Archive

Archive for October, 2012

ทรูมูฟ เอช ประกาศจำหน่าย iPhone 5 ในไทย วันที่ 2 พฤศจิกายนนี้

October 31st, 2012 No comments

ทรูมูฟ เอช ประกาศจำหน่าย ในไทย วันศุกร์ที่ 2 พฤศจิกายน 2555 ผู้สนใจสามารถสั่งจองได้ที่ www.truemove-h.com/iPhone โดยมีให้เลือกทั้ง รุ่น 16GB ราคา 2,368 บาทต่อเดือน รุ่น 32 GB ราคา 2,728 บาทต่อเดือน และรุ่น 64 GB ราคา 3,081 บาทต่อเดือน ด้วยข้อเสนอผ่อนนาน 10 เดือน* หาซื้อได้ที่ร้านทรูช้อป ทรูคอฟฟี่ iStudio รวมทั้งสามารถเป็นเจ้าของ iPhone 4S ได้ในราคาเพียง 1,992 บาทต่อเดือน และ iPhone 4 ราคา 1,390 บาท ผ่อนนาน 10 เดือนเช่นกัน* ลูกค้าทรูมูฟ เอช จะได้สัมผัสประสบการณ์สุดล้ำกับ ได้เต็มประสิทธิภาพบนเครือข่าย HSPA+

iPhone 5 เป็น iPhone ที่บางและเบาที่สุด ออกแบบใหม่ทั้งหมดด้วยจอแสดงผลสวยคมชัดแบบ Retina ขนาด 4 นิ้ว และชิป A6 ออกแบบโดย Apple เพื่อประสิทธิภาพการทำงานที่รวดเร็ว รวมทั้งเทคโนโลยีไร้สายความเร็วสูงล้ำ ทั้งหมดนี้จะมากับแบตเตอรี่ที่มีอายุการใช้งานยาวนานมากยิ่งขึ้น โดย iPhone 5 มาพร้อมกับ iOS 6 ระบบปฏิบัติการมือถือล้ำสมัยที่สุดของโลกซึ่งมีฟีเจอร์ใหม่กว่า 200 รายการ อาทิ แอพพลิเคชั่นใหม่ Maps, Facebook integration และ Passbook organization

“ทรูมูฟ เอช ยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้นำ iPhone 5 เข้ามาจำหน่ายในไทย” นายปพนธ์ รัตนชัยกานนท์ หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มด้านการพาณิชย์ การขายและรีเทล บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น “เรายังคงตอกย้ำความเป็นผู้นำคอนเวอร์เจนซ์ไลฟ์สไตล์ และผู้ให้บริการที่มอบประสบการณ์การใช้งานมือถือที่เหนือกว่าอย่างต่อเนื่อง ด้วยบริการ + และเครือข่าย WiFi ที่เร็วที่สุด และครอบคลุมพื้นที่ให้บริการมากที่สุดในไทย ผนวกกับทีมงานผู้เชี่ยวชาญด้านสมาร์ทโฟนที่จะดูแลลูกค้า รวมทั้งแพ็กเกจที่หลากหลายตามไลฟ์สไตล์ ทรูมูฟ เอช จึงเป็นผู้ให้บริการที่มอบประสบการณ์ iPhone 5 ได้เต็มประสิทธิภาพสูงสุด”

ราคาและตารางแพ็กเกจสำหรับ iPhone

หมายเหตุ: ราคาข้างต้นรวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 7%
*เมื่อซื้อเครื่องพร้อมเปิดบริการทรูมูฟ เอช รายเดือนใหม่ พร้อมเข้าร่วมโครงการผ่อน 0% นาน 10 เดือนจากบัตรเครดิตที่ร่วมรายการ

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ iPhone 5 สามารถค้นหาได้ที่ www.apple.com/iphone
1 ความยาวนานในการใช้งานแบตเตอรี่จะแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับการตั้งค่าอุปกรณ์ การใช้งาน และปัจจัยอื่นๆ
2 ความเร็วในการใช้บริการ 3G+ และ Wi-Fi ขึ้นอยู่กับปริมาณผู้ใช้งาน ณ จุดที่ใช้งานและอุปกรณ์ที่รองรับ

ข้อมูลเพิ่มเติม สามารถค้นหาได้ที่ www.truemove-h.com/iPhone

View :1530

เอไอเอส เปิดจำหน่าย iPhone 5 ในประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 2 พฤศจิกายน 2555 เป็นต้นไป

October 31st, 2012 No comments

เอไอเอส ประกาศจำหน่าย อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันศุกร์ที่ 2 พฤศจิกายน ศกนี้ โดย เอไอเอส มีให้เลือกทั้ง ที่เปิดตัวด้วยราคาพร้อมแพ็คเกจ คือ 16 GB ราคา 2,390 บาท ต่อเดือน, 32 GB ราคา 2,750 บาทต่อเดือน และ 64 GB ราคา 3,090 บาท ต่อเดือน (ด้วยข้อเสนอผ่อนนาน 10 เดือน ร่วมกับหลากหลายธนาคาร) โดยจะเปิดจำหน่ายผ่าน และร้านเทเลวิซที่ร่วมรายการทั่วประเทศ นอกจากนี้เอไอเอสยังจำหน่าย iPhone 4S และ iPhone 4 อย่างต่อเนื่อง โดย iPhone 4S ขนาด 16 GB ราคา 1,990 บาทต่อเดือน และ iPhone 4 ขนาด 8 GB ในราคา 1,370 บาทต่อเดือน (ด้วยข้อเสนอผ่อนนาน 10 เดือนร่วมกับหลากหลายธนาคารเช่นกัน) โดยสำหรับเอไอเอส iPhone 5 นั้นสามารถให้บริการได้อย่างเต็มประสิทธิภาพด้วยเทคโนโลยี HSPA+ บนเครือข่ายคุณภาพของเอไอเอส

iPhone 5 นับเป็นสมาร์ทโฟนรุ่นที่บางและเบาที่สุดเท่าที่เคยมีมา โดยได้มีการออกแบบให้มีขนาดที่ตอบโจทย์มากยิ่งขึ้นกับหน้าจอขนาด 4 นิ้ว พร้อมด้วยหน้าจอแสดงผลแบบ Retina Display นอกจากนี้ด้วยความสามารถของ A6 Chip ที่ทำให้ศักยภาพการประมวลผลเป็นไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออยู่บนเครือข่ายไร้สายความเร็วสูง และทำให้อายุการใช้งานของแบตเตอรี่ก็ยังคงเป็นไปอย่างมีคุณภาพ iPhone 5 มาพร้อมระบบปฏิบัติการ IOS 6 ที่ทันสมัยที่สุดในปัจจุบัน พร้อมด้วยคุณสมบัติการทำงานที่เพิ่มขึ้นมากกว่า 200 ฟังก์ชั่น อาทิ แผนที่, เฟซบุ๊ค และ พาสบุ๊ค ที่ช่วยในการบริหารจัดการเรื่องส่วนตัวทั้งหมดเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

นายฐิติพงศ์ เขียวไพศาล ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ อาวุโส สายงานการตลาดและการขาย บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส กล่าวว่า “ เรา มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสนำนวัตกรรมระดับโลกมามอบให้แก่สาวกไอโฟนชาวไทยอีกครั้ง โดยเชื่อมั่นว่า iPhone 5 ซึ่งเต็มเปี่ยมไปด้วยเทคโนโลยีที่สามารถตอบโจทย์ Customer Insight ในยุคดิจิตอลได้อย่างดี เมื่อผสมผสานเข้ากับศักยภาพการให้บริการจากแนวคิด Quality DNAs จากเอไอเอส จะทำให้เราสามารถส่งมอบ Total Experience ให้แก่ลูกค้าได้อย่างแน่นอน”

แพ็คเกจสำหรับ เอไอเอส iPhone

View :1023
Categories: SmartPhone/Mobile phone Tags: ,

ทรู ไอดีซี คว้ามาตรฐานการบริหารจัดการความต่อเนื่องทางธุรกิจ รายแรกในไทย พร้อมเปิดตัวโซลูชั่นบริการสำรองและกู้คืนข้อมูลธุรกิจ (Disaster Recovery)

