Archive

Author Archive

เอไอเอส มอบเงินสนับสนุนพร้อมถุงยังชีพช่วยเหลือผู้สื่อข่าว

November 2nd, 2011 No comments

นายวิเชียร เมฆตระการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ที่ 3 จากขวา) และ นายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ รองกรรมการผู้อำนวยการ ส่วนงานการตลาด (ที่ 2 จากซ้าย) บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ร่วมมอบเงิน 1 แสนบาท พร้อมถุงยังชีพและน้ำดื่ม เพื่อช่วยเหลือเบื้องต้นแก่ผู้สื่อข่าวที่ประสบความเดือดร้อนจากอุทกภัย โดยมี นายชวรงค์ ลิมปัทมปาณี นายกสมาคมนักข่าว นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย (ที่ 3 จากซ้าย) พร้อมด้วย นางสาวอศินาพรวศิน ประธานชมรมนักข่าวสายเทคโนโลยีสารสนเทศ (ที่ 2 จากซ้าย) รับมอบ

View :1790

บาร์โค้ด…สำคัญไฉน

November 2nd, 2011 No comments


เทคโนโลยี สัญลักษณ์รหัสแท่งที่ใช้แทนข้อมูลตัวเลขหรือตัวอักษรบนสินค้า ส่วนมากเราจะเห็นบาร์โค้ดในการซื้อสินค้าตามร้านสะดวกซื้อ หรือห้างสรรพสินค้าทั่วไป แต่ในความเป็นจริงบาร์โค้ดเป็นมากกว่าที่คุณคิดที่จะเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการช่วยขับเคลื่อนธุรกิจให้เกิดความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคได้ การบริโภคสินค้าแต่ละชนิดนั้น นอกจากความเชื่อมั่นในคุณภาพของผลิตภัณฑ์จะเป็นปัจจัยหนึ่งที่ผู้บริโภคใช้ในการเลือกซื้อสินค้าแล้ว รูปแบบบรรจุภัณฑ์ก็ถือเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ผู้บริโภคในปัจจุบันคำนึงถึงไม่แพ้กัน ซึ่งบาร์โค้ดก็เป็นส่วนสำคัญที่อยู่บนบรรจุภัณฑ์ของผลิตภัณฑ์นั้นๆ ที่สามารถช่วยสร้างมูลค่าให้กับสินค้าได้ และช่วยเพิ่มความสะดวกในการดำเนินธุรกิจ ทำให้สามารถทราบถึงแหล่งที่มาของสินค้า ช่วยควบคุมระบบการจำหน่ายได้เป็นอย่างดี ส่วนประโยชน์ของบาร์โค้ดที่มีต่อผู้บริโภคนอกจากจะเป็นตัวช่วยแจ้งราคาสินค้า สามารถป้องกันการชำระเงินที่ผิดพลาด

บาร์โค้ดคือศูนย์รวมข้อมูลของสินค้านั้น ๆ ที่สามารรถทราบถึงรายละเอียดภายในสินค้า ส่วนประกอบ วันหมดอายุ ตลอดจนสืบค้นแหล่งที่มาต้นตอ ผู้ที่ผลิตสินค้าได้ ดังนั้นระบบเทคโนโลยีบาร์โค้ดในปัจจุบันถือเป็นระบบมาตรฐานสากลที่ทั่วโลกให้การยอมรับทั้งในภาคธุรกิจ และภาคอุตสาหกรรมทุกภาคส่วน เพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารงาน วางแผนการผลิต และกำหนดกลยุทธ์ทางการตลาด ซึ่งสามารถสร้างมูลค่ามหาศาลให้กับตลาดในปัจจุบันและในอนาคต

ปัจจุบันบาร์โค้ดเข้ามามีบทบาทในการติดต่อสื่อสารระหว่างคู่ค้าหรือกลุ่มธุรกิจต่างๆ ทั่วโลกมากขึ้น รวมถึงประเทศไทยทั้งทางด้านการจัดเก็บสินค้า การขนส่งสินค้า และการจัดจำหน่าย ซึ่งในส่วนนี้ หรือ ภายใต้การกำกับดูแลของ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เป็นองค์กรระดับสากลที่จัดตั้งมาตรฐาน และให้การบริการ ให้คำปรึกษา สนับสนุนเทคโนโลยีบาร์โค้ดไปใช้ในภาคอุตสาหกรรมและภาคธุรกิจที่จะเป็นภาษาเดียวกันทั่วโลก ที่จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นในสินค้าที่ส่งออกจากประเทศไทย ให้กับกลุ่มผู้ประกอบการ ผู้บริโภคในตลาดโลกที่จะทราบถึงรายละเอียด แหล่งที่มาของสินค้านั้นๆ อันหมายถึงการส่งออกที่จะมาอีกมหาศาล เม็ดเงินที่จะนำเข้าสู่ประเทศในอนาคต ภาษากลางทางธุรกิจ “บาร์โค้ด” ที่จะส่งต่อมูลค่าให้กับประเทศ

บาร์โค้ดปัจจุบันไม่ใช้เพียงแท่งรหัสสินค้า แต่จะเป็นสัญลักษณ์ทางธุรกิจหรือสินค้านั้น ที่จะเพิ่มมูลค่าผ่านความคิดสร้างสรรค์บนบรรจุภัณฑ์สินค้า ดังนั้นสถาบันรหัสสากลได้เล็งเห็นถึงศักยภาพของบุคลากรไทย ในด้านการคิดริเริ่มสร้างสรรค์ พร้อมกับการสร้างตลาดสินค้าของประเทศไทยให้เป็นที่รู้จักในตลาดระดับสากล สู่ความเชื่อมั่นในสินค้าที่มาจากประเทศไทย จึงได้จัดโครงการ “การประกวดออกแบบบาร์โค้ดบนบรรจุภัณฑ์” ปี2554 ในหัวข้อ “Amazing Barcode Design for Food Package” ตามแนวความคิดของคอนเซ็ปต์ “ประเทศไทย แหล่งอาหารที่สำคัญของโลก ครัวของโลก” ซึ่งกลุ่มธุรกิจอาหารเป็นธุรกิจที่สามารถนำรายได้เข้าประเทศได้ปีละหลายพันล้านบาท และเป็นส่วนช่วยดึงดูดผู้บริโภคในระดับนานาชาติเกิดความต้องการในสินค้ากลุ่มอาหารของประเทศไทย พร้อมทั้งสร้างเอกลักษณ์ผ่านภาษากลางทางธุรกิจ “บาร์โค้ด” ที่มีความแตกต่างบนบรรจุภัณฑ์ที่ออกแบบโดยบุคลากรไทย เสริมศักยภาพเชิงแข่งขันในตลาดต่างประเทศ บาร์โค้ดมาตรฐานสากลที่เป็นเครื่องบ่งชี้ถึงสินค้าที่เชื่อถือได้ มีเลขหมายประจำตัวสินค้า ทำให้ผู้สนใจสามารถทราบถึงแหล่งผู้ผลิต และติดต่อซื้อขายกันได้สะดวกโดยตรง รวมถึงการพัฒนาบรรจุภัณฑ์เพื่อส่งเสริมการส่งออกของประเทศให้เติบโต และเชื่อว่าเทคโนโลยีด้านบาร์โค้ดจะสามารถช่วยผลักดันในเชิงมูลค่า ความเชื่อมั่นทางภาคอุตสาหกรรมได้อย่างแน่นอน

ดังนั้นการออกแบบ “บาร์โค้ด” นอกจากจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าแล้ว สัญลักษณ์ชิ้นเล็กๆ เทคโนโลยีที่ไม่ควรมองข้ามจะสามรารถเพิ่มมูลค่าตลาดได้อย่างมหาศาล เพียงใส่ใจในสินค้า มองเห็นถึงศักยภาพของบุคลากรไทย พร้อมสนับสนุน ส่งเสริมในเทคโนโลยีบาร์โค้ดให้เป็นภาษากลางทางธุรกิจที่ใช้กันทั่วโลกในระดับสากลบนบรรจุภัณฑ์ของผลิตภัณฑ์ของไทย เชื่อได้ว่าจะเป็นส่วนช่วยยกระดับมาตรฐานสินค้าให้เป็นที่ยอมรับ สร้างศักยภาพเชิงการแข่งขันในตลาดต่างประเทศ พร้อมเป็นส่วนในการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมและธุรกิจในประเทศให้มีการเติบโตได้อย่างมีเสถียรภาพ

View :2094

แคนนอนเปิดตัว EOS-1DX กล้องดิจิตอลSLR กล้องดิจิตอลฟูลเฟรมที่เร็วที่สุดในโลก

November 2nd, 2011 No comments

แคนนอนเปิดตัว EOS-1DX กล้องดิจิตอลSLR ที่พัฒนาจากผลการสำรวจความต้องการของช่างภาพมืออาชีพทั่วโลก พร้อมเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด ช่วยให้คุณภาพของไฟล์ภาพคมชัดความละเอียดสูงและความเร็วในการถ่ายภาพต่อเนื่องที่เร็วที่สุดรวมทั้งพัฒนาฟังก์ชั่นการบันทึกภาพเคลื่อนไหว เพื่อตอบสนองทุกนิยามในการถ่ายภาพแบบมืออาชีพ

