการชำระเงินออนไลน์อย่างเพย์พาล

•    สร้างสรรค์ประสบการณ์การใช้งานที่ไม่เคยมีมาก่อนให้แก่ผู้บริโภค จากคุณลักษณะการใช้งานของอุปกรณ์เคลื่อนที่อย่างสมาร์ทโฟน และแท็บเล็ต เช่น ระบบสั่งงานแบบสัมผัส เป็นต้น ทำให้เกิดการพัฒนาแอพพลิเคชั่นที่ก่อให้เกิดประสบการณ์ในการใช้งานในรูปแบบใหม่ ซึ่งสะดวกและง่ายแก่การใช้งาน โดยผู้บริโภคไม่เคยประสบมาก่อนในการทำงานผ่านเว็บเบราว์เซอร์ ซึ่งเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการใช้งานอุปกรณ์เคลื่อนที่

จากปัจจัยต่างๆที่กล่าวมาข้างต้น จะมีส่วนช่วยผลักดันให้ฐานผู้ใช้งานโมบายล์แอพพลิเคชั่นในไทยมีการขยายตัวมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้เกิดการพัฒนาโมบายล์แอพพลิเคชั่นสำหรับองค์กรรัฐหรือเอกชน เพื่อเป็นช่องทางการทำตลาดหรือส่งเสริมบริการของตนในตลาดผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น และอาจมีส่วนในการปฏิวัติรูปแบบการใช้ชีวิตของผู้บริโภค รวมไปถึงธุรกิจที่เกี่ยวข้อง เช่น การชอปปิ้งในห้างสรรพสินค้าเสมือนจริงบนโมบายล์แอพพลิเคชั่น ซึ่งสามารถกระทำได้ทุกที่ทุกเวลา เป็นต้น

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า ในปี 2554 ตลาดพัฒนาโมบายล์แอพพลิเคชั่นในไทยจะมีการขยายตัวสูงขึ้น โดยมีจำนวนแอพพลิเคชั่นสัญชาติไทยรวมทุกแพลตฟอร์มในตลาดผู้บริโภคเพิ่มขึ้นสู่ระดับประมาณ 1,300 แอพพลิเคชั่น จากสิ้นปี 2553 ที่มีอยู่ราว 530 แอพพลิเคชั่น เพิ่มขึ้นร้อยละ 147.2 ทั้งนี้ เมื่อคิดเป็นมูลค่าของธุรกิจพัฒนาโมบายล์แอพพลิเคชั่นสำหรับด้านต้นทุนการพัฒนาในปี 2554 จะอยู่ที่ราว 495 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 86.8 จากปี 2553 ซึ่งอยู่ที่ราว 265 ล้านบาท

นอกเหนือจาก โอกาสของนักพัฒนาโมบายล์แอพพลิเคชั่นสัญชาติไทยในตลาดผู้บริโภคแล้ว  ตลาดองค์กร ก็เป็นอีกตลาดที่น่าสนใจในอนาคตเช่นกัน เนื่องจาก ตลาดองค์กรเป็นตลาดที่ใหญ่และมีเม็ดเงินในการลงทุนที่สูง โดยในปี 2553 ตลาดองค์กรสำหรับธุรกิจพัฒนาซอฟต์แวร์ระบบ (System Software) นั้นมีมูลค่าถึงร้อยละ 74.8 ของตลาดซอฟต์แวร์ทั้งหมดในไทย คิดเป็นมูลค่าถึง 54,165 ล้านบาท

สำหรับการพัฒนาโมบายล์แอพพลิเคชั่นสำหรับตลาดองค์กรขนาดใหญ่ ซึ่งต้องการระบบการทำงานที่มีความพร้อมในการใช้งานได้อย่างต่อเนื่อง (Availability) และความน่าเชื่อถือของระบบ (Reliability) ที่สูง ทำให้การพัฒนาโมบายล์แอพพลิเคชั่นในช่วงแรก น่าจะยังคงเป็นเพียงส่วนเสริมประสิทธิภาพการทำงานให้แก่ซอฟต์แวร์ระบบที่มีอยู่ก่อนหน้า โดยโมบายล์แอพพลิเคชั่นจะทำหน้าที่รับข้อมูลและส่งไปประมวลผลที่ซอฟต์แวร์ระบบ หรือดึงข้อมูลที่เก็บไว้ที่ซอฟต์แวร์ระบบมาแสดงผลให้แก่ผู้ใช้งาน เช่น การพัฒนาโมบายล์แอพพลิเคชั่นเพื่อเชื่อมต่อเข้าสู่ระบบบริหารสินค้าคงคลังในห้างสรรพสินค้า ซึ่งพนักงานสามารถเรียกดูว่าสินค้าที่ลูกค้ากำลังสอบถามนั้น มีอยู่หรือไม่และจัดวางอยู่ที่ชั้นวางบริเวณใดผ่านอุปกรณ์เคลื่อนที่ เป็นต้น

ขณะที่การพัฒนาโมบายล์แอพพลิเคชั่นสำหรับตลาดองค์กรขนาดเล็ก ซึ่งมีระบบการทำงานที่ไม่ซับซ้อน และจำนวนผู้ใช้งานระบบที่ไม่มากนัก ทำให้โมบายล์แอพพลิเคชั่นอาจเป็นทางเลือกที่น่าสนใจในการใช้งานแทนระบบซอฟแวร์เดิมบนคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ เนื่องจาก ความคล่องตัวของอุปกรณ์เคลื่อนที่ที่มากกว่า ซึ่งอาจช่วยเสริมประสิทธิภาพการทำงานขององค์กรขนาดเล็กได้ เช่น ระบบบัญชีบนโมบายล์แอพพลิเคชั่น ซึ่งเพิ่มความสะดวกให้ผู้บริหารสามารถเรียกดูรายงานสรุปการดำเนินธุรกิจจากที่ใดก็ได้ เป็นต้น

    ข้อคิดสำหรับผู้ประกอบการในการพัฒนาโมบายล์แอพพลิเคชั่น

ถึงแม้ว่าตลาดโมบายล์แอพพลิเคชั่นจะมีแนวโน้มขยายตัวได้ดีในปี 2554 แต่นักพัฒนาโมบายล์แอพพลิเคชั่นก็ยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายและข้อจำกัดต่างๆที่อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจในตลาดนี้ได้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้รวบรวมข้อคิดสำหรับผู้ประกอบการพัฒนาโมบายล์แอพพลิเคชั่น ดังนี้

