Archive

Archive for January, 2011

โมโตโรล่าเปิดตัวสมาร์ทโฟน DEFY™ ในเมืองไทย รองรับทุกไลฟ์สไตล์ได้อย่างลงตัว

January 31st, 2011 No comments

บริษัท โมโตโรล่า โมบิลิตี้ โฮลดิ้งส์ เปิดตัวสมาร์ทโฟน Motorola DEFY™ ในประเทศไทย DEFY มีลักษณะเพรียวบาง ขับเคลื่อนด้วยระบบปฏิบัติการ Android™ พร้อมความสามารถที่ก้าวล้ำในการท่องเว็บ จอแสดงผลแบบทัชสกรีนความละเอียดสูง ขนาด 3.7 นิ้ว สามารถแสดงผลหน้าจอแบบไร้ขอบสำหรับภาพถ่าย วิดีโอ และเว็บไซต์ต่างๆ Motorola DEFY ทนทานต่อรอยขีดข่วน กันน้ำ กันฝุ่น ป้องกันความเสียหายจากเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน เช่น น้ำสาดกระเซ็นจากสระว่ายน้ำ เครื่องดื่มหกใส่ หรือโทรศัพท์ตกลงบนหาดทราย นอกจากนี้ จอแสดงผลขนาดใหญ่ทำจาก Corning Gorilla Glass™ ซึ่งทนทานต่อแรงกระแทกและรอยขีดข่วน ในขณะที่ CrystalTalk® PLUS พร้อมไมโครโฟนสองชุดจะทำหน้าที่กรองเสียงรบกวนรอบข้าง และขยายเสียงพูดของคุณให้ชัดเจนมากขึ้น คุณจึงไม่จำเป็นต้องตะโกนเสียงดังอีกต่อไป

“DEFY ได้รับการออกแบบเป็นพิเศษสำหรับผู้ใช้ที่ต้องการความคล่องตัว” โรเบิร์ต แวน ทิลเบิร์ก ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายขายประจำภูมิภาคเอเชียใต้ของโมโตโรล่า โมบิลิตี้ กล่าว “DEFY อัดแน่นด้วยฟีเจอร์ทั้งหมดที่ผู้ใช้คาดหวังสำหรับสมาร์ทโฟน รวมถึงการท่องเว็บ ความบันเทิง และการรับส่งข้อความ รวมถึงดีไซน์ที่แข็งแรงทนทาน ช่วยให้คุณพกพาอุปกรณ์ไปได้ทุกที่”

เบราว์เซอร์ที่รองรับ Adobe® Flash® Lite® และจอแสดงผล WVGA ขนาด 3.7 นิ้ว ทำให้ผู้ใช้สามารถดูข้อมูลเว็บได้มากกว่าเบราว์เซอร์ทั่วไป นอกจากนี้ยังมีกล้องถ่ายรูป 5 ล้านพิกเซล พร้อมด้วยแฟลช ดิจิตอลซูม และโฟกัสอัตโนมัติ ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้บันทึกภาพช่วงเวลาที่น่าประทับใจได้อย่างเหนือชั้น สมาร์ทโฟน DEFY รองรับ Digital Living Network Alliance (DLNA) สำหรับแบ่งปัน จัดเก็บ และส่ง คลิปวิดีโอ, เสียงหรือภาพ โดยเชื่อมต่อกับอุปกรณ์อื่นๆ เช่น HDTV, เกมคอนโซล และคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล และ DEFY ยังทำหน้าที่เป็นฮอตสปอต 3G สำหรับการเชื่อมต่ออุปกรณ์ที่รองรับ WiFi® ได้ถึง 5 เครื่อง คุณจึงสามารถทำงานได้ทุกที่ทุกเวลาอย่างแท้จริง

Connected Music Player รองรับการค้นหา แสดงเนื้อเพลง และรายละเอียดของเพลงจากโทรศัพท์ของคุณโดยตรง คุณสามารถเลือกใช้แอพพลิเคชั่น วิดเจ็ท และเกมส์ต่างๆ กว่า 100,000 รายการได้จาก Android Market™ พร้อมทั้งเพลิดเพลินกับบริการมากมายจากกูเกิล เช่น Google Search™, Google Maps™ และ Gmail™

Motorola CHARM: สมาร์ทโฟนขนาดกะทัดรัด พร้อมสไตล์ที่โดดเด่น

พร้อมกันนี้ โมโตโรล่าได้เปิดตัว Motorola CHARM™ ในประเทศไทย โดย Motorola CHARM เป็นสมาร์ทโฟน Android™ 2.1 ขนาดกะทัดรัด ประกอบด้วยทัชสกรีนและแป้นพิมพ์ QWERTY ทั้งยังมีทัชพาเนล BACKTRACK™ ที่ด้านหลังหน้าจอ 2.8 นิ้วของโทรศัพท์ ช่วยให้ผู้ใช้สามารถเลื่อนหน้าจอและเลือกรายการต่างๆ ได้อย่างราบรื่น

สำหรับประเทศไทย Motorola DEFY จะจัดจำหน่ายโดย บริษัท คูล ดิสทริบิวชั่น (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบริษัท เอสไอเอส ดิสทริบิวชั่น (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) นายสมชัย สิทธิชัยศรีชาติ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสไอเอส ดิสทริบิวชั่น (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “เรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมงานกับโมโตโรล่า โมบิลิตี้ ในฐานะตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ และได้นำ Motorola DEFY และ Motorola CHARM สู่ตลาดประเทศไทย คูลมีความมุ่งมั่นที่จะนำเสนออุปกรณ์ที่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคสู่ตลาดอยู่เสมอ และ Motorola DEFY และ Motorola CHARM ถือเป็นสมาร์ทโฟนที่จะให้ประสบการณ์ในการใช้โทรศัพท์มือถือที่เยี่ยมยอดกับผู้บริโภคที่นี่” Motorola DEFY จะวางจำหน่ายในราคา 12,900 บาท (ราคารวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว) และ Motorola CHARM จะวางจำหน่ายในราคา 9,900 บาท (ราคารวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว) ที่ร้านค้าตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ 02-640-3003

View :987
Categories: Press/Release Tags:

ทรูมูฟ มอบอั่งเปาความสุข ฉลองเทศกาลตรุษจีน

January 31st, 2011 No comments

เติมเงินปั๊บ รับอั่งเปาโบนัสโทรฟรีสูงสุด 15%

ตรุษจีนปีนี้ ทรูมูฟเตรียมอั่งเปาอวยพรความสุข โชคดี เฮง เฮง เฮง ให้ลูกค้าทรูมูฟแบบเติมเงิน ด้วยแคมเปญ “ทรูมูฟ…อั่งเปาโบนัส” มอบสิทธิพิเศษทุกครั้งที่เติมเงิน รับโบนัสโทรฟรี 10% เมื่อเติมเงินตั้งแต่ 90 บาทขึ้นไป และ 15% เมื่อเติมเงินตั้งแต่ 300 บาทขึ้นไป รับอั่งเปาโบนัสฉลองเทศกาลตรุษจีน ระหว่างวันที่ 2 – 6 กุมภาพันธ์ 2554