October 31st, 2012 No comments


โชว์ศักยภาพผู้นำบริการดาต้า เซ็นเตอร์มาตรฐานระดับโลก คว้าใบรับรองมาตรฐานการบริหารจัดการความต่อเนื่องทางธุรกิจ – BS 25999-2:2007 (Business Continuity Management) รายแรกในไทย จากสถาบันการรับรองมาตรฐานของอังกฤษ (British Standards Institution – BSI) เดินหน้าส่งต่อบริการระดับสากล เปิดตัวโซลูชั่นใหม่ล่าสุด “Disaster Recovery Solutions” บริการสำรองและกู้คืนข้อมูลธุรกิจ เสริมความแข็งแกร่งในเสถียรภาพและความปลอดภัยของข้อมูลสำคัญ เพิ่มความมั่นใจที่เหนือกว่าให้ลูกค้าองค์กรสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่องและราบรื่นแม้ในภาวะวิกฤติ ตั้งเป้าเจาะลูกค้ากลุ่มสถาบันการเงินธนาคาร ธุรกิจประกันภัย ประกันชีวิต และธุรกิจที่เน้นการทำธุรกรรมออนไลน์ต่างๆ

นายชัย สุทธาสา รองผู้อำนวยการสายงานเทคโนโลยี บริษัท ทรู อินเทอร์เน็ต ดาต้า เซ็นเตอร์ จำกัด กล่าวว่า “ปัจจุบันองค์กรธุรกิจให้ความสำคัญในการวางแผนและเตรียมพร้อมรองรับความเสี่ยงจากภัยต่างๆ ทั้งภัยธรรมชาติและภัยคุกคามอื่นๆ เพื่อให้ธุรกิจสามารถดำเนินได้อย่างต่อเนื่องแม้ในภาวะวิกฤต ทรู ไอดีซี ในฐานะผู้นำบริการดาต้า เซ็นเตอร์มาตรฐานระดับโลก เสริมสร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้า โดยพัฒนาบุคลากรและกระบวนการบริหารที่เกี่ยวข้องกับนโยบาย การวางแผน และการดำเนินการต่างๆ ให้มีศักยภาพความพร้อมดำเนินธุรกิจและให้บริการลูกค้าได้อย่างต่อเนื่อง แม้ในยามที่เกิดภัยพิบัติ ล่าสุด คว้าใบรับรองมาตรฐาน BS 25999-2:2007 ซึ่งเป็นมาตรฐานด้านการบริหารจัดการความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity Management) จากสถาบันการรับรองมาตรฐานของอังกฤษ (British Standards Institution – BSI) โดยทรู ไอดีซี เป็นผู้ให้บริการดาต้า เซ็นเตอร์ รายแรกในประเทศไทยที่ได้รับการรับรอง ตอกย้ำคุณภาพบริการระดับมาตรฐานสากลครบถ้วน ได้แก่ ISO 20000 มาตรฐานการจัดการด้านบริการ, ISO 27001 มาตรฐานการรักษาความมั่นคงปลอดภัย และล่าสุด BS 25999 ซึ่งมีเพียงทรู ไอดีซี เท่านั้นที่ได้รับการรับรองทั้ง 3 มาตรฐานดังกล่าว ลูกค้าองค์กรที่ใช้บริการของทรู ไอดีซี มั่นใจได้ว่าข้อมูลสำคัญขององค์กรจะปลอดภัยและธุรกิจจะดำเนินได้อย่างต่อเนื่องราบรื่นและปลอดภัยทุกสถานการณ์

ด้วยความพร้อมของทรู ไอดีซี ในการให้บริการลูกค้าองค์กรแม้ในภาวะวิกฤต ทรู ไอดีซี เปิดตัวโซลูชั่นใหม่ “Disaster Recovery Solutions” บริการสำรองและกู้คืนข้อมูลธุรกิจที่ให้ลูกค้าของทรู ไอดีซี มั่นใจได้ในเสถียรภาพและความปลอดภัยของข้อมูลแม้ต้องเผชิญกับสถานการณ์ต่างๆ ที่อาจกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ โดยทรู ไอดีซี มีทีมวิศวกรผู้เชี่ยวชาญด้านระบบสารสนเทศ ช่วยดูแลและให้คำปรึกษา ออกแบบ และจัดทำระบบสำรองข้อมูลตามความต้องการใช้งานและงบประมาณขององค์กร ตั้งแต่ระดับเริ่มต้นของการสำรองข้อมูลไปจนถึงระดับออนไลน์ที่สามารถเรียกใช้ข้อมูลได้แบบเรียลไทม์สมบูรณ์แบบ โดยระบบสำรองสามารถทำงานทดแทนได้ทันทีในกรณีที่ระบบหลักมีปัญหาในการใช้งาน

โซลูชั่นบริการสำรองและกู้คืนข้อมูลธุรกิจ มีบริการหลากหลายรูปแบบให้ลูกค้าเลือกระบบสำรองข้อมูลได้ตามความต้องการ ทั้งการสำรองข้อมูลไว้ที่อุปกรณ์ขององค์กร ซึ่งทางทรู ไอดีซี มีบริการจัดหาทั้งอุปกรณ์ (ฮาร์ดแวร์) และซอฟต์แวร์ หรือการสำรองข้อมูลบนคลาวด์ ซึ่งจะช่วยในการบริหารค่าใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ทรู ไอดีซี ยังมีบริการสำนักงานสำรอง เพื่อให้พนักงานของลูกค้าองค์กรสามารถทำงานได้ในกรณีเกิดเหตุวิกฤต พร้อมทั้งมีบริการออกแบบและจัดทำสำนักงานฉุกเฉินสำหรับลูกค้าองค์กรอีกด้วย

“โซลูชั่นบริการสำรองและกู้คืนข้อมูลธุรกิจ ออกแบบเป็นพิเศษสำหรับองค์กรที่ให้ความสำคัญกับข้อมูลในระดับวิกฤต เช่น สถาบันการเงินธนาคาร ธุรกิจประกันภัย รวมถึงองค์กรที่ทำธุรกิจออนไลน์ต่างๆ เพื่อช่วยให้องค์กรเตรียมความพร้อมในการดำเนินธุรกิจในกรณีที่เกิดวิกฤตการณ์ เพื่อให้ธุรกิจสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างราบรื่นไม่ติดขัด” นายชัย กล่าวสรุป

ลูกค้าที่สนใจโซลูชั่นบริการสำรองและกู้คืนข้อมูลธุรกิจ (Disaster Recovery Solutions) จากทรู ไอดีซี สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่โทร 02 699 1400 หรือ อีเมล์ sales@trueidc.co.th

View :609

อีริคสันเปิดตัวศูนย์บริการ Global Services Center แห่งใหม่ที่เมืองซีอานประเทศจีนเพื่อรองรับ Managed Services

October 31st, 2012 No comments

· อีริคสันขยาย Global Service Center ในประเทศจีน โดยเปิดสาขาใหม่ที่เมืองซีอาน (Xi’an) รวมทั้งได้เปิด Global Network Operations Center และ Standardized Service Delivery Center แห่งครั้งแรกในเอเชียตะวันออก

· ศูนย์บริการใหม่เหล่านี้จะช่วยตอบสนองความต้องการของลูกค้าในธุรกิจ managed services ที่ต้องการผู้ช่วยดูแลการดำเนินงานของเครือข่าย และในขณะเดียวกันก็สามารถให้บริการด้าน standardized service delivery สู่ลูกค้าทั่วโลกได้

· อีริคสันเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานสูงสุด ด้วยการให้บริการลูกค้าทั่วโลกผ่าน Global Service Center ในประเทศจีน อินเดีย เม็กซิโก และโรมาเนีย

ในอุตสาหกรรมไอซีทีที่มีธุรกิจหลากหลาย มักมีลักษณะที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนโครงสร้างไอทีขนาดใหญ่ ใช้ผลิตภัณฑ์ที่มาจากผู้ผลิตหลายเจ้า บนเครือข่ายที่ใช้เทคโนโลยีหลากหลาย เหล่านักวิเคราะห์ต่างคาดหวังกับผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ให้ปรับปรุงคุณภาพของสัญญาณและระดับความพึงพอใจในการใช้งานของลูกค้า ในขณะที่ต้องสามารถลดต้นทุนในการดำเนินงานได้อีกด้วย และเพื่อตอบโจทย์ที่ท้าทายเช่นนี้ โอเปอร์เรเตอร์ทั่วโลกจำนวนมากต่างมองเห็นคุณค่าของการใช้บริการ outsourcing ในการดูแลเครือข่าย (network operations) และบริการพิเศษ (professional services) อื่นๆ โดยให้ผู้เชี่ยวชาญ เช่น อีริคสัน เข้ามาดำเนินงานแทน ด้วยแนวคิดนี้โอเปอร์เรเตอร์จะสามารถมุ่งเน้นพัฒนาธุรกิจหลัก เช่น การขาย การตลาด การสร้างและรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้า ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