•    พัฒนาแอพพลิเคชั่นในหลากหลายแพลตฟอร์ม และสามารถทำตลาดได้ทั้งในและต่างประเทศ จากการที่โมบายล์แอพพลิเคชั่นถูกขายผ่านทางร้านแอพพลิเคชั่นออนไลน์ ซึ่งมักถูกเก็บส่วนแบ่งรายได้ราวร้อยละ 30 ของยอดขาย ประกอบกับราคาของแอพพลิเคชั่นมักถูกตั้งในราคาไม่กี่ดอลลาร์สหรัฐฯ ทำให้รายได้ต่อการขายหนึ่งครั้งค่อนข้างต่ำ จึงมีความจำเป็นที่ต้องขายในปริมาณมาก ดังนั้น ผู้ประกอบการที่อิงรายได้หลักจากยอดแอพพลิเคชั่นที่ขายได้ ควรพิจารณาพัฒนาแอพพลิเคชั่นบนหลากหลายแพลตฟอร์มของอุปกรณ์เคลื่อนที่ และออกแบบให้สามารถจับตลาดได้ทั้งในและต่างประเทศ โดยอาจพัฒนาให้มีทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ

•    สร้างความแตกต่างให้กับแอพพลิเคชั่นที่จะพัฒนา ตลาดโมบายล์แอพพลิเคชั่นมีการขยายตัวอย่างรวดเร็วทั่วโลก ทำให้มีผู้ประกอบการทั้งที่เป็นองค์กร รวมถึงนักพัฒนาอิสระหันมาพัฒนาโมบายล์แอพพลิเคชั่นมากยิ่งขึ้น ทำให้จำนวนแอพพลิเคชั่นมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีความหลากหลายให้เลือก ผู้ประกอบการควรมองหาช่องว่างทางการตลาดที่มีความต้องการเฉพาะสำหรับผู้บริโภคหรือธุรกิจไทย เพื่อออกแบบแอพพลิเคชั่นที่จะพัฒนาให้มีความแตกต่างและมีจุดเด่นที่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค หรือตอบโจทย์ความต้องการใช้งานเฉพาะด้านของธุรกิจ รวมถึงการสร้างความได้เปรียบเหนือจุดด้อยของแอพพลิเคชั่นคู่แข่ง

•    ปรับปรุงและพัฒนาแอพพลิเคชั่นอย่างต่อเนื่อง จากการแข่งขันที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วของตลาดการพัฒนาโมบายล์แอพพลิเคชั่น ทำให้แอพพลิเคชั่นที่เคยได้รับความนิยม อาจจะเสื่อมความนิยมลงอย่างรวดเร็ว หรือแม้แต่ถูกลอกเลียนแนวคิดและมีการออกแอพพลิเคชั่นที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันออกมา นักพัฒนาต้องหมั่นสำรวจตลาดและวางแผนในการปรับปรุงและพัฒนาแอพพลิเคชั่นอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างคุณค่าใหม่ๆให้แก่แอพพลิเคชั่นในการรักษาและขยายฐานลูกค้าของตน

•    ร่วมมือกับสถานศึกษาในการผลิตนักพัฒนาโมบายล์แอพพลิเคชั่น เนื่องจาก ธุรกิจการพัฒนาโมบายล์แอพพลิเคชั่นของไทยนั้นยังคงอยู่ในช่วงเริ่มต้น จึงยังคงมีปัญหาการขาดแคลนบุคคลากรที่มีความรู้และความชำนาญเฉพาะในการพัฒนาโมบายล์แอพพลิเคชั่น ผู้ประกอบการอาจร่วมมือกับสถานศึกษาในการเปิดหลักสูตรการพัฒนาโมบายล์แอพพลิเคชั่น รับนักศึกษาฝึกงาน ตลอดจนเป็นที่ปรึกษาในการทำจุลนิพนธ์ของนักศึกษา เพื่อเตรียมความพร้อมของบุคคลากรให้ตรงกับความต้องการของตลาด และสามารถเริ่มต้นการทำงานได้เร็วหลังจากจบการศึกษา

บทสรุป
ตลาดโมบายล์แอพพลิเคชั่นในไทยยังคงอยู่ในช่วงเริ่มต้น โดยผู้บริโภคมักเลือกซื้อแอพพลิเคชั่นต่างประเทศเป็นหลัก อย่างไรก็ดี จากการขยายตัวอย่างรวดเร็วของฐานผู้ใช้งานสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต ประกอบกับการทยอยเริ่มเปิดให้บริการ 3G เชิงพาณิชย์ รวมไปถึงการเข้ามาขององค์กรรัฐ และผู้ประกอบการเอกชน ในการผลักดันการพัฒนาโมบายล์แอพพลิเคชั่นใหม่ๆ เพื่อเป็นช่องทางส่งเสริมบริการหรือธุรกิจหลักของตน ทำให้ตลาดโมบายล์แอพพลิเคชั่นสัญชาติไทยมีแนวโน้มเติบโตที่ดี และเป็นโอกาสของนักพัฒนาไทย

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า ในปี 2554 จำนวนแอพพลิเคชั่นสัญชาติไทยรวมทุกแพลตฟอร์มในตลาดผู้บริโภคจะเพิ่มขึ้นสู่ระดับประมาณ 1,300 แอพพลิเคชั่น จากราว 530 แอพพลิเคชั่นในปี 2553 ทั้งนี้ เมื่อคิดเป็นมูลค่าของธุรกิจพัฒนาโมบายล์แอพพลิเคชั่นสำหรับด้านต้นทุนการพัฒนาในปี 2554 จะอยู่ที่ราว 495 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 86.8 จากปี 2553 ซึ่งอยู่ที่ราว 265 ล้านบาท

สำหรับแนวโน้มที่สำคัญในตลาดผู้บริโภคนั้น โมบายล์แอพพลิเคชั่นจะทำให้เกิดการปฏิวัติรูปแบบการใช้ชีวิตของผู้บริโภค และธุรกิจที่เกี่ยวข้อง เช่น การจับจ่ายซื้อของผ่านห้างสรรพสินค้าเสมือนจริงบนโมบายล์แอพพลิเคชั่น เป็นต้น หรือแม้แต่ในตลาดองค์กรและผู้ประกอบการขนาดเล็ก จะเกิดโมบายล์แอพพลิเคชั่นใหม่ๆที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพการทำงานให้คล่องตัวยิ่งขึ้น ตลาดโมบายล์แอพพลิเคชั่นต่างๆดังกล่าวเหล่านี้ ยังคงเป็นตลาดใหม่สำหรับเมืองไทย จึงเป็นช่องว่างทางการตลาด และโอกาสอันสำคัญสำหรับนักพัฒนาไทย ซึ่งมีความเข้าใจในความต้องการผู้บริโภคและองค์กรธุรกิจของไทยเป็นอย่างดี ในการเข้าช่วงชิงส่วนแบ่งตลาดธุรกิจซอฟต์แวร์จากนักพัฒนาต่างประเทศได้

