Archive

Archive for February, 2011

ก.ไอซีที ติดตั้งครุภัณฑ์คอมพิวเตอร์ให้คนพิการ เพื่อสร้างสังคมที่เท่าเทียม

February 28th, 2011 No comments

นางสาวจิตภัสร์ ภิรมย์ภักดี เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เปิดเผยในงานแถลงข่าวโครงการติดตั้งครุภัณฑ์คนพิการและพิธีมอบครุภัณฑ์คนพิการ ว่า กระทรวงฯ มีนโยบายให้ความสำคัญกับการส่งเสริมให้ประชาชนทุกภาคส่วนในสังคม ไม่ว่าจะเป็นเด็ก เยาวชน ครู ผู้ปกครอง และชาวบ้าน ตลอดจนคนพิการและผู้สูงอายุ ได้รับโอกาสในการเข้าถึงและพัฒนาความรู้ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เพื่อลดช่องว่างการเข้าถึงด้านข้อมูลข่าวสาร โดยการจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้  ICT ชุมชน ในภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ ซึ่งได้จัดตั้งไปแล้ว จำนวน 879 ศูนย์ และกำลังจะดำเนินการจัดตั้งเพิ่มเติมอีก 1,000 ศูนย์ พร้อมกันนี้ยังได้ดำเนินการติดตั้งครุภัณฑ์สำหรับคนพิการและผู้สูงอายุเพิ่มเติมในศูนย์การเรียนรู้ ICT ชุมชน สมาคม มูลนิธิ ศูนย์ฝึกอาชีพ และมหาวิทยาลัย จำนวน 120 แห่ง ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค  เพื่อเป้าหมายให้เกิดการเรียนรู้และใช้ประโยชน์จากการเข้าถึงโลกดิจิทัล  ได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียมกัน
“นโยบายการติดตั้งครุภัณฑ์คนพิการและผู้สูงอายุนี้ มุ่งหวังเพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์จากโลกดิจิทัล โดยมุ่งเน้นให้คนพิการและผู้สูงอายุสามารถเข้ามาใช้งานคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต เพื่อให้เข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียมกัน  ซึ่งในการดำเนินการนั้น จะมีการติดตั้งอุปกรณ์และโปรแกรมสำหรับคนพิการทางการมองเห็น คนสายตาเลือนราง คนพิการทางการได้ยิน คนพิการทางการสื่อความหมาย และผู้สูงอายุ อาทิ  โปรแกรมอ่านจอภาพ และโปรแกรมสังเคราะห์เสียงภาษาไทย (ตาทิพย์) ซึ่งเป็นโปรแกรมช่วยในการเข้าถึง ไอซีที สำหรับคนพิการทางสายตา ในการใช้งานคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต รวมทั้งมีการจัดหาเครื่องพิมพ์อักษรเบรลล์เพื่อพิมพ์เอกสารเป็นอักษรเบรลล์ให้คนพิการทางสายตาสามารถอ่านเอกสารสิ่งพิมพ์ได้ และยังมีชุดอุปกรณ์ช่วยสำหรับผู้พิการที่มีความบกพร่องทางการสื่อสาร เช่น ชุดอุปกรณ์ช่วยพูดพร้อมอุปกรณ์ต่อพ่วง ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกต่อผู้มีความบกพร่องทางการสื่อสารให้สามารถสื่อสารกับคนปกติได้ ทั้งนี้ เพื่อเป็นการลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของกลุ่มคนพิการและผู้สูงอายุ
กระทรวงฯ หวังว่าการดำเนินงานกิจกรรมดังกล่าว จะเป็นการส่งเสริมและพัฒนาความรู้ด้านไอซีที  ให้แก่กลุ่มคนพิการและผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่จะช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาด้วยไอซีที และเพิ่มพูนทักษะการใช้ไอซีทีมากยิ่งขึ้น ตลอดจนสามารถนำ องค์ความรู้ที่ได้มาปรับใช้และพัฒนาให้เกิดประโยชน์ในชีวิตประจำวันและการประกอบอาชีพ เพื่อร่วมสร้างสังคมแห่งภูมิปัญญาและการเรียนรู้ต่อไป” นางสาวจิตภัสร์ กล่าว
สำหรับรายละเอียดการดำเนินการติดตั้งครุภัณฑ์คนพิการครั้งนี้ ประกอบด้วยอุปกรณ์และซอฟต์แวร์ที่เกี่ยวข้อง จำนวน 13 รายการ ได้แก่ 1.โปรแกรมอ่านหน้าจอภาษาอังกฤษ (Screen Reader) 2.โปรแกรมอ่านหน้าจอภาษาไทย (Thai Jaws Braille) 3.โปรแกรมแปลง   สื่อสิ่งพิมพ์เป็นอักษรเบรลล์ภาษาอังกฤษ 4.โปรแกรมแปลงสื่อสิ่งพิมพ์เป็นอักษรเบรลล์ภาษาไทย 5.โปรแกรมแปลงภาพเป็นอักษรและเสียงสังเคราะห์ 6.โปรแกรมสังเคราะห์เสียงภาษาไทย (ตาทิพย์) 7.โปรแกรมขยายจอภาพ 8.โปรแกรมแปลงภาพเป็นอักษรภาษาอังกฤษ (Open Book) 9.โปรแกรมแปลงภาพเป็นอักษรภาษาไทย (Arnthai) 10.อุปกรณ์ช่วยพูดพร้อมอุปกรณ์ต่อพ่วง 11.เครื่องพิมพ์อักษรเบรลล์ (Braille Printer) 12.โต๊ะวางเครื่องพิมพ์อักษรเบรลล์  และ13. กระดาษเฉพาะสำหรับเครื่องพิมพ์อักษรเบรลล์  ซึ่งรายการครุภัณฑ์ดังกล่าวจะเป็นเครื่องมือและอุปกรณ์ช่วยให้คนพิการสามารถใช้งานคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตได้สะดวกและง่ายยิ่งขึ้น

View :878

ดีแทค มอบ “ ห้องคอมพิวเตอร์เพื่อน้อง ” แก่กลุ่มนักเรียนในสังกัด สพฐ.

February 28th, 2011 No comments

และนำคนตาบอดเข้าร่วมงานสัมมนา TMA Day 2011 เปิดวิสัยทัศน์เตรียมพร้อมรับความเปลี่ยนแปลงระดับ

ดีแทค โดยโครงการทำดีทุกวัน เดินหน้ามอบโอกาสทางการเรียนรู้อย่างเท่าเทียมกันของคนในสังคม โดย 2 กิจกรรมล่าสุดซึ่งจัดขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้ประกอบด้วยการมอบ “ ” ให้แก่กลุ่มนักเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ขณะเดียวกันเปิดโอกาสให้คนตาบอดได้ร่วมงานสัมมนา “CEO Perspectives on Future Challenges” ในงาน TMA Day 2011 มอบโอกาสให้กลุ่มคนตาบอดได้ฟังวิสัยทัศน์และแนวคิดอันเป็น ประโยชน์จากนักธุรกิจชั้นนำของประเทศไทย เพื่อเตรียมพร้อมรับความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ และร่วมเป็นกลไกในการร่วมสร้างสรรค์และพัฒนาประเทศ