อีริคสันได้ให้บริการลูกค้าเหล่านี้ ผ่าน Global Service Center (GSC) จำนวนสี่ศูนย์ และหนึ่งในสี่นี้อยู่ในประเทศจีน โดยตั้งอยู่ที่เมืองปักกิ่ง (Beijing), อู่ฮั่น (Wuhan), กว่างโจว (Guangzhou) และ ต้าเหลียน (Dalian) เพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศ ด้วยบริการระดับคุณภาพภายใต้ต้นทุนที่เหมาะสม อีริคสันจึงขยาย Global Service Center ในประเทศจีนเพิ่มขึ้นเป็นสาขาที่ห้าที่เมืองซีอาน (Xi’an) ในวันนี้

ที่สาขาใหม่แห่งนี้ มีบุคลากรด้านไอซีทีซึ่งได้รับการฝึกฝนมาแล้วอย่างดี รวมทั้งผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆกว่า 300 คน และมีการเปิด Global Network Operations Center (GNOC) ขึ้นเป็นแห่งแรกในภาคพื้นเอเชียตะวันออก รวมไปถึงการเปิด Standardized Service Delivery Center แห่งใหม่อีกด้วย และศูนย์บริการใหม่เหล่านี้จะช่วยส่งเสริมและขยายขีดความสามารถขององค์กร Global Services ภายในอีริคสันได้

Orvar Hurtig หัวหน้าส่วน Service Delivery ของอีริคสัน กล่าวว่า “การให้บริการลูกค้าทั่วโลก จากศูนย์บริการขนาดใหญ่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน รวมทั้งคุณภาพของบริการต่อลูกค้า ดังเช่น Global Service Center แห่งใหม่ในประเทศจีนที่เมืองซีอาน ที่จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในบริการควบคุมดูแลเครือข่าย (network operations) สำหรับลูกค้าในพื้นที่ รวมทั้งช่วยขยายความสามารถของเราในบริการ standardized service delivery อีกด้วย”

Zhao Juntao ประธานบริษัทอีริคสันประเทศจีน กล่าวว่า “เรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้เห็น Global Network Operations Center แห่งที่สี่ ณ เมืองซีอาน ที่ซึ่งเราได้ทำธุรกิจมาแล้วกว่าทศวรรษ ผมเชื่อว่า การพัฒนาทางเศรษฐกิจที่เข้มแข็งในด้านตะวันตกของประเทศจีน รวมไปถึงการที่เมืองซีอานเป็นแหล่งรวมของผู้เชี่ยวชาญด้านไอซีที จะช่วยพัฒนาศูนย์บริการแห่งนี้ให้เจริญก้าวหน้าได้อย่างรวดเร็ว และนี่คือผลประโยชน์อันชัดเจนสำหรับลูกค้าทั่วโลกที่จะได้รับบริการจากศูนย์แห่งนี้”

Global Service Center ของอีริคสัน ในประเทศจีน อินเดีย เม็กซิโก และโรมาเนีย ล้วนถูกสร้างควบคู่กับ Global Network Operations Center เพื่อเป็นการเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน ทั้งในด้านคุณภาพ ปริมาณงานที่ทำได้ และเพื่อเป็นการบริหารต้นทุนของบริการเหล่านี้อย่างมีประสิทธิภาพ ศูนย์บริการเหล่านี้ให้บริการทั้งลูกค้าในพื้นที่ใกล้เคียง รวมไปถึงลูกค้าอื่นทั่วโลก โดยให้บริการที่หลากหลาย ตั้งแต่การเชื่อมต่อระบบ (integration), การดำเนินงานของเครือข่าย (network operations) รวมไปถึงการดูแลลูกค้า ในปัจจุบันอีริคสันทำหน้าที่ช่วยสนับสนุนดูแลเครือข่ายที่มีลูกค้ามากกว่า 2.5 พันล้านคน และบริหารจัดการเครือข่ายที่มีลูกค้ามากกว่า 900 ล้านคนทั่วโลก

View :460

“เอซุส” เปิดศึกโค้งสุดท้ายปี 55 ดันไลน์สินค้าทัชสกรีนเต็มรูปแบบ

October 31st, 2012 No comments

“เอซุส” จัดหนักไตรมาสสุดท้ายปี 55 เปิดไลน์ผลิตภัณฑ์ทัชสกรีนทีเดียว 3 รุ่นรวด ทั้งโน้ตบุ๊ก-แท็บเล็ต สุดยอดหน้าจอระบบมัลติทัช รวดเร็วทันใจ ใช้งานง่ายด้วยระบบปฏิบัติการ Windows 8 โหมตลาดไอทีคึกคักส่งท้ายปี

นายพรเทพ วัชรอำนวย กรรมการผู้จัดการ บริษัท อัสซุสเทค คอมพิวเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ในปีนี้ตลาดภาพรวมไอทีอยู่ในภาวะทรงตัว ขณะที่ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มโมบาย ได้แก่ แท็บเล็ตและสมาร์ทโฟน อยู่ในกระแสความต้องการผู้บริโภคและเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ เอซุสพร้อมแล้วที่จะเปิดนวัตกรรมการรวมตัวของโน้ตบุ๊กและแท็บเล็ต Windows 8 ได้แก่VivoBook Series (X202, S400) VivoTab RT และ ASUS Taichi โดยทุกไลน์ผลิตภัณฑ์จะเน้นหน้าจอสัมผัสได้ทั้งหมด พร้อมดีไซน์ที่ทันสมัย เพื่อสร้างความประทับใจแก่ผู้บริโภคตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้สัมผัส

“ทิศทางตลาดจากนี้เอซุสเน้นการทำตลาดใน 3 กลุ่มหลักไปพร้อมกัน ได้แก่ โน้ตบุ๊ก แท็บเล็ต และสมาร์ทโฟน โดยจะทำให้ครบทุกไลน์ผลิตภัณฑ์และเลือกสินค้าที่ตอบโจทย์คนทุกกลุ่มในราคาที่เข้าถึงได้” นายพรเทพ กล่าว

สำหรับการเตรียมพร้อมรุกตลาด เอซุสกำลังดำเนินการใน 2 ส่วน คือ 1) จัดเทรนนิ่งพนักงานขายหน้าร้านทั่วประเทศให้มีความเข้าใจในผลิตภัณฑ์โดยเฉพาะแท็บเล็ตและสมาร์ทโฟน ซึ่งถือเป็นตัวใหม่ที่เรากำลังจะทำตลาด 2) การสนับสนุนตัวแทนจำหน่ายตกแต่งหน้าร้านให้สวยงามและน่ามองยิ่งขึ้น รวมถึงมีเชลฟ์วางสินค้าที่ลูกค้าสามารถสัมผัสและทดลองใช้ผลิตภัณฑ์ได้สะดวกขึ้น ซึ่งคาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จไตรมาสแรกของปี 2556 นี้

นอกจากนี้ยังวางจำหน่ายสินค้ากับกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า อาทิ ร้านเพาเวอร์บาย รวมถึงไฮเปอร์ มาร์เก็ตทั้งโลตัสและบิ๊กซี ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จดีเกินคาด และขณะนี้อยู่ระหว่างเพิ่มช่องทางจำหน่ายผ่านร้านมือถือทั่วไป เพื่อรองรับกับตลาดแท็บเล็ตและโมบายที่จะเป็นอีกขานึงของเอซุส