อย่างไรก็ดี ผู้ประกอบการที่ประกอบธุรกิจพัฒนาโมบายล์แอพพลิเคชั่น จะยังคงต้องเผชิญความท้าทายและข้อจำกัดต่างๆในการดำเนินธุรกิจพัฒนาโมบายล์แอพพลิเคชั่น ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการขาดแคลนบุคคลากรที่มีความรู้ ความสามารถ หรือแม้แต่สภาพการแข่งขันที่โมบายล์แอพพลิเคชั่นส่วนใหญ่ถูกตั้งราคาไว้ต่ำ ประกอบกับการถูกร้านแอพพลิเคชั่นออนไลน์เก็บส่วนแบ่งรายได้ราวร้อยละ 30 ของยอดขาย และความท้าทายในการถูกลอกเลียนแนวคิดและมีแอพพลิเคชั่นที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันออกสู่ตลาด

Disclaimer:
“รายงานวิจัยฉบับนี้จัดทำเพื่อเผยแพร่ทั่วไป โดยจัดทำขึ้นจากแหล่งข้อมูลต่างๆ ที่น่าเชื่อถือ แต่บริษัทฯ มิอาจรับรองความถูกต้อง ความน่าเชื่อถือ หรือความสมบูรณ์เพื่อใช้ในทางการค้าหรือประโยชน์อื่นใด บริษัทฯ อาจมีการเปลี่ยนแปลงปรับปรุงข้อมูลได้ตลอดเวลาโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ทั้งนี้ผู้ใช้ข้อมูลต้องใช้ความระมัดระวังในการใช้ข้อมูลต่างๆ ด้วยวิจารณญาณของตนเองและรับผิดชอบในความเสี่ยงเองทั้งสิ้น บริษัทฯ จะไม่รับผิดต่อผู้ใช้หรือบุคคลใดในความเสียหายใดจากการใช้ข้อมูลดังกล่าว ข้อมูลในรายงานฉบับนี้จึงไม่ถือว่าเป็นการให้ความเห็นหรือคำแนะนำในการตัดสินใจทางธุรกิจ แต่อย่างใดทั้งสิ้น

 

View :1339

ธนชาตประกันภัยมอบคอมพิวเตอร์เพื่อน้องๆร.ร.บ้านปากลำปิล็อก

June 30th, 2011 No comments

นายพีระพัฒน์ เมฆสิงห์วี   กรรมการผู้จัดการบริษัทธนชาตประกันภัย จำกัด   พร้อมคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) และธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน)   นำอุปกรณ์และเครื่องคอมพิวเตอร์จำนวน 25 ชุด มอบให้กับนางอุไรวรรณ วิเศษสรรค์ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านปากลำปิล็อก ตำบลห้วยเขย่ง   อำเภอทองผาภูมิ   จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อให้ทางโรงเรียนซึ่งอยู่ในพื้นที่ห่างไกลได้มีสื่อการเรียนการสอนที่ทันสมัยสำหรับนักเรียน โดยโรงเรียนแห่งนี้เปิดสอนนักเรียนตั้งแต่ระดับอนุบาลถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวนรวม 158 คน สนับสนุนให้เด็กนักเรียนได้มีโอกาสพัฒนาความรู้ความสามารถด้านคอมพิวเตอร์ในทุกระดับชั้น

View :2409
Categories: ภาพข่าว Tags:

โคนิก้า มินอลต้า ญี่ปุ่น หนุน IFEC ดัน Bizhub C35 ลุยตลาดครึ่งปีหลัง

June 30th, 2011 No comments

ชูจุดเด่นลดต้นทุนด้านเอกสาร อัดแคมเปญ 0 % ผ่อน 48 เดือน ปั๊มยอดโต

ผู้แทนจำหน่ายเครื่องดิจิทัลมัลติฟังก์ชั่น ‘ ’ เผยบริษัทแม่ที่ญี่ปุ่น มองตลาดเครื่องดิจิทัลมัลติฟังก์ชั่นในไทยมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก พร้อมหนุน IFEC ลุยทำตลาดครึ่งปีหลัง ประเดิมเปิดตัวเครื่องสี อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีการพิมพ์ครบทุกฟังก์ชั่น ตอบสนองความต้องการลูกค้าองค์กรขนาดกลางและขนาดใหญ่ ลุยอัดแคมเปญดอกเบี้ย 0 % นาน 48 เดือน

นายดำริห์ เอมมาโนชญ์ กรรมการและรองประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท อินเตอร์ ฟาร์อีสท์ วิศวการ จำกัด (มหาชน) หรือ IFEC ผู้นำเข้าและเป็นตัวแทนจำหน่ายเครื่องดิจิทัลมัลติฟังก์ชั่น “โคนิก้า มินอลต้า” รายเดียวในประเทศไทย เปิดเผยว่า หลังจากที่ได้พบปะกับ นายทาดายูกิ ฟูนากูระ ผู้จัดการฝ่ายขายประจำภูมิภาคและตัวแทนจาก บริษัทโคนิก้า มินอลต้า บิสิเนส เทคโนโลยี ประเทศญี่ปุ่น ในโอกาสเดินทางมาประเทศไทยและหารือถึงแนวทางเพื่อขยายตลาดโคนิก้า  มินอลต้าในไทย เนื่องจากบริษัทแม่ที่ประเทศญี่ปุ่นมองว่า ไทยเป็นตลาดสำคัญที่มีโอกาสขยายตัวได้อีกมาก โดยมีปัจจัยหนุนจากเศรษฐกิจไทยมีอัตราการเติบโตที่ดี และองค์กรภาคธุรกิจขยายการลงทุนทางธุรกิจเพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลดีต่อตลาดเครื่องดิจิทัลมัลติฟังก์ชั่น ทำให้มีทิศทางการเติบโตที่ดี

