Archive

Author Archive

อัลตร้า ไฮ-สปีด อินเทอร์เน็ตจากทรูออนไลน์ ยิงสด อิงลิชพรีเมียร์ลีกแบบออนไลน์ บริการเสริมใหม่ เดือนละ 350 บาท

August 25th, 2012 No comments


พร้อมอัพสปีดให้อีกสูงสุด 5 เม็ก ฟรี 1เดือนเมื่อสมัครทั้งฤดูกาล

Technology Speed From Up to
xDSL 7M/512 K 9M/1M
DOCSIS 7M/512 K 12M/1.2M
DOCSIS 10M/1M 15M/1.5M

เปิดบริการเสริมใหม่เอาใจคอบอล จับมือทรูวิชั่นส์ เจ้าของลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดการแข่งขัน “ฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ฤดูกาล 2012/2013” ให้เชียร์และชมศึกฟาดแข้งผ่านอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงของทรูออนไลน์แบบเต็มอิ่มพิเศษกว่าด้วยความคมชัดระดับไฮเดฟฟินิชั่น สำหรับลูกค้าอัลตร้า ไฮ-สปีด อินเทอร์เน็ตเท่านั้น ในราคาเพียง 350 บาทต่อเดือน สุดคุ้มยิ่ขึ้น เมื่อสมัครชมทั้งฤดูกาลรับความเร็วการดาวน์โหลดเพิ่มอีกสูงสุด 5 Mbps. ฟรี 1 เดือน สำหรับลูกค้าที่ใช้บริการทั้งประเภท xDSL และประเภท DOCSIS ดังตาราง

สนใจใช้บริการเสริมติดต่อผ่าน ทรู ช้อป ทรูมูฟ ช้อป หรือสอบถาม 1686ได้แล้วตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.trueonline.com

View :901

“เอไอเอส” ผนึกกำลัง “Google ประเทศไทย” ให้ลูกค้าใช้ Google+ และ Gmail บนมือถือ ผ่านโอเปร่า มินิ ได้ฟรี!

August 23rd, 2012 No comments


โดยนายปรัธนา ลีลพนัง รักษาการผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการอาวุโส ส่วนงานผลิตภัณฑ์และบริการดิจิตอล ร่วมกับ “” โดยนางสาวพรทิพย์ กองชุน หัวหน้าฝ่ายการตลาด ประจำประเทศไทย และ “โอเปร่าซอฟแวร์” โดยนายวิทมนต์ ภริตานนท์ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ ประจำประเทศไทย เปิดประสบการณ์ใหม่สุดล้ำ เป็นครั้งแรกที่ให้ลูกค้าเอไอเอสกลุ่มคนรุ่นใหม่ นักเรียนนักศึกษา สนุกกับการใช้งาน + และรับ-ส่ง บนมือถือได้ฟรี! โดยไม่คิดค่า EDGE/3G เพียงใช้งานผ่านบราวเซอร์ของโอเปร่า มินิ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของวงการ ในการผนึกกำลังกันของ 3 ค่ายยักษ์ใหญ่แห่งวงการไอที ร่วมกันสร้างสรรค์โมเดลพิเศษในการให้บริการ เพื่อให้ลูกค้าเอไอเอสได้สัมผัสกับประสบการณ์บนโลกออนไลน์ก่อนใคร
ทั้งนี้ มือถือรุ่นที่รองรับการใช้งาน Opera Mini ได้แก่ ระบบปฏิบัติการ Java, Symbian, แบล็คเบอรี่ โดยลูกค้าเอไอเอสสามารถดาวน์โหลด Opera Mini ได้ฟรี! ง่ายๆ เพียงโทร *900 หรือพิมพ์ wap.mobilelife.co.th จากนั้นเลือก AIS App Store แล้วเลือก Opera Mini ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.ais.co.th/operamini_google สอบถามโทร.1175

View :765

นอสตร้าประกาศศักดาผู้นำคอนเทนต์แผนที่แบรนด์ไทย เดินหน้ารุกตลาดสมาร์ทโฟน

August 23rd, 2012 No comments

โกลบเทคบุกตลาดเต็มสูบ ชูความเป็นผู้นำ โลเคชั่น คอนเทนต์ โพรวายเดอร์ ดัน ขึ้นแท่นโกยรายได้ เผยแผนเดินหน้ารุกตลาดสมาร์ทโฟน เกี่ยวก้อยพันธมิตรพัฒนาแอพพลิเคชั่น จับกลุ่มไลฟ์สไตล์บนโซเซียลมีเดีย มั่นใจสิ้นปีผลประกอบการเป็นไปตามเป้า

นายวิชัย แสงหิรัญวัฒนา ผู้จัดการทั่วไป บริษัท โกลบเทค จำกัด ผู้นำด้านการให้บริการข้อมูลแผนที่ หรือ โลเคชั่น คอนเทนต์ โพรวายเดอร์ (Location Content Provider) รายใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ภายใต้แบรนด์นอสตร้า (NOSTRA) เปิดเผยถึงทิศทางการตลาดในช่วงครึ่งปีหลังว่า โกลบเทคมีแผนที่จะเดินหน้าเจาะตลาดกลุ่มผู้ใช้สมาร์ทโฟนเพิ่มขึ้น ด้วยการขยายการให้บริการข้อมูลแผนที่สู่กลุ่มธุรกิจพัฒนาแอพพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟน สืบเนื่องจากภาพรวมตลาดสมาร์ทโฟนในไทยปีนี้ที่มีตัวเลขคาดการณ์ว่าจะมีจำนวนมากกว่า 4 ล้านเครื่อง และการเติบโตของแอพพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟนประเภทการบริการอ้างอิงตำแหน่ง แบบ Location-based Services (LBS) ที่กำลังได้รับความนิยมอย่างก้าวกระโดดในช่วงปีที่ ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานเพื่อระบุตำแหน่งของผู้ใช้ไปยัง social network หรือด้านธุรกิจและการตลาด

นายวิชัยกล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันพฤติกรรมการใช้สมาร์ทโฟนของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะการใช้โทรศัพท์แบบออลอินวัน โทรศัพท์เครื่องเดียวที่สามารถตอบสนองไลฟ์สไตล์ได้อย่างครบถ้วน ส่งผลให้ภาพรวมของตลาดแผนที่สำหรับค้นหาเส้นทางและสถานที่ขยายตัวขึ้นและมีแนวโน้มที่จะเติบโตได้อีกมากขณะเดียวกันผู้พัฒนาแอพพลิเคชั่นก็มีความต้องการข้อมูลแผนที่ เพื่อนำมาพัฒนาเป็นส่วนหนึ่งของฟังก์ชันในการใช้งานสำหรับแอพพลิเคชั่น เช่น ระบบเนวิเกชั่น การระบุตำแหน่งของร้านค้า การระบุตำแหน่งของผู้ใช้งาน การแชร์ตำแหน่งบนโซเชียลเน็ตเวิร์ค เป็นต้น และด้วยจุดแข็งของแผนที่ NOSTRA ที่มีข้อมูลสถานที่ หรือ Points of Interest (POI) มากกว่า 830,000 ตำแหน่งทั่วประเทศไทย และสามารถแบ่งหมวดหมู่ได้อย่างชัดเจน จึงทำให้โกลบเทคได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากพันธมิตรผู้พัฒนาแอพพลิเคชั่น เช่น SpeedNavi, Zodio และ AIS Guide & Go