เมื่อเร็ว ๆ นี้ดีแทค และ กสท.โทรคมนาคม ได้ร่วมกันใช้ ICT เป็นเครื่องมือนำความรู้สู่ภาคประชาชน โดยดีแทคได้ส่งมอบ “ ห้องคอมพิวเตอร์เพื่อน้อง ” ให้กับโรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย โดยเป็นคอมพิวเตอร์มือสอง สภาพดี จากพนักงานดีแทคทั่วประเทศที่ปฏิบัติงานภายใต้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและหัวใจจิตอาสา CR ที่ตั้งใจส่งต่อเครื่องคอมพิวเตอร์ให้น้องๆ เมื่อครบเวลาการใช้งาน รวม 110 เครื่อง โดยการส่งมอบห้องคอมพิวเตอร์ให้นักเรียนครั้งนี้เน้นเรื่องของการใช้ เทคโนโลยีสารสนเทศยุคใหม่อย่างปลอดภัย ไม่เกิดโทษ และส่งเสริมให้เยาวชนรู้จักประโยชน์ของการใช้ IT อย่างสูงสุด ตามนโยบายการทำงานเพื่อสังคมของดีแทค พร้อมกันนี้ กสท.โทรคมนาคม ร่วมมอบอุปกรณ์การเรียน การสอน และอุปกรณ์กีฬา ให้แก่โรงเรียนต่าง ๆ ในเขตจังหวัดนครราชสีมา ได้แก่ โรงเรียนวัดสระแก้ว โรงเรียนบ้านจอหอ โรงเรียนบ้านปอพราน โรงเรียนบ้านมาบกราด โรงเรียนบ้านหนองคอม โรงเรียนบ้านตาจั่น โรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย โดยมีคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เป็นตัวแทนรับมอบ

โครงการ “ ห้องคอมพิวเตอร์เพื่อน้อง ” เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ สื่อสาร เรียนรู้ สู่ชุมชน หรือ “CSR Campus ปี 3” ซึ่งดีแทค สถาบันไทยพัฒน์ กสท . โทรคมนาคม และ สพฐ . ดำเนินการร่วมกันต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 โดยเป็นการขยายกลุ่มเป้าหมายจากโครงการในสองปีแรกที่สะท้อนให้เห็นถึงการขับเคลื่อนเรื่องการส่งเสริม CSR ที่ต่อเนื่องและเป็นระบบ เริ่มตั้งแต่กลุ่มนักธุรกิจในปี 51 มายังกลุ่มนักศึกษาในปี 52 และสู่กลุ่มนักเรียนในปี 53 ซึ่งนอกจากความรู้ความเข้าใจเรื่อง CSR ที่กระจายไปยังกลุ่มเป้าหมายต่างๆ ทั่วประเทศแล้ว ยังได้เครือข่าย CSR ในระดับจังหวัดที่มีทั้งนักธุรกิจ ผู้ประกอบการ พนักงานองค์กร ครู อาจารย์ และเยาวชน ร่วมเป็นภาคีในการทำงานขับเคลื่อนกิจกรรม CSR ของท้องถิ่น โดยท้องถิ่น และเพื่อท้องถิ่นที่เป็นรูปธรรมอีกด้วย

นอก จากการมอบโอกาสทางการเรียนรู้ให้แก่เด็กและเยาวชน ดีแทคยังได้นำผู้แทนคนตาบอดจากหน่วยงานต่าง ๆ เข้าร่วมงานสัมมนาและฟังการบรรยายหัวข้อ “CEO Perspectives on Future Challenges” ในงาน TMA Day 2011 เพื่อฟังแนวคิดของผู้บริหารในแต่ละสาขาการจัดการ เพื่อให้มีโอกาส ได้รับทราบแนวคิดเพื่อ เตรียมแนวทางการดำเนินธุรกิจในอนาคต ให้พร้อมรับและรุกกับแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสภาพแวดล้อมที่ เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ทั้งในระดับประเทศ ระดับภูมิภาค และระดับโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งดีแทคเล็งเห็นความสำคัญของการมีส่วนร่วมกับสังคมของกลุ่มคนตาบอด เพื่อเตรียมพร้อม รับความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมของ ประเทศ โดยกิจกรรมนี้มีตัวแทนทั้งจากสมาคมคนตาบอดกรุงเทพฯ สหกรณ์บริการคนตาบอดแห่งประเทศไทย สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย ชมรมอาสาสมัครเพื่อนคนตาบอด เข้าร่วมฟังสัมมนา.

View :629

ควอลคอมม์ประกาศผลงานที่ชนะ Augmented Reality Developer Challenge 2010

February 28th, 2011 No comments

การประกวดการพัฒนาแอพพลิเคชั่นใหม่ โครงการ ซึ่งเป็นโครงการที่ควอลคอมม์ได้จัดขึ้นล่าสุด

บัดนี้ การประกวดดังกล่าวได้ดำเนินการเสร็จสิ้น และควอลลคอมม์ได้ประกาศผลงานที่ชนะเลิศดังมีรายละเอียดดังนี้ เกม Paparazzi ซึ่งเป็นผลงานการสร้างสรรค์สุดโดดเด่นของนายพอลิส ลิกิสและนายอาร์มินาส ดิดซิโอกัส 2 นักพัฒนาแอพพลิเคชั่นหนุ่มจากประทศลิทัวเนียพิชิตแชมป์การประกวดดังกล่าว คว้าเงินรางวัลสูงสุด 125,000 เหรียญสหรัฐ

เกม Inch High Stunt Guy สร้างสรรค์โดยบริษัท ดีไฟแอนท์ ดีเวลลอปเม้นท์ พีทีวาย ลิมิเต็ด ครองตำแหน่งอันดับ 2 ได้รับเงินรางวัลจำนวน 50,000 เหรียญสหรัฐ และ เกมผจญภัย Danger Copter ซึ่งพัฒนาโดย 5 นักศึกษาปริญญาโทจากคณะศิลปกรรมภาพยนตร์ (Cinematic Arts) แห่งมหาวิทยาลัยเซาธ์เทิร์น แคลิฟอร์เนีย ตามมาติดๆ เป็นอันดับ 3 ได้รับเงินรางวัลมูลค่า 25,000 เหรียญสหรัฐ

ทั้งนี้ การประกวดโครงการ Augmented Reality Developer Challenge 2010 ริเริ่มจัดขึ้นโดยควอลคอมม์ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2553 ควบคู่กับการนำชุดพัฒนาซอฟท์แวร์ Augmented Reality (AR)ใหม่ออกให้บริการแก่สาธารณชน โดยมีจุดประสงค์เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาแอพพลิเคชั่นเออาร์ใหม่ๆ ในรูปแบบต่างๆ อาทิ เกมใหม่ แอพพลิเคชั่นการศึกษา และโปรแกรมส่งเสริมการตลาดแบบอินเตอร์แอคทีฟ เป็นต้น

สำหรับรายละเอียดของผลงานที่ได้รับรางวัล มีดังนี้

รางวัลที่ 1 เงินรางวัลมูลค่า 125,000 เหรียญสหรัฐ ได้แก่ เกม Paparazzi จากผลงานการสร้างสรรค์ของนายพอลิส ลิกิสและนายอาร์มินาส ดิดซิโอกัส ซึ่งได้สร้างสรรค์และพัฒนาเกมในรูปแบบอินเตอร์แอคทีฟ โดยเปิดให้ผู้เล่นทำหน้าที่เป็นปาปารัสซี่เสมือน แอบถ่ายภาพเซเลบก่อนถูกก่อกวนและเข้าโจมตีช่างภาพ
ที่เข้ามาขัดขวาง

รางวัลที่ 2 เงินรางวัลมูลค่า 50,000 เหรียญสหรัฐ ได้แก่ เกม Inch High Stunt Guy พัฒนาโดยบริษัท ดีไฟแอนท์ ดีเวลลอปเม้นท์ พีทีวาย ลิมิเต็ด (ประเทศออสเตรเลีย) โดยผู้เล่นจะจัดเรียงสิ่งกีดขวางต่างๆ เพื่อให้ผู้แสดงผาดโผนแทนตัวแสดงจริง (stuntman) นำรถจักรยานยนต์กระโดดลอดบ่วงข้ามสิ่งกีดขวางต่างๆ ได้สำเร็จ