ที่สุดแห่งกล้องถ่ายภาพระดับมืออาชีพของแคนนอน ในตระกูล EOS-1D แคนนอนสร้างปรากฏการณ์ใหม่แห่งการถ่ายภาพด้วยกล้องดิจิตอลแคนนอน EOS-1DX ที่มาพร้อมกับเซ็นเซอร์ CMOS ขนาดฟูลเฟรม ความละเอียด 18.1 ล้านพิกเซล ซึ่งทำงานควบคู่กับชิปประมวลผลภาพอัจฉริยะรุ่นใหม่ล่าสุด Dual DIGIC 5+ ลิขสิทธิ์เฉพาะของแคนนอน ให้ภาพถ่ายคุณภาพสูง ถ่ายภาพต่อเนื่องความเร็วสูงถึง 12 ภาพต่อวินาที ( หรือ 14 ภาพต่อวินาที ในโหมด Super High Speed Mode) คมชัดทุกสถานการณ์ด้วยช่วง ISO กว้างถึง ISO 100 – 51200 (และสามารถเพิ่มได้ถึง ISO 204800 ในโหมด H2 ) แม้ถ่ายภาพในที่มืด ก็ยังมีสัญญาณรบกวนต่ำ (low-noise) และด้วยระบบโฟกัสอัตโนมัติแบบใหม่ เพื่อความแม่นยำ และความคมชัดในการโฟกัสภาพด้วยการผสานพลังของ61-Point High-Density Reticular AF และเซ็นเซอร์วัดแสงแบบ RGB ความละเอียด100,000 พิกเซลเสริมประสิทธิภาพการทำงานให้EOS-1D X พัฒนาสู่ความเป็นเลิศในด้านความเร็วและความแม่นยำในการโฟกัสภาพ สามารถติดตามวัตถุที่เคลื่อนที่ได้อย่างแม่นยำ แม้ในสภาวะที่ยากแก่การโฟกัสภาพ นอกจากนี้ EOS-1D X ยังได้รับการพัฒนาความสามารถด้านการบันทึกภาพเคลื่อนไหว บันทึกภาพที่ความละเอียดแบบ Full HD สามารถเลือกรูปแบบการบีบอัดไฟล์ภาพได้ 2 ระดับ (All-I Frame และ IPB)เฟรมเรทสูงสุดที่ 60p ที่ระดับ HD และใหม่ล่าสุดในกล้อง EOS ฟังก์ชั่น Timecode embedding ช่วยอำนวยความสะดวกในการตัดต่อเมื่อใช้กล้องมากกว่า 1 ตัว หลายหลายความสามารถในการใช้งานด้วยฟังก์ชั่นการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์อื่นๆ และยังคงความแข็งแรงของตัวกล้องด้วยอายุการใช้งานชัตเตอร์สูงถึง 400,000ครั้ง …และนี่คือที่สุดของ EOS ในปัจจุบัน

EOS-1DX นับเป็นกล้องรุ่นที่ 10 (X หมายถึงเลข 10 ในอักษรโรมัน) ของกล้องถ่ายภาพสำหรับมืออาชีพนับตั้งแต่รุ่น F-1 เป็นต้นมา (F-1, NewF-1,EOS-1, EOS-1N, EOS-1V, EOS-1D, EOS-1D Mark II, EOS-1D Mark III, EOS-1D Mark IV, EOS-1DX) ซึ่งมีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่เหนือกว่ากล้อง DSLR สำหรับมืออาชีพในรุ่นก่อนหน้า โดย X ย่อมาจากคำว่า EXTREME และยังหมายถึง Crossoverที่ได้ผสานเทคโนโลยีระดับมืออาชีพและพัฒนาจุดเด่น รวมถึงฟีทเจอร์ของกล้องในตระกูล1D และ 1DS ให้โดดเด่นมากขึ้น เพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ให้กับการถ่ายภาพแบบมืออาชีพ

จุดขายของกล้องดิจิตอลแคนนอน EOS-1DX:
· ชิปประมวลผลภาพอัจฉริยะความเร็วสูง Dual DIGIC 5+ พร้อมด้วยเซ็นเซอร์ CMOS ความละเอียด 18.1 ล้านพิกเซล แคนนอนได้พัฒนาช่วงของค่าความไวแสงให้กว้างขึ้นกว่าเดิม ที่ ISO 100 – 51200(และสามารถเพิ่มได้ถึง ISO 204800 ในโหมด H2)รวมทั้งปรับคุณภาพของไฟล์ภาพด้วยฟังก์ชั่นการแก้ไขความคลาดเคลื่อนของสีแบบเรียลไทม์
· พัฒนาระบบออโต้โฟกัสใหม่EOS iSA (Intelligent Subject Analysis) System เพื่อความแม่นยำในการติดตามวัตถุ รวมถึง EOS iTR (Intelligent Tracking and Recognition) AF เพื่อช่วยในการโฟกัสติดตามใบหน้า(Face Tracking) และ การโฟกัสติดตามสี (Color Tracking AF) พร้อมด้วยระบบวัดแสงแบบใหม่
· ระบบ AE และ AF ที่ให้ความแม่นยำสูงด้วยความเร็วในการถ่ายภาพต่อเนื่องสูงสุด 12 ภาพต่อวินาที พร้อมทั้งฟังก์ชั่นถ่ายภาพใหม่ที่ถ่ายภาพด้วยความเร็วพิเศษต่อเนื่องสูงสุด 14 ภาพต่อวินาที (Mirror Lockup Function) ซึ่งมีเวลาหน่วงชัตเตอร์สั้นเพียง 36 มิลลิวินาที (ที่ความเร็วสูงสุด)
· ชุดชัตเตอร์ได้รับการออกแบบเป็นพิเศษเพิ่มความทนทานกว่าเดิม ใช้วัสดุแบบคาร์บอนไฟเบอร์ รองรับการใช้งานได้สูงถึง400,000 ครั้ง พร้อมซีลป้องกันละอองน้ำและฝุ่น ร่วมด้วย Sensor Cleaning แบบใหม่ ที่ช่วยกำจัดฝุ่นละอองขนาดเล็กได้เป็นอย่างดี พร้อมด้วยหน้าจอแสดงสถานะแจ้งผู้ใช้งานเมื่อระบบทำงานผิดปกติ
· นับเป็นครั้งแรกที่กล้องในตระกูล EOS ที่มีอุปกรณ์เสริม GPS ที่ช่วยระบุสถานที่และเวลา (UTC Synchronization) ส่วนอุปกรณ์เสริมWFT อุปกรณ์โอนไฟล์ภาพแบบไร้สายขนาดกะทัดรัดได้ติดตั้งบลูทูธเพิ่มเติมจากฟังกชั่นเดิมที่มีอยู่ ตัวกล้องมี 2 สล็อตสำหรับใส่การ์ดความจำแบบCF และสามารถรองรับการเชื่อมต่อผ่านเครือข่ายด้วยช่องสัญญาณแบบGigabit Ethernet
· User Interface ออกแบบใหม่ พร้อมโครงสร้างเมนูที่ช่วยให้เข้าถึงการตั้งค่าสำคัญต่างๆได้ง่ายและสะดวกมากขึ้น รวมทั้ง Help Function ที่อธิบายความหมายของการตั้งค่าต่างๆ
· การบันทึกภาพเคลื่อนไหวแบบEOS Movies ได้รับการพัฒนาประสิทธิภาพหลากหลายด้าน ได้แก่ ค่าความไวแสง คุณภาพของไฟล์ภาพ (ลดการเกิดภาพเป็นคลื่น และลดสัญญาณรบกวน)พร้อมมีรูปแบบการบีบอัดข้อมูล 2 แบบให้เลือก (ALL-I Frame และ IPB) ตามความต้องการในงานตัดต่อของผู้ใช้งาน รวมถึงฟังก์ชั่น Time Code embedding ช่วยอำนวยความสะดวกในการตัดต่อเมื่อใช้กล้องมากกว่า 1 ตัว และการแบ่งไฟล์และบันทึกอัตโนมัติสำหรับการบันทึกภาพต่อเนื่องเมื่อไฟล์มีขนาดใหญ่กว่า 4GB ทำให้สามารถบันทึกภาพต่อเนื่องได้นานถึง 29 นาที 59 วินาที

นอกจากนี้แล้ว กล้องดิจิตอลแคนนอน EOS-1DX ยังมีความสามารถที่หลากหลาย ตอบสนองทุกความต้องการของช่างภาพมืออาชีพ ด้วยคุณสมบัติดังนี้

ภาพถ่ายคมชัด คุณภาพสูง

EOS-1DX กล้องดิจิตอลรุ่นใหม่ที่ใช้ CMOS เซ็นเซอร์ฟูลเฟรม หรือเท่ากับฟิล์ม 35 มม. ให้ความละเอียด 18.1 ล้านพิกเซล พร้อมทั้งอัตราส่วนภาพต่อสัญญาณรบกวนที่เหนือกว่าและมีค่าขนาดของพิกเซลที่ 6.95μm เมื่อเทียบกับรุ่น EOS-1D Mark IV ที่มีค่าขนาดของพิกเซล5.7μm ซึ่งค่าขนาดพิกเซล และเซนเซอร์ที่ใหญ่ขึ้น ช่วยให้ไม่พลาดในการเก็บทุกรายละเอียดและสีสันของภาพ พร้อมลดสัญญาณรบกวน