“NOSTRA เป็นข้อมูลแผนที่ประเทศไทยที่พัฒนาโดยทีมงานคนไทย ด้วยวิศวกรที่มีประสบการณ์ในการออกแบบฐานข้อมูลแผนที่เพื่อรองรับงานระบบภูมิสารสนเทศและระบบเนวิเกชั่น และทีมสำรวจที่มีความชำนาญและเข้าใจสภาพแวดล้อมในพื้นที่ประเทศไทยเป็นอย่างดี กอปรกับการใช้เทคโนโลยีที่ช่วยให้งานสำรวจข้อมูลมีความถูกต้องและแม่นยำมากที่สุด และก่อนที่เราจะพัฒนาผลิตภัณฑ์ เราจะตรวจสอบความต้องการของลูกค้าและทดสอบผลิตภัณฑ์จนมั่นใจว่าสามารถใช้งานได้จริง ทำให้ผลงานที่ผ่านมาของเราได้รับการยอมรับในระดับสากล ว่าเป็นข้อมูลแผนที่ที่มีคุณภาพ ทั้งความละเอียดและความถูกต้องของข้อมูล เป็นสิ่งที่เราภาคภูมิใจในการทำงานด้านแผนที่มาตลอดกว่า 20 ปี และโกลบเทคมีความพร้อมร่วมมือกับพันธมิตรในการพัฒนาแอพพลิเคชั่นแผนที่บนสมาร์ทโฟนร่วมกัน บนทุกระบบปฏิบัติการ”

นายวิชัย กล่าวอีกว่า ในครึ่งปีหลังนี้โกลบเทคยังคงให้ความสำคัญกับตลาดแผนที่นำทางสำหรับรถยนต์ หรือ GPS Car Navigation ทั้งในรูปแบบอุปกรณ์พกพา PND (Personal Navigation Device) และรูปแบบติดตั้งพร้อมใช้ในรถยนต์ (In Car Navigation) และจากการเติบโตอย่างต่อเนื่องของตลาดระบบนำทางรถยนต์ ส่งผลให้ NOSTRA ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ข้อมูลแผนที่ในจีพีเอส เร่งปรับรูปแบบผลิตภัณฑ์ ด้วยการเพิ่มข้อมูลที่อยู่และหมายเลขโทรศัพท์ ซึ่งเป็นข้อมูลเชิงลึกที่จะช่วยให้ผู้ใช้บริการสามารถค้นหาสถานที่ต่างๆ ได้ง่ายยิ่งขึ้น โดยปัจจุบันโกลบเทคได้ทำการบันทึกข้อมูลที่อยู่และหมายเลขโทรศัพท์ของสถานที่ต่างๆ ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลไปแล้วจำนวนกว่า 1 ล้านแห่ง และตั้งเป้าหมายไว้ที่ 2 ล้านแห่งภายในสิ้นปีนี้ ตลอดจนการเพิ่มข้อมูลแผนที่ภายในอาคาร (Indoor map) เช่น แผนที่แผนผังร้านค้าภายในห้างสรรพสินค้า ที่จะช่วยให้ผู้ใช้บริการสามารถค้นหาสถานที่และทางเดินภายในอาคารได้ง่ายยิ่งขึ้น ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ในระหว่างการวิจัยและพัฒนา

สำหรับการบริการและโซลูชั่นอื่นๆ โกลบเทคได้ขยายบริการแผนที่ในรูปแบบแผนที่ออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ หรือ Map Service โดยกลุ่มฐานลูกค้าผู้ใช้งานแผนที่ออนไลน์ มี 2 กลุ่ม คือ กลุ่มลูกค้าองค์กรธุรกิจ ที่นำข้อมูลแผนที่ NOSTRA ไปวิเคราะห์และประยุกต์การใช้งานตามความเหมาะสมกับธุรกิจของตนเอง อาทิ การเลือกทำเลที่ตั้งสาขา จุดจำหน่ายสินค้า หรือขอบเขตการให้บริการ ฯลฯ และ กลุ่มลูกค้าทั่วไป ที่ใช้ข้อมูลแผนที่ในชีวิตประจำวัน ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีแนวโน้มที่จะเติบโตอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว โดยโกลบเทคจะให้บริการข้อมูลแผนที่ NOSTRA ผ่านพันธมิตรธุรกิจในกลุ่มเว็บไซต์โซเชียลมีเดียต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการแนะนำร้านอาหาร สถานที่ท่องเที่ยว โรงแรม เป็นต้น

“เมื่อเร็วๆ นี้ โกลบเทคได้เปิดให้บริการ Free Service เป็นครั้งแรก เพื่อให้ผู้ใช้งานทั่วไปมีโอกาสใช้ข้อมูลแผนที่ NOSTRA ทั้งข้อมูลสถานที่สำคัญ โครงข่ายคมนาคมทั่วประเทศ ข้อมูลรายงานสภาพการจราจร (Traffic information) และข้อมูลร้านอาหารและสถานที่ท่องเที่ยวแนะนำ (NOSTRA Guide) ทั้งในรูปแบบแผนที่ออนไลน์ “NOSTRA Map Cloud” บนเว็บไซต์ www.nostramap.com และแอพพลิเคชั่นแผนที่ “NOSTRA Map Thailand” บนสมาร์ทโฟน ซึ่งผู้ใช้งานสามารถค้นหาสถานที่สำคัญ สถานที่ใกล้เคียง เส้นทางการเดินทาง และยังสามารถแชร์ตำแหน่งผ่าน email, SMS หรือโซเชียลมีเดียต่างๆ”

ในท้ายที่สุด นายวิชัยกล่าวว่า ปีนี้โกลบเทคตั้งเป้ารายได้ไว้ที่ 200 ล้านบาท และมั่นใจว่าจะสามารถทำได้ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ ทั้งนี้ โกลบเทค บริษัทในเครือของกลุ่มบริษัทซีดีจี มีศักยภาพที่จะเติบโตและขยายธุรกิจทั้งภายในและนอกประเทศ เนื่องจากกลุ่มบริษัทซีดีจีมีวิสัยทัศน์ที่จะเป็นองค์กรชั้นนำในระดับสากล (1 ใน 10 ของอาเซียน ภายในปี พ.ศ. 2558) ตลอดจนการจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ก็จะเป็นการเพิ่มโอกาสทางการตลาดในภูมิภาคนี้ให้แก่โกลบเทคเป็นอย่างมาก

View :749

KBank เปิดตัวเสิร์ชเอ็นจินทางการเงินรายแรก ตอบทุกโจทย์ออนไลน์ เรื่องการเงินที่ askKBank.com

August 23rd, 2012 No comments

เครือธนาคารกสิกรไทย ตอกย้ำความเป็นที่หนึ่งในโลกดิจิตอลแบงค์กิ้ง เปิดตัวเว็บไซต์ เสิร์ชเอ็นจินที่รวบรวมข้อมูลรอบด้านทั้งการเงิน เศรษฐกิจ รวมทั้งไลฟ์สไตล์ ตอบรับวิถีชิวิตคนรุ่นใหม่ที่ไม่เคยหยุดค้นหาข้อมูลออนไลน์ ซึ่งนับเป็นธนาคารพาณิชย์ไทยรายแรกที่เปิดตัวเว็บไซต์เสิร์ชเอ็นจินดังกล่าว โดยงานเปิดตัวจัดขึ้นอย่างมีสีสันใจกลางถิ่นคนรุ่นใหม่ ดิจิตอล เกทเวย์ สยามสแควร์ เปิดใจกูรูอย่าง “นิ้วกลม” นายสราวุธ เฮ้งสวัสดิ์ และบรรณาธิการไลฟ์สไตล์จากนิตยสาร The Guru นางสาวพิมพ์ชนก พึ่งบุญ ณ อยุธยาในหัวข้อ “ค้นหาข้อมูลสบายๆ…ตามสไตล์ Expert”