รางวัลที่ 3 เงินรางวัลมูลค่า 25,000 เหรียญสหรัฐ ได้แก่ เกม Danger Copter ผลงานการสร้างสรรค์โดย 5 นักศึกษาระดับปริญญาโทจากสหรัฐอเมริกา คือ นายเล็กซ์ บีชัม นายจงหวา คิม นายเจสัน แมเทียส นายคีดาร์ เรดดี้ และนายอีวาน ซฟอร์ซา เป็นเกมผจญภัยที่ผู้เล่นทำหน้าที่เป็นนักบินเฮลิคอปเตอร์ซึ่งขับ เฮลิคอปเตอร์เพื่อพ่นน้ำดับไฟที่ลุกไหม้และช่วยชีวิตผู้คนให้รอดพ้นจาก อันตราย

คณะกรรมการตัดสินการประกวดการพัฒนาแอพพลิเคชั่นโครงการ Augmented Reality Developer Challenge 2010 ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิจากภาคอุตสาหกรรมและนักวิชาการ โดยมีเกณฑ์การตัดสินที่พิจารณาจากความคิดสร้างสรรค์ การดำเนินการทางเทคนิค ประสบการณ์การใช้งานโดยรวม และปัจจัยที่เกี่ยวข้องอื่นๆ

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการประกาศผลผู้ชนะเลิศโครงการดังกล่าว เข้าไปดูได้ที่ข่าวประชาสัมพันธ์ที่เผยแพร่อย่างเป็นทางการที่เว็บไซด์ http://www.qualcomm.com/news/releases/2011/02/15/qualcomm-announces-winners-2010-augmented-reality-developer-challenge สำหรับวิดีโอคลิปเกี่ยวกับผลงานแอพพลิเคชั่นต่างๆ ที่ส่งเข้าประกวดในโครงการ Augmented Reality Developer Challenge 2010 สามารถดูได้ที่ www.qualcomm.com/ar

View :665

TCCT บริษัทสัญชาติไทย ผู้ให้บริการโฮสติ้งเพียงหนึ่งเดียวต่อKT โทรคมนาคมแดนโสมขาว

February 28th, 2011 No comments

บริษัท ทีซีซี เทคโนโลยี จำกัด (TCCT) ได้รับความไว้วางใจจาก เคที (KT) ในการเป็นผู้ให้บริการโฮสต์เครื่องเซิร์ฟเวอร์ (Colocation Services) กับดาต้า เซ็นเตอร์ ของทีซีซี เทคโนโลยีที่ตั้งอยู่ ณ บางนา โดยดาต้าเซ็นเตอร์แห่งนี้ถือเป็นดาต้าเซ็นเตอร์ชั้นนำ และมีประสิทธิภาพระดับต้นๆของประเทศไทย
 
การให้บริการแบบจุดเดียวเบ็ดเสร็จ (One-Stop-Services) ของทีซีซี เทคโนโลยีที่ให้บริการต่อ บริษัทโทรคมนาคม เคทีนั้น โดยหลักแล้วมุ่งเน้นไปที่ Colocation Services ซึ่งหมายถึงมีการให้บริการพื้นที่รวมถึงระบบโทรคมนาคม เครือข่ายสัญญาณการสื่อสาร นอกจากนั้นทีซีซี เทคโนโลยียังได้ให้บริการ Ad-Hoc Service ซึ่งเป็นบริการที่เสมือนเป็นหูเป็นตาแทนให้กับพาร์ทเนอร์ โดยทีซีซี เทคโนโลยีมีทีมงานด้านปฏิบัติการเครือข่าย NOC – (Network Operation Center) ที่เชี่ยวชาญเป็นพิเศษ รวมถึงการเชี่อมต่อจาก โนด (Node) สู่ผู้ใช้จริง และผู้ให้บริการโทรคมนาคม (Telco)
คุณ โฆษิต สุขสิงห์ กรรมการผู้จัดการบริษัท ทีซีซี เทคโนโลยี (TCCT) กล่าวว่า “บริษัทรู้สึกเป็นเกียรติอย่างสูงในการเป็นผู้ให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์ แก่บริษัทเคที พาร์ทเนอร์ของเราที่มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ณ กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ ด้วยบริการพิเศษในการช่วยควบคุมและช่วยเหลือ ด้าน IT ตลอด 24 ชั่วโมง รวมถึงการให้การเชื่อมต่อจากโนด (Node) ไปยังผู้ใช้จริงและการให้อำนาจการควบคุมที่เคทีสามารถทำได้ไม่ว่าอยู่ส่วนใดของโลก ด้านระบบ Remote Monitoring Access ก็ช่วยให้บริษัทเคทีสามารถได้รับบริการจุดเดียวแบบเบ็ดเสร็จที่สะดวกและดีเยี่ยมที่สุด
 
เกี่ยวกับบริษัท เคที (ชื่อก่อนหน้านี้: เคที เทเลคอม) เป็นบิรษัทโทรคมนาคมชั้นนำของเกาหลีใต้ เป็นผู้ให้บริการด้านโทรคมนาคมไร้สายและไม่ไร้สาย บริษัทเคที มีกิจการทั้งด้านการสื่อสารและข้อมูลและยังครอบครองส่วนแบ่งตลาดสูงสุดในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมท้องถิ่นและอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงอีกด้วย บริษัทเคที นับเป็นผู้สร้างเสริมนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง มุ่งเดินหน้าส่งเสริมประสิทธิภาพการสื่อสารโดยการคิดนอกกรอบ เคทีมุ่งเน้นบริการที่ก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง
เกี่ยวกับบริษัท ทีซีซี เทคโนโลยี (ทีซีซีที) เป็นผู้ให้บริการด้าน ดาต้าเซ็นเตอร์ชั้นนำของประเทศไทย บริษัทให้มีบริการหลักอยู่สามชนิดคือ ให้บริการพื้นที่สำหรับเครื่องเซิร์ฟเวอร์ (Colocation Services) อันรวมไปถึงบริการศูนย์สำรอง Disaster Recovery Services บริการด้านจัดการดูแลระบบไอที Managed Services และบริการด้าน IT Outsourcing Services ดาต้าเซ็นเตอร์ของทีซีซี เทคโนโลยีประกอบไปด้วยผู้เชี่ยวชาญด้าน managed services โดยเฉพาะ SAP และ Microsoft Hosting Service เทคโนโลยีด้านดาต้าเซ็นเตอร์ที่ก้าวล้ำ รวมถึงการเป็นพันธมิตรกับผู้ร่วมธุรกิจชั้นนำมากมายในอุตสาหกรรมไอทีทั้งในประเทศและต่างประเทศ ปัจจุบันทีซีซี เทคโนโลยีมีดาต้า เซ็นเตอร์ 3 แห่ง แห่งแรกคือ Empire Tower Data Center (ETDC) แห่งที่สอง Bangna Data Center (BNDC) และแห่งที่สาม ซึ่งตั้งอยู่ที่นอร์ธ พาร์ค มีแผนจะเสร็จสิ้นภายในปีหน้า

View :1542
Categories: Press/Release Tags: ,

เอไอเอสร่วมกับ Google พัฒนา Google Chrome version AIS พร้อม ใช้ (plug ’n play) บน AIS Aircard

February 28th, 2011 1 comment

เอไอเอส แอร์การ์ด เดินหน้า เอาใจขาท่องเน็ตไป อีกขั้น
สร้างความแตกต่างด้วย AIRCARD – สุดยอดบราวเซอร์ระดับโลกที่ช่วยให้ท่องเน็ตได้เร็ว สะดวก สนุก และปลอดภัยสุดๆ เพื่อ เสริมคุณภาพและสร้างประสบการณ์ที่เหนือกว่า กับผู้ใช้บริการ Mobile Internet ด้วยความเร็วในการ แสดงผล  ความสะดวกในการเข้าถึงข้อมูลการใช้งาน, การเลือกโปรโมชั่น และใช้ application ต่างๆ  รวมถึงการป้องกัน virus and malware อัตโนมัติขณะท่องอินเตอร์เน็ต