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ทรูช็อป หรือ ทรูมูฟ แคร์ โทร.1331, www..com และร้านเซเว่นอีเลฟเว่น ทุกสาขา

View :1479
Categories: Press/Release Tags:

AIS ร่วมกับ ททท.พัฒนาระบบคอลเซ็นเตอร์ต่างแดน

January 31st, 2011 No comments


“Thailand Travel Global Call Center” คอลเซ็นเตอร์ เจาะใจต่างชาติ
 
“การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย” โดยนายสุรพล เศวตเศรนี ผู้ว่าการฯ มอบความไว้วางใจให้กับ “เอไอเอส” โดยนายปรัธนา ลีลพนัง ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ ส่วนงานบริการเสริม ในการพัฒนาระบบการให้บริการ “Thailand Travel Global Call Center” หรือบริการเลขหมายคอลเซ็นเตอร์ต่างแดน เพื่อให้นักท่องเที่ยวในต่างประเทศ ทั้งลูกค้าและเอเจนซี่ สามารถโทรเข้ามาสอบถามข้อมูลการท่องเที่ยวไทยได้อย่างสะดวกและง่ายดาย เพียงโทรมาที่    เลขหมายคอลเซ็นเตอร์ประจำประเทศนั้นๆ โดยจ่ายค่าโทร.ในราคาสุดประหยัด ด้วยอัตราภายในประเทศ (Local Rate) นั้น
ด้วยแนวคิดของบริการ “Thailand Travel Global Call Center” ที่ว่า อยู่ประเทศไหน ก็โทรหาการท่องเที่ยวไทยได้ในราคา Local เป็นการเพิ่มช่องทางในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารการท่องเที่ยวไทยในต่างประเทศ ซึ่งเป็นโครงการที่เกิดจากความร่วมมือของททท. และเอไอเอส ในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสื่อสารไร้สายอันทันสมัยจากบริการ ConnectTalk ของเอไอเอส มาช่วยส่งเสริมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทย เปรียบเสมือน ททท.ได้ไปตั้งศูนย์คอลเซ็นเตอร์ไว้ที่ต่างประเทศเลยทีเดียว อันเป็นการอำนวยความสะดวกในการติดต่อสื่อสารให้กับนักท่องเที่ยวที่สนใจเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในเมืองไทยได้อย่างเต็มที่ เนื่องจากเป็นการโทรจากโทรศัพท์มือถือ และโทรศัพท์บ้าน ไม่จำเป็นต้องเข้าออนไลน์ ช่วยสร้างความแตกต่างจากการให้บริการข้อมูลข่าวสารผ่านช่องทางอื่น เช่น LIVE CHAT หรือ E-mail
เบื้องต้น เปิดให้บริการใน 5 ประเทศ ได้แก่ อเมริกา, อังกฤษ, ออสเตรเลีย, ญี่ปุ่น และสวีเดน โดย ได้เตรียมเจ้าหน้าที่ที่มีความสามารถในการใช้ภาษาต่างประเทศไว้คอยให้บริการ โดยเร็วๆ นี้ มีแผนจะขยายบริการเลขหมาย “Thailand Travel Global Call Center” ไปในประเทศอื่นๆ อีกกว่า 20 ประเทศทั่วโลก
พร้อมกันนี้ ลูกค้าเอไอเอสยังสามารถดาวน์โหลดแอพฯ “Amazing Thailand” ลงบน     สมาร์ทโฟน ทั้ง iPhone, BlackBerry, Android เพื่อเกาะติดข่าวสารและกิจกรรมของการท่องเที่ยวไทยได้สะดวกสบาย ทุกที่ทุกเวลา

View :1074
Categories: Press/Release Tags: ,

อีวา เชน ซีอีโอ บ.เทรนด์ ไมโคร เผยแนวโน้มตลาดรักษาความปลอดภัยข้อมูลล่าสุด

January 28th, 2011 No comments

คาดการณ์คลาวด์ คอมพิวติ้งยังแรงต่อเนื่องถึงปี 2558

อีวา เชน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท ผู้นำระดับโลกด้านการรักษาความปลอดภัยข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต กล่าวว่า “ชีวิตยุคใหม่หนีไม่พ้นการเลือกใช้เทคโนโลยีคลาวด์ คอมพิวติ้ง ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือการใช้งานเครือข่ายสังคม (Social Network) อย่างแพร่หลาย ความต้องการที่เพิ่มขึ้นได้เร่งการขยายตัวของระบบคลาวด์ และจากข้อมูลการวิจัยในปี 2553 ที่พบว่าตลาดคลาวด์มีมูลค่าเกินกว่า 37.8 พันล้านดอลลาร์ไปแล้ว และกำลังจะเพิ่มจำนวนเป็น 121.1 พันล้านดอลลาร์ในปี 2558 การขยายตัวอย่างต่อเนื่องของตลาดคลาวด์เกี่ยวข้องกับการพัฒนา “ผลิตภัณฑ์สำหรับผู้บริโภค” ที่เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างมหาศาล โดยยอดรวมของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตตั้งแต่ปี 2542 จนถึงปี 2553 มีจำนวนกว่า 1 พันล้านราย และคาดกันว่าจากการใช้งานอุปกรณ์เคลื่อนที่ๆ หลากหลาย จะส่งผลให้จำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทั้งหมดเพิ่มขึ้นเป็น 10 พันล้านรายในอีก 10 ปีข้างหน้า หรือปี 2563 และด้วยความต้องการของภาคอุตสาหกรรมตลอดจนการส่งเสริมจากรัฐบาลของแต่ละชาติ จึงอาจกล่าวได้ว่าระบบประมวลผลแบบคลาวด์ (Cloud Computing)ได้ก้าวเข้าสู่ขั้นของการขยายตัวอย่างแท้จริง”
ตลาดคลาวด์กำลังสร้างความหวังและดึงดูดการลงทุนจากหลายๆ แหล่ง ซึ่ง ณ ตอนนี้ทุกคนรับรู้แล้วว่าการใช้ระบบประมวลผลแบบคลาวด์ช่วยให้การรับส่งข้อมูลเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วและสามารถจัด
การได้ง่ายขึ้น อย่างไรก็ตามมีข้อกังวลทั่วไปเกี่ยวกับการรักษาความปลอดภัยข้อมูลซึ่งมีผลต่ออนาคตอันสดใสของระบบคลาวด์อย่างเห็นได้ชัดในขณะนี้ สิ่งนี้ทำให้เราทราบว่าการรักษาความปลอดภัยข้อมูลถือเป็นสิ่งพื้นฐานที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาระบบประมวลผลแบบคลาวด์
อีว่ากล่าวเพิ่มเติมว่า “จริงๆ แล้ว บริษัท เทรนด์ ไมโคร ทราบมานานแล้วว่าการรักษาความปลอดภัยข้อมูลจะกลายเป็นสิ่งที่ท้าทายอย่างยิ่งต่อการพัฒนาของระบบคลาวด์ โดยเมื่อประมาณสามปีที่แล้ว เมื่อเรารับรู้แนวโน้มของระบบคลาวด์เป็นครั้งแรก เทรนด์ ไมโครได้ก้าวสู่การเป็นผู้นำของตลาดด้วยการเป็นผู้เคลื่อนไหวรายแรกในเทคโนโลยีคลาวด์ พร้อมทั้งริเริ่มการวิจัยและพัฒนาเกี่ยวกับระบบคลาวด์ และยังคงดำเนินการต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน โดยบริษัท เทรนด์ ไมโคร มีพนักงานที่มีประสบการณ์ในด้านการพัฒนาซอฟต์แวร์ที่เกี่ยวข้องกับระบบคลาวด์กว่า 47% คิดเป็นจำนวนเกือบครึ่งของพนักงานในฝ่ายวิจัยและพัฒนาทั้งหมด ซึ่งตรงข้ามกับบริษัทอื่นๆ ที่มีเพียงกลุ่มเล็กๆ เท่านั้นที่ดูแลด้านการประมวลผลแบบคลาวด์อยู่ ด้วยเหตุนี้จึงอาจกล่าวได้ว่าบริษัท เทรนด์ ไมโคร นั้นไม่ได้มีเฉพาะกลุ่มวิศวกรด้านการวิจัยและพัฒนาเท่านั้น แต่บุคลากรทั้งบริษัทต่างเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของระบบคลาวด์ด้วย”