ทั้งนี้ บริษัทฯ มีแผนทำตลาดเครื่องดิจิทัลมัลติฟังก์ชั่นครึ่งปีหลัง โดยเปิดตัวเครื่องดิจิทัลมัลติฟังก์ชั่นสี ขนาด A4 รุ่น Bizhub C35 ซึ่งสอดรับกับปัจจัยการเลือกซื้อ ที่องค์กรธุรกิจให้ความสำคัญกับฟังก์ชั่นการทำงานของเครื่อง ซึ่งช่วยประหยัดต้นทุนด้านการจัดการงานเอกสารและคุ้มค่าต่อการใช้งาน โดย Bizhub C35 มีฟังก์ชั่นการทำงานทั้งก็อปปี้ พริ้น สแกน และแฟ็กซ์ ด้วยความเร็ว 30 แผ่นต่อนาที รวมทั้งยังมีจุดเด่นด้านความประหยัดที่สามารถช่วยให้องค์กรธุรกิจขนาดกลางและขนาดใหญ่สามารถลดต้นทุนด้านการจัดการงานเอกสารได้สูงสุดถึง 30 %

“ การทำตลาดของเครื่องดิจิทัลมัลติฟังก์ชั่น โคนิก้า มินอลต้า จะเน้นให้เห็นถึงความคุ้มค่าเพื่อช่วยลดต้นทุนด้านการจัดการเอกสารภายในองค์กร ซึ่งเครื่อง Bizhub C35 ที่เป็นสินค้าใหม่ของบริษัทฯ จะเข้ามาช่วยให้องค์กรธุรกิจประหยัดต้นทุนการดำเนินงาน ด้วยราคาผงหมึกที่ถูกที่สุดในตลาด เมื่อเทียบกับเครื่องขนาดรุ่นเดียวกัน จึงมั่นใจว่า Bizhub C35 จะเป็นสินค้าที่เป็นหัวหอกของเราในครึ่งปีหลัง นอกจากนี้ บริษัทฯยังได้จัดรายการส่งเสริมการขายดอกเบี้ย 0 % นาน 48 เดือน เพื่อกระตุ้นการซื้อด้วยอีกด้วย ” นายดำริห์ กล่าว

กรรมการและรองประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายปฏิบัติการ IFEC กล่าวว่า บริษัทฯ มั่นใจว่าจากแผนดำเนินงานดังกล่าว จะทำให้เครื่องดิจิทัลมัลติฟังก์ชั่นสี โคนิก้า มินอลต้า รุ่น Bizhub C35 ได้รับการตอบรับจากลูกค้าองค์กรขนาดกลางและขนาดใหญ่ และช่วยผลักดันยอดขายเครื่องดิจิทัลมัลติฟังก์ชั่น โคนิก้า มินอลต้า เติบโตเพิ่มขึ้น

View :871

โนเกียเปิดตัว Nokia C2-00 โทรศัพท์มือถือ 2 ซิม

June 30th, 2011 No comments

โนเกียเปิดตัว โทรศัพท์ 2 ซิมรุ่นใหม่ล่าสุดที่ให้คุณสลับซิมได้อย่างง่ายดาย   มอบประสบการณ์การใช้งานมือถือ 2 ซิม โดยไม่ต้องปิด – เปิดเครื่องหรือถอด – ประกอบฝาแบตเตอรี่ให้ยุ่งยาก


มร. ชูมิท คาพูร์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท โนเกีย (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ Nokia C2-00 เป็นโทรศัพท์มือถือ 2 ซิมที่พร้อมใช้งานได้ทั้ง 2 ซิม นั่นหมายความว่า สายเรียกเข้าและข้อความต่างๆ สามารถส่งมายังทั้ง 2 หมายเลขได้ในขณะที่โทรศัพท์เปิดอยู่   ซิมการ์ดใบแรกจะใส่ไว้ในเครื่องใต้แบตเตอรี่ ส่วนซิมการ์ดใบที่ 2 จะใส่ลงในช่องเสียบที่สามารถถอดและใส่กลับเข้าไปในเครื่องได้อย่างง่ายดายโดยไม่ต้องปิดเครื่อง   พร้อมฟังก์ชั่นสลับง่ายหลายซิม ‘easy swap’ ของโนเกีย   เพียงแค่กดปุ่มที่กำหนดไว้ ก็สามารถสลับซิมเพื่อใช้งานได้ดั่งใจสั่ง ”

Nokia C2-00 ช่วยให้ ผู้บริโภค ได้รับประโยชน์จาก ค่าบริการที่แตกต่างกันไปในแต่ละเครือข่าย และใช้เครื่องโทรศัพท์ร่วมกับสมาชิกในครอบครัวโดยไม่ต้องถอดซิม   ผู้ใช้งานยังสามารถตั้งค่าส่วนตัวของซิม ไม่ว่าจะเป็นชื่อซิม การโทรเข้า -ออก และการจัดการข้อมูล sms ซึ่ง Nokia C2-00 สามารถจดจำการตั้งค่าต่างๆ เหล่านี้ได้ถึง 5 ซิมการ์ด

นอกจากนี้ อีเมล์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Ovi Mail หรืออื่นๆ และข้อความแชต สามารถส่งตรงไปยังโทรศัพท์ด้วยบริการ Nokia Messaging พร้อมฟังเพลงจากวิทยุเอฟเอ็มหรือเครื่องเล่นเพลงจากคลังเพลง รองรับการ์ด microSD สูงสุดถึง 32 GB

Nokia C2-00 มี 4 สีให้เลือกได้แก่ สีเทา สีดำ สีเลือดหมู และ สีขาว วางจำหน่ายแล้วในราคา 1,930 บาท สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Nokia C2-00 ได้ที่โนเกียแคร์ไลน์ 02 255 2111 หรือ www.nokia.co.th

View :2119

นิตยสาร CHIP เปิดตัว CHIP Digital Magazine

June 30th, 2011 No comments

บริษัท วีบีที คอมมิวนิเคชั่น ผู้ผลิตนิตยสาร CHIP ฉบับภาษาไทย ที่ได้รับการยอมรับจากผู้อ่านทั่วประเทศ เปิดตัวบริการใหม่ ‘’ เพื่อขยายช่องทางในการเผยแพร่สาระข้อมูลด้านไอทีที่มีประโยชน์ไปสู่ผู้อ่านอย่างกว้างขวางและสะดวกสบาย
CHIP Digital Magazine เป็นนิตยสารในรูปแบบดิจิตอลที่สามารถเปิดอ่านได้บนทุกอุปกรณ์ ทั้งเดสก์ทอปพีซี โน้ตบุ๊ก สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต iPhone iPad ด้วยรูปแบบการนำเสนอแบบอินเทอแรคทีฟที่สวยงาม ทันสมัย ใช้งานง่าย ให้ความรู้สึกเพลิดเพลินกว่าการอ่านหนังสือจริง นอกจากนี้ยังสามารถบันทึกเก็บไว้บนเครื่องพีซี โน้ตบุ๊ก ในรูปแบบไฟล์ PDF หรือสั่งพิมพ์เนื้อหาที่ต้องการออกมาอ่านได้อีกด้วย