นายปรัธนา  ลีลพนัง ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ สายงานบริการเสริม บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส กล่าวว่า “ปัจจุบันลูกค้าเอไอเอสที่ใช้งาน Mobile Internet มีมากกว่า  7.5 ล้านราย  โดยแบ่งเป็นการใช้งานจาก ฟีเจอร์โฟน  86%, สมาร์ทโฟน 10% และ AIRCARD 4%        ในช่วงกว่า 2 ปีที่ผ่าน AIS ได้สร้างตลาดการให้บริการ Mobile Internet ผ่าน computer ที่เน้นคุณภาพ end-to-end โดยการพัฒนาผลิตภัณฑ์และทำตลาดภายใต้ชื่อ “AIS AIRCARD” ซึ่งสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี และถือเป็นการเปิดมิติใหม่ของตลาด AIRCARD ไป อีกขั้น  จนกระทั่งปัจจุบันมี AIS AIRCARD ที่สามารถตอบสนอง ความต้องการใช้งานได้ทุกกลุ่ม โดยปัจจุบัน มีมากกว่า 6 รุ่นให้เลือก”

อย่างไรก็ตาม เอไอเอสยังคงพัฒนาคุณภาพและความสามารถ ของ AIS AIRCARD อย่างไม่หยุดยั้ง  ซึ่งในครั้งนี้เป็นอีกครั้งหนึ่งที่เรามีความ ภูมิใจกับการพัฒนาไปอีกขั้นโดย ร่วมมือกับ Google นำ  Browser ระดับคุณภาพระดับโลกอย่าง Google Chrome ที่ พัฒนาเพิ่มพิเศษเพื่อ AIS มาไว้ใน AIS AIRCARD

นายปรัธนา กล่าวเพิ่มเติมว่า “Google Chrome version AIS ถือเป็น Browser คุณภาพจาก Google ที่เมื่อลูกค้าเอไอเอสเชื่อมต่อ Internet ผ่าน AIS AIRCARD แล้วจะทำให้

1. เพิ่มความเร็วในการแสดงผล โหลด และค้นหา ข้อมูลในแต่ละ website
2. มี application พิเศษให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงการบริหารจัดการข้อมูลการใช้งาน เช่น ข้อมูลการใช้งาน เปลี่ยนโปรโมชั่นชั่วโมงเน็ตได้เอง  เช็คยอดคงเหลือ  เติมเงิน  ฯลฯ   ได้ง่ายๆบนหน้าจอตลอดเวลา
3. สามารถเข้าถึง application มาก มายผ่าน browser เช่น office application (word, excel, PDF), เกมส์ และ content อีกมากมายกว่า โดยไม่จำเป็นต้องมี application ในเครื่องมาก่อน
4. มั่นใจได้ในความปลอดภัยระหว่างการ เชื่อมต่อเข้าเว็บไซต์ต่างๆ ด้วยระบบป้องกันมัลแวร์และฟิชชิ่งในตัว

คุณพรทิพย์ กองชุน หัวหน้าฝ่ายการตลาดประเทศไทย บริษัท กูเกิล เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า  “เพื่อช่วยให้ผู้ใช้ชาวไทยเข้าถึงเว็บไซต์ ต่างๆ ผ่านเบราเซอร์ Google Chrome มากขึ้น, กูเกิลได้ร่วมมือ กับบริษัทแอดวานซ์อินโฟร์เซอร์วิส จำกัด (มหาชน)  นำ Google Chrome ผสานรวมไว้กับ บริการของเอไอเอส โดยเอไอเอสถือเป็นผู้นำด้านบริการมือถือชั้นนำในประเทศไทย ที่จะอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าสามารถเข้าถึงอินเตอร์เน็ตด้วย  Google Chrome ได้อย่างรวดเร็ว สะดวก ปลอดภัย รวมถึงจัดการข้อมูลการใช้งานส่วนตัว  เชื่อมต่อกับ Local Contents ที่สามารถเลือก Customize ได้ ด้วยตัวเองอย่างง่ายดาย เพียงปลายนิ้วคลิก โดยใช้งานได้ง่ายๆเพียงดับเบิลคลิกที่ไอคอน Chrome ที่ปรากฏขึ้นโดยอัตโนมัติ เมื่อ AIS AIRCARD เชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์
“กูเกิลรู้สึกตื่นเต้นที่ได้ร่วมงาน กับเอไอเอสในการผลักดันนวัตกรรมรุ่นล่าสุดที่ทำให้ผู้ใช้ชาวไทย สามารถเข้าถึง Google Chrome ได้ง่ายยิ่งขึ้นผ่าน AIS AIRCARD  เพียงหนึ่งคลิกผู้ใช้งานก็สามารถเข้าถึง Google Chrome เวอร์ชั่นล่าสุดที่มีความเร็วสูงสุด โดยเป็นการรวมพลังและความเร็วที่แสนสะดวกต่อการใช้งานของผู้ใช้ ล้วนเป็นความคาดหวังจากกูเกิล ”

โดยนายปรัธนา กล่าวตอนท้ายว่า “เอไอเอสจะยังคงพัฒนาศักยภาพของ AIS AIRCARD อย่างต่อเนื่อง และภายในเดือนมีนาคมนี้จะเปิดตัว AIS AIRCARD ที่เพิ่มฟังก์ ชั่นการอ่าน Location base (LBS) ได้ด้วยแผนที่ Google Map พร้อมแสดงรายละเอียดสิทธิพิเศษของเอไอเอส พลัส ที่ร่วมมือกับแต่ละร้านค้าในแต่ละ Location ได้ง่ายๆทันที”

AIS AIRCARD – Google Chrome เริ่มวางจำหน่ายแล้วที่ AIS Shop, ร้าน Telewiz, ร้านพาวเวอร์ บาย, เทสโก้ โลตัส ทุกสาขาและร้านไอที ชั้นนำทั่วประเทศ ในราคา 1,490 บาท พร้อม Net sim และโปรโมชั่นสุดคุ้ม เล่นเน็ตฟรี 600 นาที/เดือน นาน 4 เดือน

View :2592
Categories: Press/Release Tags: , ,

สำนักงานสถิติ เดินหน้า “สำมะโนธุรกิจและอุตสาหกรรม” เพิ่มความเข้มแข็งให้ธุรกิจ พัฒนาเศรษฐกิจของชาติ

February 28th, 2011 No comments

เดินหน้าจัดทำ “สำมะโนธุรกิจและอุตสาหกรรม    พ.ศ.2555” ส่งคุณมาดีลงพื้นที่สัมภาษณ์เพื่อรวบรวมข้อมูลการดำเนินธุรกิจทางการค้า ธุรกิจทางการบริการ และอุตสาหกรรมการผลิต จากสถานประกอบการทั่วประเทศ  พร้อมขอความร่วมมือจากผู้ประกอบการให้ข้อมูลถูกต้องครบถ้วน เพื่อเป็นข้อมูลให้ภาครัฐและผู้ประกอบการใช้ในการวางแผนพัฒนาประเทศและธุรกิจให้มีศักยภาพ  ตอกย้ำให้ผู้ประกอบการมั่นใจ ข้อมูลไม่รั่วไหล ไม่เกี่ยวพันข้อกฎหมาย ไม่โยงใยเรื่องภาษี ลงพื้นที่         1 มีนาคม – 30 มิถุนายน นี้
 