ชิปประมวลผลภาพอัจฉริยะความเร็วสูง Dual DIGIC 5+ ลิขสิทธิ์เฉพาะของแคนนอนใน EOS-1DX สามารถประมวลผลภาพเร็วกว่า DIGIC 4 ซึ่งใช้ใน EOS รุ่นปัจจุบันถึง 17 เท่า เพื่อให้ภาพถ่ายยังคงคุณภาพเยี่ยม แม้ถ่ายภาพด้วยค่าความไวแสง (ISO) สูง

จากการพัฒนาความสามารถในการลดสัญญาณรบกวน ทำให้คุณภาพของภาพที่ถ่ายด้วย EOS-1DXที่ ISO 51200 เทียบเท่ากับภาพที่ถ่ายด้วย EOS-1D Mark IV ที่ISO 12800 ซึ่งแคนนอนได้พัฒนามาตรฐานการตั้งค่าความไวแสงเพิ่มอีก 2 ระดับ คือ สูงสุดที่ความไวแสง ISO 51200 (กล้องEOS-1D Mark IV สามารถตั้งค่าความไวแสงสูงสุดได้สูงสุดที่ISO 12800) และยังสามารถเพิ่มได้สูงสุดถึง ISO 204800 ช่วงของความไวแสงที่กว้างกว่าขึ้นเดิมนี้ ช่วยลดความเบลอของภาพในเกือบทุกสถานการณ์ โดยยังให้สัญญาณรบกวน(Noise) ต่ำอีกด้วย

สุดยอดนวัตกรรมของระบบ AE/AF

แคนนอน EOS-1DX ออกแบบระบบออโต้โฟกัสใหม่ นับเป็นระบบออโต้โฟกัสที่ก้าวหน้ามากที่สุดของแคนนอน ออกแบบให้มีจุดโฟกัสทั้งหมด 61 จุด โดยมีจุดโฟกัสที่วางตำแหน่งเซ็นเซอร์แบบCross type มากถึง 41 จุด ช่วยให้การโฟกัสวัตถุเป็นไปอย่างรวดเร็วและแม่นยำ
เซ็นเซอร์โฟกัสภาพแบบcross type ทั้ง41 จุดนั้นสนับสนุนการทำงานของเลนส์ที่มีรูรับแสงf/4.0 (ที่ความเร็วเทียบเท่ากับความเร็วสูงสุดของกล้อง EOS-1D Mark IVที่รูรับแสง f/2.8) หรืออีกนัยหนึ่งถึงแม้จะใช้เลนส์ Extender 1.4X ควบคู่กับเลนส์ที่มีรูรับแสงขนาด f/2.8 เซ็นเซอร์โฟกัสภาพแบบกากบาท 41 จุดของEOS-1DX ก็ยังสามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และถ้าใช้เลนส์ f/2.8 ก็ยิ่งทวีความเร็วในการโฟกัสด้วยเซ็นเซอร์โฟกัสภาพแบบ Dual Cross Type 5 จุดที่แถวกลาง ให้ความเร็วที่เหนือกว่ากล้องในตระกูล EOS-1D ที่เคยมีมาทั้งหมด นอกจากนี้ ยังมีเซ็นเซอร์โฟกัสภาพแบบกากบาทในพื้นที่ส่วนกลางอีก 21 จุด ซึ่งรองรับการใช้งานร่วมกับเลนส์ f/5.6
เพื่อสนับสนุนเลนส์ที่มีรูรับแสงไม่กว้างมากเช่น EF70-300mm f/4-5.6 L IS USM, EF100-400mm f/4.5-5.6 L IS USM หรือเมื่อใช้ EF Extender 2x กับเลนส์f/2.8 หรือ ใช้ EF Extender 1.4x กับเลนส์ f/4เป็นต้น

EOS iSA (Intelligent Subject Analysis) System เปรียบได้กับหัวใจของชุดออโต้โฟกัสใหม่ของแคนนอนซึ่งเป็นผลมาจากการผสานการทำงานร่วมกันระหว่างเซ็นเซอร์วัดแสงแบบRGB ความละเอียด 100,000 พิกเซล และชิปประมวลภาพ DIGIC 4 ที่ถูกนำมาใช้ควบคุมระบบวัดแสงโดยเฉพาะซึ่งนวัตกรรมนี้ช่วยในการจดจำสีของวัตถุและใบหน้าของบุคคล เพื่อให้ระบบออโต้โฟกัสแบบEOS iTR (Intelligent Tracking and Recognition) AF นั้นสามารถติดตามวัตถุได้อย่างต่อเนื่องและแม่นยำ และยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการโฟกัสในที่มืดเมื่อเทียบกับ AF system แบบเดิม

สุดยอดประสิทธิภาพความเร็วสูงเหนือใคร

EOS-1D X ตอบสนองความต้องการของช่างภาพประเภทกีฬาได้เป็นอย่างดีเนื่องจากใช้เวลาหน่วงชัตเตอร์สั้นมากเพียง 36 มิลลิวินาที

เมื่อเลือกโหมด One-Shot AF และ AI Servo AF จะสามารถถ่ายภาพต่อเนื่องได้ด้วยความเร็วสูงสุดถึง 12 ภาพต่อวินาที ขณะเดียวกันช่างภาพยังสามารถเลือกโหมดถ่ายภาพต่อเนื่องความเร็วสูงที่14 ภาพต่อวินาทีได้อีกด้วย

โครงสร้างกระจกสะท้อนภาพใหม่ ใน EOS-1D X ซึ่งได้แก่ Quad Active Mirror Stopper ซึ่งใช้ระบบล็อคกระจกสะท้อนภาพBounce Lock Mechanism แบบแยกที่ทำงานร่วมกับDouble Balancers เพื่อช่วยลดการสั่นไหวของภาพจากการดีดกลับของกระจกสะท้อนภาพ ซึ่งกลไกกระจกสะท้อนภาพใหม่นี้ช่วยให้กล้องทำงานอย่างเสถียร และถ่ายภาพได้ต่อเนื่องด้วยความเร็วสูงเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับช่างภาพว่าจะไม่พลาดแม้ช็อตแอ็คชั่นที่มีการเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง

ก้าวหน้ากว่าด้วยEOS Movie

ออกแบบและพัฒนาเทคโนโลยีEOS Movies ให้เหนือขึ้นอีกระดับด้วยชิปประมวลผลภาพอัจฉริยะความเร็วสูง Dual DIGIC 5+ ทำงานคู่กับระบบการขับเคลื่อนรูปแบบใหม่ของเซ็นเซอร์ CMOS ช่วยลดการเกิดความคลาดสี และลายคลื่น(moiré) ที่ปรากฎอยู่ในวัตถุที่ถ่ายทั้งในแนวตั้งและแนวนอน ให้คุณภาพไฟล์ภาพที่คมชัด สัญญาณรบกวนต่ำแม้ถ่ายภาพที่ความไวแสงสูง

EOS-1D X ยังเพิ่มคุณสมบัติใหม่ด้านการบันทึกภาพเคลื่อนไหว (EOS Movie) ไว้อีกมายมาย ได้แก่ สนับสนุนระบบTime code (SMTPE – compliant), สามารถปรับการตั้งค่าระดับบันทึกเสียงได้แบบแมนนวลในขณะที่ถ่ายอยู่ และสามารถบันทึกภาพได้แม้เลือกใช้งานในโหมด P, Av, TV และ Manual อยู่ โดยสามารถบันทึกภาพเคลื่อนไหวได้ทันที โดยการตั้งค่าสำหรับปุ่ม User-Customizable ที่ตัวกล้อง
และนอกจากนี้ ยังสามารถเลือกรูปแบบการบีบอัดข้อมูลได้ 2 รูปแบบ คือ ALL-I และ IPB เพื่อให้เหมาะกับการใช้งานในWork Flow ของ Post-Productionต่างๆ โดยการบีบอัดแบบ ALL-I จะมีขนาดไฟล์ที่ใหญ่กว่า แต่สามารถแปลงไฟล์ได้รวดเร็วในขณะตัดต่อเนื่องจากแต่ละเฟรมไม่ได้เชื่อมต่อกัน ส่วนการบีบอัดแบบIPB จะมีขนาดไฟล์ที่เล็กกว่า โดยคุณภาพของไฟล์จะใกล้เคียงกับ EOS Movie ในเวอร์ชั่นก่อนหน้านี้

เพื่อตอบสนองความต้องการแบบมืออาชีพ เพื่อการบันทึกภาพต่อเนื่องในระยะเวลาที่ยาวนานขึ้น และการใช้ร่วมกันกับไฟล์ภาพเคลื่อนไหวจากกล้องอื่นๆ ไฟล์ภาพเคลื่อนไหวที่มีขนาดใหญ่เกิน 4GB (ขนาดสูงสุดตามระบบการจัดการไฟล์แบบFAT) จะถูกแยกออกเป็นไฟล์ใหม่โดยอัตโนมัติ โดยยังคงบันทึกภาพเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องโดยไม่หยุดชะงัก ตลอดความยาว 29 นาที 59 วินาที