และบริษัท เทรนด์ ไมโคร ยังมีความมุ่งมั่นที่จะเป็นอันดับหนึ่งในตลาดการรักษาความปลอดภัยข้อมูลระหว่างประเทศ และขณะนี้เรากำลังค้นหาโซลูชั่นชั้นเยี่ยมตลอดเวลาเพื่อแก้ปัญหาให้กับการรักษาความปลอดภัยที่แท้จริงสำหรับระบบคลาวด์ให้กับลูกค้าของเรา
คลาวด์ไม่ใช่แค่เพียงผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นแต่เปรียบเสมือนการเดินทางครั้งสำคัญ เราจะเห็นได้ว่าขณะนี้ทุกๆ อุตสาหกรรมกำลังก้าวไปสู่ทิศทางของคลาวด์ ซึ่งเทรนด์ ไมโคร มั่นใจว่าเราสามารถเป็นพันธมิตรทางด้านการรักษาความปลอดภัยที่ดีที่สุดที่จะช่วยปกป้องลูกค้าตั้งแต่ระบบเซิร์ฟเวอร์จริงไปจนถึงระบบเซิร์ฟเวอร์เสมือน แพลตฟอร์มคลาวด์ และนำเสนอโซลูชั่นที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้าได้ ทั้งนี้ล่าสุดจากรายงานสรุปผลการวิจัยของบริษัท ไอดีซี ระบุว่าปัจจุบัน บริษัท เทรนด์ ไมโคร ครองตำแหน่งผู้นำในโซลูชั่นรักษาความปลอดภัยอุปกรณ์ปลายทางขององค์กรขนาดใหญ่ทั่วโลกในตลาดเซิร์ฟเวอร์
สำหรับประเภทของผลิตภัณฑ์ “การรักษาความปลอดภัยสำหรับเซิร์ฟเวอร์” ที่จะได้รับการจัดอันดับจากรายงานสรุปผลการวิจัยของบริษัทไอดีซีจะต้องเป็นโปรแกรมที่มีมาตรฐานสม่ำเสมอ ซึ่งรวมถึงการป้องกัน
มัลแวร์ ไฟร์วอลล์สำหรับเครื่องเดสก์ท็อป การตรวจจับการบุกรุกของโฮสต์ และการป้องกันล่วงหน้าอื่นๆ ที่จะช่วยปกป้องเซิร์ฟเวอร์ได้ ประเภทผลิตภัณฑ์นี้ครอบคลุมการป้องกันเป็นพิเศษสำหรับผลิตภัณฑ์เซิร์ฟเวอร์เสมือนและไฮเปอร์ไวเซอร์เสมือน ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นโซลูชั่นการรักษาความปลอดภัยสำหรับเซิร์ฟเวอร์ที่เป็นสิ่งสำคัญพื้นฐานของการรักษาความปลอดภัยสำหรับข้อมูลในระบบคลาวด์
ด้วยการผสานรวมอย่างต่อเนื่องของศูนย์ข้อมูล นอกเหนือจากระบบเสมือนจริง, VDI และการเพิ่มขึ้นของการใช้แอพพลิเคชั่นการประมวลผลแบบคลาวด์แล้ว ประสิทธิภาพของการประมวลผลและปริมาณข้อมูลก็กำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในศูนย์ข้อมูลและเซิร์ฟเวอร์ไม่ว่าจะเป็นเซิร์ฟเวอร์จริงหรือเสมือนและไม่ว่าข้อมูลนั้นจะถูกจัดเก็บอยู่ในศูนย์ข้อมูลของธุรกิจหรือในระบบคลาวด์ สิ่งสำคัญที่สุดก็คือข้อมูลนี้จะได้รับการปกป้องจากการป้องกันการรักษาความปลอดภัยสำหรับข้อมูลที่ดีเยี่ยม ด้วยเหตุนี้ ตำแหน่งผู้นำในตลาดการรักษาความปลอดภัยสำหรับเซิร์ฟเวอร์จึงมีนัยที่สำคัญอย่างยิ่งและถือเป็นกลยุทธ์ที่ล้ำลึกสำหรับบริษัท เทรนด์ ไมโคร!
จากรายงานการวิจัยปี 2553 ของบริษัท โกลด์แมน แซคส์ (หมายเหตุ1) ระบุว่าสถาปัตยกรรมปัจจุบันของเครือข่ายกำลังย้ายจากการพัฒนา “fat edge, thin core” เข้าสู่ “fat core, thin edge” และการเปลี่ยนแปลงนี้เป็นผลมาจากระบบคลาวด์นั่นเอง สถาปัตยกรรมดังกล่าวมีผลต่อทิศทางการพัฒนาในสี่ด้านของภาคอุตสาหกรรมไอที ได้แก่ 1. ระบบเสมือนจริง 2. การป้องกันศูนย์กลางข้อมูล 3. เทคโนโลยีเครือข่าย 3 จี และ 4. แอพพลิเคชั่นคลาวด์