นายวิบูลย์ทัต สุทันธนกิตติ์ ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ กล่าวถึงเหตุผลในการจัดทำ      สำมะโนธุรกิจและอุตสาหกรรม ว่า ในปัจจุบันโครงสร้างทางเศรษฐกิจได้เปลี่ยนไปจากภาคเกษตรกรรมเป็นภาคอุตสาหกรรมการผลิต  การค้าและบริการเป็นหลัก  อุตสาหกรรมการผลิตซึ่งนับเป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจ     ที่มีบทบาทอย่างมากต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศไทย โดยในแต่ละปีมีมูลค่าผลผลิตประมาณ 2 ใน 5 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (GDP) ในขณะที่ธุรกิจทางการค้าและธุรกิจทางการบริการ มีมูลค่าผลผลิตประมาณ 1 ใน 5 ของ GDP ดังนั้นข้อมูลสถิติและสารสนเทศโครงสร้างพื้นฐานเกี่ยวกับการประกอบการดังกล่าว จึงมีความสำคัญสำหรับภาครัฐและเอกชนในการกำหนดนโยบายและวางแผนพัฒนาด้านเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม  เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในเวทีการค้าโลก
 
ด้วยเหตุนี้  สำนักงานสถิติแห่งชาติในฐานะผู้รับผิดชอบในการจัดทำข้อมูลพื้นฐานที่สำคัญให้แก่ประเทศ จึงได้จัดทำสำมะโนธุรกิจและอุตสาหกรรมขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาจัดทำทุกๆ 10 ปี แต่เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ทันสมัยมากขึ้น    จึงได้ปรับเปลี่ยนให้มีการจัดทำทุกๆ 5 ปี โดยเริ่มตั้งแต่การทำสำมะโนธุรกิจและอุตสาหกรรม พ.ศ.2555 เป็นต้นไป  
 
            สำหรับการลงพื้นที่เพื่อสำมะโนธุรกิจและอุตสาหกรรม พ.ศ.2555  จะดำเนินการระหว่างวันที่ 1 มีนาคม ถึง 30 มิถุนายน 2554 โดยมีเจ้าหน้าที่ในนาม “คุณมาดี” ที่สวมเสื้อโปโลสีส้ม ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการจัดทำ   สำมะโนธุรกิจและอุตสาหกรรม พ.ศ.2555 ที่มีบุคลิกที่เป็นมิตร สุภาพ ยิ้มแย้มแจ่มใสและเป็นกันเอง จำนวน 1,500 คน ลงพื้นที่สัมภาษณ์ผู้ประกอบการทั่วประเทศ โดยการเก็บรวบรวมข้อมูลพื้นฐานจะสอบถามจากสถานประกอบการที่ประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั้งทางด้านธุรกิจการค้า (ค้าปลีก ค้าส่ง) ธุรกิจทางการบริการ การผลิต  การก่อสร้าง  การขนส่งทางบกและสถานที่เก็บสินค้า  กิจกรรมด้านข้อมูลข่าวสารและการสื่อสาร และโรงพยาบาลเอกชน ส่วนการเก็บรวบรวมข้อมูลรายละเอียด จะสอบถามจากสถานประกอบการที่ดำเนินกิจการเกี่ยวกับธุรกิจการค้าปลีก-ค้าส่ง  การบริการและการผลิต ซึ่งการทำสำมะโนในครั้งนี้สำนักงานสถิติแห่งชาติได้นำร่องโดยการนำระบบ E – Service และ E – Question มาใช้ในบางพื้นที่  เพื่อประเมินถึงผลดีผลเสีย  และหากการดำเนินการโดยวิธีนี้สามารถลดขั้นตอน เวลา ค่าใช้จ่าย ข้อผิดพลาด และสามารถประมวลผลเป็นรายวันเมื่อจบภาคสนามก็จะขยายพื้นที่ต่อไป
 
“สำนักงานสถิติแห่งชาติ ขอความร่วมมือจากผู้ประกอบการให้ข้อมูลที่ครบถ้วนถูกต้อง โดยมั่นใจได้ว่า ข้อมูลที่ให้มาจะไม่รั่วไหล ไม่เกี่ยวพันข้อกฎหมาย และไม่โยงใยเรื่องภาษี เพื่อที่รัฐจะได้กำหนดแผนนโยบายพัฒนาได้ตรงกับความต้องการ สำหรับผู้ประกอบการสามารถใช้ข้อมูลที่ได้เป็นเครื่องมือวิเคราะห์สถานการณ์ด้านเศรษฐกิจ รวมทั้งการวางแผนตัดสินใจเกี่ยวกับการลงทุนขยายกิจการ บริหารและควบคุมการดำเนินกิจการ       ในด้านต่างๆ ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น รวมถึงใช้ข้อมูลเป็นฐานเพื่อเปรียบเทียบผลการดำเนินงานตนกับกิจการอื่น  ในส่วนของนักวิชาการ นักวิจัย และสถาบันการศึกษา สามารถนำไปวิเคราะห์ต่อยอดสร้างนวัตกรรม               เพื่อสนับสนุน ส่งเสริม และพัฒนาธุรกิจทางการค้า ธุรกิจทางการบริการ และอุตสาหกรรมการผลิตที่อยู่ในความสนใจและเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง  และขอให้ท่านผู้ประกอบการมั่นใจว่าข้อมูลของสถานประกอบการจะถูกเก็บเป็นความลับ  ไม่มีการนำไปเปิดเผยเป็นรายกิจการอย่างแน่นอน  สำนักงานสถิติแห่งชาติจะนำไปประมวลเป็นค่าทางสถิติและเสนอผลในภาพรวมเท่านั้น”  นายวิบูลย์ทัต กล่าว
 

View :680

ก.ไอซีที เดินหน้าศึกษาแนวทางขยายระบบอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในพื้นที่ห่างไกลของประเทศ

February 25th, 2011 No comments

นายธานีรัตน์ ศิริปะชะนะ รองปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เปิด เผยว่า กระทรวงฯ ได้ร่วมมือกับธนาคารโลกเพื่อดำเนินโครงการศึกษาแนวทางในการขยายระบบอินเทอร์ เน็ตความเร็วสูงให้ครอบคลุมพื้นที่ห่างไกลของประเทศไทย ( Thailand : Rural Broadband Infrastructure Development ) โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากธนาคารโลกเป็นจำนวน 100,000 ดอลล่าร์สหรัฐ และกระทรวงฯ สนับสนุนงบประมาณเพิ่มเติมอีก 10,000 ดอลล่าร์สหรัฐ เพื่อดำเนินการศึกษาตัวอย่างการใช้อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในเขตชนบทของ ประเทศไทย ตลอดจนความเกี่ยวข้องทางด้านนโยบายและปัจจัยสำคัญอื่นๆ รวมทั้งศึกษาตัวอย่างจากกรณีศึกษาผลงานวิจัยของต่างประเทศด้านการพัฒนาอิน เทอร์เน็ตความเร็วสูงที่ได้ผลในเขตพื้นที่ห่างไกล และนำผลที่ได้มาจัดทำแนวทางในการดำเนินงานพัฒนาอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงใน เขตพื้นที่ห่างไกลของประเทศไทย

“ในการดำเนินโครงการฯ นี้ กระทรวงฯ ได้มีการว่าจ้างที่ปรึกษาจากต่างประเทศ คือ Mr. David N. Townsend และที่ปรึกษาของประเทศไทย คือ ดร. ศุภฤกษ์ สุขสมาน จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อทำการศึกษาด้านการเข้าถึงเครือข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงใน เขตพื้นที่ห่างไกลของประเทศไทยในปัจจุบัน รวมทั้งศึกษาเกี่ยวกับสถาบันหรือองค์กรต่างๆ และปัจจัยสำคัญที่เกี่ยวข้องในด้านการตลาด ตลอดจนปัจจัยในการพัฒนาท้องถิ่นและโอกาส โดยได้มีการสัมภาษณ์หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กสทช. บมจ.ทีโอที บมจ.กสท.โทรคมนาคม กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีการจัดกลุ่มของตัวอย่างวิธีการต่างๆ ที่ใช้ในต่างประเทศเกี่ยวกับการพัฒนาการเข้าถึงเครือข่ายอินเทอร์เน็ตใน พื้นที่ห่างไกลอีกด้วย