เพิ่มความทนทานและความเชื่อใจได้ไปอีกระดับ

ชุดชัตเตอร์รุ่นใหม่ที่ใช้ในกล้องEOS-1D X ได้รับการออกแบบเป็นพิเศษ โดยใช้ Carbon Fiber ในการผลิต Shutter Blade ซึ่งมีน้ำหนักเบาและแข็งแกร่งทนทานจึงให้อายุการใช้งานชัตเตอร์สูงถึง400,000 ครั้ง และใหม่ล่าสุดของกล้องในตระกูล EOS-1D ที่ได้มีการพัฒนาม่านชัตเตอร์อิเลคทรอนิกส์ชุดที่หนึ่ง เพื่อลดการเกิดเสียงลงระหว่างการถ่ายภาพแบบ Live View

ด้วยความแข็งแรงของตัวกล้องที่ผลิตจากแมกนีเซียมอัลลอยการออกแบบตัวกล้องที่ช่วยป้องกันฝุ่นละอองและละอองน้ำ ช่วยตอบความต้องการด้านการถ่ายภาพได้ในทุกสภาวะการณ์ ร่วมด้วยกับระบบทำความสะอาดฝุ่นใหม่ล่าสุด Ultra Wave Motion Cleaning (UWMC) ซึ่งใช้ชิ้นส่วนที่สร้างคลื่นสั่นสะเทือนถึง 2 ชิ้นเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการขจัดเศษฝุ่นขนาดเล็กจากเซ็นเซอร์

นอกจากนี้ วงแหวนควบคุมกล้องได้รับการออกแบบใหม่ โดยเพิ่มระบบ Non-contact rotation detection ที่ช่วยชะลอการสึกหรอ และลดเสียงรบกวนขณะใช้งาน

อุปกรณ์เสริม GPSและ Wireless

EOS-1D X มาพร้อมกับอุปกรณ์ส่งไฟล์ภาพไร้สาย (Wireless File Transmitter)รุ่น WFT-E6 ซึ่งรองรับกับ Wireless LAN IEEE802.11nช่วยให้การโอนถ่ายไฟล์ภาพเร็วขึ้นกว่าเดิมถึง 3 เท่า

WFT-E6มีขนาดเล็กและน้ำหนักเบากว่า WFT-E2 II (ซึ่งใช้กับกล้อง EOS-1D Mark IV) และสามารถป้องกันฝุ่นละออง และละอองน้ำได้ดีเหมือนกับตัวกล้องEOS-1D X นอกจากนี้ ยังสามารถเชื่อมต่อกล้องEOS-1D X ได้พร้อมกันถึง10 ตัวด้วยฟังก์ชั่น Wireless Time Syncing

อีกหนึ่งอุปกรณ์เสริมที่น่าสนใจของ EOS-1D Xได้แก่ GP-E1 เครื่องรับสัญญาณจีพีเอสขนาดกะทัดรัดช่วยบันทึกข้อมูลพิกัดสถานที่ลงในข้อมูลEXIF ของภาพที่ถ่ายด้วยEOS-1D X โดยเมื่อใช้ร่วมกับแอพพลิเคชั่นแผนที่ต่างๆ ก็จะสามารถระบุตำแหน่งพิกัดสถานที่ที่ถ่ายรูปได้อย่างง่ายดาย

และด้วยความสามารถทั้งหมดนี้ ทำให้ EOS-1D X เป็นกล้องดิจิตอลฟูลเฟรมที่เร็วที่สุดในโลก ที่ตอบสนองทุกความต้องการของการถ่ายภาพแบบมืออาชีพ ทั้งในด้านความประสิทธิภาพของกล้อง และคุณภาพของภาพถ่าย

View :1964

เอชพีเปิดตัว โซลูชั่น HP VirtualSystem และโซลูชั่น HP CloudSystem ใหม่

November 2nd, 2011 No comments

เอชพีเปิดตัวบริการและโซลูชั่นใหม่ที่พัฒนาต่อยอดจากระบบโครงสร้างพื้นฐานแบบผนวกของเอชพี (HP Converged Infrastructure) สนับสนุนผู้ให้บริการและองค์กรธุรกิจต่างๆ ในการให้บริการระบบคลาวด์ได้อย่างรวดเร็วภายใต้งบลงทุนเดิม โดยมีความเสี่ยงลดลงและประหยัดค่าใช้จ่าย

ปัจจุบัน องค์กรต่างๆ มีความกดดันเพิ่มขึ้นจากการบริหารจัดการทรัพยากรไอทีให้มีความคล่องตัว มีแต้มต่อในการแข่งขันเพิ่มขึ้น และสามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้อย่างตรงจุด ทั้งนี้ ระบบศูนย์ข้อมูลแบบดั้งเดิม ระบบสถาปัตยกรรมไอทีที่ไม่คล่องตัว และการขยายตัวอย่างไร้ระเบียบของเทคโนโลยี คืออุปสรรคสำคัญในการติดตั้งและใช้ระบบการให้บริการแบบใหม่ อาทิ บริการ ไอที (IT as a Service) และระบบคลาวด์คอมพิวติ้ง ดังนั้น การใช้กลยุทธ์คลาวด์ที่เหมาะสมกับองค์กรของลูกค้า จึงเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความสำเร็จให้แก่ลูกค้า

ดร. เบง เทค เลียง


สุดยอดบริการใหม่และโดดเด่นของเอชพี ได้แก่

· บริการให้คำปรึกษาด้านเทคโนโลยี (HP Technology Consulting Services) มุ่งสนับสนุนการนำกลยุทธ์การบริหารศูนย์ข้อมูลมาใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องและราบรื่น โดยทำให้การวางแผน ออกแบบ และก่อสร้างศูนย์ข้อมูลมีความรวดเร็วมากขึ้นถึงร้อยละ 40 ทั้งยังขับเคลื่อนให้ระบบไอที ศูนย์ข้อมูล และองค์กร ประสานการทำงานร่วมกันอย่างดีเยี่ยม (1)

· พอร์ทโฟลิโอ HP CloudSystem ที่พัฒนาต่อยอดขึ้นมานี้ประกอบด้วยระบบการเงิน บริการ และนักพัฒนา รวมทั้งศูนย์ HP Cloud Centers of Excellence ใหม่ 100 แห่งทั่วโลก โดยในจำนวนนี้มี 50 แห่งตั้งอยู่ในภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิก และญี่ปุ่น ศูนย์ดังกล่าวเปิดให้บริการระบบ HP CloudSystem ซึ่งเป็นแพลทฟอร์มแบบเปิด ครบวงจร และสมบูรณ์แบบมากที่สุดในวงการไอที ใช้สำหรับจัดทำและบริหารบริการต่างๆ ในสภาพแวดล้อมคลาวด์แบบส่วนตัว สาธารณะ และไฮบริด

· โซลูชั่น HP VirtualSystem for Microsoft® และโซลูชั่น HP VirtualSystem for Superdome 2/HP-UX คือ โซลูชั่นฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ครบวงจรรุ่นใหม่ สำหรับสภาพแวดล้อมการทำงาน และการทดสอบบนแอพพลิเคชั่นแบบเวอร์ช่วลให้มีประสิทธิภาพสูงสุดได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ บริการที่ปรึกษาและบริการสนับสนุนจากเอชพีที่ออกแบบให้ตรงตามความต้องการใช้งานของลูกค้าแต่ละรายจะช่วยให้สามารถให้บริการแอพพลิเคชั่นต่างๆ ไปสู่ผู้ใช้งานจำนวนหลายพันคนได้อย่างรวดเร็วภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง เร็วกว่าเดิมที่ต้องใช้เวลานานหลายเดือน(2)

ดร. เบง เทค เลียง กรรมการผู้จัดการ และผู้จัดการทั่วไป กลุ่มธุรกิจ เอ็นเทอร์-ไพรส์ บิสิเนส บริษัทฮิวเลตต์-แพคการ์ด (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ลูกค้าต้องการความช่วยเหลือจากเอชพีในการปรับเปลี่ยนเป็นระบบคลาวด์ คอมพิวติ้ง ได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น โดยใช้วิธีการและโซลูชั่นที่พัฒนาต่อยอดจากระบบโครงสร้างพื้นฐานแบบผนวกซึ่งผ่านการพิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพดีเยี่ยม เพื่อให้สามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมได้มากขึ้นในตลาด และให้บริการแก่ลูกค้าของตนได้ดียิ่งขึ้น ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ของเอชพีตอกย้ำถึงความเป็นเลิศทางด้านทักษะและเทคโนโลยีของเอชพีในการขับเคลื่อนวิวัฒนาการสุดล้ำดังกล่าวให้แก่ลูกค้า โดยมีความซับซ้อนในการทำงาน ต้นทุน และความเสี่ยงที่ลดลง”

พลิกโฉมศูนย์ข้อมูลสู่ยุคคลาวด์

ระบบศูนย์ข้อมูลแบบเดิมต้องการการเปลี่ยนแปลงระดับสำคัญเพื่อเตรียมพร้อมรองรับการก้าวสู่โลกของคลาวด์ คอมพิวติ้ง ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวครอบคลุมถึงการปรับเปลี่ยนระบบสถาปัตยกรรมใหม่ที่มีกระบวนการวางแผนสั้นลงเพื่อให้สามารถมอบบริการใหม่ๆ ได้ทันที ทั้งยังทำให้การดำเนินงานเต็มประสิทธิภาพสูงสุด และการให้บริการมีเสถียรภาพยิ่งขึ้น การดำเนินการให้บรรลุผลดังกล่าวจำเป็นต้องมีการประสานงาน การสื่อสาร และการวางแผนที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นตลอดทั่วทั้งองค์กร