นายพีรธน เกษมศรี ณ อยุธยา กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ไมโครซอฟท์รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีส่วนร่วมกับ “เอซุส” ในการแนะนำผลิตภัณฑ์ใหม่ทั้งหมดของเอซุสที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Windows 8 เข้าสู่ตลาดในวันนี้ไม่ว่าจะเป็น โน้ตบุ๊ค (Windows 8) และแท็บเล็ต (Windows RT) ซึ่งเป็นโอกาสอันดีที่ผู้ใช้สินค้าของเอซุสจะได้สัมผัสประสบการณ์ใหม่ที่ใช้งานง่ายและคล่องตัวสูง เพราะ Windows 8 ได้รับการออกแบบสำหรับโลกในวันนี้ที่ไม่มีเส้นคั่นระหว่างการใช้งานไอทีเพื่อการทำงานและเพื่อความเพลิดเพลินที่บ้านอีกต่อไป โดยจะมอบประสบการณ์การเชื่อมต่อที่รวดเร็ว และลื่นไหล ที่สำคัญเราเชื่อมั่นว่า Windows 8 จะเป็นระบบปฏิบัติการที่สามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี รวมถึงช่วยให้ผู้บริโภคเข้าถึงเทคโนโลยีที่ดีได้อย่างทั่วถึง

นายอรุณพงศ์ ทองสุทธิ ฝ่าย Technical Marketing บริษัท อัสซุสเทค คอมพิวเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า งานแถลงข่าวในวันนี้ (30 ต.ค.) เป็นการรวมตัวของโน้ตบุ๊กและแท็บเล็ต Windows 8 เต็มรูปแบบ โดยเริ่มจากเปิดตัวผลิตภัณฑ์ “VivoBook” ซีรี่ย์ ที่ผู้ใช้จะได้รับประสบการณ์อันน่าตื่นตาตื่นใจตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้สัมผัสหน้าจอ ด้วยระบบมัลติทัชที่ได้รับการพัฒนาให้ใช้งานอย่างเป็นธรรมชาติที่สุด ตอบสนองการสั่งการรวดเร็วทันใจ ทัชแพ็ดมีขนาดใหญ่ขึ้นสะดวกต่อการใช้งาน

“VivoBook” ซีรี่ย์ มาพร้อมกับหน้าจอขนาด 11.6 และ 14 นิ้ว รองรับระบบปฎิบัติการ Windows 8 ที่กำลังได้รับความนิยมอยู่ในขณะนี้ ด้วยลูกเล่นหลากหลายและการใช้งานที่แสนง่ายดาย พร้อมระบบเสียงคมชัดและทรงพลังด้วยเทคโนโลยี SonicMaster สามารถรีซูมระบบได้ภายใน 2 วินาทีจาก sleep mode แม้จะพักเครื่องไว้นานแล้วก็ตาม ทำให้การบู๊ทเครื่องเพื่อตอบรับ Windows 8 เป็นไปอย่างรวดเร็ว ด้วยดีไซน์หรูหราสะกดทุกสายตา VivoBook X202 มี 3.สี ให้เลือก ได้แก่ สีเทา สีแชมเปญ และชมพู วางจำหน่ายแล้ววันนี้

ยิ่งกว่านั้น ผู้บริโภคคนไทยเตรียมสัมผัสกับ “เอซุส ไทชิ” (ASUS TAICHI) ซึ่งนำมาอวดโฉมครั้งแรกในงานนี้ด้วย “ไทชิ” คือ นวัตกรรมที่รวมเอาอัลตร้าบุ๊กและแท็บเลตไว้ในเครื่องเดียวกัน ออกแบบให้มี 2 หน้าจอ สามารถแบ่งกันใช้งานได้ 2 คน หนึ่งจอเป็นอัลตร้าบุ๊ก และอีกหนึ่งจอทำงานแบบแท็บเลต มัลติทัช ซึ่งพร้อมให้คนไทยได้สัมผัสเดือนธันวาคมนี้เช่นเดียวกับ “เอซุส วีโว่ แทบ อาที” (Asus Vivo Tab RT)

“เอซุส วีโว่ แทบ อาที” (Asus Vivo Tab RT) แท็บเล็ตดีไซน์ล้ำ ขนาดหน้าจอ 10.1 นิ้ว สามารถถอดแยกจากคีย์บอร์ดได้ มาพร้อมระบบปฏิบัติการ Windows RT ที่จะมอบความบันเทิงในช่วงเวลาพักผ่อนและการเล่นเกมส์ได้อย่างเต็มรูปแบบ

พบกับ เอซุสโน้ตบุ๊กและแท็บเล็ตยอดอัจฉริยะแห่งการสัมผัส ณ ร้านค้าตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถดูได้ที่เว็บไซต์ www.asus.co.th และ www.facebook.com/ASUSTHAILAND , www.twitter.com/ASUSTHAILAND หรือโทรสอบถามได้ที่เอซุส คอลเซ็นเตอร์ 02-401-1717

View :519
Categories: Press/Release Tags:

เอไอเอส เปิดตัว AIS Shop แห่งล่าสุด @ เมกา บางนา ครบทุกฟังก์ชั่น ตอบโจทย์ Total Experience

October 31st, 2012 No comments

คุณวิลาสินี พุทธิการันต์ รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานบริหารลูกค้า และการบริการ เอไอเอส เดินหน้าตอกย้ำที่สุดของงานบริการมิติใหม่ ผ่าน แห่งล่าสุด สาขาเมกา บางนา ภายใต้แนวคิด “Total Experience” โดยนำเทคโนโลยีอัจฉริยะเข้ามาผสมผสานเพื่อช่วยยกระดับคุณภาพของงานบริการ มุ่งอำนวยความสะดวก ให้ลูกค้าเพิ่มมากขึ้น อาทิ

- ตู้ชำระค่าบริการอัจฉริยะ ที่พร้อมอำนวยความสะดวกในการชำระค่าบริการ รวมถึงค่าสาธารณูปโภค
- ระบบนัดหมายอัตโนมัติ ที่ให้ลูกค้าสามารถเลือกนัดหมายเวลาในการติดต่อทำธุรกรรมได้ตามเวลาที่สะดวก
- มุม Try & Buy ที่จะช่วยให้การเปลี่ยนมือถือสมาร์ทโฟนเครื่องใหม่เป็นเรื่องง่าย เพราะมีหลากหลายรุ่นล่าสุดให้สัมผัส ทดลอง พร้อมการอำนวยความสะดวกในการโอนถ่ายข้อมูลจาก Express Data Transfer
- Serenade Room ในคอนเซ็ปต์ Exclusive Lounge ที่ให้ลูกค้าเซเรเนดสามารถมาพักผ่อนระหว่างรอทำธุรกรรมได้อย่างสะดวกสบาย

View :691

สามโอเปอเรเตอร์ ย้ำชัดการประมูลโปร่งใส พร้อมให้ตรวจสอบ วอนมองประโยชน์และความต้องการลูกค้าประชาชนเป็นหลัก

October 29th, 2012 No comments

พร้อมเดินหน้าลงทุนยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสารเพื่อคนไทยทั่วประเทศ

ผู้ประกอบการโทรคมนาคมทั้งสามราย คือ บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด บริษัท ดีแทค เนทเวอร์ค จำกัด และ บริษัท เรียล ฟิวเจอร์ จำกัด ร่วมแถลงข่าวชี้แจงประเด็นข้อสงสัยของการประมูล ที่ผ่านมา ยืนยันโปร่งใส ยินดีให้ตรวจสอบได้ วอนมองประโยชน์และความต้องการลูกค้าประชาชนเป็นหลัก พร้อมเดินหน้าลงทุนยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสารเพื่อคนไทยทั่วประเทศ ชี้ทุกค่ายมีเหตุผลในการเลือกช่วงความถี่และเคาะราคาที่ต่างกัน มั่นใจการประมูล ครั้งนี้สร้างประโยชน์สูงสุดแก่ ประชาชนไทยและประเทศชาติ