บริษัท เทรนด์ ไมโคร ได้ลงทุนพัฒนาเพื่อการเตรียมพร้อมสำหรับการพัฒนาทั้งสี่ด้านนี้ตั้งแต่เมื่อสามปีที่แล้ว และยังเห็นด้วยว่าทั้งสี่ส่วนนี้ไม่สามารถแยกจากกันได้ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือไม่สามารถแยกออกจากการรักษาความปลอดภัยสำหรับระบบคลาวด์ได้ ตัวอย่างเช่น การใช้เซิร์ฟเวอร์เสมือนจากระบบคลาวด์ สาธารณะต้องพิจารณาทั้งสิทธิ์การเข้าถึงเซิร์ฟเวอร์เสมือนและความเป็นหนึ่งเดียวของระบบเซิร์ฟเวอร์ เช่น
เดียวกันกับการป้องกันข้อมูลโดยใช้โซลูชั่นเทรนด์ ไมโคร ดีพ ซิเคียริตี้ (Trend Micro Deep Security) สำหรับควบคุมการเข้าถึงเซิร์ฟเวอร์ และ Secure Cloud สำหรับการป้องกันข้อมูล ซึ่งบริษัท เทรนด์ ไมโคร สามารถนำเสนอโซลูชั่นที่สมบูรณ์และเหมาะสมได้ สำหรับในส่วนแอพพลิเคชั่นคลาวด์ เช่น Salesforce.com ลูกค้าต้องการติดตามการรักษาความปลอดภัยสำหรับแอพพลิเคชั่นคลาวด์ รวมถึงการรักษาความปลอดภัยสำหรับข้อมูลของตนเองด้วย ซึ่งโมดูลการติดตามตรวจสอบความสมบูรณ์ของไฟล์ของเทรนด์ ไมโคร ดีพ ซิเคียวริตี้ สามารถนำเสนอทั้งการเข้าถึงไฟล์ข้อมูลและแอพพลิเคชั่นคลาวด์ ตลอดจนรายงาน/ไฟล์บันทึกความสมบูรณ์ได้ ดังนั้นเราจึงสามารถนำเสนอการป้องกันศูนย์กลางข้อมูลในแอพพลิเคชั่นคลาวด์ได้ด้วย
ในส่วนของผู้บริโภค เมื่อผู้ใช้ใช้อุปกรณ์มือถือเพื่อเข้าถึงแอพพลิเคชั่นคลาวด์ เช่น เครือข่ายสังคมหรือเว็บ บริษัท เทรนด์ จะใช้ความสามารถในการติดตามและตรวจสอบแอพพลิเคชั่นคลาวด์ อีกทั้งยั้งช่วยให้ผู้ใช้มีทั้งการรักษาความปลอดภัยสำหรับอุปกรณ์อินเทอร์เน็ตและการรักษาความปลอดภัยสำหรับแอพพลิเคชั่นคลาวด์ด้วยผลิตภัณฑ์ Trend ON-line Guardian โดยจะเห็นได้ว่าบริษัท เทรนด์ ไมโคร เป็นเจ้าแรกในภาคธุรกิจเปิดตัวโปรแกรมป้องกันสำหรับโทรศัพท์มือถือ Android ที่เป็นไฮไลต์สำคัญอย่างหนึ่งของปีนี้ในงาน ซีอีเอสที่เพิ่งจบไป ไม่เพียงแต่บริษัท เทรนด์ ไมโคร จะเป็นเจ้าแรกในการนำเสนอการรักษาความปลอดภัยให้กับ Android สำหรับผู้บริโภคเท่านั้น
แต่เรายังสามารถใช้แพลตฟอร์มการจัดการเครื่องเดสก์ท็อปที่มีอยู่ ด้วยโซลูชั่นเทรนด์ ไมโคร ออฟฟิศ สแกน (Trend Micro OfficeScan) ที่จะช่วยให้ผู้ดูแลระบบสามารถควบคุมอุปกรณ์มือถือเหล่านี้ทั้งหมดได้จากคอนโซลส่วนกลาง และสุดท้ายนี้ด้วยการผสานรวมการพัฒนาทั้งสี่ส่วนนี้เป็นหนึ่งเดียวกัน ทำให้บริษัท เทรนด์ ไมโคร มีการรรักษาความปลอดภัยสำหรับการจัดการระบบคลาวด์แบบไฮบริด ซึ่งจะช่วยรักษาความปลอดภัยข้อมูลทั้งในระบบจริง ระบบเสมือน และระบบคลาวด์ได้
อีวากล่าวสรุปว่า “เราเชื่อมั่นว่าด้วยพื้นฐานที่มั่นคงด้านการรักษาความปลอดภัยสำหรับข้อมูลในระบบคลาวด์ จะทำให้เรามองเห็นอนาคตที่สดใสของการประมวลผลแบบคลาวด์ ที่สำคัญกว่านั้น บริษัท เทรนด์ ไมโคร เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านระบบคลาวด์อย่างสมบูรณ์แบบ และมีโซลูชั่นที่สมบูรณ์พร้อมรองรับเทคโนโลยีคลาวด์ อีกทั้งยังมีวิสัยทัศน์ที่ถูกต้องแม่นยำที่สุดในการก้าวเข้าสู่การพัฒนาระบบคลาวด์ ด้วยการยึดมั่นในองค์ประกอบหลักของอุตสาหกรรมทั้งสามเหล่านี้ ทำให้เรามั่นใจว่าบริษัท เทรนด์ ไมโคร จะกลายเป็นอันดับหนึ่งในอุตสาหกรรมการรักษาความปลอดภัยสำหรับระบบคลาวด์ได้”