นางวิวรรณ ธาราหิรัญโชติ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า “ปัจจุบันการใช้อินเตอร์เน็ตเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของคนมากขึ้น การเข้าถึงอินเตอร์เน็ตก็ง่ายขึ้น สามารถเข้าถึงอินเตอร์เน็ตได้ตลอดเวลาผ่านเครือข่าย 3G, Edge, GPRS หรือ Wifi ทำให้ปริมาณการค้นหาข้อมูลผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ตเพิ่มสูงขึ้นด้วยเช่นกัน เพราะไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน หรือต้องการข้อมูลอะไรก็สามารถค้นหาจากโทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์แบบพกพา หรือ แท็บเล็ต ได้ทันที เครือธนาคารกสิกรไทยซึ่งเป็นที่หนึ่งในโลกดิจิตอลแบงค์กิ้งด้วยหลากหลายนวัตกรรมทางการเงินบนมือถือและออนไลน์ จึงได้จัดทำเว็บไซต์ askKBank (www.askkbank.com) ซี่งเป็นช่องทางใหม่ที่ลูกค้าสามารถค้นหาข้อมูลต่างๆ ได้ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลเศรษฐกิจระดับจุลภาค เศรษฐกิจมหภาค ดัชนีเศรษฐกิจ รายงานภาวะตลาดเงินและตลาดทุน ตลอดจนภาวะเงินตราทั้งในประเทศ และต่างประเทศ นอกจากนั้นยังรวบรวมข้อมูลทางด้านไลฟ์สไตล์ ท่องเที่ยว ช้อปปิ้งหรืออื่นๆ รวมทั้งข้อมูลผลิตภัณฑ์ และบริการในเครือธนาคารกสิกรไทย สิทธิประโยชน์ต่างๆ ทางด้านการเงิน พร้อมข้อมูลที่น่าสนใจอื่นๆ เพื่อตอบสนองพฤติกรรมผู้บริโภคในการค้นหาข้อมูลออนไลน์อย่างแท้จริง”

ข้อมูลล่าสุดปี 2555 จากศูนย์วิจัยกสิกรไทย ชี้ชัดว่า 38% ของประชากรในประเทศไทยมีการใช้งานอินเตอร์เน็ต และจำนวนผู้ใช้อินเตอร์เน็ตบนโทรศัพท์มือถือเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเพิ่มขึ้นจากปลายปีที่แล้วถึงประมาณ 30%

นายอาจ วิเชียรเจริญ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวเสริมว่า ตามที่ทางธนาคารได้วางเป้าหมายในการเป็นที่ 1 ในโลกดิจิตอลแบงค์กิ้งนั้น ต้องมีส่วนสนับสนุน 3 ส่วนหลักคือ ช่องทางในการทำธุรกรรมที่สะดวกและปลอดภัย ช่องทางในการรับชำระเงินในรูปแบบต่างๆ รวมถึงช่องทางในการเข้าถึงข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งเว็บไซต์ askKBank ถือว่าเป็นนวัตกรรมเสิร์ชเอ็นจินที่ทันสมัย และเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ทางด้านดิจิตอลของธนาคาร ทั้งนี้เพื่อสนับสนุนความต้องการของผู้ใช้งานที่ต้องการข้อมูลทางด้านการเงินแต่ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร โดยมีฐานข้อมูลขนาดใหญ่บรรจุข้อมูลในเชิงลึกและหลากหลายจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ รวมถึงข้อมูลเฉพาะที่หาที่อื่นไม่ได้ โดยเฉพาะบทความและข้อมูลในเชิงลึกจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย

“ผู้ที่เข้ามาใช้งาน www.AskKBank.com สามารถมั่นใจได้ว่า เรามีข้อมูลด้านการเงินที่ถูกต้อง ครบถ้วน ครอบคลุมทุกความต้องการของลูกค้า และเราจะไม่หยุดยั้งในการพัฒนาศักยภาพของเว็บไซต์ รวมทั้งความหลากหลายและคุณภาพของข้อมูล เพื่อเป็นแหล่งข้อมูลองค์ความรู้ที่น่าเชื่อถือ และสมบูรณ์ที่สุดเพื่อลูกค้าของเครือธนาคารฯ และผู้บริโภคในวงกว้าง” นายอาจ กล่าว

เว็บไซต์ askKBank.com จัดแบ่งกลุ่มข้อมูลตามความต้องการของลูกค้า (Need Base)เพื่อให้ค้นหา ได้อย่างสะดวกขึ้นโดยแบ่งเป็น 7 กลุ่ม และมีผู้เชี่ยวชาญเป็นตัวแทนในการนำเสนอข้อมูลที่น่าสนใจในด้านต่างๆ ได้แก่ “Finance & Banking” เป็นข้อมูลด้านการเงินการธนาคาร “Corporate Business” เป็นข้อมูลการดำเนินธุรกิจและธุรกิจต่างประเทศ “SME” เป็นข้อมูลหลากหลายด้านธุรกิจเอสเอ็มอี รวมถึงคอร์สอบรม-สัมมนาที่น่าสนใจ “What’s Hot” เป็นข่าวเด่น ประเด็นร้อนที่น่าสนใจ “Investment” เป็นข้อมูลด้านการเงิน-การลงทุนทั้งในและต่างประเทศ “Smart Planning” เป็นข้อมูลที่หลากหลายในการวางแผนด้านการเงินของแต่ละช่วงชีวิต และ “Casual Lifestyle” เป็นข้อมูลสิทธิประโยชน์ทางด้านการเงินที่น่าสนใจ

ทั้งนี้ผู้ใช้งานสามารถเลือกดูข้อมูลที่สนใจได้ทันทีโดยคลิกเข้าไปในกูรูแต่ละหัวข้อ หรือ เริ่มต้นค้นหาข้อมูลง่ายๆ จากกล่องค้นหาข้อมูลที่หน้าเว็บไซต์ เพียงพิมพ์สิ่งที่ต้องการค้นหา พร้อมเลือกประเภทคำตอบ (เช่น บทวิจัย บทสัมภาษณ์ รูปภาพ และวีดีโอ) เพื่อค้นพบคำตอบที่ต้องการ และยังสามารถแบ่งปันเรื่องราวที่น่าสนใจผ่านสังคมออนไลน์ได้ทันที หรือสามารถบันทึกเก็บไว้ในเมนูส่วนตัวได้ นอกจากนี้ askKBank ยังมีช่องทางพิเศษสำหรับให้บริการถาม-ตอบกลับทางอีเมล์เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถเข้ามาสอบถามข้อมูล/ปรึกษา ทั้งคำถามทั่วไป และคำถามเชิงลึก โดย askKBank ได้จัดเตรียมทีมงานผู้เชี่ยวชาญคอยให้บริการตอบคำถาม และให้คำปรึกษารวมถึงเสนอแนะเรื่องราวที่เป็นประโยชน์ โดยจะดำเนินการตอบกลับทางอีเมล์ที่ฝากไว้ในหน้าเว็บไซต์ภายในระยะเวลารวดเร็วอีกด้วย

View :868

“ทูซี ทูพี” สนับสนุนอีคอมเมิร์ซ เปิดตัวบริการ 123 จ่ายง่าย หลายช่องทาง ตอบโจทย์การชำระเงินรูปแบบใหม่บนร้านค้าออนไลน์ ที่ไม่ต้องใช้บัตรเครดิต

August 23rd, 2012 No comments

“ทูซีทูพี” (2C2P) เดินหน้าพัฒนาและขับเคลื่อนธุรกิจอีคอมเมิร์ซในประเทศไทยเต็มสูบ ล่าสุดนำเสนอระบบบริการรับชำระเงิน 123 เป็นทางเลือกใหม่ให้ทั้งร้านค้าและผู้บริโภค ซึ่งจะช่วยให้การชำระเงินสะดวกรวดเร็วและง่ายดายโดยไม่จำเป็นต้องใช้บัตรเครดิต มั่นใจตลาดอีคอมเมิร์ซของไทยเติบโตต่อเนื่องและสามารถแข่งขันได้ในระดับโลก