CHIP Digital Magazine สามารถรองรับปริมาณผู้อ่านได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยการเก็บข้อมูลไว้บนคลาวด์เซิร์ฟเวอร์ EC2 ที่มีความปลอดภัย มีเสถียรภาพ และมีความเร็วสูง จึงทำให้มั่นใจได้ว่าผู้อ่านจะสามารถเข้าถึงและอ่านเนื้อหาที่ต้องการได้ตลอด 24 ชั่วโมง ทุกที่ ทุกเวลาที่มีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต


CHIP Digital Magazine เปิดรับสมัครสมาชิกแล้วในราคา 600 บาท (จากราคารูปเล่มปกติ 1,140 บาท) จะได้รับ 12 เครดิต สำหรับเลือกอ่าน CHIP Digital Magazine ฉบับใดก็ได้เป็นจำนวน 12 ฉบับ  หรือสามารถเลือกอ่านเล่มใดเล่มหนึ่งได้ในราคา 60 บาท (1 เครดิต) ทั้งนี้ หลังจากสมัครแล้วสมาชิกจะได้รับ Username, Password และ Credits สำหรับล็อกอินเพื่ออ่าน CHIP Digital Magazine โดยไม่จำกัดจำนวนครั้งและระยะเวลาในการอ่าน สำหรับผู้สนใจ สามารถทดลองอ่าน CHIP Digital Magazine ได้ที่ http://chip.in.th/e_magazine/preview

View :1594

คอมมาร์ต เอ็กซ์เจน 2011 จัดหนักกลางปี ชูนโยบายไอทีประชานิยม ครบทุกโปรฯ โชว์ทุกเทคโนโลยี

June 30th, 2011 No comments

เออาร์ไอพี เตรียมจัดมหกรรมยิ่งใหญ่กลางปี “คอมมาร์ต เอ็กซ์เจน ไทยแลนด์ 2011”     ชูคอนเซ็ปต์รับรัฐบาลใหม่  “eXpress your eXperience : เปิดพลังสร้างสรรค์  ความเป็นคุณ”   งัดโปรโมชันสุดพิเศษมาเพียบ  แถมยอดชอปสูงสุดได้ควงคนรู้ใจนั่ง ฮ. ชมรอบกรุง พร้อมระเบิดพลัง X Gen สะใจโจ๋ไอทีกับกองทัพแก็ดเจ็ท แท็บเล็ตล่าสุดหลากหลายรุ่นหลายยี่ห้อให้เลือกสรร ระหว่างวันที่ 21-24 กรกฎาคม 2554 เวลา 10.00-20.00 น. ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

นายปฐม อินทโรดม กรรมการบริหารและผู้จัดการทั่วไป บริษัท เออาร์ไอพี จำกัด (มหาชน) ผู้จัดงานแสดงและจำหน่ายสินค้าไอทีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ภายใต้ชื่อ “คอมมาร์ต” กล่าวว่า เออาร์ไอพี ร่วมกับบริษัทคู่ค้าไอทีชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ จัดงานแสดงและจำหน่ายสินค้าไอที “คอมมาร์ต เอ็กซ์เจน ไทยแลนด์ 2011” ภายใต้แนวคิด “eXpress your eXperience : เปิดพลังสร้างสรรค์ความเป็นคุณ” ซึ่งงานครั้งนี้ จะมีแก็ดเจ็ทไอทีที่ยังไม่วางขายในประเทศไทย นำมาโชว์และร่วมประมูลในงานมากกว่าทุกครั้ง รวมทั้งมีแท็บเล็ตหลายยี่ห้อในราคาพิเศษให้เลือกสรรมากมาย อาทิ Toshiba , Acer, Dell, Sony, HTC Flyer version 2.3, Samsung Tab Gloria ขนาด 10 นิ้ว จะมาจำหน่ายในราคาพิเศษ ส่วนระบบปฏิบัติการที่จะเปิดตัวในงานนี้ อาทิ Android 3.0 และ Mac OS X Lion  นอกจากนี้ ยังมีโปรโมชันในราคาพิเศษสุด โดยบริษัทคู่ค้าพันธมิตรเตรียมขนมา ลด แลก แจก แถม อีกมากมาย และพิเศษสุดสำหรับผู้ที่ชอปสินค้ายอดสูงสุดในงาน จะได้นั่งเฮลิคอปเตอร์พร้อมคนสนิทชมวิวรอบกรุงเทพฯ อีกด้วย

“งานคอมมาร์ต เอ็กซ์เจน 2011 ครั้งนี้จัดยิ่งใหญ่และแตกต่างกว่าทุกๆ ครั้งเราจะได้เห็นสินค้าไอทีรุ่นใหม่จากในต่างประเทศเข้ามาโชว์ในงานจำนวนมาก บริษัทไอทีชั้นนำพร้อมใจกันเปิดตัวสินค้าใหม่ๆ ถือเป็นการต้อนรับรัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาพร้อมนโยบายใหม่ๆ ที่จะเป็นส่วนสำคัญผลักดันให้ธุรกิจไอทีในประเทศไทยเติบโต ทั้งนี้ยอดจำหน่ายสินค้าไอทีตั้งแต่ต้นปีจนถึงกลางปีนี้ ถือว่ามีอัตราการเติบโตที่สูงกว่าปีที่แล้วอย่างมาก งานครั้งนี้จะเป็นตัวชี้ทิศทางไอทีในช่วงตั้งแต่กลางปีจนถึงปลายปี ซึ่งช่วงนั้นจะเป็นช่วงที่เราได้รัฐบาลใหม่มาพอดี “