หมายเหตุ 1: “การใช้จ่ายด้านไอทีในเอดจ์ (EDGE) สูงกว่าการใช้จ่ายในศูนย์ข้อมูล และกำลังประสบความยุ่งยากในการเปลี่ยนแปลงอันเป็นผลมาจากการเดินหน้าเข้าสู่การประมวลผลแบบคลาวด์”
- โกลด์แมน แซคส์, Techtonic shifts reverberating from the Data Center Core to the Network Edge, 13 กรกฎาคม 2553

View :762

หนอนร้ายผ่านทวิตเตอร์ย้อนรอยยูสเซอร์ลวงสู่แอนตี้ไวรัสปลอม

January 28th, 2011 No comments

แคสเปอร์สกี้ แลป ผู้นำด้านการพัฒนาโซลูชั่นเพื่อความปลอดภัยของคอนเท้นท์ ได้ออกประกาศเตือนยูสเซอร์ถึงหนอนอาละวาดก่อกวนบนทวิตเตอร์ตัวล่าสุดที่แพร่กระจายรวดเร็ว อาศัยผ่านบริการการทอนลิ้งค์ให้สั้นลงของ Google ที่เรียกว่า goo.gl service
URLs ที่ทอนให้สั้นลงหรือกระชับขึ้นนั้นเป็นที่นิยมใช้มากในระบบ micro-blogging จำกัดความยาวของข้อความสำหรับยูสเซอร์เมื่อสื่อสารผ่าน อย่างไรก็ดี ลิ้งค์ดังกล่าวสามารถกลายมาเป็นฝ่ายตรงข้ามที่คุกคามความปลอดภัยได้ เนื่องจากเนื้อความของลิ้งค์นั้นมีลักษณะกำกวมไม่ชัดเจนว่าปลอดภัยหรือไม่ ดังนั้นยูสเซอร์จึงไม่รู้แน่ชัดถึงสิ่งที่อยู่ภายในก่อนที่จบลงที่ไซต์แพร่เชื้อ ตรงตามเป้าหมายของเหล่าร้ายแฮคเกอร์ที่ล่อลวงผู้คนผ่านทางลิ้งค์ประเภทนี้นั่นเอง
หนอนทวิตเตอร์ที่พบใหม่นี้ล่อลวงยูสเซอร์ให้เข้าไปยังเว็บเพจที่มีแอนตี้ไวรัสปลอม ที่เรียกว่า ‘Security Shield’ หลังจากที่มีการ redirection อยู่หลายครั้ง ยูสเซอร์ก็จะลงเอยที่เพจที่เกี่ยวพันกับโปรแกรมแอนตี้ไวรัส ซึ่งจะใช้เทคนิคล่อลวงแฝงตัวในรูปแบบโค้ดปลอม ที่ได้ติดตั้ง RSA cryptography เป็น JavaScript เอาไว้ ผู้เชี่ยวชาญของแคสเปอร์สกี้แลปตรวจพบหนอนจากข้อความทวิตเตอร์เป็นพันๆ ที่ยังคงแพร่ระบาดหนอนชนิดนี้ต่อไป
นักค้นคว้าวิจัยมัลแวร์จากแคสเปอร์สกี้แลป นิโคลัส บรูเลส ค้นพบว่า เมื่อใดที่คุณหลุดเข้าไปยังเว็บไซต์นี้ คุณจะได้รับคำเตือนว่ามีแอพพลิเคชั่นต้องสงสัยกำลังทำงานอยู่บนเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณ และเชิญชวนให้ยูสเซอร์ป้องกันตนเองให้พ้นโปรแกรมต้องสงสัยนี้ด้วยการดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นแอนตี้ไวรัสที่ชื่อว่า ‘Security Shield’ มาใช้ และก็เป็นที่แน่นอนว่า ผลของการดาวน์โหลดโปรแกรมนี้คือเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณติดเชื้อโปรแกรมร้ายนี้เข้าอย่างจัง
โปรดักส์ทุกตัวของแคสเปอร์สกี้แลป มีศักยภาพในการตรวจจับวายร้ายประเภทนี้ได้ผ่านตัววิเคราะห์ที่ติดตั้งมาในโปรแกรมเรียบร้อยแล้วที่เรียกว่า inbuilt heuristic analyzer อย่างไรก็ตาม ยูสเซอร์ควรที่จะตระหนักอยู่เสมอว่า การคลิ๊กไปตามลิ้งค์ต่างๆ อย่างเลื่อนลอยไม่ระวังตัวนั้น อาจเป็นสาเหตุนำไปสู่การติดเชื้อร้ายบนเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณได้อย่างไม่รู้ตัว  

View :670
Categories: Press/Release Tags: ,

โนเกียประกาศผลประกอบการไตรมาส 4 ปี 2553

January 28th, 2011 No comments

ยอดขายสุทธิ 12,700 ล้านยูโร (543,560 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 6%
ยอดจำหน่ายเครื่องคอนเวอร์เจนซ์เพิ่มขึ้น 36%

โนเกียแถลงผลประกอบการไตรมาส 4 ประจำปี 2553 ยอดขายสุทธิ12,700 ล้านยูโร หรือราว 543,560 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปี 2552 และเพิ่มขึ้น 23% เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมา  โดยมียอดขายอุปกรณ์สื่อสารคอนเวอร์เจนซ์ (สมาร์ทโฟนและคอมพิวเตอร์เคลื่อนที่) เพิ่มขึ้นถึง 36%
เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปี 2552

ในไตรมาสที่ 4 ปี 2553 ยอดขายสุทธิของอุปกรณ์และบริการอยู่ที่ 8,500 ล้านยูโร เพิ่มขึ้น 4% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปี 2552 และเพิ่มขึ้น 18% เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมา  โดยแบ่งเป็นยอดขายจากธุรกิจบริการ 201 ล้าน  ยูโร เพิ่มขึ้น 21% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปี 2552 และเพิ่มขึ้น 26% เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมา

ในส่วนของอุปกรณ์สื่อสารคอนเวอร์เจนซ์ (สมาร์ทโฟนและคอมพิวเตอร์เคลื่อนที่) โนเกียมียอดขายอยู่ที่ 28.3 ล้านเครื่อง เพิ่มขึ้น 36% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปี 2552 และเพิ่มขึ้น 7% เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมา

มร. สตีเฟ่น อีลอป ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โนเกีย กล่าวว่า “ในไตรมาสที่ 4 ทั้งสามกลุ่มธุรกิจของเรามีผลประกอบการที่มั่นคง และมีกระแสเงินสดที่ดีมาก แม้ว่าโนเกียจะเผชิญกับความท้าทายต่างๆ ทั้งในด้านการแข่งขันและการดำเนินงาน แต่การเติบโตของอุตสาหกรรมอุปกรณ์สื่อสารเคลื่อนที่ยังคงเป็นไปด้วยดี ดังนั้น เมื่ออุตสาหกรรมเปลี่ยน
ก็ถึงเวลาที่โนเกียจะเปลี่ยนให้เร็วขึ้น”

โนเกียคาดว่า ยอดจำหน่ายอุปกรณ์สื่อสารเคลื่อนที่ของทั้งอุตสาหกรรมในไตรมาส 4 ปี 2553 อยู่ที่ 402 ล้านเครื่อง เพิ่มขึ้น 12% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปี 2552 และเพิ่มขึ้น 11% เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมา 

 

โนเกียคาดว่า ยอดจำหน่ายอุปกรณ์สื่อสารของทั้งอุตสาหกรรมตลอดปี 2553 เพิ่มขึ้นร้อยละ 13 เมื่อเทียบกับปี 2552 และคาดว่ายอดขายสุทธิของอุปกรณ์และบริการในไตรมาสแรกของปี 2554 ของโนเกียจะอยู่ระหว่าง 6,800 – 7,300 ล้านยูโร

 

View :720
Categories: Press/Release Tags:

ข่าวสบท. กรณีทรูฟ้อง "สารี อ๋องสมหวัง และประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา"