นายออง โจ โม ประธานกรรมการบริหารกลุ่ม บริษัท ทูซีทูพี (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ทูซี ทูพี ไม่ได้เป็นบริษัทใหม่ เราให้บริการรับชำระเงินออนไลน์แก่ธนาคารชั้นนำในประเทศไทย และในภูมิภาคอาเซียน มาตั้งแต่ปี 2546 เนื่องด้วยเราเล็งเห็นความสำคัญ และศักยภาพของตลาดอีคอมเมิร์ซในประเทศไทยที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการทำธุรกรรมอีคอมเมิร์ซในลักษณะ B2C ซึ่งมีมูลค่ามากถึง 85,000 ล้านบาท โดยตั้งแต่ปี 2554 – 2555 เราได้ขยายขอบข่ายของการให้บริการรับชำระเงินออนไลน์ไปยังร้านค้าโดยตรง เพื่อลดภาระความยุ่งยากในการจัดหาและจัดการระบบรับชำระเงินของร้านค้า และให้ร้านค้ามีเวลาในการบริหารจัดการธุรกิจมากขึ้น

“อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการชำระเงินออนไลน์ผ่านบัตรเครดิตจะเป็นที่นิยมของธุรกิจอีคอมเมิร์ซทั่วไป แต่ในประเทศไทย ปัจจุบันการใช้บัตรเครดิตยังอยู่ในวงจำกัด เนื่องด้วยประชากรที่ถือบัตรมีไม่ถึง 10 ล้านคน และในจำนวนนี้บางส่วนไม่มั่นใจในความปลอดภัยกรณีใช้บัตรเครดิตซื้อสินค้าออนไลน์ ทำให้ยอดการซื้อขายออนไลน์อย่างเต็มรูปแบบไม่เติบโตเท่าที่ควร”

“จากเหตุผลดังกล่าว ทำให้การชำระเงินด้วยบัตรเครดิต/บัตรเดบิตในปัจจุบัน คิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 20 ของมูลค่าทั้งหมดของการสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ ส่วนที่เหลือลูกค้าต้องไปโอนเงินให้ร้านค้า ณ จุดรับชำระเงินทั่วไป เช่น เคาน์เตอร์เซอร์วิส จุดรับชำระเงินตามห้างสรรพสินค้า หรือผ่านช่องทางของธนาคาร เช่น เคาน์เตอร์ธนาคาร ตู้เอทีเอ็ม บริการธนาคารทางอินเทอร์เน็ต เป็นต้น ซึ่งรายการโอนเงินนั้นจะเป็นแบบออฟไลน์ และไม่มีการแจ้งกลับไปยังร้านค้า ก่อให้เกิดความยุ่งยากตามมา ทั้งสำหรับผู้ซื้อและร้านค้า เพราะนอกจากจะต้องโอนเงินให้ร้านค้าผ่านช่องทางดังกล่าวแล้ว ผู้ซื้อยังต้องส่งสำเนาใบโอนเงินให้ร้านค้า และอาจต้องโทรยืนยัน ส่วน

ร้านค้าเองก็ต้องทำการตรวจสอบและจะส่งสินค้าได้ก็ต่อเมื่อตรวจสอบข้อมูลและเอกสารจนแน่ใจ แล้วเท่านั้น ทำให้ทั้งสองฝ่ายสิ้นเปลืองทั้งเวลาและค่าใช้จ่าย และอาจเกิดข้อผิดพลาดระหว่างการจัดการเอกสารที่มากมายจนก่อให้เกิดความเสียหายได้อีกด้วย ปัญหาต่างๆ เหล่านี้จะหมดไป หากมีระบบรับชำระเงินที่สามารถอัพเดทข้อมูลการชำระเงินแบบออนไลน์ให้ร้านค้า โดยผู้ซื้อไม่จำเป็นต้องแฟกซ์หรือโทรยืนยันการชำระเงิน”

จึงได้ถูกพัฒนาเพิ่มขึ้นโดยบริษัท 2C2P เพื่อเพิ่มช่องทางการรับชำระเงินสำหรับร้านค้าออนไลน์ทั้งรายเล็กและรายใหญ่ที่ต้องการเพิ่มยอดขายและความสะดวกแก่ลูกค้า ช่วยให้ได้ฐานลูกค้าที่กว้างขึ้น โดยลูกค้าสามารถชำระเงินผ่านช่องทางต่างๆ ได้อย่างหลากหลาย ได้แก่ จุดบริการรับชำระเงิน เช่น เคาน์เตอร์เซอร์วิสในร้านเซเว่น อีเลฟเว่น เทสโก้โลตัส เพย์แอทโพส ทีโอทีจัสเพย์ ทรูมันนี่ และเอ็มเพย์ ช่องทางต่างๆ ของธนาคาร เช่น ตู้ ATM บริการธนาคารทางอินเตอร์เน็ต รวมถึงผ่านเคาน์เตอร์ของธนาคารและตัดบัญชีธนาคารโดยตรง (Direct Debit) โดยในขณะนี้ มีธนาคารที่ให้บริการได้ 9 แห่งคือ ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ธนาคารทหารไทย ธนาคารธนชาต ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย และธนาคารยูโอบี

นายปิยชาติ รัตน์ประสาทพร กรรมการบริหาร บริษัท ทูซีทูพี (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “บริการ 123 เป็นคำตอบสำหรับร้านค้าออนไลน์ที่มียอดการชำระเงินผ่านบัตรเครดิตไม่มากนัก และไม่เติบโตเท่าที่ควร หรือเป็นร้านค้าขนาดเล็กที่ไม่สามารถต่อเชื่อมกับระบบการชำระเงินออนไลน์ของธนาคารได้ ร้านค้าที่ยังขาดช่องทางการชำระเงินที่ลูกค้าเข้าถึงอย่างสะดวกและรวดเร็ว หรือร้านค้าที่ประสบปัญหาความล่าช้าและยุ่งยากในการตอบรับและตรวจสอบการชำระเงินของลูกค้า”

ทั้งกล่าวอีกว่า “จุดเด่นของบริการ 123 คือ ช่วยเพิ่มช่องทางการชำระเงินให้แก่ลูกค้าที่ไม่มีบัตร หรือไม่ต้องการใช้บัตรเครดิตในการชำระค่าสินค้าหรือบริการที่ซื้อผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ช่วยลดปัญหาการปลอมแปลงบัตรเครดิตและตัดปัญหาข้อมูลบัตรเครดิตถูกขโมย เนื่องจากลูกค้าสามารถใช้เงินสดในการชำระที่จุดรับชำระเงินได้โดยตรง ทั้งยังช่วยเพิ่มยอดขายและเข้าถึงลูกค้าได้ง่ายขึ้นสำหรับร้านค้า เพราะลูกค้ามีทางเลือกในการชำระเงินที่หลากหลายตามความสะดวกของแต่ละคน ที่สำคัญ ร้านค้าสามารถดูรายละเอียดข้อมูลการชำระเงินของลูกค้าที่เกิดขึ้นตามเวลาจริงหลังจากที่ลูกค้าเสร็จสิ้น การชำระเงิน เพื่อให้ร้านค้าสามารถจัดส่งของให้ลูกค้าได้

รวดเร็วขึ้น ทั้งยังมีข้อมูลเพียงพอให้ร้านค้าเข้าใจพฤติกรรมและความต้องการของลูกค้า ช่วยให้สามารถเข้าถึงลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ”
“การรุกตลาดระบบบริการชำระเงินด้วยบริการ 123 ในครั้งนี้ตอกย้ำว่า เราให้ความสำคัญต่อธุรกิจอีคอมเมิร์ซในประเทศไทยและให้การสนับสนุนอย่างจริงจัง เพื่อให้ร้านค้าต่างๆ สามารถแข่งขันได้ทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับนานาชาติ” นายปิยชาติกล่าวทิ้งท้าย