ตามที่มีการแสดงความคิดเห็นหลากหลายเกี่ยวกับการประมูล 3G ที่ผ่านมานั้น โอเปอร์เรเตอร์ทั้งสามราย โดย นายวิเชียร เมฆตระการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) ดร. ดามพ์ สุคนธทรัพย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) และศาสตราจารย์พิเศษ อธึก อัศวานันท์ รองประธานกรรมการและหัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มด้านกฎหมาย บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น (ทรูมูฟ) ในฐานะที่เป็นเอกชนผู้เกี่ยวข้องและเข้าร่วมในเหตุการณ์ คลื่นความถี่ 2.1 GHz มาตั้งแต่ต้น พร้อมใจกันชี้แจงข้อเท็จจริงต่อความคิดเห็นต่างๆเกี่ยวกับเอกชนผู้เข้าร่วมการประมูลที่ยืนยันได้ว่ามีความโปร่งใส พร้อมแสดงเจตนารมณ์ในการร่วมพัฒนาการสื่อสารโทรคมนาคมของไทย โดยผู้ให้บริการทั้งสามรายมีเจตนารมณ์ชัดเจนในการเข้าร่วมประมูลคลื่นความถี่ในครั้งนี้ เนื่องจากเทคโนโลยี 3G เป็นเทคโนโลยีทันสมัยที่จะช่วยยกระดับให้คนไทยสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารต่างๆ ได้ง่ายและรวดเร็ว ซึ่งเทคโนโลยีสื่อสารล้ำสมัยจะช่วยสนับสนุนความเจริญและการพัฒนาประเทศในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นภาคเศรษฐกิจ สังคม อุตสาหกรรม และการศึกษา โดยผู้ให้บริการทั้ง 3 ราย เป็นผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจในวงการสื่อสารโทรคมนาคมมาเป็นเวลาหลายสิบปี และต่างมีความพร้อมที่จะร่วมยกระดับเทคโนโลยี เพื่อให้ประเทศมีความสามารถแข่งขันและมีศักยภาพเทียบนานาประเทศทั่วโลก

นอกจากนี้ การเข้าร่วมประมูล 3G ของโอเปอเรเตอร์ทั้งสามราย เป็นโอกาสที่จะได้สร้างสรรค์บริการเพื่อเป็นทางเลือกใหม่ให้แก่ลูกค้า โดยเฉพาะในช่วงที่สัญญาสัมปทานกำลังจะสิ้นสุดลง ผู้ให้บริการจำเป็นต้องมีแนวทางในการดูแลลูกค้า เพื่อลดผลกระทบในการให้บริการหลังจากสัมปทานสิ้นสุดลง และให้ลูกค้าได้รับบริการที่มีคุณภาพและต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจเข้าร่วมประมูล ขึ้นอยู่กับความพร้อมของผู้ประกอบการแต่ละราย ทั้งในแง่แหล่งเงินทุน ประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในการให้บริการ ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการให้บริการได้อย่างมีคุณภาพ ตรงตามความต้องการของลูกค้า ดังนั้น แม้จะมีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าการประมูลในครั้งนี้เป็นการประมูลที่เอื้อเอกชนทั้งสามราย จะต้องมองถึงความพร้อมของเอกชนด้วย หากมีการเพิ่มราคาจากราคาตั้งต้นที่ 4,500 ล้านบาท ที่มีการเสนอในกรอบข้อสรุปข้อศึกษาของคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อาจมีผลต่อจำนวนผู้เข้าร่วมประมูลในครั้งนี้

โอเปอเรเตอร์ทั้งสามราย ยืนยันการประมูลเป็นประโยชน์ต่อประเทศและประชาชน โดยเงินรายได้ที่เข้ารัฐจากการประมูลครั้งนี้ไม่ได้ต่ำกว่าราคาขั้นต่ำที่วางไว้ ซึ่งราคาประมูลที่เหมาะสมจะสะท้อนต้นทุนการให้บริการ ทำให้อัตราค่าบริการมีความเหมาะสมพอที่ประชาชนทุกกลุ่มจะเข้าถึงได้ง่าย ประชาชนจะได้ใช้ประโยชน์จากการใช้ 3G ทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น และที่สำคัญว คือ การที่ประเทศชาติมีการพัฒนาและประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น หากราคาประมูลแพง ค่าบริการก็จะแพง ประชาชนที่ได้ประโยชน์มีน้อย จะเป็นการสูญเสียของประเทศชาติมากกว่า

การลงทุนของโอเปอเรเตอร์แต่ละราย มิใช่เพียงเงินค่าคลื่นที่ประมูลได้เท่านั้น แต่โอเปอเรเตอร์ยังต้องลงทุนในการขยายเครือข่ายให้ครอบคลุมพื้นที่และจำนวนประชากรตามเงื่อนไขที่ กำหนด อีกทั้งยังต้องมีการลงทุนในการพัฒนาระบบการให้บริการลูกค้าเพื่อสามารถให้บริการประชาชนได้มากที่สุด ซึ่งสุดท้ายรายได้จะกลับสู่ภาครัฐและรัฐจะมีรายได้จากการลงทุนโครงข่ายและภาษีรายได้ของผู้ประกอบการ

สำหรับประเด็นที่มีการวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการฮั้วประมูล ทำให้ได้ราคาคลื่นความถี่ในราคาไม่สูงนั้น ขอชี้แจงว่า การเพิ่มเงินในการประมูลก็เพื่อให้ได้เลือกช่วงความถี่ที่ต้องการก่อน ซึ่งช่วงคลื่นที่เหลือก็ไม่ได้แตกต่างกันจนทำให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบกันมากนัก และผลการประมูลก็บรรลุเป้าหมายเพราะได้เงินประมูลสูงกว่าราคาตั้งต้น ส่วนประเด็นการฮั้วประมูลนั้นยิ่งเป็นไปไม่ได้ เพราะผู้ประกอบการทุกรายก็อยู่ภายใต้เงื่อนไขการประมูลเดียวกัน หากมีการฮั้วกันก็จะถูกตัดสิทธิ์จากการประมูล อีกทั้งยังเสื่อมเสียชื่อเสียงในการประกอบธุรกิจต่อไป ดังนั้น ผู้เข้าร่วมการประมูลทั้ง 3 ราย ยืนยันมั่นใจว่าได้ปฎิบัติถูกต้องตามเงื่อนไขและข้อปฏิบัติในการประมูลตามที่กสทช.กำหนดทุกประการ

ที่สำคัญ โอเปอเรเตอร์ทั้งสามรายมีความเชื่อมั่นในการดำเนินการประมูลคลื่นความถี่ 2.1 GHzของ กสทช. ว่าได้ดำเนินการถูกต้องตามบทบัญญัติของกฎหมาย รวมทั้งยังมั่นใจในหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในการจัดการประมูล ซึ่ง กสทช. ได้ศึกษาแนวทางการประมูลอย่างละเอียดรอบคอบ มีการวิจัย และมีที่ปรึกษาที่เชี่ยวชาญในการประมูล นอกจากนี้ ในวันจัดการประมูล ยังได้เชิญผู้สังเกตการณ์ที่เป็นกลาง ทั้งผู้ตรวจการแผ่นดิน, สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินมาร่วมเป็นสักขีพยานด้วย อีกทั้งการที่ กสทช. ได้ยื่นเอกสารการประมูลคลื่นความถี่ 2.1 GHz ให้กับ 4 องค์กรตรวจสอบหลักของประเทศ ประกอบด้วย สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.), สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.), กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และ สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ย้ำชัดเจนถึงความบริสุทธิ์ใจและความมุ่งมั่นของกสทช.ที่ทำให้การประมูลมีความโปร่งใสและถูกต้องตามกฎหมายทุกขั้นตอน

โอเปอเรเตอร์ทั้งสามราย ขอแสดงความชื่นชมต่อคณะกรรมการ กสทช. ทุกท่าน ที่ดำเนินการตามเป้าหมายการทำงานที่แท้จริง คือ การจัดสรรคลื่นความถี่ให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรม และให้ประชาชนได้ประโยชน์สูงสุดจากเทคโนโลยีดังกล่าว และสามารถผลักดันจนการประมูลเสร็จสิ้นลง นับว่า กสทช. ได้ถือเอาประโยชน์ของประชาชนและการพัฒนาประเทศเป็นที่ตั้ง แม้ว่าจะมีหลากหลายความคิดเห็นและข้อวิพากษ์วิจารณ์ต่อการประมูลดังกล่าว แต่โอเปอเรเตอร์ 3 รายต่างเชื่อมั่นว่า การตรวจสอบข้อเท็จจริงทุกด้านจะได้ข้อสรุปที่กระจ่างแจ้งต่อประชาชนโดยเร็ว และคนไทยจะได้ใช้บริการ 3G ทัดเทียมกับคนในประเทศอื่นๆ ทั่วโลก

View :571
Categories: 3G Tags: , , ,

ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่อการกำกับดูแลบริการ 3G ของกสทช.