January 27th, 2011 No comments

ทรูยื่นฟ้อง กราวรูดคนทำงานคุ้มครองผู้บริโภคโทรคมนาคมข้อหาละเมิด เพียงแค่ให้ข้อมูลเตือน ประชาชน เรื่อง คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าอาจมีผลต่อสุขภาพ “สารี”ผิดหวังยันการได้รับข้อมูลเป็นสิทธิพื้นฐานของผู้บริโภค ผอ. ชี้ทั่วโลกยังไม่กล้ายันว่าปลอดภัย การให้ข้อมูลจึงเพื่อหาทางป้องกันเชิงนโยบาย
จากกรณีที่ บริษัททรูมูฟ จำกัด ได้ยื่นฟ้อง นายประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา ผู้อำนวยการสถาบันคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม (สบท.) นางสาวสารี อ๋องสมหวัง ผู้จัดการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคในฐานะกรรมการสถาบันคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม และนายสุเมธ วงศ์พานิชเลิศ นักวิชาการและกรรมการสถาบันคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคมในข้อหาละเมิด และเรียกค่าเสียหาย 1,760,000 บาท เนื่องจากเผยแพร่ให้ข้อมูลความรู้กับประชาชน เรื่อง คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า อาจมีผลกระทบต่อสุขภาพนั้น
นางสาวสารี อ๋องสมหวัง ผู้จัดการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคกล่าวว่า ผู้ถูกฟ้องทั้งหมดดำเนินการไปตามอำนาจหน้าที่เพราะมีผู้ร้องเรียนเพื่อประโยชน์สาธารณะ ไม่ได้เป็นการกล่าวหาบริษัทใดบริษัทหนึ่ง แต่เป็นการให้ข้อมูลความรู้กับผู้บริโภค ซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน การหยิบเรื่องนี้มาฟ้องคดีเสมือนเป็นการข่มขู่คนที่ทำงานด้านการคุ้มครองผู้บริโภคไม่ว่าจะเป็นนักวิชาการ สบท. หรือองค์กรเอกชน และทำให้ทุกฝ่ายเสียเวลา
“ ผิดหวังมากที่ฟ้องคนทำงานคุ้มครองผู้บริโภค เพราะตามรัฐธรรมนูญและตามกฎหมาย ผู้บริโภคมีสิทธิได้รับข้อมูลที่เป็นความจริง สิ่งที่นำเสนอไม่ได้เป็นการกล่าวหาทรู แต่ทรูกลับเป็นบริษัทเดียวที่ดำเนินการฟ้องคดี ที่ผ่านมาจากการทำงานเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคเราไม่เคยถูกบริษัทโทรคมนาคมฟ้องคดี จึงรู้สึกผิดหวังจริงๆ เพราะสิ่งที่เผยแพร่เป็นข้อเท็จจริงที่ปรากฏต่อสาธารณะในวารสารวิชาการในต่างประเทศ มีสาระสำคัญที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม อันเป็นจิตสำนึกตามปกติที่พึงมีต่อส่วนรวม” นางสาวสารีกล่าว
ด้านนายประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา ผู้อำนวยการสถาบันคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม (สบท.) กล่าวว่า การให้ข้อมูลความรู้ในกิจการโทรคมนาคมเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายโดยสุจริตในฐานะ “เจ้าหน้าที่” ของรัฐ นอกจากนี้ข้อมูลเรื่อง “คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า” มิได้ฝ่าฝืนต่อความเป็นจริง แต่เป็นข้อมูลซึ่งอ้างอิงมาจากผลการศึกษาทางวิชาการ ทางการแพทย์ในต่างประเทศ เช่น ฝรั่งเศส เยอรมัน และผลการศึกษาจากในประเทศไทยเอง โดยไม่เคยสรุปว่า เสาสัญญาณโทรศัพท์มือถือเป็นสาเหตุของโรคใดๆ แต่จากข้อมูลทางวิชาการที่มีอยู่ สรุปได้ว่าคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อสุขภาพมนุษย์ ที่สำคัญการเผยแพร่ข้อเท็จจริงนี้มีเพื่อเสนอแนะเชิงนโยบาย ให้เกิดการทบทวนนโยบายและเกิดมาตรการป้องกันสุขภาพของประชาชน อันเป็นการดำเนินการที่สอดคล้องกับสิทธิของประชาชนตามพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๐
“ถึงแม้ว่าปัจจุบันยังไม่สามารถยืนยันในทางใดทางหนึ่ง แต่เนื่องจากมีผลวิจัยอันน่าเชื่อถือซึ่งพบผลกระทบต่อสุขภาพเพิ่มมากขึ้น หลายประเทศจึงได้ใช้หลักการป้องกันไว้ก่อน เช่น สวีเดน เบลเยี่ยม อิตาลี สวิสเซอร์แลนด์ ออสเตรเลีย แม้กระทั่งรัฐสภายุโรปในญัตติเรื่อง “ความกังวลต่อสุขภาพที่สัมพันธ์กับสนามแม่เหล็กไฟฟ้า” ได้มีมติให้มีมาตรการป้องกันความเสี่ยงต่อสุขภาพจาก มือถือ WIFI WiMax ตลอดจนสถานีวิทยุโทรคมนาคมทุกชนิด โดยการตั้งเสาสัญญาณฯ ต้องให้โรงเรียน ศูนย์เด็กอ่อน สถานพยาบาล ปลอดจากคลื่นต่างๆและให้ประชาสัมพันธ์ความเสี่ยงต่อสุขภาพที่อาจมี การเผยแพร่เรื่องนี้จึงเป็นการให้ข้อมูลความจริง เพื่อประโยชน์ของผู้บริโภคและเพื่อนำไปสู่การผลักดันให้เกิดมาตรการป้องกันสุขภาพของประชาชน” ผอ.สบท.กล่าว
นายประวิทย์กล่าวต่อไปว่า แม้แต่องค์การอนามัยโลก (Who) ยังไม่อาจยืนยันได้ว่า คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจะไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพ เนื่องจากพบว่าประชากรร้อยละ 3 ในโลกเป็นผู้ป่วยด้วย “โรคภูมิแพ้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า” ซึ่งประเทศสวีเดนเป็นประเทศแรกในโลกที่ประกาศขึ้นทะเบียนโรคนี้อย่างเป็นทางการ และหากมีนักเรียน หรือครู อาจารย์แม้เพียงคนเดียวที่เกิดอาการภายในโรงเรียน สถานีวิทยุคมนาคมที่ตั้งอยู่ใกล้โรงเรียนจะถูกสั่งให้ถอนย้ายทันที ดังนั้นจึงยังไม่มีองค์กรใด หรือผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือรายใดในโลกที่กล้ายืนยันว่า คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าไม่มีผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาว จึงจำเป็นต้องมีการศึกษาวิจัยเพิ่มเติมและให้ข้อมูลกับประชาชนในฐานะผู้ใช้บริการให้ระมัดระวังผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น
คดีนี้ศาลแพ่งนัดกำหนดแนวทางพิจารณาคดีและชี้สองสถานในวันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๕๔ เวลา ๙.๐๐ น.

View :862
Categories: Press/Release Tags: ,

สวทช. กระทรวงวิทยาศาสตร์ จับมือ กสทช. ร่วมจัดตั้ง ศูนย์ ศอบท.สำหรับคนพิการและผู้สูงอายุแห่งแรก! ในประเทศไทย

January 27th, 2011 No comments

กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ จัดตั้ง (ศอบท.) เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้เรื่องอุปกรณ์และบริการโทรคมนาคมสำหรับคนพิการและผู้สูงอายุ ที่จำเป็นต้องใช้งานในชีวิตประจำวัน โดยให้ความสำคัญในการช่วยลดความเหลื่อมล้ำด้านการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร โดยเฉพาะคนพิการให้มีความเท่าเทียมกับบุคคลทั่วๆไป

การดำเนินการของ ศอบท. ได้แบ่งเป้าหมายเป็น 6 กลุ่ม คือ กลุ่มคนพิการทางการมองเห็น กลุ่มคนพิการทางการได้ยิน กลุ่มคนพิการทางการพูด กลุ่มคนพิการทางร่างกายและการเคลื่อนไหว กลุ่มคนพิการทางสติปัญญาและบุคคลออทิสติก และกลุ่มผู้สูงอายุ โดยเทคโนโลยีเทคโนโลยีสำหรับคนพิการและผู้สูงอายุเกิดจากการวิจัยและพัฒนาของสถาบันวิศวกรรมฟื้นฟูสมรรถภาพและเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวก เนคเทค สวทช.