เกี่ยวกับ 2C2P
บริษัท ทูซีทูพี (ประเทศไทย) จำกัด (2C2P) หรือ Cash & Card Payment Processor ถูกก่อตั้งขึ้นเมื่อปีพ.ศ. 2550 โดยมีสำนักงานอยู่ในหลายประเทศ เช่น ประเทศไทย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย กัมพูชา และฟิลิปปินส์ บริษัท 2C2P ให้บริการการรับชำระเงินออนไลน์แบบครบวงจร ทั้งในส่วนของ e-Commerce และ m-Commerce นอกจากนี้ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้บริการมากขึ้น บริษัท 2C2P ยังให้บริการการเรียกเก็บเงินแบบเงินสด ผ่านเคาน์เตอร์การรับชำระเงินชั้นนำทั่วประเทศ และผ่านตู้เอทีเอ็มและช่องทางต่างๆ ของธนาคารอีกด้วย บริษัท 2C2P ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบธุรกิจ เป็นผู้ให้บริการ การชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ จากธนาคารแห่งประเทศไทย เลขที่ ค(3)001/2554 และยังเป็นผู้ให้บริการรายแรกในเอเชียแปซิฟิก ที่ผ่านการรับรองมาตรฐานความปลอดภัย Payment Card Industry Data Security Standard (PCIDSS) และได้รับการรับรองจาก VISA, MasterCard, JCB และ American Express ภายใต้สัญลักษณ์ “Verified by Visa”, “SecureCode” “J/Secure” และ American Express SafeKey ตามลำดับ ด้วยระบบรักษาความปลอดภัยบัตรเครดิตและบัตรเดบิตแบบ 3D Secure ซึ่งเป็นระบบรักษาความปลอดภัยในระบบอีคอมเมิร์ซสำหรับธนาคารผู้ออกบัตร และธนาคารผู้รับบัตรเครดิต

View :1122

เอไอเอส เปิดให้จอง Samsung Galaxy Note 10.1 ตั้งแต่วันที่ 23 สิงหาคม 2555 เป็นต้นไป ทาง www.ais.co.th/onlineshopping

August 22nd, 2012 No comments


นายฐิติพงศ์ เขียวไพศาล ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ อาวุโส สายงานการตลาด และ การขาย บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ กล่าวถึงกระแสของ Smart Device ที่กำลังมาแรงว่า “ในครึ่งปีหลังคาดว่ากระแสของ Smart Device และ Smart Phone จะยังคงแรงต่อเนื่อง โดยมีอัตราการเติบโตเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาราว 55% ทั้งนี้นโยบายของเอไอเอส คือ มอบบริการที่ดีที่สุดภายใต้แนวคิด Quality DNAs ที่ตอบโจทย์อย่างชัดเจนมาก โดยเฉพาะกลุ่มที่มีความต้องการ Device คุณภาพที่มาพร้อมสุดยอด Content – Application และ Package ที่มาพร้อมบริการหลังการขายที่ช่วยทำให้ไม่ต้องกังวลกับการใช้งาน Smart Device หลายเครื่อง”

ล่าสุดจากความสำเร็จของการเปิดตลาด Tablet ในประเทศไทย ที่เอไอเอส ได้ร่วมกับ Samsung เป็นรายแรกในช่วงกว่า 2 ปีที่ผ่านมา รวมถึงความสำเร็จของ Samsung Galaxy Note รุ่นแรก เราจึงพร้อมที่จะเปิดให้ลูกค้าเอไอเอสสัมผัสพร้อมจอง ที่เหล่าสาวกชาวไทยเฝ้ารอคอยได้ก่อนใคร โดยรับเงื่อนไขสุดพิเศษ ดังนี้

1. เมื่อสมัครแพ็คเกจดาต้า Samsung Galaxy Note 10.1 ทั้งโปรโมชั่นหลักและแพ็ค เสริม 399 บาท ใช้บริการ AIS 3G/EDGE+ 3GB นาน 12 เดือน พร้อม
- รับฟรี Application AIS Guide & Go แผนที่นำทางอัจฉริยะที่เชื่อมต่อ Social Network ครั้งแรกของโลก นาน 12 เดือน
- รับฟรี e-magazine และ e-newspaper จาก AIS BookStore นาน 6 เดือน รวม 876 เล่ม มูลค่า 23,000 บาท

2. สมัคร Multi SIM บริการ 1 เบอร์ หลายซิม เพียงเดือนละ 200 บาท (จากปกติ 300 บาท) นาน 6 เดือน พร้อมใช้งาน 3G เพิ่ม 1 GB พิเศษ สำหรับลูกค้าที่ใช้ iSmart Package (Pack data Unlimited)

สาวก Smart Device เตรียมจองเพื่อรับความพิเศษจากเอไอเอส ที่มาพร้อมสุดยอด Smart Device ระดับโลก อย่าง Samsung Galaxy Note 10.1 ได้ตั้งแต่วันที่ 23 สิงหาคม 2555 เป็นต้นไป ทาง www.ais.co.th/onlineshopping

View :1070

ก.ไอซีที เตรียมพร้อมยกระดับโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศภาครัฐสู่ Smart Thailand

August 22nd, 2012 No comments

นาวาอากาศเอกอนุดิษฐ์ นาครทรรพ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดการประชุมสัมมนาเรื่อง ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศภาครัฐสู่ ว่า รัฐบาลมีความต้องการที่จะพัฒนาประเทศให้มี “ความได้เปรียบในเชิงการแข่งขัน (Competitive Advantage)” และ “รองรับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจของโลก (Globalization)” และเมื่อประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ในปี พ.ศ. 2558 จึงจำเป็นต้องมีการจัดเตรียมความพร้อมในหลายๆ ด้าน ซึ่งเรื่องของ “เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร” หรือ ICT ก็ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไปสู่

“จากการศึกษาของ World Economic Forum พบว่าอันดับความพร้อมใช้งานโครงข่ายโทรคมนาคมของประเทศไทยในปี พ.ศ. 2554 อยู่ที่อันดับ 59 ลดลงจากปี พ.ศ. 2549 ที่อยู่ในอันดับ 37 ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เวียดนาม กลับมีอันดับที่ดีขึ้น ประเทศไทยจึงจำเป็นจะต้องพัฒนาด้าน ICT ทั้งในส่วนโครงสร้างพื้นฐาน และรูปแบบการใช้งาน (Applications) รวมทั้งบริการอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ อย่างเร่งด่วน เนื่องจากเป็นปัจจัยสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจในยุค Digital economy” นาวาอากาศเอกอนุดิษฐ์ กล่าว

ด้าน นางจีราวรรณ บุญเพิ่ม ปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กล่าวว่า จากนโยบายรัฐบาลที่ต้องการพัฒนาประเทศให้มี “ความได้เปรียบในเชิงการแข่งขัน” และ “รองรับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจของโลก” อาทิ ASEAN Economics Community 2015 หรือ AEC 2015 ซึ่งต้องใช้ “เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร” หรือ ICT มาเป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำหรับการขับเคลื่อนประเทศไปสู่ Smart Thailand ด้วยความมุ่งหมายหลัก คือ ให้มีการใช้ ICT นำพาความเจริญเข้าสู่ประชาชนในทุกภาคส่วนของประเทศ สร้างสภาวะแวดล้อมที่ดียิ่งขึ้น รวมถึงส่งเสริมให้เกิดการลงทุนจากต่างประเทศ ตลอดจนพัฒนาคุณภาพของบุคลากรในสาขาวิชาชีพต่างๆ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางด้านดิจิทัล (Digital Divide) อันจะนำไปสู่ความก้าวหน้าที่ทัดเทียมกับประเทศที่เจริญแล้ว