นายปฐมกล่าวต่อว่า งานครั้งนี้จะมีส่วนผลักดันให้ตลาดไอทีเติบโตให้ได้ตามเป้า 10 % ภายในปีนี้ ทั้งนี้ มองว่าตลาดไอทีภายในปีนี้ยังมีแนวโน้มการเติบโต โดยเฉพาะในช่วงครึ่งปีหลังจะดีกว่าปีที่ผ่านมา เนื่องจากเรามีรัฐบาลใหม่เข้ามาซึ่งต้องดูแนวนโยบายว่าจะมีส่วนผลักดันให้ตลาดไอทีเติบโตได้มากน้อยแค่ไหน ทั้งนี้ความต้องการใช้ไอทียังมีเพิ่มมากขึ้นตลอดเวลารวมทั้งเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาเสริมการเรียน การสอน ทั้งกลุ่มนักเรียน นักศึกษา ครู อาจารย์ รวมทั้งพนักงานบริษัท และองค์กรต่างๆ เพราะอุปกรณ์ไอทีเข้าไปมีบทบาทอยู่ในทุกส่วนของการใช้ชีวิต ทุกกลุ่ม ทุกวัยแล้ว

สำหรับเทคโนโลยีที่น่าสนใจ อาทิ Seagate GoFlex Satellite ฮาร์ดดิสก์พกพาไร้สาย รุ่นแรกของโลกที่เพิ่มความสามารถในการเชื่อมต่อไร้สาย Wi-Fi, John’s Phone มือถือแอนตี้สมาร์ท โฟนตัวแรก,  ปากกาไฮเทค (Magic Pen) เขียนบนกระดาน แชร์บน Facebook Twitter สามารถจดบันทึกในรูปแบบดิจิตอลทั้งข้อความภาพและเสียงและสามารถส่งต่อไปยังอีเมล์ เฟซบุ๊ค กูเกิ้ล หรือมือถือได้ นอกจากนี้ยังมีสินค้าอื่นๆ อีก อาทิ กล้อง HD จิ๋ว และอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งสินค้าเหล่านี้จะนำมาโชว์และร่วมประมูลในงานในราคาเริ่มต้นที่ 1 บาท

ทางด้านกิจกรรม Workshop ที่น่าสนใจ อาทิ รู้ก่อนสาย! ภัยจากอีเมล์และโซเซียลเน็ตเวิร์ก , Format มือใหม่หัดล้างเครื่องลงโปรแกรม ง่ายๆ ชิวๆ, เน็ตเวิร์คง่ายๆ ทำได้เองจริงนะ, เจลเบรก ไอโฟน ไอแพด ง่ายๆ ทำได้เอง ผู้สนใจสามารถเข้าร่วมฟังได้ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย พร้อมกันนี้ยังได้จัดกิจกรรม พิเศษประกวดภาพถ่ายและภาพประทับใจ ที่มีภาพ ป้ายโฆษณา โลโก้ หรือกิจกรรมเกี่ยวข้องกับงานคอมมาร์ต เอ็กซ์เจน 2011 ประกอบในภาพด้วย โดยจะตัดสินจากจำนวน คลิก LIKE โหวต มากที่สุด สามารถส่งภาพถ่ายมาร่วมกิจกรรมได้ภายในวันที่ 1 – 25 ก.ค. 54 ใครโดนใจเพื่อนมากที่สุดรับไปเลย ไอแพด2 จำนวน 1 รางวัล โดยจะประกาศผลในวันที่ 26 ก.ค.54 ทาง www.commartthailand.com

บริษัทไอทีชั้นนำ และพันธมิตรผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการในการจัดงาน “คอมมาร์ต เอ็กซ์เจน ไทยแลนด์ 2011” ประกอบด้วย บริษัท อินเทล ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย),  บริษัท เอเซอร์ คอมพิวเตอร์ จำกัด,  บริษัท เอปสัน (ประเทศไทย) จำกัด,  บริษัท โตชิบา ไทยแลนด์ จำกัด, บริษัท เอสไอเอส ดิสทริบิวชั่น (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน),  บริษัท ฮาร์ดแวร์ เฮ้าส์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด, บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) และมหาวิทยาลัยศรีปทุม

View :977

แอลจี เผยโฉมจอมอนิเตอร์ LG IPS236V ใหม่

June 30th, 2011 No comments

บริษัท แอลจี อีเลคทรอนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดตัวจอมอนิเตอร์ ที่ผสานเทคโนโลยี IPS และ LED เพื่อมอบขีดสุดแห่งความคมชัด ให้ภาพสวย สีสันสมจริง พร้อมเพิ่มองศาการมองที่กว้างยิ่งขึ้น การันตีด้วยรางวัลคุณภาพระดับโลก “Best Entry Level Photo Monitor” จาก Technical Image Press Association (TIPA) Awards

จอมอนิเตอร์ LG IPS236V ผสานจุดเด่นของ 2 เทคโนโลยี คือเทคโนโลยี IPS ที่ ให้องศาการมองของจอภาพที่กว้างเป็นพิเศษถึง 178 องศา และเทคโนโลยี LED ที่ช่วยให้จอมีความบาง ภาพสีสัน สว่างสดใส และประหยัดพลังงาน จึง พร้อม ตอบสนองการใช้งานได้อย่างหลากหลาย ทั้งความบันเทิงภายในบ้าน การใช้งานทั่วไป และการทำงานกราฟฟิคซึ่งต้องการสีสันที่ไม่ผิดเพี้ยน

มร.ชาร์ลส วู ผู้จัดการกลุ่มผลิตภัณฑ์ไอที บริษัท แอลจี อีเลคทรอนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ แอลจีเป็นผู้นำระดับโลกด้านจอมอนิเตอร์มาอย่างต่อเนื่อง เราได้ผสานจุดเด่นของเทคโนโลยี IPS และ LED ในการพัฒนาจอมอนิเตอร์ LG IPS236V เพื่อนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุดให้แก่ผู้บริโภค ใน ราคาที่ทุกคนสามารถเป็นเจ้าของได้ ซึ่งเราเชื่อว่าจะได้การตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้บริโภคชาวไทย ”

LG IPS236V ได้รับรางวัล “Best Entry Level Photo Monitor” จากงาน Technical Image Press Association (TIPA) Awards ปี 2011 โดย TIPA เป็นหนึ่งในสมาพันธ์สื่อมวลชนด้านการถ่ายภาพที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งมีนิตยสารชั้นนำ 29 ฉบับจาก 13 ประเทศเข้าร่วมเป็นสมาชิก และทุกปีจะมีการมอบรางวัลให้แก่ผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับการถ่ายภาพที่มีคะแนนยอดเยี่ยมในแต่ละกลุ่ม โดยพิจารณาในแง่ของนวัตกรรม , เทคโนโลยี , ดีไซน์ , การใช้งานได้ง่าย , และประสิทธิภาพต่อราคา ซึ่ง LG IPS236V ได้รับรางวัลในสาขาจอมอนิเตอร์พื้นฐานสำหรับงานภาพถ่าย