แผนการดำเนินงานต่อไป คือ กระทรวงวิทย์ฯ และ ศอบท. จะช่วยกันเผยแพร่ ประชาสัมพันธ์ให้คนรู้จัก ศอบท. มากขึ้น โดยรณรงค์ให้ความรู้เรื่องอุปกรณ์และบริการโทรคมนาคมที่คนพิการและผู้สูงอายุจำเป็นต้องใช้งาน และเข้ามารับบริการของ ศอบท. ซึ่งมีทั้งการให้บริการภายในศูนย์สาธิตฯ เอง และมีการจัดนิทรรศการนอกสถานที่ นอกจากนี้ ยังมีการบริการลงชุมชน โดยจัดรถนิทรรศการเคลื่อนที่ ไปให้ความรู้แก่คนพิการและผู้สูงอายุที่อยู่ห่างไกล

ดังนั้น ศูนย์ ศอบท. นี้เป็นสัญลักษณ์แสดงถึงความร่วมมือระหว่าง กระทรวงวิทย์ฯ และ กสทช. ที่จะช่วยกันส่งเสริมให้เกิดความเสมอภาค และความเท่าเทียมกันที่จะได้รับบริการอย่างทั่วถึงของคนพิการและผู้สูงอายุ ตลอดจนลดช่องว่างของความเหลื่อมล้ำทางสังคมได้อย่างแท้จริง

View :678

โลจิสโพสต์พลัสส่งของใหญ่ถึงบ้านปีเดียวยอดพุ่ง 3 เท่า ไปรษณีย์รุกคืบขยายจุดบริการเพิ่มเป็น 138 ปณ.ทั่วไทย

January 27th, 2011 No comments

บริการโลจิสโพสต์พลัสโดนใจลูกค้า โตไวชั่วปีเดียวเพิ่มจากหลักพันเป็นหลักหมื่น ส่งได้เร็ว 3 วันถึง พร้อมบริการเสริมส่งมอบถึงบ้าน ไปรษณีย์ไทยเพิ่มพื้นที่นำจ่ายถึงผู้รับอีก 34 แห่ง รวมเป็น 138 ปณ.ทั่วประเทศ ตอบรับกระแสความนิยมที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นาง ปริษา ปานะนนท์ ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารการตลาด บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท) เปิดเผยว่า บริการโลจิสโพสต์พลัสที่ขยายผลมาจากบริการส่งของใหญ่ทางไปรษณีย์ หรือโลจิสโพสต์ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ลูกค้าในการส่งถึงที่หมายภายใน 3 วันทำการ และมีบริการเสริมนำจ่ายถึงที่อยู่ผู้รับได้ด้วย ในรอบปีที่แล้วมีอัตราการขยายตัวอย่างก้าวกระโดดจาก 4 ,000 รายในปี 2552 เพิ่มเป็นกว่า 12,000 รายในปี 2553 เท่ากับเพิ่มขึ้นถึง 300 % หรือ 3 เท่าตัว ในปีใหม่นี้ ปณท จึงได้ขยายพื้นที่ ปณ.ปลายทางเพิ่มขึ้นอีก 34 แห่ง จากเดิม 104 เป็น 138 แห่งทั่วทุกภาค เพื่อรองรับความต้องการที่ขยายตัวสูงขึ้น

“ พื้นที่ปลายทางที่เพิ่มเข้ามาใหม่ เช่น ปณ.ลาดกระบัง บางบัวทอง รังสิต บางปะอิน ศรีราชา ปลวกแดง ปากช่อง แม่สอด สามพราน ป่าตอง เฉวง เป็นต้น ทั้งนี้เรายังมีแผนต่อเนื่องจะขยายเพิ่มขึ้นอีก 80 แห่งในพื้นที่ภูมิภาคภายในปีถัดไป ”

อนึ่ง บริการโลจิสโพสต์ และโลจิสโพสต์พลัส อำนวยความสะดวกให้ลูกค้าสามารถจัดส่งสิ่งของขนาดใหญ่ที่มีน้ำหนักสูงถึง 200 กก. จาก ปณ.ต้นทาง ถึง ปณ.ปลายทางตามเวลาที่กำหนด พร้อมติดตามตรวจสอบสถานะผ่านระบบ Track & Trace ได้ตลอด 24 ชม. จึงได้รับความนิยมจากผู้ใช้บริการค่อนข้างมาก โดยเฉพาะสิ่งของประเภทรถจักรยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ที่นอน ฯลฯ ระยะหลังยังได้ขยายขอบเขตการให้บริการไปยังกลุ่มลูกค้าธุรกิจองค์กรที่ต้อง การส่งของชิ้นใหญ่ในคราวละมากๆ อีกด้วย อาทิ หนังสือ ของพรีเมี่ยม เป็นต้น ผู้สนใจสอบถามเพิ่มเติมได้ ณ ที่ทำการไปรษณีย์ทั่วประเทศ หรือ Call Center 1545 และคลิกที่ www.thailandpost.co.th

View :1156

เอชพีเปิดมิติใหม่ของเทคโนโลยีคลาวด์ คอมพิวติ้ง

January 27th, 2011 No comments

ส่งโซลูชั่น Hybrid Delivery ใหม่ ผนวกระบบไอทีแบบเดิมเข้ากับคลาวด์ คอมพิวติ้ง รองรับความต้องการขององค์กร

เอชพี โดย ดร. เบง เทค เลียง (ขวา) กรรมการผู้จัดการ และผู้จัดการทั่วไป กลุ่มธุรกิจ เอ็นเทอร์ไพรส์ บิสิเนส และนายมารุต มณีสถิต (ซ้าย) ผู้อำนวยการ กลุ่มผลิตภัณฑ์ Enterprise Servers, Storage และNetworking (ESSN) ประกาศเปิดตัวผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ที่สนับสนุนเทคโนโลยีคลาวด์ คอมพิวติ้ง เพื่อให้องค์กรธุรกิจและหน่วยงานภาครัฐต่างๆ สามารถนำเทคโนโลยีคลาวด์มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ทั้งยังมั่นใจได้ว่าสามารถดำเนินงานได้อย่างปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และมีความพร้อมในการใช้งานในระดับที่ต้องการ

คลาวด์ คอมพิวติ้ง คือ แพลทฟอร์มสำคัญที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง เหมาะสำหรับองค์กรธุรกิจแบบ Instant-On Enterprise ซึ่งมีการเชื่อมโยงทุกๆ สิ่งและผู้คนเข้าไว้ด้วยกัน ทั้งนี้ องค์กรแบบ Instant-On Enterprise ต้องการสภาพแวดล้อมด้านไอทีที่มีความยืดหยุ่น มีเสถียรภาพ และมีการทำงานแบบอัตโนมัติ ทั้งยังสามารถปรับเปลี่ยนให้ตรงตามความต้องการที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอได้อย่างรวดเร็ว