ดังนั้น เพื่อให้กลยุทธ์สำหรับการขับเคลื่อนประเทศประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ กระทรวงฯ จึงได้จัดการประชุมสัมมนาเกี่ยวกับการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศของหน่วยงานภาครัฐเพื่อก้าวไปสู่ Smart Thailand ขึ้น เพื่อให้หน่วยงานภาครัฐได้รับรู้ข้อมูลข่าวสาร และรับฟังความคิดเห็นของผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานภาครัฐต่อการบูรณาการศูนย์ข้อมูลภาครัฐ ซึ่งข้อมูลที่ได้รับจากการสัมมนาในครั้งนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อการวางแนวทางการบูรณาการศูนย์ข้อมูลหน่วยงานภาครัฐในลำดับต่อไป

สำหรับวัตถุประสงค์ของการจัดการประชุมสัมมนาฯ ครั้งนี้ ก็คือ เพื่อรับฟังความคิดเห็นของผู้บริหารเทคโนโลยีสารสนเทศจากหน่วยงานภาครัฐจำนวน 120 คน เกี่ยวกับการยกระดับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อก้าวไปสู่ Smart Thailand และนำความคิดเห็นที่ได้มาเป็นข้อมูลประกอบการดำเนินการเกี่ยวกับการบูรณาการศูนย์ข้อมูลหน่วยงานภาครัฐ (Data Center Consolidation) ส่วนกิจกรรมภายในงานประชุมสัมมนาฯ จะมีการบรรยายหัวข้อ “Smart Thailand” และการเสวนาเรื่อง “Data Center Consolidation แนวทางการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐสู่ Smart Thailand” ด้วย

View :893

ติงราคาประมูล 3G ต่ำ หวังพึ่ง กสทช. วันพุธนี้

August 21st, 2012 No comments

“สารี” ติงราคาประมูล 3G ต่ำเกินไปกับการถือครอง ๑๕ ปี ชี้รายได้เข้ารัฐหดหายจาก ๔๐,๐๐๐ล้าน เหลือเพียง ๙๐๐ ล้านบาทต่อปี ระบุที่ติงเพราะไม่ต้องการให้กำหนดกติกาเอื้อประโยชน์กับผู้ให้บริการจนทำให้รัฐเสียประโยชน์ ขาดรายได้จากที่ควรได้ แถมมีแนวโน้มไม่มีการแข่งขันเพราะลดเพดานการถือครองคลื่นเหลือ15MHz ซึ่งหารลงตัวสำหรับสามบริษัท จนไม่น่าจะมีการสู้ราคาประมูลกันมากนัก

นางสาวสารี อ๋องสมหวัง ประธานคณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคด้านกิจการโทรคมนาคม กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) ได้มีมติเห็นชอบร่างประกาศหลักเกณฑ์ วิธีอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ 3G แล้วและจะนำเข้าสู่การพิจารณาของบอร์ด กสทช ในวันที่ ๒๒ สิงหาคมนี้ว่า มีประเด็นที่คณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคด้านกิจการโทรคมนาคมห่วงใยและอยากฝากให้ กสทช. ทบทวน ซึ่งได้เคยทำความเห็นให้กทค.พิจารณาด้วยแล้ว โดยเฉพาะประเด็นการเพิ่มมูลค่าขั้นต่ำของการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ที่กำหนดไว้ ๔,๕๐๐ ล้านบาทต่อ 5MHz เพราะเมื่อปรับลดให้ผู้เข้าร่วมประมูลได้สิทธิถือครองคลื่นความถี่ หรือสเปคตรัม แคป ได้ไม่เกิน ๑๕ MHz เท่ากับผู้เข้าร่วมประมูลสามารถถือครองคลื่น 15MHz ซึ่งเพียงพอสำหรับการให้บริการ โดยจ่ายในราคา ๑๓,๕๐๐ ล้านบาท หรือสูงกว่าเล็กน้อยเท่านั้น ทั้งนี้ต่อระยะเวลาการถือครองคลื่น ๑๕ ปี หรือคิดเป็นปีคือจ่ายปีละ ๙๐๐ ล้านบาทเท่านั้น ซึ่งถือว่ายังน้อยกว่าราคาที่ผู้ประกอบการทั้ง ๓ รายผู้ครองตลาดในปัจจุบันต้องจ่ายให้แก่รัฐจำนวน ๔๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี ทั้งที่ก่อนหน้านี้ สำนักงาน กสทช. ได้ว่าจ้างให้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยทำการศึกษาเรื่องราคาเริ่มต้นของการประมูล และผู้วิจัยได้เสนอราคาเริ่มต้นไว้ที่ชุดละ ๖,๔๔๐ ล้านบาท ซึ่งเท่ากับราคาตั้งต้นสำหรับ ๑๕MHz จะอยู่ที่ ๑๙,๓๒๐ล้านบาท

“เมื่อเดือนกรกฎาคมคณะอนุกรรมการฯได้ขอให้ กทค.ทบทวนราคาเริ่มต้นของการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ โดยยึดผลการศึกษาของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและผลประโยชน์ของรัฐเป็นหลัก ส่วนประเด็นที่ว่า ราคาการประมูลที่สูงจะทำให้ค่าบริการสูงนั้นไม่เป็นจริงเพราะหากมีการจ่ายต่ำกว่าราคาที่บริษัทจ่ายส่วนแบ่งให้กับรัฐในปัจจุบันก็ไม่เป็นสาเหตุให้ผู้บริโภคต้องจ่ายแพงและควรมีการกำหนดให้ราคาขั้นสูงไม่เกิน ๕๐สตางค์ในการโทรศัพท์และเนื่องจากค่าบริการค้าปลีกเป็นเรื่องของสภาวะการตลาดที่มีการแข่งขันรองรับ และมีผลการวิจัยในต่างประเทศก็แสดงให้เห็นว่า มูลค่าการประมูลกับราคาค้าปลีกไม่เกี่ยวข้องกัน เพียงแต่ตัวเลขผลประโยชน์ที่ประเทศชาติจะได้เพียง ๙๐๐ ล้านบาทต่อปีนั้น มันตกต่ำลงมากหากเทียบกับที่เป็นอยู่ในปัจจุบันทั้งที่เป็นการให้บริการเสียงเป็นหลัก” นางสาวสารีกล่าว รวมทั้งต้องมีกติกาที่ชัดเจนให้ใช้โครงข่ายร่วมกันไม่ใช่ให้บริษัทไปตกลงกันเองดังเช่นค่าเชื่อมโครงข่ายที่ไม่มีกติกาชัดเจนทำให้เกิดการกีดกันในการใช้โครงข่ายร่วมกัน และหวังว่าจะมีกลไกในการป้องกันและสร้างความเท่าทันในปัญหาจากการพนัน การล่อลวงเด็ก และการเล่นเกมส์จากระบบ3G

View :594
Categories: Press/Release Tags:

เอ็มเทค สวทช. พัฒนาหัวพ่นทราย จากวัสดุเซรามิกส์ขั้นสูง ป้อนอุตสาหกรรม

August 21st, 2012 No comments


การผลิตในประเทศ สำหรับใช้งานในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนรถยนต์ , โลหะ , และกระจก ทดแทนการนำเข้าจาก อเมริกา , ญี่ปุ่น , จีน กว่า 48 ล้านบาทต่อปี