หลัง จากนั้นจะมีการนำรายงานผลการศึกษาในเบื้องต้นมานำเสนอในการประชุมเชิง ปฏิบัติการที่จะจัดขึ้นในวันที่ 15 มีนาคม 2554 เพื่อรับฟังข้อเสนอแนะ และความคิดเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก่อนจัดเป็นทำรายงานฉบับสมบูรณ์ เพื่อให้กระทรวงฯ นำมาใช้เป็นแนวทางในการจัดทำแผนการดำเนินงานตามนโยบายบรอดแบนด์แห่งชาติต่อ ไป” นายธานีรัตน์ กล่าว

View :610

คาดการณ์อาชญากรรมไซเบอร์ทศวรรษ2020 โดยแคสเปอร์สกี้แลป

February 25th, 2011 No comments

แลป ผู้นำด้านการพัฒนาโซลูชั่นเพื่อความปลอดภัยของคอนเท้นท์ ออกรายงานคาดการณ์ล่วงหน้าเกี่ยวกับรูปแบบทิศทางภัยคุกคามไอทีที่น่าจะเกิดขึ้นในช่วงเวลา2011-2020 จากสมุฏฐานการวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงตลอดจนประเด็นหลักๆ ที่ดำเนินมาตลอดช่วงเวลา 10 ปีที่ผ่านมาในแวดวงระบบความปลอดภัยไอที รวมทั้งเทรนด์วิวัฒนาการคอมพิวเตอร์ โมบายล์โฟน และระบบปฏิบัติการ และผลการวิเคราะห์ สรุปเทรนด์โดดเด่นประจำทศวรรษ (2001-2010) ได้ดังต่อไปนี้
- Mobility and miniaturization ขนาดของอุปกรณ์สื่อสารเล็กลงเรื่อยๆ ทว่าสามารถเชื่อมต่อสื่อสารอินเตอร์เน็ตได้จากที่ต่างๆ ทั่วโลก ทำให้เครือข่ายไร้สายกลายเป็นช่องทางเชื่อมต่อเว็บที่ได้รับความนิยมสูงสุด
- The Transformation of virus writing การแปลงเปลี่ยนรูปแบบการเขียนไวรัสในหมู่อาชญากรรมไซเบอร์
- Windows maintaining its leading position วินโดว์ยังครองความเป็นจ้าวแห่งระบบปฏิบัติการของเครื่องคอมพิวเตอร์
- Intense competition in the mobile platform market ตลาดสื่อสารเคลื่อนที่โมบายล์ไร้สายมีอัตราการแข่งขันเข้มข้น ไม่มีผู้นำโดดเด่นชัดเจน
- Social networks and search engines สังคมออนไลน์และเสิร์ชเอ็นจิ้นคือบริการแถวหน้าของการใช้อินเตอร์เน็ตในทุกวันนี้
- Internet shopping การซื้อขายทางอินเตอร์เน็ตที่ปัจจุบันสร้างยอดรายได้ให้มากกว่างบประมาณของบางประเทศไปแล้ว
Defining feature ของทศวรรษหน้าคือตัวชี้ชะตาของการสิ้นสุดยุคครอบงำของระบบปฏิบัติการวินโดว์ที่ แม้ว่าลูกสุดรักของไมโครซอฟท์จะยังคงเป็นฐานธุรกิจหลักอยู่ต่อไปก็ตาม ยูสเซอร์ทุกวันนี้มีระบบปฏิบัติการใหม่หลากหลายให้เลือกใช้ได้มากมาย เอาแค่วันนี้ อุปกรณ์สื่อสารต่างก็สามารถต่ออินเตอร์เน็ตได้ ไม่ว่าจะอยู่บนวินโดว์หรือไม่ก็ตาม ประสิทธิภาพที่ได้รับใกล้เคียงกัน หรือบางกรณีก็ดีเกินความคาดหมายแซงหน้าวินโดว์ด้วยซ้ำไป
การที่มีระบบปฏิบัติการเกิดขึ้นใหม่อยู่เรื่อยๆ กระทบต่อรูปแบบการคุกคามระบบความปลอดภัยของเหล่าอาชญากรไซเบอร์ที่ไม่สามารถใช้รูปแบบเดิมๆ ที่เขียนโค้ดร้ายทีเดียวแล้วส่งกระจายหมู่ลงแพลตฟอร์มหลักได้ทุกอัน ดูเหมือนว่าวายร้ายจะมีทางออกเหลืออยู่เพียง 2 ทาง ได้แก่ พุ่งเป้าไปที่ระบบปฏิบัติการ และเข้าควบคุมอุปกรณ์สื่อสารหลายๆ ตัวพร้อมกัน หรือ เน้นบุกตรงไปที่องค์กรที่ใช้วินโดว์ไปเลย ซึ่งคาดการณ์ดูว่าน่าจะเป็นทางเลือกที่เย้ายวนกับเหล่าวายร้ายมากกว่า และภายในปี2020 การเล็งเป้าหมายไปยังยูสเซอร์ทั่วไปจะสลับซับซ้อนมากยิ่งขึ้น เนื่องมาจากวิถีชีวิตที่อิงการทำธุรกรรมทางการเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์ออนไลน์ แต่ระบบการป้องกันเพื่อความปลอดภัยทั้ง biometric user identification และระบบป้องกันการชำระเงินก็จะกลายเป็นเรื่องธรรมดาสามัญด้วยเช่นกัน
วิวัฒนาการการเปลี่ยนแปลงที่กำลังก่อตัวขึ้นกับระบบปฏิบัติการและคุณสมบัติจะส่งผลต่อเทคนิคการเขียน ไวรัสอย่างแน่นอน อาชญากรไซเบอร์หลายๆ คนที่เคยแต่มุ่งเป้าหมายที่อุปกรณ์บนวินโดว์ ก็ถึงเวลาต้องปรับเบนเป้าหมายมายังระบบปฏิบัติการที่เกิดขึ้นใหม่ ดังนั้น พวกนี้ เพื่อให้ตนเองยังคงวุ่นวายก่อกวนอยู่ได้ จึงต้องอาศัยความช่วยเหลือจากเด็กเจเนเรชั่นใหม่ช่วยเขียนโค้ดแบบใหม่เพื่อคุกคามแพลตฟอร์มใหม่ อย่างไรก็ตาม รูปแบบการทำงานเช่นนี้ของเหล่าวายร้ายคงไม่สามารถดำเนินไปได้เนิ่นนานตลอดไป และเราอาจจะได้เห็นสงครามหวงถิ่น “turf war” ในหมู่โจรเกิดขึ้น ระหว่างแฮคเกอร์กันเองหรือระหว่างกลุ่มกองโจรแฮคเกอร์
อาชญากรรมในปี2020 นั้นแบ่งออกได้เป็นสองกลุ่ม กลุ่มที่หนึ่งจะเน้นเป้าหมายการคุกคามที่องค์กรธุรกิจ รวมทั้งรับงานตามใบสั่งในบางคราว การจารกรรมข้อมูลเชิงพานิชย์ การโจรกรรมฐานข้อมูล หรือการป้ายสีชื่อเสียงองค์กรจะเป็นที่นิยมมากขึ้นในตลาดมืด ทั้งแฮคเกอร์และผู้เชี่ยวชาญไอทีองค์กรจะหันมาเผชิญหน้าเข้าห่ำหั่นต่อสู้กันในสนามรบเวอร์ช่วล หน่วยงานต่อต้านอาชญากรรมไซเบอร์ของภาครัฐคงจะต้องเข้ามามีบทบาทในกระบวนการดังกล่าวมากขึ้น และแพลตฟอร์มแรกที่จะพบความวุ่นวายก่อนใครนั่นก็คงหนีไม่พ้น วินโดว์ รวมไปถึงระบบจำพวกที่ลงท้ายด้วย *nix ทั้งหลาย
กลุ่มที่สองจะเน้นเป้าหมายไปยังสรรพสิ่งที่อยู่รอบตัวผู้คนและมีอิทธิพลต่อรูปแบบการดำเนินชีวิตประจำวัน เช่น ระบบคมนาคมและบริการสาธารณูปโภค โดยเจาะและโจรกรรมข้อมูลของระบบเหล่านั้นเพื่อนำมาหาประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นการลบทิ้งหรือเปลี่ยนแปลงข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง จะกลายมาเป็นเป้าหมายน่าสนใจและเป็นช่องทางในการหาเงินของแฮคเกอร์เจเนเรชั่นใหม่
เทรนด์ร้อนประกอบด้วยอินเตอร์เน็ตเป็นช่องทางสื่อสารสุดฮอต เอ็นเตอร์เทนเม้นท์และข่าวสาร หรือทูลออกแบบพิเศษสำหรับกิจการค้าขายบนอินเตอร์เน็ตและชำระเงินออนไลน์ก็จะยังคงความฮอตอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ กลุ่มยูสเซอร์ออนไลน์ ‘online user-base’ จะขยายตัวและรวมเอาการใช้งานผ่านทางโมบายล์หรืออุปกรณ์สมาร์ทที่มีศักยภาพในการต่อเชื่อมเว็บเพื่อแลกเปลี่ยนหรือส่งต่อข้อมูลได้โดยตรงไปด้วย
Botnets หนึ่งในภัยคุกคามไอทียุคนี้ที่ถือได้ว่าแรงพอตัวจะยังคงวิวัฒนาการต่อไป กล่าวคือ จะรุกล้ำคุกคามไปยังอุปกรณ์สื่อสารโมบายล์และอุปกรณ์ที่อิงอินเตอร์เน็ตทั้งหลายมากยิ่งขึ้น และเครื่องคอมพิวเตอร์ซอมบี้ที่เรารู้จักกันทุกวันนี้ก็จะกลายเป็นอดีตไปในที่สุด
ทูลและเทคโนโลยีที่ใช้กันในแวดวงอุตสาหกรรมการสื่อสารจะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ศักยภาพในการสื่อสารข้อมูลจะเพิ่มขึ้นอย่างใหญ่หลวง ทำให้ประสบการณ์สื่อสารแบบเวอร์ช่วลมีความเป็นไปได้มากขึ้น และก้าวเข้าใกล้ตัวผู้ใช้งานมากยิ่งขึ้น ภายในปี2020 การสื่อสารผ่านอินเตอร์เน็ตด้วยการพิมพ์คีย์บอร์ดจะกลายเป็นการฉายหนังเก่า นั่นย่อมหมายความว่าสแปมเมอร์จำเป็นต้องสรรหาวิธีการใหม่ในการแพร่กระจายสแปมของตนไปยังเหยื่อเป้าหมายให้ได้ ไม่ว่าจะอยู่ส่วนใดของโลก ขั้นตอนแรกที่สแปมเมอร์จะฉวยโอกาสคือ เบนเป้าจากเหยื่อเดสก์ทอปมายังเหยื่ออุปกรณ์สื่อสารโมบายล์ ปริมาณสแปมผ่านโมบายล์จะระเบิดตัวรวดเร็ว ขณะที่ค่าใช้จ่ายของการสื่อสารผ่านอินเตอร์เน็ตจะหดตัวลง เนื่องจากระบบสื่อสารเซลลูล่าร์ที่จะพัฒนาการดีดตัวขึ้นมาโดดเด่น ผลคือ ยูสเซอร์ยุ่งยากรำคาญน้อยลงจากการก่อกวนจำพวกโฆษณาเซ้าซี้น่ารำคาญ
คติพจน์ “ความรู้คือพลัง” นั้นไม่เคยเก่าและจะสำแดงพลังให้เห็นมากยิ่งขึ้น เราจะได้เห็นเหล่าอาชญากรไซเบอร์ดิ้นรนหาหนทางเก็บ, ฉกฉวย, บิดเบือน, เก็บเม้ม, หาประโยชน์จากข้อมูลเท่าที่จะคว้าได้ ไม่ว่าจะเกี่ยวกับบุคคลหรือสิ่งใดก็ตาม และกลายมาเป็นตัวกำหนดรูปแบบอาชญากรรมไซเบอร์ในอนาคต หมายถึงหนึ่งในปัญหาใหญ่ที่สุดของทศวรรษ คือ การปกป้องความเป็นส่วนตัว (privacy protection) นั่นเอง