เทคโนโลยีคลาวด์ คอมพิวติ้งมีคุณประโยชน์นานัปการ อาทิ ส่งเสริมการใช้บริการใหม่ได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น ลดจำนวนพนักงานด้านไอที และมีรูปแบบของการคิดค่าบริการตามการใช้งานจริง (pay-as-you-go model) แต่ก็มีข้อจำกัดบางประการซึ่งเป็นสิ่งที่องค์กรธุรกิจต่างๆ คำนึงถึง อาทิ ความปลอดภัย ความพร้อมในการใช้งาน และการผนวกรวมการทำงานด้านต่างๆ เข้าไว้ด้วยกันอย่างง่ายดาย

สำหรับโซลูชั่น HP Hybrid Delivery ใหม่เป็นการพัฒนาต่อยอดจากเทคโนโลยีคลาวด์ คอมพิวติ้งระดับองค์กร โดยให้คุณประโยชน์อันโดดเด่นมากมาย ทั้งยังตอบสนองความต้องการขององค์กรธุรกิจและหน่วยงานภาครัฐได้อย่างครบถ้วน

ดร. เบง เทค เลียง กรรมการผู้จัดการ และผู้จัดการทั่งไปกลุ่มธุรกิจ เอ็นเทอร์ไพรส์ บิสิเนส เอชพีประเทศไทย เปิดเผยว่า “คลาวด์ คอมพิวติ้งเป็นสุดยอดนวัตกรรมที่กำลังได้รับความนิยมอย่างสูง และเอชพีเป็นผู้นำแห่งเทคโนโลยีคลาวด์ดังกล่าว โดยมีประสบการณ์การพัฒนาโซลูชั่นระดับองค์กรอย่างลึกซึ้ง ทั้งยังมีพอร์ทโฟลิโอผลิตภัณฑ์และบริการต่างๆ อย่างกว้างขวางและหลากหลาย อีกทั้งยังมีหน่วยงานให้บริการระดับโลก เพื่อขับเคลื่อนลูกค้าให้ก้าวล้ำนำหน้าในช่วงการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิผลสูงสุด”

โซลูชั่น HP Hybrid Delivery cloud solutions : พัฒนาต่อยอดจากเทคโนโลยีคลาวด์ รองรับการทำงานระดับองค์กร
บริการ HP Enterprise Cloud Services-Compute คือ บริการคลาวด์ส่วนตัว (private cloud as a service) ที่พัฒนาจากเทคโนโลยีศูนย์ข้อมูลที่ล้ำสมัยของเอชพี ทั้งยังมีคุณสมบัติตรงตามข้อกำหนดและหลักเกณฑ์ทางด้านการให้บริการ ประสิทธิภาพ การรักษาความปลอดภัย และความเป็นส่วนตัว ส่งผลให้ลูกค้าสามารถประมวลผลด้วยระบบคอมพิวเตอร์ได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัย บนสถาปัตยกรรมไอทีที่ปรับขยายได้ และด้วยความรู้ความชำนาญด้านระบบโครงสร้างพื้นฐานแบบผนวก (Converged Infrastructure) ของเอชพี เสริมทัพด้วยความหลากหลายของพอร์ทโฟลิโอซอฟต์แวร์เกี่ยวกับระบบการทำงานแบบ อัตโนมัติและการบริหารจัดการที่เปี่ยมประสิทธิภาพ ทำให้เอชพีมีทรัพยากรที่จำเป็นทั้งหมดเพื่อสนับสนุนการเข้าถึงระบบคลาวด์ ส่วนตัวแบบผสมหรือไฮบริดได้เป็นอย่างดี

โซลูชั่น HP CloudSystem คือ โซลูชั่นแบบครบวงจรที่สมบูรณ์แบบที่สุดสำหรับนำมาใช้พัฒนา จัดการ และให้บริการต่างๆ บนสภาพแวดล้อมคลาวด์ทั้งแบบส่วนตัว แบบสาธารณะ และแบบไฮบริด โดยผนวกรวมคุณสมบัติอันโดดเด่นของเทคโนโลยี HP Converged Infrastructure และโซลูชั่นซอฟต์แวร์ HP Cloud Service Automation เข้าไว้ด้วยกัน เพื่อให้มีการรักษาความปลอดภัย การกำกับดูแล และการปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับต่างๆ แบบรวมศูนย์บนแอพพลิเคชั่นและระบบโครงสร้างพื้นฐานทั้งแบบปกติและแบบเสมือนต่างๆ

นอกจากนี้ โซลูชั่น HP CloudSystem ยังสนับสนุนเทคโนโลยี HP Cloud Maps ซึ่งเป็นเทคโนโลยีชนิดแรกของอุตสาหกรรมไอทีที่มีการทำ catalog objects แบบตั้งค่าล่วงหน้าเพื่อสนับสนุนให้มีการใช้ทรัพยากรแอพพลิเคชั่นและระบบโครงสร้างพื้นฐานอย่างเต็มประสิทธิภาพ ทั้งยังสนับสนุนบริการคลาวด์ใหม่ๆ ให้ทำงานอย่างมีประสิทธิผลยิ่งขึ้น และมีการประมวลผลอย่างรวดเร็วภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่นาที

โปรแกรม HP Cloud Discovery Workshop ริเริ่มจัดทำขึ้นโดยเอชพีเพื่อช่วยองค์กรธุรกิจและหน่วยงานภาครัฐวางกลยุทธ์ใหม่ๆ และกำหนดแนวทางการนำเทคโนโลยีคลาวด์มาใช้งานอย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยโปรแกรมมีระยะเวลาดำเนินการ 1–2 วัน และมีหลักสูตรประเภทต่างๆ ให้เลือกตามความสนใจของลูกค้า โดยครอบคลุมหัวข้อต่างๆ อาทิ การพัฒนารูปแบบการทำธุรกิจ การรักษาความปลอดภัย และการกำหนดบริการที่เหมาะสมเพื่อรองรับเทคโนโลยีคลาวด์ ภายใต้การบริหารและดำเนินการโดยผู้เชี่ยวชาญของเอชพีที่มีประสบการณ์และความชำนาญทางด้านการใช้เทคโนโลยีคลาวด์ทั่วโลก

บริการ HP Financial Services เปิดให้บริการแก่ลูกค้าที่ใช้ระบบคลาวด์ส่วนตัว และต้องการสร้างความคุ้มค่าจากการลงทุนสูงสุด ทั้งนี้ เอชพีเปิดให้บริการทางการเงินภายใต้บริการ HP Financial Services ผนวกรวมกับบริการระบบคลาวด์ เพื่อให้ลูกค้าได้รับความคุ้มค่าทางการเงินสูงสุดควบคู่กับการได้รับประโยชน์จากเทคโนโลยีล้ำสมัยจากเอชพี

View :757
Categories: Press/Release Tags: ,