ศูนย์ เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ () สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ () กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประสบความสำเร็จในการวิจัยและพัฒนา ผลิตหัวพ่นทรายจากวัสดุเซ รามิกส์ขั้นสูง (อลูมินาเซรามิกส์) พร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีกระบวนการผลิต หัวพ่นทรายอลูมินาเซรา มิกส์ในระดับอุตสาหกรรม ให้กับ ห้างหุ้นส่วนจำกัด เอ็มพร็อฟ เพื่อผลิตจำหน่ายในอุตสาหกรรมภายในประเทศ ทดแทนการนำเข้าและเพื่อหวังลดต้นทุนการผลิต ให้กับ ผู้ประกอบการไทย

รศ.ดร. วีระศักดิ์ อุดมกิจเดชา ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) กล่าวว่า หัวพ่นทราย เป็นชิ้นส่วนที่ใช้ในเครื่องพ่นทรายสำหรับขัดผิววัสดุเพื่อทำความ สะอาดและตกแต่งให้เกิดความสวยงามที่ผิวของวัสดุ ไม่ว่าจะเป็นการลอกสี ขัดสนิม กัดผิว ขจัดคราบเขม่า เกล็ดผิว ตลอดจนการเตรียมพื้นสำหรับชั้นเคลือบต่างๆ ซึ่งการใช้งานหัวพ่นทรายส่วนใหญ่จะใช้ในโรงงานโลหะและกระจก เช่น โรงงานผลิต ล้อแม็กซ์ โรงงานผลิตแม่พิมพ์โลหะ และโรงงานแกะสลักลวดลายกระจก เป็นต้น หัวพ่นทรายที่ใช้กันอยู่ทั่วไปมีหลายแบบด้วยกัน แบ่งตามประเภทของวัสดุได้ 2 ชนิดคือ หัวพ่นทรายที่ทำจากเซรามิกส์ และหัวพ่นทรายที่ทำจากโลหะ แต่อายุการใช้งานของหัวโลหะจะน้อยกว่าหัวแบบเซรามิกส์ ซึ่งหัวพ่นทรายเซรามิกส์ ที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย คือ หัวพ่นทรายที่ทำจากวัสดุเซรามิกส์ขั้นสูง หรือที่เรียกว่า อลูมินาเซรามิกส์ ซึ่งเป็นวัสดุที่มีความ แข็งแรงสูง ทนต่อการสึกหรอเหมาะกับการใช้งาน ส่วนใหญ่ ประเทศไทยมักคุ้นเคยกับเซรามิกส์ที่เป็น เซรามิกส์ขั้นพื้นฐาน เช่น ถ้วยชามต่างๆ แต่ ในส่วนของหัวพ่นทรายที่ได้วิจัยและพัฒนาขึ้นนี้ เป็นวัสดุเซรามิกส์ ใน กลุ่มของอลูมินา ซึ่งในด้านการวิจัยและพัฒนานั้น เราจะใช้ผงอลูมินาผสมกับสารเติมแต่ง และพัฒนาคิดค้นวิธีที่จะทำให้อลูมินานั้นมีสมบัติและขนาดเม็ดผงตามที่เรา ต้องการ
จาก นั้นก็เข้าสู่กระบวนการอัดขึ้นรูปให้ได้หัวพ่นทรายตามขนาดของ เครื่องพ่นที่มีการใช้งานทั่วไปอยู่แล้ว ในปัจจุบัน ซึ่งปริมาณความต้องการใช้งานหัวพ่นทรายอลูมินาเซรามิกส์ภายในประเทศ เฉลี่ยประมาณ 2,000-5,000 ชิ้นต่อเดือน หรือ 4,000,000 บาทต่อเดือน ซึ่งผลิตภัณฑ์ทั้งหมดเป็นสินค้าที่นำเข้าจากต่างประเทศ โดยทั้งสิ้น และจากการสำรวจตลาดพบว่า เป็นหัวพ่นทรายที่นำเข้ามาจากประเทศญี่ปุ่น,ประเทศจีน,และประเทศสหรัฐ อเมริกา

รศ.ดร. วีระศักดิ์ กล่าวต่อว่า และจากผลการทดสอบหัวพ่นทรายอลูมินาเซรามิกส์ที่ได้พัฒนาขึ้นนี้ มีคุณสมบัติและ คุณภาพในด้านการสึกหรอใกล้เคียงกับหัวพ่นทรายที่นำเข้าจากประเทศ ญี่ปุ่น ซึ่งถือได้ว่า มีอายุการใช้งานที่มากพอกับความต้องการของผู้ใช้งานในประเทศ เอ็มเทค จึงได้พัฒนากระบวนการผลิตเพื่อเพิ่ม กำลังการผลิตให้เพียงพอกับความต้องการของผู้ใช้งาน โดยร่วมมือและถ่ายทอดเทคโนโลยีกระบวนการผลิตให้กับ ห้างหุ้นส่วนจำกัด เอ็มพร็อฟ เพื่อผลิตและ จำหน่ายให้กับอุตสาหกรรมผู้ใช้งานภายในประเทศ ดังกล่าว จากความร่วมมือในครั้งนี้ จะเป็นตัวอย่างและการสาธิตกระบวนการผลิตในระดับอุตสาหกรรม เพื่อเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ประกอบการ โดยมีเป้าหมายการพัฒนาประสิทธิภาพในกระบวนการผลิตหัวพ่นทรายอลูมิ นา เซรามิกส์ในระดับ อุตสาหกรรมให้มีปริมาณของเสียน้อยกว่า 10 % และด้วยความมุ่งมั่นในการวิจัยและพัฒนา หัวพ่นทรายอลูมินาเซรา มิกส์ พร้อมกับความร่วมมือกันกับภาคอุตสาหกรรม จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อการผลิตในการลดต้นทุน ซึ่งไม่ต้องนำเข้าผลิตภัณฑ์จากต่างประเทศ ก่อให้เกิดผลกำไรที่มากขึ้น หรือแม้แต่ผู้ใช้งานและผู้จำหน่าย ก็จะได้รับผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพดี ทัดเทียมกับต่างประเทศ และมีราคาไม่สูงมากนัก ซึ่งจะเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับผู้ประกอบการรายอื่นๆ ­­ที่สนใจจะรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีในอนาคตอีกด้วย

View :1583

ทรูออนไลน์ ปักหลักเบอร์ 1 ผู้นำบรอดแบรนด์ ประกาศเดินหน้าลุยขยายตลาดสู่มากกว่า 50 จ.ว.ทั่วประเทศ

August 21st, 2012 No comments

ปักหลักเป็นผู้ให้บริการบรอดแบนด์อันดับ 1 ของประเทศ เผยความสำเร็จครึ่งปีแรก 2555 ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากการขยายบริการอัลตร้าไฮ-สปีด อินเทอร์เน็ต ผ่านเทคโนโลยี DOCSIS 3.0 ในตลาดต่างจังหวัด ส่งผลให้จำนวนลูกค้าใหม่เพิ่มขึ้นมากกว่า 130,000 ราย รวมเป็น 1.47 ล้านราย ทั้งเพิ่มรายได้ธุรกิจบริการบรอดแบนด์ ทรูออนไลน์เป็นประมาณ 6 พันล้านบาท โดยการเติบโตหลักมาจากการขยายตัวของลูกค้าบ้านและบริการ WiFi ซึ่งมีอัตราเติบโตสูงถึง 20.5% เทียบกับช่วงปีที่ผ่านมา อีกทั้งทรูออนไลน์ยังได้รับเลือกให้เป็นแบรนด์ที่ได้รับความเชื่อมั่นจากผู้บริโภคในระดับสูงสุดของประเภทผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต ประจำปี 2012 โดยได้รับรางวัล Platinum Award จากนิตยสาร “รีดเดอร์ไดเจสท์” พร้อมประกาศรุกเดินหน้าบริการบรอดแบนด์ครอบคลุมมากกว่า 50 จังหวัดทั่วประเทศภายในสิ้นปี เน้นการทำตลาดแบบทริปเปิ้ลเพลย์ด้วยข้อเสนอแบบคอนเวอร์เจนซ์ และเตรียมทัพบริการเสริมเพิ่มคุณค่าการใช้งานอินเทอร์เน็ตเต็มประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