View :771

แฮปปี้ รุกยึดตำแหน่ง King of Voice เปิดตัวซิมใหม่ “ม่วนซื่นทั้งปี” โทรแฮปปี้ทุกเทศกาล

February 25th, 2011 No comments

ดร.เกษชญง สกาวรัตนานนท์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายการตลาด บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) พร้อมกลุ่มศิลปินอันดับหนึ่งของภาคอีสาน คณะ “เสียงอิสาน” นำโดย “นกน้อย อุไรพร” “ปอยฝ้าย มาลัยพร” และดารารับเชิญขวัญใจชาวอีสาน “โฬม” พัชฎะ นามปาน “น้ำ” รพีภัทร เอกพันธ์กุล “แพท” ณปภา ตันตระกูล และ “สเตฟาน” ฐสิษฐ์ สินคณาวิวัฒน์ ร่วมเปิดตัวซิมใหม่ล่าสุดจากแฮปปี้ ซิม “ม่วนซื่นทั้งปี” ซึ่งเป็นก้าวแรกที่จะตอบโจทย์การนำแฮปปี้ขึ้นเป็น King of Voice ในตลาดมือถือแบบเติมเงิน โดยรุกสู่ภาคอีสานของประเทศไทย นำเสนอซิมที่ให้สิทธิ์ลูกค้าโทรหากันเมื่อใดก็ได้ในราคาสบาย ๆ พิเศษ มอบโทรฟรี 5 เทศกาลวันหยุด เทศกาลละ 100 นาที ใช้ได้นาน 3 วัน ในเบอร์ดีแทค ตลอด 24 ชั่วโมง (วันสงกรานต์ 13-15 เม.ย. 54) วันแรงงาน (1-3 พ.ค. 54) วันอาสาฬหบูชาและวันเข้าพรรษา (15-17 ก.ค. 54) วันแม่ (12-14 ส.ค. 54) และวันพ่อ (3-5 ธ.ค. 54) สำหรับอัตราค่าโทรนาทีละ 50 สตางค์ ระหว่าง ตี 5 – 5 โมงเย็น เมื่อโทรหาเบอร์ดีแทคที่เปิดในภาคอีสานด้วยกัน โทรนอกช่วงเวลาหรือเบอร์อื่น ๆ นาทีแรก 2 บาท นาทีต่อไปนาทีละ 1 บาท ทุกครั้งที่โทรออกหรือเติมเงิน จะได้รับการใช้งานเพิ่มทันที 1,000 ชั่วโมง
 
แฮปปี้ยังได้จัดคอนเสิร์ต “ม่วนซื่นทั้งปี” ของคณะเสียงอิสานให้ได้ชมกันฟรี โดย “นกน้อย อุไรพร” “ปอยฝ้าย มาลัยพร” และทีมงานคณะเสียงอิสานครบทีม ให้ชาวอีสานได้ม่วนซื่นอย่างทั่วถึง กำหนดการแสดงประกอบด้วย วันที่ 3 มี.ค. 54 ที่ห้าง Big C จ.อุบลราชธานี วันที่ 10 มี.ค. 54 ที่โรงเรียนเทศบาล 1 (ข้างศาลากลาง) จ.บุรีรัมย์ วันที่ 17 มี.ค. 54 ที่โรงเรียนหลักเมือง จ.มหาสารคาม วันที่ 24 มี.ค. 54 ที่ Big C จ.ขอนแก่น และวันที่ 31 มี.ค. 54 ที่สนามตรงข้ามโรงสีสมหมาย จ.ร้อยเอ็ด.