October 23rd, 2012 No comments

โดย ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์, สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย

ท่ามกลางกระแสสังคมที่วิพากษ์วิจารณ์ อย่างรุนแรง จากการจัดประมูลล้มเหลว เนื่องจากออกแบบการประมูลให้ไม่มีการแข่งขันกันจริง จนสร้างความเสียหายให้แก่ประชาชนผู้เสียภาษีกว่า 1.6 หมื่นล้านบาท เมื่อเทียบกับราคาประเมินของคลื่นความถี่ ได้พยายามกู้ศรัทธาองค์กร โดยประกาศเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2555 ว่า จะกำกับดูแลผู้ประกอบการและคุ้มครองผู้บริโภคให้เข้มงวดขึ้น ทั้งที่การดำเนินการดังกล่าวเป็นหน้าที่ตามกฎหมายซึ่งต้องทำเป็นปรกติอยู่แล้ว

โดยรูปธรรม กสทช. ได้ประกาศที่จะกำกับอัตราค่าบริการ ทั้งบริการเสียงและข้อมูลที่จัดเก็บจากผู้บริโภคให้ลดลงไม่น้อยกว่า 20% จากอัตราในปัจจุบันที่อยู่ในระดับเฉลี่ย 899 บาทต่อเดือน โดยจะกำหนดให้อัตราค่าบริการในปีแรกลดลง 10% ปีที่ 2 ลดลง 15% และปีที่ 3 ลดลง 20% นอกจากนี้ กสทช. ยังประกาศที่จะกำกับดูแลคุณภาพบริการ และให้ผู้รับใบอนุญาตจัดทำแผน CSR และแผนคุ้มครองผู้บริโภค ตลอดจนประกาศว่าจะปรับปรุงกระบวนการของตนในการรับและพิจารณาเรื่องร้องเรียนจากผู้บริโภค

บทความนี้จะนำเสนอข้อคิดเห็นต่อท่าทีดังกล่าวของ กสทช. และจะเสนอแนะว่า หาก กสทช. มีความจริงใจที่จะกำกับดูแลบริการ 3G ให้เป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคอย่างแท้จริงแล้ว ควรดำเนินการอย่างไร

การกำกับอัตราค่าบริการ

อันที่จริงแม้ กสทช. ไม่ต้องดำเนินการใดๆ ค่าบริการ 3G ก็ควรต้องลดลงอยู่แล้ว เพราะต้นทุนของผู้ประกอบการจะลดลงทันทีจากการไม่ต้องจ่ายค่าสัมปทานให้รัฐประมาณ 21-23% ของรายได้ โดยเปลี่ยนมาจ่ายค่าธรรมเนียมใบอนุญาตและค่าธรรมเนียมอื่น รวมประมาณ 5.5% แทน การเข้าสู่ระบบใบอนุญาตดังกล่าว โดยลำพังจึงทำให้ต้นทุนของผู้ประกอบการลดลงเกินกว่า 15% อยู่แล้ว ขอเพียงตลาดมีการแข่งขันอย่างเพียงพอ ต้นทุนที่ลดลงของผู้ประกอบการก็จะถูกโอนถ่ายมาเป็นค่าบริการที่ลดลงของผู้บริโภคโดย กสทช. ไม่ต้องประกาศอะไรทั้งสิ้น

อย่างไรก็ตาม อุปสรรคต่อการแข่งขันในตลาดโทรศัพท์เคลื่อนที่ 2G ในปัจจุบัน และบริการ 3G ที่จะเกิดขึ้นก็ยังมีอยู่มากมาย ที่สำคัญคือ ค่าเชื่อมต่อโครงข่าย (IC) ซึ่งเปรียบเสมือนราคาขายส่งระหว่างผู้ประกอบการ ยังถูกกำหนดอยู่ที่ 0.99 บาทต่อนาที ซึ่งสูงกว่าต้นทุนจริงที่ผู้เขียนเคยคำนวณไว้ที่ 0.27 บาทต่อนาที ที่ผ่านมา กสทช. ปล่อยให้เอกชนรวมหัวกันกำหนดค่า IC สูงกว่าต้นทุนจริงมาเป็นเวลานาน ทำให้ผู้บริโภคต้องจ่ายค่าโทรศัพท์เคลื่อนที่แพงกว่าที่ควรจะเป็น จนน่าจะเสียประโยชน์ไปแล้วเป็นหมื่นล้านบาท

หากไม่แก้ไขปัญหาพื้นฐานนี้เพื่อให้กลไกตลาดทำงาน กสทช. ก็จะไม่สามารถกำกับดูแลให้ค่าบริการ 3G ลดลงได้อย่างยั่งยืน เพราะผู้ประกอบการอาจออกโปรโมชั่นใหม่ๆ ซึ่งตัดบางบริการออกไปเพื่อให้ดูราคาถูกลง หรือยัดเยียดขายพ่วงบริการอื่นที่ไม่จำเป็นเข้ามา ตลอดจนไปถึงการปฏิเสธไม่ลดราคาลงตามที่กำหนด โดยอ้างปัจจัยภายนอกต่างๆ เช่น ค่าแรงงานและภาวะเงินเฟ้อที่ขึ้นสูง เป็นต้น

นอกจากนี้ แม้กสทช. จะสามารถลดค่าบริการ 3G ลงได้จริง 20% ในอีก 3 ปีข้างหน้า ราคาค่าบริการของไทยตอนนั้น ก็ใช่ว่าจะถูกกว่าราคาของต่างประเทศ ในปัจจุบัน บริษัท StarHub ในสิงคโปร์ คิดค่าบริการบรอดแบนด์เคลื่อนที่ซึ่งไม่จำกัดปริมาณข้อมูล (unlimited) เพียงเดือนละ 670 บาท และแม้ในอินเดีย บริษัท Air Tel ก็คิดค่าบริการโทรศัพท์ 3G ซึ่งจำกัดปริมาณข้อมูลที่ 3.1 GB ในราคาเพียง 340 บาทต่อเดือน ซึ่งถูกเป็นครึ่งหนึ่งของบริการที่คล้ายกันในประเทศไทย ในอนาคต ราคาค่าบริการในต่างประเทศก็มีแนวโน้มที่จะลดลงต่ำลงไปอีก เนื่องจากตลาดโทรคมนาคมของประเทศเหล่านั้นมีการแข่งขันมากกว่าประเทศไทย การลดราคาบริการ 3G ของไทยลงเพียง 20% จึงยังไม่เพียงพอ

เมื่อครั้ง กสทช. ยกร่างแผนแม่บทประกอบกิจการโทรคมนาคม ผู้เขียนเคยเสนอให้ กสทช. กำหนดตัวชี้วัด (KPI) ให้อัตราค่าบริการโทรคมนาคมที่สำคัญ (เช่น บริการ 3G และบรอดแบนด์) ของไทย ต้องมีราคาถูกอย่างน้อยเป็นที่สองในอาเซียน เพื่อให้ธุรกิจไทยสามารถแข่งขันได้ในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน แม้ข้อเสนอดังกล่าวจะได้รับการขานรับจากกลุ่มผู้บริโภค กสทช. ก็ไม่ได้ให้ความสนใจและไม่ได้กำหนดเป้าหมายในเรื่องอัตราค่าบริการในรูปอื่นแทนเลย โดยเพียงชี้แจงแบบขอไปทีว่า ตัวชี้วัดต่างๆ ที่มีอยู่มีความเหมาะสมแล้ว กว่า กสทช. จะคิดออกว่าผู้บริโภคควรได้ราคาที่เหมาะสม องค์กรก็เกิดวิกฤติศรัทธาแล้ว

การคุ้มครองผู้บริโภค

การคุ้มครองผู้บริโภคเป็นอีกภารกิจหนึ่งที่ กสทช. ล้มเหลวอย่างมาก ผู้อ่านทุกคนคงเคยมีประสบการณ์โทรศัพท์เคลื่อนที่สายหลุดบ่อย และบริการบรอดแบนด์มีความเร็วช้ากว่าที่ผู้ประกอบการโฆษณาไว้มาก โดย กสทช. ไม่ได้ดำเนินการแก้ไขให้เห็นผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมใดๆ เลย