LG IPS236V มาพร้อมอัตราคอนทราสต์แบบ Mega Contra s t ซึ่งให้ความคมชัดในระดับยอดเยี่ยม จึงให้รายละเอียดที่แม่นยำแม้ในจุดเล็กๆ และยังโดดเด่นด้วยดีไซน์เพรียวบาง พร้อมขาตั้งโปร่งแสงในสไตล์เรียบหรูซึ่งได้แรงบันดาลใจจากรูปทรงของแก้วไวน์ ที่สำคัญยังใช้เทคโนโลยีหลอดภาพ LED ซึ่งประหยัดพลังงานเหนือกว่าจอ LCD แบบเดิมถึง 40% และปลอดจากวัสดุที่เป็นสารพิษ เช่น ตะกั่ว และฮาโลเจน จึงเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้ LG IPS236V เป็นจอมอนิเตอร์ในตระกูล SUPER LED TM ที่แอลจีพัฒนาขึ้นด้วยที่สุดแห่งเทคโนโลยี 4 ด้าน คือ ความบาง คุณภาพของภาพ ความคมชัดในทุกมุมมอง และการประหยัดพลังงานเป็นเยี่ยม

จอมอนิเตอร์ LG IPS236V วางจำหน่ายแล้วใน ราคา 6,990 บาท ข้อมูลเพิ่มเติมเข้าชมได้ที่ www.lg.com/th หรือติดต่อศูนย์บริการข้อมูลแอลจี โทร 02-878-5757 หรือหมายเลขโทรฟรี 1-800-545454

คุณสมบัติ

·           จอภาพแบบ IPS พร้อมหลอดภาพ LED
·           ขนาดจอ 23 นิ้ว
ความสว่าง 250nits
อัตราคอนทราสต์แบบ Mega Contrast ( 5,000,000:1 )
ความละเอียดระดับ Full HD (1920 x 1080)
องศาการมอง (แนวตั้ง/แนวนอน) 178/178 องศา
พอร์ทเชื่อมต่อ D-Sub, DVI และ HDMI

View :2096
Categories: Press/Release Tags:

เครดิตบูโร ร่วมมือ กรมบังคับคดี ลิงค์ข้อมูลล้มละลาย เพิ่มโอกาสตั้งตัวเร็วขึ้น

June 28th, 2011 No comments

บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด หรือ ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการเชื่อมโยงข้อมูลบุคคลล้มละลาย กับ ณ ห้องประชุมคชสาร 1 ชั้น 2 อาคารกรมบังคับคดี ในการเชื่อมโยงข้อมูลสาธารณะเกี่ยวกับบุคคลล้มละลาย ผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ

นายวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ  อธิบดีกรมบังคับคดี  เปิดเผยว่า กรมบังคับคดีนั้นเป็นองค์กรหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย และได้เล็งเห็นถึงความจำเป็นของบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด และสมาชิก ในการปฏิบัติตามกฎหมายเรื่องข้อมูลเครดิตเกี่ยวกับบุคคลล้มละลาย ซึ่งเรื่องเครดิตบูโรนั้นเป็นนโยบายหนึ่งของกระทรวงยุติธรรมและของประเทศที่พัฒนาแล้วเพื่อประโยชน์ของประชาชนในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนอย่างมีประสิทธิภาพ โดยทางกรมบังคับคดีขอขอบคุณทางบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด ที่เสนอรับบทบาทเป็นคนกลางในการเชื่อมโยงข้อมูลบุคคลล้มละลายให้แก่สมาชิกของบริษัท เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม

นางสาวสุภา ปิยะจิตติ รองปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานกรรมการบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด เปิดเผยว่า “เครดิตบูโร ได้รับความอนุเคราะห์จากกรมบังคับคดีในการเชื่อมโยงข้อมูลบุคคลล้มละลาย ซึ่งความร่วมมือในครั้งนี้นอกจากจะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพและความสมบูรณ์ในการปฏิบัติงานของเครดิตบูโรแล้ว ยังเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการเชื่อมโยงข้อมูลบุคคลล้มละลายไปยังสถาบันการเงินที่เป็นสมาชิก  นับเป็นการเปิดโอกาสให้บุคคลล้มละลายสามารถตั้งต้นประกอบธุรกิจใหม่ได้เร็วขึ้น
ตามประกาศของคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลเครดิต (ก.ค.ค.) ที่กำหนดให้สถาบันการเงินที่เป็นสมาชิกของเครดิตบูโรส่งข้อมูลลูกหนี้ที่ได้รับการปลดจากการเป็นบุคคลล้มละลายได้อีกไม่เกิน 2 ปี นับจากวันที่ปลดล้มละลาย และให้เครดิตบูโรจัดเก็บข้อมูลดังกล่าวต่อไปได้อีกไม่เกิน 3 ปี ทำให้ลูกหนี้ที่ปลดล้มละลายมีประวัติอยู่ในเครดิตบูโรทั้งหมดเพียง 5 ปี นับแต่ปลดจากล้มละลาย ต่างจากเดิมก่อนการเชื่อมโยงระบบที่อาจมีประวัติติดค้างอยู่นานถึง 20 ปี”
พร้อมกันนี้ นายสุรพล โอภาสเสถียร ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด กล่าวเพิ่มเติมว่า “การลงนามในครั้งนี้จึงเป็นการอำนวยความสะดวกให้สมาชิกของเครดิตบูโร สามารถตรวจสอบการปลดล้มละลายของลูกหนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวดเร็ว และสามารถส่งข้อมูลให้เครดิตบูโรได้ตามประกาศ ก.ค.ค. ถือเป็นการเติมเต็มฐานข้อมูลของเครดิตบูโรให้มีความครบถ้วน ถูกต้อง และทันสมัยยิ่งขึ้น โดยจากการลงนามในครั้งนี้ คาดว่าจะสามารถเชื่อมโยงข้อมูลเพื่อให้สมาชิกสามารถตรวจสอบข้อมูลได้ภายในเดือนสิงหาคม 2554”