View :735

ก.ไอซีที เดินหน้าเปิดศูนย์การเรียนรู้ ICT ชุมชนทั่วจังหวัดกระบี่ 

February 25th, 2011 No comments

นายธานีรัตน์ ศิริปะชะนะ รองปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดศูนย์การเรียนรู้ ICT ชุมชน จำนวน 3 แห่ง ในจังหวัดกระบี่ ว่า โครงการจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ ICT ชุมชน นี้ เป็นโครงการที่พัฒนาต่อยอดมาจากโครงการ “หนึ่งวัดหนึ่งศูนย์การเรียนรู้ หรือ OTEC” และโครงการ “I-Community หรือชุมชนแห่งข้อมูลข่าวสาร” โดยได้นำข้อดีจากทั้งสองโครงการมาปรับใช้  เพื่อให้ “” เป็นแหล่งเรียนรู้และเข้าถึงข้อมูลข่าวสารโดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเป็นเครื่องมือ ซึ่งแต่เดิมกระทรวงฯ มีเป้าหมายในการจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ ICT ชุมชน จำนวน 1,000 แห่งทั่วประเทศ เพื่อใช้เป็นศูนย์ต้นแบบ แต่ได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดีจากชุมชน จึงทำให้กระทรวงฯ ต้องดำเนินการจัดสรรศูนย์ให้แก่ชุมชนต่อไป โดยได้วางเป้าหมายที่จะจัดตั้งตำบลละ 1 ศูนย์ และกระทรวงฯ คาดหวังว่าองค์กรท้องถิ่นจะเข้ามามีส่วนร่วมสนับสนุนการดำเนินงานของศูนย์ฯ และชุมชน เพื่อให้ศูนย์ฯ สามารถสร้างประโยชน์ได้ตามวัตถุประสงค์ และสามารถให้บริการได้อย่างยั่งยืน
“ขณะนี้กระทรวงฯ สามารถจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ ICT ชุมชนแล้วเสร็จไปจำนวน 879 ศูนย์ทั่วประเทศ แบ่งออกเป็น ภาคเหนือ จำนวน 210 ศูนย์ ภาคใต้ จำนวน 152 ศูนย์ ภาคกลาง จำนวน 204 ศูนย์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 313 ศูนย์ พร้อมกันนี้        ยังสามารถสร้างผู้ดูแลศูนย์การเรียนรู้ ICT ชุมชนไปแล้วมากกว่า 2,000 คน อบรมกลุ่มอาชีพมากกว่า 3,000 คน และอบรมประชาชนในหลักสูตรและระดับต่างๆ มากกว่า 100,000 คน ส่วนในปีงบประมาณ 2554 นี้จะดำเนินการจัดตั้งเพิ่มอีก 1,000 ศูนย์ ซึ่งหากชุมชนใดที่มีความพร้อมใน 5 ด้าน คือ 1.สถานที่ 2.แนวทางการบริหารจัดการ 3.ข้อมูลสารสนเทศชุมชน 4.บุคลากร 5.การมีส่วนร่วมของชุมชน และมีความสนใจเข้าร่วมโครงการฯ สามารถดาวน์โหลดข้อมูลใบสมัครได้จากเว็บไซต์โครงการ www.thaitelecentre.org และส่งผ่านสำนักงานสถิติจังหวัด เพื่อประเมินความพร้อมในชั้นแรกก่อนส่งให้คณะกรรมการส่วนกลางพิจารณา“ นายธานีรัตน์ กล่าว
สำหรับชุมชนที่เข้าร่วมโครงการฯ นั้น จะได้รับประโยชน์ในหลายด้าน คือ มีศูนย์คอมพิวเตอร์เพื่อการเรียนรู้ ICT ที่สามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากข้อมูลต่างๆ ที่มีอยู่อย่างมากมาย และเป็นแหล่งสืบค้นข้อมูลประจำชุมชน สามารถแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ระหว่างชุมชนได้ นอกจากนั้นยังทำให้เกิดศูนย์กลางของคนในชุมชนในการแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ และให้คำปรึกษาเรื่องต่างๆ เช่น สุขภาพ อาหาร อาชีพ เกษตรกรรม กฎหมาย (Knowledge Sharing) รวมทั้งยังสามารถใช้เป็นช่องทางสำหรับการจัดจำหน่ายสินค้าของชุมชน รวมถึงสินค้า OTOP และสามารถแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างชุมชน เพิ่มช่องทางการตลาดได้ พร้อมกันนี้ยังเป็นการสร้างโอกาสในการประชาสัมพันธ์ชุมชน เช่น วัฒนธรรม การท่องเที่ยว ตลอดจนการส่งเสริมการท่องเที่ยวของประชาชนในท้องถิ่น เช่น homestay ร้านอาหาร และร้านค้าต่างๆ รวมทั้งสามารถลดบทบาทพ่อค้าคนกลาง ส่วนนักเรียนในชุมชนก็จะมีแหล่งสืบค้น มีสถานที่ทำการบ้านในหมู่บ้าน โดยไม่ต้องเดินทางไกล จึงช่วยลดอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นได้ และศูนย์ฯ ยังจะเป็นสถานที่รับบริการของภาครัฐ (e-Services) ในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูล เช่น ข้อมูลทะเบียนราษฎร์ สุขภาพ หรือบริการต่างๆ ที่ภาครัฐได้พัฒนาในรูปแบบบริการอิเล็กทรอนิกส์ เช่น การชำระภาษี การจดทะเบียนนิติบุคคล เป็นต้น
ส่วนศูนย์การเรียนรู้  ICT ชุมชนในจังหวัดกระบี่ ขณะนี้มีจำนวน 11 ศูนย์ กระจายอยู่ในชุมชนต่างๆ ของทั้ง 8 อำเภอ คือ อ.เมือง อ.เกาะลันตา อ.เขาพนม อ.ปลายพระยา อ.ลำทับ อ.อ่าวลึก อ.คลองท่อม และ อ.เหนือคลอง ซึ่งทั้ง 11 ศูนย์ ตั้งอยู่ในชุมชนที่มีความพร้อมและความเหมาะสมที่จะเป็นศูนย์การเรียนรู้ ICT ชุมชน เพราะเป็นศูนย์กลางที่ประชาชนเข้าถึงได้โดยสะดวก สำหรับแผนการดำเนินงานของศูนย์ฯ ที่เปิดใหม่ทั้ง 3 ศูนย์ คือ 1.ศูนย์การเรียนรู้ ICT ชุมชนบ้านควนโอ อำเภออ่าวลึก 2.ศูนย์การเรียนรู้ ICT ชุมชนตำบลเกาะศรีบอยา อำเภอเหนือคลอง และ 3.ศูนย์การเรียนรู้ ICT ชุมชนตลาดใหม่ อำเภอคลองท่อม นั้น ทางศูนย์ได้วางแผนที่จะจัดอบรมการใช้งานคอมพิวเตอร์เบื้องต้นให้แก่ประชาชน และจะใช้ศูนย์ฯ เป็นแหล่งการเรียนรู้ของชุมชน เป็นช่องทางการจำหน่ายสินค้า รวมทั้งใช้ส่งเสริมการท่องเที่ยวของชุมชน เนื่องจากชุมชนทั้ง 3 แห่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจของจังหวัดกระบี่
 

View :765