นอกจากนี้ เมื่อดูสถิติเรื่องร้องเรียนของผู้บริโภค เราจะพบว่า ในช่วงเดือน พ.ย. 2554-พ.ค. 2555 มีเรื่องร้องเรียนที่ค้างพิจารณา ไม่เสร็จในเวลา 30 วันตามที่กฎหมายกำหนดถึง 85% ในส่วนของบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ และ 78% ในส่วนของบริการอินเทอร์เน็ต โดยสาเหตุสำคัญของความล่าช้าดังกล่าวก็คือ กสทช. ปล่อยให้สำนักงาน กสทช. เข้าเกียร์ว่าง ไม่ดำเนินการใดๆ นอกจากรอให้ผู้ประกอบการชี้แจงและแก้ไขปัญหาให้ผู้บริโภคเอง เสมือนหนึ่งการแก้ไขปัญหาของผู้บริโภค เป็นภารกิจโดยสมัครใจของผู้ประกอบการเช่นเดียวกับกิจกรรม CSR

ความไม่ใส่ใจในการคุ้มครองผู้บริโภคของ กสทช. ในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ประกาศเจตนารมย์ของ กสทช. ที่ออกมาดูว่างเปล่า ไร้มีน้ำหนัก จนหลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่าเป็นแต่เพียงการแก้เกี้ยวเพื่อเอาตัวรอดเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนเองยังหวังว่า กสทช. จะพยายามพลิกวิกฤติขององค์กรในครั้งนี้ให้เป็นโอกาสของผู้บริโภคอย่างแท้จริง

ข้อเสนอแนะ

หาก กสทช. จริงใจในการแก้ไขปัญหาผู้บริโภค ผู้เขียนขอเสนอแนะให้ดำเนินการดังต่อไปนี้

1. ตั้งเป้าให้อัตราค่าบริการโทรคมนาคมที่สำคัญของไทยมีราคาถูก อย่างน้อยเป็นอันดับที่สองในอาเซียน

2. ปรับลดอัตราค่าเชื่อมต่อโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ลงไม่ให้เกิน 25 สตางค์ต่อนาที และปรับลดค่าเชื่อมต่อโครงข่ายในการสื่อสารข้อมูลให้สอดคล้องกับต้นทุนจริง

3. เร่งรัดพิจารณาเรื่องร้องเรียนจากผู้บริโภค โดยสั่งการให้สำนักงาน กสทช. สนับสนุนการทำหน้าที่ของ คณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคด้านกิจการโทรคมนาคมอย่างเต็มที่ และไม่บั่นทอนการทำงานของคณะอนุกรรมการดังกล่าว โดยใช้กลไกอื่น

4. ลดอุปสรรคในการเข้าสู่ตลาดของผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคม โดยยกเลิกประกาศห้ามการครอบงำกิจการโดยคนต่างด้าว ซึ่งมีผลกีดกันไม่ให้ผู้ประกอบการรายใหม่เข้าสู่ตลาดทั้งในการประมูล 3G ที่ผ่านมา จนมีผู้เข้าประมูลเหลือเพียง 3 ราย และการประมูลใบอนุญาตอื่นๆ ที่จะมีขึ้นในอนาคต

View :694

เอไอเอส วางแผง Serenade Magazine Issue 3 ตอบรับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่

October 22nd, 2012 No comments

เอไอเอสเดินหน้าส่ง “ Issue3″ ให้สาวกคอดิจิตอลแมกกาซีนได้ดาวน์โหลดแล้ววันนี้ หลังจากประสบความสำเร็จได้รับการตอบรับ จากเล่มที่ผ่านมา ด้วยยอดดาวน์โหลดกว่า 30,000 ครั้ง โดยความพิเศษใน Issue 3 นี้ ยังคงอัดแน่นด้วยคอนเทนต์สาระบันเทิงมากมาย ที่จะช่วยเติมเต็มไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ ในยุค ที่กำลังมาแรงในขณะนี้
ภายในเล่มประกอบด้วย 13 คอลัมน์เด็ด พร้อมให้สาวกผู้อ่านอัพเดตได้อย่างไม่ตกเทรนด์ ไม่ว่าจะเป็น คอลัมน์ Be Smart ที่ชวนสาวกไอที เจาะลึกถึงแก่นใช้ 3G อย่างไรให้เต็มที่กับชีวิตออนไลน์,คอลัมน์ Take a Seat เกาะติดกระแสหนังดังชวนดูในรูปแบบ 3 มิติที่หลายคนตั้งตาคอย อาทิ Paranorman , Hotel Transylvania , Frankenweenie เป็นต้น พร้อมร่วมสัมผัสแรงบันดาลใจใหม่ๆจากปากหนุ่มสาวที่รักการอ่านผ่านแท็บเล็ตในยุคที่หนังสือดิจิตอลมาแรงในคอลัมน์ Book On Shelf และมาร่วมอัพเดต พร้อมกดโพสต์ โหลด แชร์ ไปกับหลากหลายร้านอาหารอร่อยในสไตล์คนกรุงยุคใหม่ผ่านคอลัมน์ Savoury ,พบที่สุดของการแชร์ประสบการณ์สุดประทับใจของเหล่าซุปตาร์ผ่านแอพพลิเคชั่นสุดฮิต อย่างอินสตราแกรมในคอลัมน์ Everyday Special และปิดท้ายด้วยสิทธิพิเศษส่วนลดอีกมากมาย ให้สนุกและเลือกช้อปได้ในแบบที่เป็นคุณ

ลูกค้าเอไอเอส และสาวกดิจิตอลแมกกาซีน สามารถกดดาวน์โหลด “Serenade Magazine Issue 3” ผ่านทาง App Store บน iPad ได้ฟรีแล้ววันนี้ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ www..co.th/serenademagazine

View :549
Categories: ebook Tags:

เศรษฐศาสตร์ชันสูตรว่าด้วยการประมูล 3G พิสดาร

October 21st, 2012 No comments

โดย
ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์
สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย

ปุจฉา: ในต่างประเทศกับในประเทศไทยต่างกันอย่างไร?
วิสัชนา: ในต่างประเทศ รัฐออกแบบการประมูลให้เอกชนแข่งขันกัน เพราะรู้ว่าเอกชนจะพยายามประมูลต่ำ
ในประเทศไทย รัฐออกแบบการประมูลไม่ให้เอกชนแข่งขันกัน แต่เอกชนกลับพยายามประมูลสูง!!

การประมูล ของ จบลงไปแล้ว พร้อมกับทิ้งความเสียหาย 1.6 หมื่นล้านบาท ให้ตกกับประชาชนในฐานะผู้เสียภาษี ในขณะที่ผู้ประกอบการทั้งสามรายได้ “ลาภลอย” เป็นกำไรแก่ผู้ถือหุ้นของบริษัท เพราะราคาคลื่นที่ประมูลได้ต่ำกว่าราคาประเมินมากมาย

ทันที่ที่จบการประมูล ร่องรอยความผิดปรกติก็เริ่มปรากฏมากขึ้น ดังจะเห็นได้จากข่าวเสียงข้างน้อยใน กสทช. ตลอดจน ผู้บริหารกระทรวงการคลังต่างออกมาท้วงติงว่าการประมูลนี้อาจเข้าข่ายผิดกฎหมายการเสนอราคาต่อหน่วยงานรัฐ หรือ “กฎหมายฮั้ว” แม้กระทั่งที่ปรึกษาประธาน กทค. เองก็ยังทำหนังสือเสนอล้มประมูล เพื่อไม่ให้ กสทช. ต้องเสี่ยงคุกตะราง

อย่างไรก็ตาม กสทช. กลับเร่งเดินหน้าออกใบอนุญาตให้แก่ผู้ประกอบการทั้งสามรายอย่างรีบร้อน และแสดงท่าทีแข็งกร้าวต่อผู้ที่ท้วงติงทั้งหลาย ในขณะที่ สื่อมวลชนบางส่วนก็ประสานเสียงไปทางเดียวกับ กสทช. โดยพยายามเบี่ยงเบนประเด็นให้ประชาชนไปสนใจเรื่องอื่น เช่น อัตราค่าบริการ 3G ในอนาคต โดยไม่พยายามสืบเสาะหาความผิดปรกติในการประมูลที่เกิดขึ้นเลย

ในบทความนี้ ผู้เขียนจะขอใช้วิชา “เศรษฐศาสตร์ชันสูตร” (forensic economics) มาชวนท่านผู้อ่านช่วยกันวิเคราะห์ว่า มีความผิดปรกติในการเคาะราคาในการประมูลอย่างไร และความผิดปรกติดังกล่าวน่าจะเกิดจากอะไร