ในภาพ: นายวิศิษฏฺ์ วิศิษฏฺ์สรอรรถ (ที่ 4 จากซ้าย) อธิบดีกรมบังคับคดี พร้อมด้วยผู้บริหาร  ได้ร่วมพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการเชื่อมโยงข้อมูลบุคคลล้มละลาย กับ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (เครดิตบูโร) โดย นางสาวสุภา ปิยะจิตติ (ที่ 3 จากขวา) ประธานกรรมการ นายสุรพล โอภาสเสถียร (ที่ 2 จากขวา) ผู้จัดการใหญ่ และ นายวงศ์วริศ ดุลยนิติโกศล (ที่ 1 จากขวา) รองผู้จัดการใหญ่ เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2554 ที่ผ่านมา
ในภาพ: กรมบังคับคดี โดย นายวิศิษฏฺ์ วิศิษฏฺ์สรอรรถ (ที่ 6 จากขวา) อธิบดีกรมบังคับคดี พร้อมด้วยผู้บริหาร ถ่ายภาพร่วมกับ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (เครดิตบูโร) นำโดย นางสาวสุภา ปิยะจิตติ (ที่ 5 จากขวา) ประธานกรรมการ นายสุรพล โอภาสเสถียร (ที่ 4 จากขวา) ผู้จัดการใหญ่ พร้อมผู้บริหาร เนื่องในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการเชื่อมโยงข้อมูลบุคคลล้มละลาย เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2554 ที่ผ่านมา

View :1068

การ์ทเนอร์จัดอันดับ “ แซส ” อยู่ในกลุ่มผู้นำแพลตฟอร์มระบบธุรกิจอัจฉริยะ

June 28th, 2011 No comments

บริษัท แซส ผู้นำตลาดซอฟต์แวร์และบริการด้านการวิเคราะห์ เชิงธุรกิจ เปิดเผยว่า บริษัท การ์ทเนอร์ อิงค์ ได้จัดอันดับให้เป็นบริษัท แซส อยู่ในกลุ่มผู้นำ ด้านแพลตฟอร์มระบบธุรกิจอัจฉริยะหรือบีไอ ( Business Intelligence Platforms) ในรายงานแมจิก ควอดแรนท์ ( Magic Quadrant ) ฉบับล่าสุด 1

แซส ได้รับการอันดับให้อยู่ในกลุ่มผู้ค้าที่บริษัท การ์ทเนอร์ ระบุว่า “มีความแข็งแกร่งอย่างมากในด้านแพลตฟอร์มระบบธุรกิจอัจฉริยะ ( BI ) ที่มีความสามารถอย่างครอบคลุม อีกทั้งยังสามารถนำเสนอการปรับใช้โซลูชั่นที่สนับสนุนกลยุทธ์ BI ได้ทั้งองค์กร โดยผู้นำที่ติดอันดับจะต้องสามารถสื่อข้อเสนอทางธุรกิจได้โดนใจผู้ซื้อ และยังต้องประสบความสำเร็จและสามารถให้บริการลูกค้าได้ในระดับโลก”
” นอกจากรายงานของการ์ทเนอร์แล้ว บรรดาลูกค้าของแซส ยังจะเป็นผู้ตรวจสอบกลยุทธ์ด้านผลิตภัณฑ์ บริการ และวิสัยทัศน์ของเราตลอดเวลาอีกด้วย” นาย จิม เดวิส รองประธานอาวุโสและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด (ซีเอ็มโอ) บริษัท แซส กล่าว และว่า “ซอฟต์แวร์ของเราพัฒนาขึ้นจากพื้นฐานของการวิเคราะห์ที่ดีเยี่ยมและได้รับการปรับใช้มากที่สุดในอุตสาหกรรม ฐานลูกค้าของเราครอบคลุมถึงผู้ที่ประสบความสำเร็จจำนวนมากในการผูกอนาคตขององค์กรไว้กับเทคโนโลยี ® ”

บริษัท แซส ยังคงเดินหน้าสร้างและนำเสนอเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่มีประสิทธิภาพให้กับ ลูกค้า ทั่วโลก โดยล่าสุดบริษัทได้นำเสนอประสิทธิภาพจาก SAS BI ให้กับผู้ใช้ Microsoft Outlook ซึ่งเป็นโปรแกรมอีเมลทางธุรกิจที่มีการใช้งานมากที่สุดในโลก โดยลูกค้าจะได้รับความสะดวกอย่างที่สุดเมื่อใช้ แอพพลิเคชั่น Microsoft Office รวมถึง Outlook ด้วย กล่าวคือ สามารถเรียกใช้รายงานและดึงข้อมูลสำหรับการตัดสินใจที่สำคัญได้โดยไม่ต้องออกจากการใช้งานแอพพลิเคชั่นดังกล่าว

ด้วยขีดความสามารถที่มีอยู่ใน SAS Business Analytics Framework  ทำให้ SAS Business Intelligence  สามารถช่วยองค์กรตอบคำถามที่ซับซ้อนและผลักดันให้ประสบความสำเร็จสูงสุดได้ เทคโนโลยีที่ครอบคลุมนี้สามารถตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ได้ทุกระดับ ได้แก่ ผู้บริหารระดับซี      ( C-level executives) ไปจนถึงผู้เชี่ยวชาญทางธุรกิจแถวหน้า และนักวิเคราะห์ที่มีทักษะสูงไปจนถึงผู้ใช้ปกติทั่วไป

SAS Business Analytics Framework ประกอบด้วย BI, การผสานรวมข้อมูล, การวิเคราะห์ขั้นสูง และโซลูชั่นธุรกิจทั่วไปและเฉพาะอุตสาหกรรมที่สามารถสร้างมุมมองสำหรับการดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว ด้วยเทคโนโลยีหลักที่เข้ามาเสริมความสามารถ เช่น SAS Enterprise BI Server ทำให้บริษัท แซส สามารถนำเสนอเทคโนโลยีและโซลูชั่นแบบครบวงจรได้อย่างครอบคลุม

นายทวีศักดิ์ แสงทอง กรรมการผู้จัดการ บริษัท แซส ซอฟท์แวร์ (ไทยแลนด์) จำกัด กล่าวว่า

“ ที่ผ่านมาแพลตฟอร์มระบบธุรกิจอัจฉริยะของแซสได้รับการยอมรับเป็นอย่างดีจากองค์กรชั้นนำมากมายในหลากหลายอุตสาหกรรม และในปีนี้เรา ก็ได้พิสูจน์ให้เห็นอีกครั้งว่าเทคโนโลยีของแซสเป็นเทคโนโลยีที่สามารถช่วยให้องค์กรต่างๆ สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพการการจัดอันดับของการ์ทเนอร์ ”

View :782