บริการของเอชพีประกอบด้วยการวางกลยุทธ์ การดำเนินงาน และการควบคุมความต่อเนื่องของระบบศูนย์ข้อมูล โดยให้ความรู้ความเชี่ยวชาญ คำแนะนำ และระเบียบวิธีดำเนินการที่ตรงตามความต้องการของลูกค้า บริการดังกล่าวคือ

· บริการวางกลยุทธ์พัฒนาศูนย์ข้อมูล (Data Center Strategy Services) จะช่วยประหยัดเวลาในการปรับเปลี่ยนระบบได้ถึงร้อยละ 40 โดยทำให้กระบวนการวางแผน ออกแบบ และสร้างศูนย์ข้อมูลสามารถทำได้พร้อมๆ กัน(1) ลูกค้าจึงสามารถใช้กลยุทธ์การตัดสินใจและการลงทุนได้เร็วขึ้น โดยมีการสื่อสารกับผู้บริหารเกี่ยวกับกิจกรรมต่างๆ ได้ครอบคลุมอย่างกว้างขวางมากขึ้น

· บริการควบคุมการดำเนินงานของศูนย์ข้อมูล (Data Center Operations Services) ช่วยลดค่าใช้จ่ายตลอดอายุการใช้งานของศูนย์ข้อมูลถึงร้อยละ 37 โดยมีการปรับดีไซน์และการก่อสร้างใหม่ รองรับการผนวกรวมระบบโครงสร้างพื้นฐานและการวางแผนศูนย์ข้อมูล ส่งผลให้ระบบศูนย์ข้อมูลทำงานอย่างมีประสิทธิภาพดีขึ้น

· บริการควบคุมศูนย์ข้อมูลให้มีการทำงานอย่างต่อเนื่อง (Data Center Continuity Services) สนับสนุนผู้ให้บริการให้สามารถคาดการณ์ข้อผิดพลาดและปัญหาของระบบโครงสร้างพื้นฐานไอทีและศูนย์ข้อมูลได้ง่ายขึ้นและกระทำได้ล่วงหน้าก่อนมีปัญหาเกิดขึ้นจริง ทั้งนี้ ด้วยพอร์ทโฟลิโอด้านบริการที่หลากหลาย ทำให้ลูกค้าสามารถเลือกใช้โปรแกรมเพื่อการพัฒนาระบบอย่างต่อเนื่อง (HP Continuous Improvement Program) เพื่อศึกษาข้อด้อยที่เกิดขึ้น และลดเวลาการหยุดทำงานของเครื่องที่ไม่ได้คาดคิด ทั้งยังสามารถใช้โปรแกรมรับประกันเสถียรภาพของระบบ (HP Reliability Assurance Program) เพื่อเพิ่มความต่อเนื่องในการดำเนินงาน หรือโปรแกรมประเมินความพร้อมในการกู้ระบบ (HP Disaster Recovery Readiness Assessment) เพื่อหาข้อด้อยในการวางแผน

เดินหน้าขยายแพลทฟอร์ม HP CloudSystem

โซลูชั่น HP CloudSystem เหมาะสำหรับองค์กรธุรกิจและผู้ให้บริการที่ต้องการให้บริการระบบคลาวด์ส่วนตัวและสาธารณะ ครอบคลุมตั้งแต่บริการประมวลผลด้วยคอมพิวเตอร์จนถึงบริการซอฟต์แวร์ (Software as a Service) ทั้งนี้ การติดตั้งแพลทฟอร์ม HP CloudSystem จะทำให้ลูกค้าสามารถใช้บริการคลาวด์ใหม่ได้อย่างรวดเร็วภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่นาทีหรือไม่กี่ชั่วโมง เมื่อเทียบกับระบบแบบเดิมที่ต้องใช้เวลานานเป็นหลายสัปดาห์หรือเดือน นอกจากนี้ โซลูชั่น HP CloudSystem จะมีความคุ้มค่าเพิ่มขึ้นจากระบบการเงิน บริการ และนักพัฒนาใหม่ๆ บริการที่โดดเด่น ได้แก่

บริการด้านการเงิน HP CloudSystem Financing(3) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนจัดสรรเงินสนับสนุนสูงถึง 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐสำหรับนำไปใช้ในโครงการพัฒนาระบบคลาวด์ บริการด้านการเงินดังกล่าวจะช่วยให้ลูกค้ามีทางเลือกในการปรับเปลี่ยนสู่ระบบคลาวด์ได้ง่ายขึ้นและในราคาที่สามารถจ่ายได้มากขึ้น โดยเลือกแผนการผ่อนชำระเป็นงวด ซึ่งทำให้ลูกค้าสามารถสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานแบบคลาวด์โดยไม่ต้องมีการจ่ายเงินก้อนใหญ่ล่วงหน้า ประเด็นนี้เป็นเรื่องสำคัญสำหรับประธานด้านการเงินและประธานด้านไอทีซึ่งต้องมีการคาดการณ์และประเมินการลงทุนด้านไอที นอกจากนี้ โปรแกรม HP CloudAgile ยังให้มีบริการชำระเงินแบบขั้นบันได โดยเริ่มจากยอดจ่ายขั้นต่ำ และเพิ่มสูงขึ้นในช่วงเดือนที่ 6 -12 ส่งผลให้ผู้ให้บริการสามารถทยอยปรับขยายธุรกิจและจัดสรรงบประมาณให้สอดคล้องกับการเติบโตด้านรายได้

บริการ HP CloudSystem Enablement Services คือ บริการผนวกรวมระบบและให้คำปรึกษาที่กำหนดไว้ล่วงหน้า เพื่อเร่งจัดทำบริการคลาวด์ชุดแรกให้แก่ลูกค้าได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ทั้งนี้ ศูนย์สรรหาทรัพยากร HP AllianceOne resource center ใหม่ภายใต้ระบบ CloudSystem จะสนับสนุนชุดเครื่องมือควิก-สตาร์ทเพื่อเริ่มการใช้งานได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งได้แก่ รหัสตัวอย่าง (sample code) ระบบการสาธิตด้วยวิดีโอ และคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ (expert tips) ให้แก่ผู้จำหน่ายซอฟท์แวร์อิสระ (ISVs) ผู้รวบรวมระบบ (SIs) และผู้ให้บริการ (service providers)
ศูนย์ HP Cloud Centers of Excellence ใหม่ ช่วยให้พันธมิตรคู่ค้าของเอชพีนำเสนอการสาธิตการทำงานของโซลูชั่นคลาวด์ของเอชพีที่พัฒนาต่อยอดจากโซลูชั่น HP CloudSystem ได้อย่างสะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น โดยลูกค้าสามารถประเมิน ทดสอบ และใช้โซลูชั่นตระกูลคลาวด์ได้อย่างง่ายดายยิ่งขึ้น พร้อมทั้งประเมินเส้นทางในการก้าวเข้าสู่ระบบคลาวด์ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

ติดตั้ง ใช้งาน และจัดการบริการแอพพลิเคชั่นอย่างเต็มประสิทธิภาพ

เวอร์ช่วลไลเซชั่นหรือเทคโนโลยีเสมือน เป็นรากฐานสำคัญในการสร้างระบบโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ ทั้งนี้ ด้วยโซลูชั่น HP VirtualSystems จะทำให้ผู้ให้บริการและองค์กรธุรกิจต่างๆ สามารถกระจายการใช้งานกลุ่มแอพพลิเคชั่นต่างๆ สู่ผู้ใช้งานหลายพันคน การรันแอพพลิเคชั่นสำคัญๆ ในสภาพแวดล้อมแบบ เวอร์ช่วลจะช่วยเพิ่มความคล่องตัว เสริมประสิทธิภาพ และลดต้นทุนในการดำเนินงาน โซลูชั่น HP VirtualSystems ประกอบด้วย

โซลูชั่น HP VIrtualSystem for Microsoft ส่งเสริมและสนับสนุนการทำเวอร์ช่วลไลเซชั่นและการจัดส่งปริมาณภาระงานที่หลากหลายและมีความสำคัญเชิงธุรกิจให้มีความรวดเร็ว อาทิ Microsoft SharePoint, Exchange และ SQL Server ทั้งนี้ ด้วยการใช้คอนโซลแบบเดี่ยว จะทำให้ลูกค้าสามารถติดตามบริการด้านแอพพลิเคชั่น ตรวจสอบ และแก้ไขปัญหาโดยไม่ต้องหยุดการทำงานของเครื่องบนระบบโครงสร้างพื้นฐานของฮาร์ดแวร์ ระบบปฏิบัติการ ไฮเปอร์ไวเซอร์ และแอพพลิเคชั่นไมโครซอฟท์