นายเจริญ ลิ่มกังวาฬมงคล หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านการพาณิชย์ ทรูออนไลน์ บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น เปิดเผยว่า ด้วยความสำเร็จของการดำเนินงานของทรูออนไลน์ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2555 ที่สามารถเติบโตทั้งฐานลูกค้าและรายได้ อันเป็นผลจากการขยายบริการอัลตร้า ไฮ-สปีด อินเทอร์เน็ตผ่านนวัตกรรมเทคโนโลยี DOCSIS 3.0 ในตลาดต่างจังหวัดเป็นปัจจัยสำคัญ ทรูออนไลน์ จึงสานต่อกลยุทธ์รุกขยายโครงข่ายและการให้บริการอัลตร้า ไฮ-สปีด อินเทอร์เน็ต จากทรูออนไลน์ ในต่างจังหวัดทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยภายในสิ้นปีนี้จะให้บริการบรอดแบนด์ครอบคลุมมากกว่า 50 จังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งแนวทางการขยายตลาดของทรูออนไลน์ ในช่วงครึ่งปีหลังนี้ จะเป็นไปในรูปแบบ Triple Play ข้อเสนอแบบคอนเวอร์เจนซ์ที่แตกต่างเหนือกว่าผู้ให้บริการรายอื่นๆ โดยจะรวมความคุ้มค่าจาก 3 บริการของกลุ่มทรู คือ อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง จากทรูออนไลน์ เคเบิ้ลทีวี-จากทรูวิชั่นส์ และโทรศัพท์บ้านแบบไม่มีรายเดือน ซึ่งมั่นใจว่าไม่มีผู้ให้บริการรายใด ที่สามารถให้บริการในลักษณะเดียวกันได้

นอกจากนี้ ยังจะเดินหน้ายกระดับคุณภาพบริการให้ดียิ่งขึ้นไปอีก ไม่ว่าจะเป็นคุณภาพโครงข่ายหรือบริการหลังการขาย รวมถึงการสรรหาบริการเสริมพร้อมสิทธิพิเศษให้มากยิ่งขึ้น โดยบริการเสริมจากทรูออนไลน์ จะมุ่งเน้นการเพิ่มคุณค่าในการใช้งานอินเทอร์เน็ตของลูกค้า อัลตร้า ไฮ-สปีด อินเทอร์เน็ต จากทรูออนไลน์ ให้เต็มประสิทธิภาพ และเติมเต็มชีวิตรอบด้านให้ได้รับความสะดวกสบาย ในขณะเดียวกัน ทรูออนไลน์ ยังได้ให้ความสำคัญกับนโยบายด้าน CSR สนับสนุนการเปิดโลกการเรียนรู้ผ่านอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง โดยกำหนดที่จะมอบอัลตร้า ไฮ-สปีด อินเทอร์เน็ต ความเร็ว 50 Mbps ให้แก่โรงเรียนในทุกจังหวัดที่ทรูออนไลน์ขยายโครงข่าย DOCSIS 3.0 ไปถึง รวมทั้งการเดินหน้าให้ความร่วมมือกับภาครัฐเปิดบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงไร้สาย ICT WiFi และการร่วมมือกับเทศบาลเมือง และเทศบาลนครต่างๆ ในการให้บริการ Free WiFi เพื่อเพิ่มการเข้าถึงข้อมูล ความรู้ข่าวสาร ผ่านอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงให้ครอบคลุมเพิ่มมากขึ้น

นายนนท์ อิงคุทานนท์ ผู้จัดการทั่วไป สายงานบริการบรอดแบนด์ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า น่ายินดีที่จากผลสำรวจของส่วนงานศูนย์ข้อมูลและวิจัยเศรษฐกิจโทรคมนาคม สำนักพัฒนานโยบายและกฎกติกา สำนักงาน กสทช. รายงานว่า อัลตร้า ไฮ-สปีด อินเทอร์เน็ต จากทรูออนไลน์ มีส่วนแบ่งด้านการตลาดบรอดแบนด์เป็นอันดับ 1 ของประเทศด้วยสัดส่วน 43.5 % สอดคล้องกับการเติบโตทั้งจำนวนผู้ใช้บริการบรอดแบนด์รายใหม่ในครึ่งปีแรกที่มีลูกค้าเพิ่มมากกว่า 130,000 ราย ทำให้ในปัจจุบันมีฐานลูกค้าเพิ่มขึ้นเป็น 1.47 ล้านราย ทั้งนี้ จำนวนลูกค้าใหม่สุทธิที่เพิ่มขึ้นในครึ่งปีแรกของปี 2555 มีการเติบโตสูงขึ้นถึง 65% ของช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยมี ARPU หรือรายได้เฉลี่ยของผู้ใช้บริการต่อลูกค้าหนึ่งคน เพิ่มสูงขึ้นถึง 709 บาทต่อเดือน ซึ่งการเติบโตรักษาความเป็นผู้นำตลาดบรอดแบนด์ของทรูออนไลน์ เป็นผลจากการไม่หยุดนิ่งในการพัฒนานวัตกรรมบริการ โดยเฉพาะเทคโนโลยี DOCSIS 3.0 ที่ปัจจุบันได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี

การเติบโตที่ผ่านมาในครึ่งปีแรกนั้น เป็นผลจากการขยายฐานลูกค้าใหม่ในต่างจังหวัดทั่วประเทศ ด้วยการทำตลาดแบบ Localized Marketing ที่ประยุกต์แผนการตลาดและโปรโมชั่นให้เข้ากับตลาดต่างจังหวัดแต่ละท้องถิ่นที่ขยายบริการครอบคลุมไปมากกว่า 30 จังหวัดทั่วประเทศ รวมทั้งสิ่งสำคัญคือการให้ความสำคัญกับลูกค้าเดิม อาทิ การดูแลและให้ความช่วยเหลือลูกค้าที่ประสบอุทกภัย ซึ่งสามารถรักษาฐานลูกค้าเดิมไว้ได้เป็นอย่างดี และยังส่งผลให้ อัลตร้า ไฮ-สปีด อินเทอร์เน็ต จากทรูออนไลน์ ได้รับความไว้วางใจในคุณภาพและการให้บริการ ทั้งนี้ นิตยสาร “รีดเดอร์ไดเจสท์” ได้มอบรางวัล Platinum Award ในหมวดผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต ประจำปี 2012 ให้แก่ทรูออนไลน์ ในฐานะแบรนด์ที่ได้รับความเชื่อมั่นระดับสูงสุด และเป็นผู้นำนวัตกรรมโครงข่ายอินเทอร์เน็ตพื้นฐานอันดับ 1 ของประเทศไทย โดยได้รับคะแนนจากการสำรวจความเห็นจากผู้บริโภคในสังคม นับเป็นรางวัลเกียรติยศสูงสุดที่ทรูออนไลน์ ภาคภูมิใจ อันจะเป็นแรงผลักดันให้พัฒนาธุรกิจและบริการให้ดียิ่งขึ้นต่อไปในอนาคต

“ทรูออนไลน์จะยังคงเดินหน้าพัฒนาบริการบรอดแบนด์ทั้งแบบมีสายและไร้สายอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบ สนองไลฟ์สไตล์คนทุกกลุ่ม ให้สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงได้อย่างทัดเทียมกัน และที่สำคัญคือเพิ่มความพึงพอใจสูงสุดแก่ผู้ใช้บริการ” นายเจริญ กล่าวสรุป

View :843