คำถามที่ต้องการคำตอบ

ดังที่ทราบกัน ในการประมูลครั้งนี้ เสนอราคาสูงสุด 14,625 ล้านบาท ส่วน และ เสนอราคาเท่ากันที่ 13,500 ล้านบาท ซึ่งเป็นราคาขั้นต่ำในการประมูล ผลก็คือทำให้รัฐได้รายได้รวมทั้งสิ้นเพียง 41,625 ล้านบาท หรือสูงกว่าราคาตั้งต้นเพียง 2.8% เท่านั้น และทำให้มูลค่าการประมูล 3G ในประเทศไทยต่ำที่สุดประเทศหนึ่งในโลก

คำถามที่เกิดขึ้นกับการประมูลมี 2 คำถาม คำถามแรกคือ ทำไมการประมูลจึงล้มเหลวจนสร้างความเสียหายต่อประชาชนกว่า 1.6 หมื่นล้านบาท? คำถามนี้ตอบง่ายมากว่า การประมูลล้มเหลวเพราะ กสทช. ออกแบบให้การประมูลแทบไม่เหลือการแข่งขันเลย จึงทำให้ผู้เข้าประมูลทุกรายมั่นใจได้ว่า จะได้คลื่น 3G ไปตามที่ต้องการ โดยไม่ต้องแข่งขันกันเสนอราคามาก

คำถามที่สองซึ่งที่น่าสนใจกว่า ก็คือ ทำไมการประมูลยังมีการแข่งขันเหลืออยู่ ทั้งๆ ที่กฎการประมูลถูกออกแบบมาเพื่อจำกัดการแข่งขัน? โดยมีคำถามที่เกี่ยวเนื่องกันคือ AIS ทำไมจึงประมูลสูงกว่ารายอื่นมาก?

คำตอบที่เป็นไปได้

เหตุที่ AIS เสนอราคาสูงกว่ารายอื่น ก็น่าจะเพราะอยากได้สิทธิในการเลือกย่านความถี่ก่อน โดยเลือกที่จะอยู่ติดกับย่านของ TOT ซึ่งทำให้ทั้งสองรายสามารถนำเอาคลื่นของตนมารวมกันเพื่อให้บริการลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพในอนาคต ในขณะที่ DTAC และ TRUE ไม่ได้สนใจที่จะเลือกย่านความถี่ไหนเป็นพิเศษ ทั้งสองรายจึงประมูลต่ำที่สุดเท่าที่ทำได้คือ ที่ราคาตั้งต้น การที่ AIS เสนอราคาสูงกว่ารายอื่นจึงไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจ แต่ที่น่าแปลกใจก็คือ ราคาที่ AIS ประมูลนั้นสูงกว่ารายอื่นมากเกินความจำเป็น

หลักเบื้องต้นในการประมูลก็คือ ในกรณีที่มีของชิ้นเดียว ผู้เสนอราคาสูงสุด จะได้รับของในการประมูลนั้นไป ส่วนในกรณีที่มีของหลายชิ้น เช่นในการประมูล 3G ครั้งนี้ ผู้เสนอราคาสูงสุดจะได้สิทธิในการเลือกของก่อน ในทั้งสองกรณี ราคาที่เสนอสูงสุดไม่จำเป็นต้องสูงมาก แค่ให้มากกว่าผู้ได้อันดับสองเล็กน้อย เช่น เฉือนกันสลึงเดียว บาทเดียว หรือในกรณีนี้เฉือนกันเพียง 225 ล้านบาท ซึ่งเป็นมูลค่าต่ำสุดในการเคาะราคาเพิ่มแต่ละครั้ง ก็เพียงพอแล้ว

เราจึงควรถามว่า เหตุใด AIS จึงเสนอราคาประมูลมากกว่า DTAC และ TRUE ถึง 1,125 ล้านบาท ทั้งที่เสนอสูงกว่าเพียง 225 ล้านบาท ก็ทำให้ได้เป็นผู้ชนะประมูลตามที่ต้องการแล้ว ทำไม AIS ต้องจ่ายเพิ่มโดยไม่จำเป็นถึง 900 ล้านบาท?

เมื่อวิเคราะห์ดูการเคาะราคาในการประมูล เราจะพบว่า ราคาการประมูลของ AIS ที่สูงขึ้นเกิดใน 2 กรณีคือ หนึ่ง เมื่อมีผู้ประกอบการรายอื่น เลือกสล็อตความถี่เดียวกันกับที่ AIS เลือก ก็พบว่ามีการแข่งราคากัน ทั้งที่แต่ละฝ่ายสามารถหลบไปหาสล็อตอื่นที่ว่างอยู่ได้ ซึ่งเป็นวิธีที่ดีกว่าสำหรับทั้งคู่ เพราะไม่ต้องเพิ่มราคาในการประมูลเลย (เปรียบเสมือนการย้ายไปหาเก้าอี้ที่ว่างอยู่ในการเล่นเก้าอี้ดนตรี แทนที่จะต้องสู้เพื่อแย่งเก้าอี้ตัวเดียวกัน) และ สอง AIS เสนอราคาสูงขึ้นเองในบางสล็อต ทั้งที่ไม่มีคู่แข่งเลย โดยการเสนอราคาสูงขึ้นเพื่อแข่งกับตนเองดังกล่าว เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นของการประมูล ซึ่งไม่สามารถอ้างได้ว่า ทำไปเพื่อให้มั่นใจว่าชนะรายอื่น เพราะหากจำเป็นต้องเสนอราคาสูงขึ้นพื่อให้ตนเป็นผู้ประมูลสูงสุด ก็ยังสามารถทำในรอบท้ายๆ ได้

การกระทำของผู้ประกอบการทั้งสามราย โดยเฉพาะ AIS จึงเป็นเรื่องที่แปลกพิสดารมาก เพราะทำให้ต้องเสียเงินประมูลมากเกินความจำเป็น ซึ่งขัดกับผลประโยชน์ของบริษัทเอง

เราอาจอธิบายพฤติกรรมที่แปลกพิสดารนี้ได้หลายทาง หนึ่ง ผู้บริหาร AIS ที่เข้าร่วมประมูลมีสติปัญญาที่จำกัดมาก จนทำให้ตัดสินใจผิดพลาด ทำให้ผู้ถือหุ้นเสียหาย ซึ่งสมควรถูกกรรมการบริษัทลงโทษ ปลดออกจากตำแหน่งเพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นอีกในอนาคต หรือควรถูกผู้ถือหุ้นฟ้องร้องเพื่อเรียกค่าเสียหาย สอง การยื่นราคาสูงเกินจำเป็นอาจเกิดขึ้นจากความพยายาม “จัดฉาก” ของบางฝ่าย เพื่อแสดงให้ประชาชนเห็นว่า การประมูลมีการแข่งขัน ทั้งที่ในความเป็นจริง การประมูลนี้ไม่สามารถมีการแข่งขันจริงได้เลย เพราะถูกออกแบบไม่ให้มีการแข่งขันมาตั้งแต่ต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อ DTAC และ TRUE ต่างต้องการได้คลื่นความถี่ในราคาต่ำที่สุด โดยไม่สนใจที่จะได้สิทธิในการเลือกย่านความถี่ก่อนเลย การแข่งขันใดๆ ที่เกิดขึ้นจึงน่าจะเป็น “การแข่งขันเทียม” เพื่อสร้างภาพเท่านั้น

ข้อสันนิษฐานใดจะเป็นจริง หรือจะมีข้อสันนิษฐานอื่นๆ อีก ก็สุดแล้วแต่วิจารณญาณของท่านผู้อ่าน แต่ผู้เขียนคิดว่า เราน่าจะหาข้อสรุปที่แท้จริงได้ไม่ยากนัก หากมีการตรวจสอบอย่างจริงจังโดยหน่วยงานภาครัฐ โดยเฉพาะ ปปช.

ก่อนการประมูล ผู้เขียนเคยคิดว่า พิสดารมากแล้วที่ กสทช. ใจกล้าออกแบบการประมูลให้แทบไม่มีการแข่งขัน โดยไม่เกรงกลัวต่อกฎหมายเลย แต่หลังการประมูล ผู้เขียนกลับพบว่า ที่พิสดารยิ่งกว่าก็คือ การที่ผู้ประกอบการเอกชนพยายามหาช่องทางในการแข่งขันกันจนได้ ทั้งที่กติกาไม่เอื้อต่อการแข่งขันเลย!

View :570