โซลูชั่น HP VirtualSystem for Superdome 2/ HP-UX สนับสนุนการปรับระบบไอทีให้สามารถบริการแบบเสมือนและรองรับปริมาณงานสำคัญระดับ mission-critical ได้อย่างรวดเร็ว อาทิ ระบบบริหารความสัมพันธ์ลูกค้า (CRM) ระบบวางแผนทรัพยากรระดับองค์กร (ERP) และแอพพลิเคชั่นการเงินระดับสำคัญที่ทำงานบนระบบ HP Integrity นอกจากนี้ การผนวกรวม HP Integrity Superdome 2 และ HP-UX11i v3 จะรองรับแอพพลิเคชั่นสำคัญระดับ mission-critical ทำให้การทำงานแบบเวอร์ช่วลไลเซชั่นมีประสิทธิภาพดีเยี่ยม ทั้งยังสามารถปรับขยายระบบและมีความยืดหยุ่นสูงสุด

ในโลกที่มีการเชื่อมโยงกันอย่างต่อเนื่อง ระบบโครงสร้างพื้นฐานแบบผนวกของเอชพี (HP Converged Infrastructure) เป็นองค์ประกอบหลักขององค์กรแบบ Instant-On Enterprise ทั้งนี้ แนวคิดแบบ Instant-On Enterprise คือ การนำเทคโนโลยีมาใช้ในทุกกิจกรรมเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า พนักงาน พันธมิตร และประชาชนได้อย่างตรงจุดและโดยทันที

เอชพีมีกำหนดจัดงาน HP DISCOVER เพื่อแนะนำเทคนิคการเตรียมความพร้อมเพื่อก้าวขึ้นเป็นองค์กรแบบ Instant-On Enterprise ในวันที่ 29 พฤศจิกายน – 1 ธันวาคม ศกนี้ ณ กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย

ต้องการทราบข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเข้าไปดูได้ที่ www.hp.com/go/HPCloudInnovation

View :1835

แอลจี อีเลคทรอนิคส์ (ประเทศไทย) เปิดตัว แอลจี BD670 เครื่องเล่นบลูเรย์ระบบสามมิติ

November 2nd, 2011 No comments

บริษัท อีเลคทรอนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดตัวเครื่องเล่นบลูเรย์ระบบสามมิติ BD670 ด้วยระบบ Blu-ray 3D™ Player มอบความบันเทิงแบบสามมิติอย่างเต็มรูปแบบ เชื่อมต่อคอนเทนต์ต่างๆ ในแอลจี สมาร์ททีวีและอุปกรณ์ดิจิตอลได้ทุกประเภท

BD670 ได้รับการออกแบบการใช้งานบนหน้าจอให้ง่ายดายยิ่งขึ้น ช่วยให้เข้าสู่พรีเมียมคอนเทนต์ต่างๆ เช่น YouTube หรือ Video On Demand (VOD) รวมถึงคอนเทนต์ภาษาไทยได้อย่างสะดวกรวดเร็ว ผู้ใช้งานยังเพลิดเพลินกับความบันเทิงที่หลากหลาย ผ่านทางฟังก์ชั่น แอลจี สมาร์ททีวี ไม่ว่าจะเป็นความบันเทิง เกม ข้อมูลทั่วไป และการศึกษา เพื่อสร้างประสบการณ์ความสนุกให้แก่ทุกคนในครอบครัวอย่างแท้จริง

สำหรับผู้ใช้งานที่มีสมาร์ทโฟนระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์, ไอโฟน หรือ ไอพ็อด ทัช สามารถดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นพิเศษ Smart Phone Remote Control เพื่อเปลี่ยนสมาร์ทโฟนให้กลายเป็นรีโมทคอนโทรล ควบคุมการทำงานของเครื่องเล่นได้เพียงปลายนิ้วสัมผัส

BD670 ยังมีเมนูการทำงาน Blu-ray 3D™ Playback ซึ่งช่วยปรับภาพสามมิติให้สว่างคมชัด พร้อมให้ระบบเสียงสมจริงเพื่อการรับชมคอนเทนต์แบบสามมิติอย่างสมบูรณ์แบบ สะดวกสบายมากยิ่งขึ้นกับการแชร์ไฟล์จากอุปกรณ์ดิจิตอลต่างๆ ผ่านทางระบบ Wi-Fi Direct™ โดยไม่ต้องเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต นอกจากนี้ ด้วยระบบ Digital Living Network Alliance (DLNA) ที่ช่วยเชื่อมต่อข้อมูลจากกล้องถ่ายรูปหรือคอมพิวเตอร์แบบไร้สายได้อย่างรวดเร็ว

เครื่องเล่นบลูเรย์ BD670 ยังสามารถปรับระดับคุณภาพของภาพจากแผ่นดีวีดีทั่วไปให้กลายเป็นภาพสวยคมชัดระดับ High Definition 1080p สำหรับผู้ที่สนใจสามารถซื้อเครื่องเล่นบลูเรย์ระบบสามมิติ BD670 ได้แล้วตั้งแต่วันนี้ ราคา 7,990 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

คุณสมบัติของผลิตภัณฑ์:
รองรับแผ่น 3D Blu-ray, BD-ROM, DVD, DVD+-R/RW, AVCHD, Audio CD, CD-R/RW
Wireless LAN Build-in Wi-Fi
Blu-ray™ 3D Playback เล่นไฟล์ภาพ 3 มิติได้
เปลี่ยนสมาร์ทโฟนเป็นรีโมทคอนโทรลด้วยด้วยแอพพลิเคชั่น Smart Phone Remote Control
Smart TV เข้าใช้งานคอนเทนต์ต่างๆ เช่น Accedo Game, vTuner (Music), Youtube, Picasa Web Albums และ AccuWeather ผ่านทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ท
HD Content Playback (MKV, DivX HD, AVCHD)
External HDD Playback เล่นไฟล์ภาพยนต์ที่ต้องการได้ง่ายดายและรวดเร็ว
DLNA/CIFS และ Wi-Fi DirectTM แชร์ข้อมูลจากอุปกรณ์ดิจิตอลแบบไร้สาย

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ข้อมูลแอลจี 0-2878-5757 หรือ www.lg.com/th

View :1905

กลุ่มทรู เร่งช่วยเหลือและดูแลลูกค้าให้ใช้งานสื่อสารทุกบริการต่อเนื่อง พร้อมประกาศมาตรการบรรเทาทุกข์ลูกค้าช่วงวิกฤติอย่างเต็มที่

November 2nd, 2011 No comments

กลุ่มทรู เร่งบรรเทาทุกข์ลูกค้าผู้ใช้บริการทั้งกลุ่มที่กำลังประสบปัญหาวิกฤตน้ำท่วมในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ เพื่อให้ลูกค้าได้รับผลกระทบน้อยที่สุด ยืนยันดูแลเครือข่ายและบริการเต็มที่ให้ลูกค้าใช้งานสื่อสารได้ต่อเนื่อง พร้อมประกาศขยายเวลาชำระค่าบริการรายเดือนแก่ลูกค้าในกลุ่มทั้งทรูมูฟ ทรูมูฟ เอช และฮัทช์ ทรูออนไลน์ทั้งโทรศัพท์บ้าน และอัลตร้าไฮสปีดอินเทอร์เน็ต ตลอดจน เคเบิ้ลทีวี-ทรูวิชั่นส์ รวมทั้งกระจายตั้งจุดให้บริการช่วยเหลือเร่งด่วนในพื้นที่ประสบภัย ให้ประชาชนโทรฟรีทุกเครือข่าย ใช้อินเทอร์เน็ตฟรี และติดตามข่าวสารจากทรูวิชั่นส์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

นายศุภชัย เจียรวนนท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานคณะผู้บริหาร กลุ่มทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า กลุ่มทรูยืนยันความพร้อมที่จะดูแลรักษาเครือข่ายการให้บริการสื่อสารภายในกลุ่ม เพื่อให้ลูกค้าสามารถใช้บริการได้เต็มประสิทธิภาพทั่วทุกพื้นที่ที่ประสบภัยน้ำท่วม รวมทั้งการจัดเตรียมเจ้าหน้าที่เร่งแก้ปัญหา เพื่อให้ใช้งานได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด รวมทั้งออกมาตรการช่วยเหลือลูกค้าภายในกลุ่มทรู ทั้งทรูออนไลน์ ทรูมูฟ และทรูวิชั่นส์ โดยลูกค้าที่อยู่ในพื้นที่ภัยพิบัติสามารถโทรแจ้งความประสงค์ขอระงับสัญญาณชั่วคราวได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ซึ่งบริษัทจะดำเนินการระงับสัญญาณชั่วคราวให้ทันที นอกจากนี้ เพื่อลดความกังวลและให้ลูกค้ายังสามารถใช้งานติดต่อสื่อสารได้อย่างต่อเนื่อง ผู้ใช้บริการในกลุ่มทรูในพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วม ได้รับการยืดเวลาการชำระค่าบริการต่อไปจนถึงวันที่ 30 พฤศจิกายนนี้ รวมทั้งสามารถแจ้งความจำนงขอผ่อนชำระค่าบริการรายเดือนในรอบเดือนตุลาคมได้ สำหรับโครงข่ายที่ได้รับผลกระทบจากเหตุน้ำท่วมทำให้ระบบเสียหาย บริษัทจะปรับลดค่าบริการตามสัดส่วนของระยะเวลาที่ไม่สามารถให้บริการได้ กรณีที่อุปกรณ์โมเด็ม เร้าท์เตอร์ หรือกล่องรับสัญญาณเช่าชำรุด หรือเสียหายอันเนื่องมาจากภัยน้ำท่วม บริษัทจะให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มความสามารถ หรือดำเนินการติดตั้งอุปกรณ์ใหม่ทดแทน โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ ซึ่งลูกค้าสามารถแจ้งปัญหาที่คอลเซ็นเตอร์กลุ่มทรู ตลอด 24 ชั่วโมง

นายศุภชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า กลุ่มทรูยังเดินหน้าร่วมบรรเทาความเดือดร้อนทั้งแก่ลูกค้าและประชาชนทั่วไปที่ประสบภัยน้ำท่วม รวมทั้งกระจายเปิดจุดบริการช่วยเหลือเร่งด่วน ให้โทรฟรีทุกเครือข่าย ใช้อินเทอร์เน็ตฟรี และเติมเงินให้ลูกค้าทรูมูฟฟรีพร้อมเติมวันใช้งาน 60 วัน รวมทั้งติดตั้งทรูวิชั่นส์ให้ติดตามข่าวสารตลอด 24 ชั่วโมง ในพื้นที่ประสบภัยและศูนย์พักพิงชั่วคราวต่างๆ อาทิ ศูนย์ธรรมศาสตร์รังสิต, ศูนย์ดอนเมือง, ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ แจ้งวัฒนะ, ศูนย์ราชมงคลคลอง 6, ศูนย์ป้องกันต่อสู้อากาศยานวังน้อย, วัดญาณสังวราราม วรมหาวิหาร ชลบุรี, วิทยาลัยพละและการกีฬา ชลบุรี, กระทรวงพลังงาน ตึก Energy Complex (ศปภ.), มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ศูนย์พักพิงชั่วคราว จ. ลพบุรี, อยุธยา สระบุรี และค่ายอดิศร รวมทั้งยังอำนวยความสะดวกจัดเตรียม Wi-Fi hotspots ให้ใช้งานอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงไร้สาย โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายแก่ผู้อาศัยในพื้นที่ศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต สนามบินดอนเมือง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี และสนามกีฬาแห่งชาติศุภชลาศัย

ทั้งนี้ ทรูมูฟช่วยเหลือลูกค้า โดยเติมเงินให้ลูกค้าผู้ประสบภัยแล้วกว่า 7 แสนราย มูลค่ากว่า 18 ล้านบาท พร้อมเพิ่มวันใช้งานแก่ลูกค้ากว่า 3 ล้านราย รวมทั้งสนับสนุนการติดตั้งจุดบริการทรูวิชั่นส์แล้วกว่า 10 จุดในพื้นที่ประสบภัยและศูนย์พักพิงชั่วคราว มูลค่ากว่า 1,000,000 บาท

อนึ่ง ลูกค้าทรูออนไลน์ สามารถแจ้งปัญหาที่โทร 1686 หรือ www. trueonline.com ตลอด 24 ชั่วโมง ลูกค้าทรูมูฟ สามารถแจ้งปัญหาที่ทรูมูฟแคร์ 1331 หรือ www. .com ตลอด 24 ชั่วโมง ลูกค้าทรูวิชั่นส์ สามารถแจ้งปัญหาที่โทร 02-725-2525 เวลา 08.00-22.00 น.

View :1470

ไอบีเอ็มเปิดตัวโซลูชั่นใหม่ สมาร์ทเตอร์ คอมเมิร์ซ ช่วยยกระดับความสำเร็จธุรกิจในยุคดิจิตอล

October 28th, 2011 No comments

ผู้นำอุตสาหกรรมทั่วโลกต่างยกนิ้วให้กับโซลูชั่นไอบีเอ็ม ที่ช่วยตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้ง่ายอย่างใจคิด

ไอบีเอ็มเปิดตัวโซลูชั่น (Smarter Commerce) โซลูชั่นสำหรับประยุกต์ใช้ในการดำเนินธุรกิจและพัฒนาขีดความสามารถทางการแข่งขัน ช่วยให้ธุรกิจต่างๆ ให้ตอบสนองต่อความต้องการที่หลากหลายและเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วของลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังช่วยดึงดูดและเพิ่มฐานลูกค้าใหม่ในยุคดิจิตอลได้อีกด้วย พร้อมเผยรายชื่อลูกค้าชั้นนำในกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ จากทั่วโลก ที่ประสบความสำเร็จอย่างท่วมท้นจากการนำโซลูชั่น Smarter Commerce ของไอบีเอ็มมาใช้ ในระหว่างการประชุมสุดยอด Smarter Commerce Global Summit ที่จัดขึ้นเป็นครั้งแรก ณ เมืองซานดิเอโก

ปัจจุบันพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ทุกธุรกิจอุตสาหกรรมต่างมุ่งเน้นในการให้ความสำคัญกับความต้องการของลูกค้า โซลูชั่น Smarter Commerce ของไอบีเอ็มจึงได้ออกแบบมาโดยมุ่งเน้นในการช่วยเพิ่มศักยภาพในการดำเนินธุรกิจแก่บริษัทต่างๆ ด้วยการปรับปรุงประสิทธิภาพในการทำการตลาด การจัดจำหน่ายสินค้าและบริการ และการรักษาฐานลูกค้า โดยเฉพาะในยุคที่ลูกค้า หรือผู้บริโภค นิยมใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ ใช้โทรศัพท์ และอุปกรณ์เคลื่อนที่อย่างแพร่หลาย รวมถึงการซื้อสินค้าทางออนไลน์ จากผลการสำรวจพบว่า มีผู้บริโภคถึง 64 เปอร์เซ็นต์ที่ตัดสินใจซื้อสินค้าครั้งแรกโดยอ้างอิงประสบการณ์จากโลกดิจิตอล ด้วยเหตุนี้บริษัทต่างๆ จึงจำเป็นต้องสามารถตรวจสอบและเข้าถึงพฤติกรรมการใช้สื่อออนไลน์ของผู้บริโภค เพื่อนำมาใช้ปรับแต่งกลยุทธ์ด้านการตลาด การขาย การบริการ และระบบซัพพลายเชนให้สอดรับกับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป

นางเจษฎา ไกรสิงขร รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจซอฟต์แวร์ บริษัท ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า “ไอบีเอ็มมีบทบาทสำคัญในการกำหนดและชี้นำทิศทางตลาดยุคใหม่นี้ ซึ่งคาดว่าภายในปี 2558 การเติบโตของตลาดในส่วนของซอฟต์แวร์จะมีมูลค่าสูงถึง 20,000 ล้านดอลลาร์ โดยเป็นผลมาจากความต้องการขององค์กรต่างๆ ที่พยายามมองหาลู่ทางในการสร้างระบบอัตโนมัติสำหรับการตลาด การขาย และการส่งมอบสินค้า เพื่อสนับสนุนแนวทางการค้าที่เปิดโอกาสให้ลูกค้าเป็นศูนย์กลางในการซื้อขายสินค้าและบริการ โดยซอฟต์แวร์โซลูชั่นใหม่นี้เป็นการผนวกรวมเทคโนโลยีซอฟต์แวร์ที่มีความโดดเด่นอย่าง Unica, Coremetrics และ Sterling Commerce ร่วมกับการวิจัยและพัฒนาของไอบีเอ็มที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้สามารถติดต่อกับซัพพลายเออร์และทำธุรกรรมด้านการค้ากับบริษัทคู่ค้าได้เองอย่างชาญฉลาดและมีประสิทธิภาพ รวมไปถึงความสามารถในการทำความเข้าใจข้อมูลทางธุรกิจในเชิงลึกเพื่อนำมาใช้ปรับปรุงและส่งเสริมการตลาดและการขายของบริษัท พร้อมทั้งการเชื่อมโยงช่องทางการติดต่อในทั้งระบบออนไลน์ แบบเคลื่อนที่ และเครือข่ายสังคมออนไลน์ไปสู่หน้าร้านจริงได้เป็นอย่างดี”

ตัวอย่างลูกค้าที่ประสบความสำเร็จจากการใช้โซลูชั่น Smarter Commerce

คาร์ฟูร์ (Carrefour) ห้างค้าปลีกชั้นนำของยุโรป ได้นำระบบวางแผนการซื้อสินค้าและระบบสั่งซื้อสินค้าในสต็อกมาใช้ เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลจากจุดชำระเงินไปยังโปรแกรมคูปองบัตรสมาชิกของลูกค้า นอกจากนี้ ห้างคาร์ฟูร์ยังได้นำเทคโนโลยีของไอบีเอ็มมาใช้ เพื่อเก็บข้อมูลคู่ค้าของบริษัทกว่า 3,500 ราย ที่ทำการติดต่อซื้อขายกับคาร์ฟูร์มากถึง 3,000 ครั้งต่อเดือน ด้วยวิธีนี้เองที่ช่วยคาร์ฟูร์ให้สามารถเพิ่มความพึงพอใจแก่ลูกค้าได้ และยังช่วยให้ซัพพลายเออร์ส่งมอบสินค้าที่สดใหม่และมีคุณภาพมาที่ห้างคาร์ฟูร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพเป็นประจำทุกวันด้วยการใช้เทคโนโลยีด้านการตลาดที่ขับเคลื่อนด้วยระบบวิเคราะห์ข้อมูลของไอบีเอ็มสำหรับ Smarter Commerce ลูกค้าจึงสามารถยกระดับความสำเร็จทางธุรกิจได้อย่างเหนือชั้น:

L’Occitane en Provence มีอัตราการซื้อสินค้าเพิ่มขึ้น 17 เท่า และมียอดขายต่ออีเมลแต่ละฉบับเพิ่มขึ้น 25 เท่า ด้วยการใช้ Coremetrics LIVEmail เพื่อสร้างข้อความอีเมลที่ตรงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น

Citrix ปรับปรุงการลงทุนด้านการตลาดและลดต้นทุนแปรสภาพได้เกือบ 80 เปอร์เซ็นต์ ด้วย Unica NetInsight

wehkamp.nl ผู้ค้าปลีกออนไลน์ชั้นนำของเนเธอร์แลนด์ สามารถเพิ่มผลตอบแทนได้มากขึ้น 15 เท่าจากการลงทุนในโฆษณาออนไลน์ที่ตรงกลุ่มเป้าหมาย โดยอาศัย Coremetrics Ad Target นอกจากนี้ยังใช้ระบบวิเคราะห์ข้อมูล Coremetrics Web และ Unica Campaign เพื่อทำตลาดการสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ให้แก่ลูกค้ารายเดิม ซึ่งจะช่วยฟื้นฟูยอดขายที่สูญเสียไปก่อนหน้านี้ รวมถึงลูกค้าที่บริษัทเกือบจะสูญเสียไปด้วย ในขั้นตอนของการขายในระบบ Smarter Commerce องค์กรธุรกิจจะสามารถปิดธุรกรรมได้อย่างปลอดภัยและประหยัดค่าใช้จ่าย และตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างลงตัว
Staples บริษัทผู้จำหน่ายเครื่องใช้สำนักงานรายใหญ่ที่สุดในโลก ปรับปรุงอัตราการซื้อสินค้าออนไลน์ได้มากกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ โดยอาศัยเทคโนโลยีของไอบีเอ็ม

XO Communications ผู้ให้บริการสื่อสาร เรียนรู้ที่จะปรับปรุงการรักษาฐานลูกค้าและปรับเปลี่ยนไปสู่การดำเนินงานในรูปแบบใหม่อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพในขั้นตอนของบริการในระบบ Smarter Commerce สามารถลดจำนวนลูกค้าที่เปลี่ยนไปใช้บริการของบริษัทอื่น ซึ่งเป็นปัญหาท้าทายที่สำคัญในธุรกิจโทรคมนาคม ได้ถึง 18 เปอร์เซ็นต์ต่อปี

View :1591

ไมโครซอฟท์ ยกระดับคู่ค้ารับวิสัยทัศน์ใหม่ “We Make 70 Million Lives Better”

October 28th, 2011 No comments

มอบรางวัลคู่ค้าดีเด่นประจำปี 2554 และดันความสำเร็จคู่ค้าผ่านโปรแกรม Microsoft Partner Network และ Microsoft Pinpoint
ขยายโอกาสทางธุรกิจสู่ระดับโลก

นายพีรธน เกษมศรี ณ อยุธยา กรรมการผู้จัดการ บริษัท (ประเทศไทย) จำกัด ย้ำยกระดับศักยภาพคู่ค้าสู่ระดับ World Class
เพื่อผลักดันความสำเร็จคู่ค้าและการเติบโตทางธุรกิจของลูกค้า รวมถึงอุตสาหกรรมไอทีโดยรวมของประเทศ

บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด เดินหน้ายกระดับศักยภาพคู่ค้าสู่มาตรฐานระดับโลก เพื่อให้สอดคล้องกับการดำเนินงานภายใต้วิสัยทัศน์ใหม่ “We Make 70 Million Lives Better” ที่มุ่งนำเทคโนโลยีเข้าถึงคนทุกกลุ่ม พร้อมเสริมศักยภาพให้กับคู่ค้าด้วยโปรแกรม Microsoft Partner Network ด้วยการสนับสนุนในรูปแบบต่างๆ ที่เข้มข้นยิ่งขึ้น

ในปีนี้ ไมโครซอฟท์ ประเทศไทย ตั้งเป้าให้มีรายได้เติบโตต่อปีสูงกว่าการเติบโตของตลาดไอทีโดยรวม หรือ มากกว่าร้อยละ 12.4 ไมโครซอฟท์มีความมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมให้คู่ค้าพัฒนาศักยภาพในการดำเนินธุรกิจและเติบโตไปพร้อมๆ กับไมโครซอฟท์โดยผ่านทางการสนับสนุนในโปรแกรม Microsoft Partner Network ซึ่งเปรียบดังเครือข่ายที่จัดตั้งขึ้นเพื่อตอกย้ำความมุ่งมั่นของไมโครซอฟท์ที่จะช่วยคู่ค้าให้พัฒนาอย่างเต็มศักยภาพ ทั้งการสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ การฝึกอบรม ตลอดจนการมีเครือข่ายสำหรับแลกเปลี่ยนความรู้และวิธีปฏิบัติ ที่เป็นเลิศ

นายพีรธน เกษมศรี ณ อยุธยา กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ไมโครซอฟท์ยังคงมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนและทำงานร่วมกับคู่ค้าอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง ในปีนี้ ไมโครซอฟท์ ได้มีการปรับเปลี่ยนเกณฑ์การคัดเลือกคู่ค้าตามโปรแกรม Microsoft Partner Network (MPN) เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อคู่ค้าและลูกค้ามากยิ่งขึ้นและเพื่อพัฒนาศักยภาพของคู่ค้าให้ได้มาตรฐานในระดับโลก และด้วยความเข้าใจแนวทางในการสร้างโอกาสทางธุรกิจสำหรับคู่ค้าเป็นอย่างดี ไมโครซอฟท์ จึงได้สร้างสรรค์โปรแกรมที่เรียกว่า Competency ซึ่งแบ่งตามความเหมาะสมกับความต้องการของคู่ค้า พร้อมเสริมการสนับสนุนที่เพิ่มมากขึ้น ทั้งการสร้างความเป็นมืออาชีพ การสร้างภาพลักษณ์การเป็นผู้สร้างสรรค์โซลูชั่นระดับ Best-in-class และการใช้งาน Microsoft Pinpoint เพื่อช่วยสรรหาตลาดใหม่ๆ ให้กับคู่ค้า ปัจจุบัน ไมโครซอฟท์ ประเทศไทยมีคู่ค้าที่ได้รับการคัดเลือกเป็น Gold Competency และ Silver Competency รวมเป็นจำนวนกว่า 100 ราย”

Microsoft Pinpoint เป็นแพล็ตฟอร์ม online marketplace แห่งอนาคตที่ใช้เทคโนโลยีคลาวด์คอมพิวติ้งและจะช่วยสร้างโอกาสทางธุรกิจให้คู่ค้าของไมโครซอฟท์ประสบความสำเร็จโดย Microsoft Pinpoint เป็นตัวกลางเชื่อมโยงลูกค้ากลุ่มธุรกิจให้พบกับผู้เชี่ยวชาญทางด้านเทคโนโลยี ซอฟต์แวร์แอพพลิเคชั่น และ บริการทางด้านไอทีที่ตอบโจทย์ทางธุรกิจของตน โดยจะจะช่วยพัฒนาเครือข่ายของคู่ค้าให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น รวมทั้งสร้างสรรค์โอกาสใหม่ๆ ให้กับคู่ค้าในการดำเนินธุรกิจทั้งในระดับประเทศและในระดับโลก ทั้งนี้ นับตั้งแต่เริ่มแนะนำ Microsoft Pinpoint ให้แก่คู่ค้าในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา Microsoft Pinpoint ได้ช่วยเพิ่มฐานลูกค้าใหม่ๆ ได้มากกว่า 300 ราย ให้แก่คู่ค้าในประเทศไทย

นอกจากนี้ เพื่อเป็นการประกาศเกียรติคุณคู่ค้าที่มีผลงานดีเด่นและสามารถสร้างสรรค์โซลูชั่นที่สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไมโครซอฟท์จึงได้มีการมอบรางวัล Microsoft Partner Award แก่คู่ค้าของไมโครซอฟท์ทั้งสิ้น 12 สาขา โดยแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ ประเภท Solution Award และ Transaction Award ทั้งนี้ คู่ค้าที่ได้รับรางวัล Microsoft Partner Award 2011 ได้แก่ บริษัท บีทามส์ โซลูชั่น จำกัด บริษัท อีคาร์ทสตูดิโอ จำกัด บริษัท เดอะ คอมมูนิเคชั่น โซลูชั่น จำกัด บริษัท อินดิจี จำกัด บริษัท ไอโซเน็ท จำกัด บริษัท ภัทร โปรเกรส จำกัด บริษัท ฟูจิตสึ ซีสเต็ม บีสซีเนส (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท ไอที โซลูชั่น คอมพิวเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท สุพรีม ดิสทิบิวชั่น (ไทยแลนด์) จำกัด บริษัท เจ.ไอ.บี. คอมพิวเตอร์ กรุ๊ป จำกัด และ บริษัท ดิเอ็นเตอร์ไพรส์รีซอร์ส เทรนนิ่ง จำกัด

ไมโครซอฟท์ ในฐานะผู้นำทางด้านเทคโนโลยี ยังได้เตรียมความพร้อมของคู่ค้า เพื่อรองรับการเข้ามาของเทคโนโลยีคลาวด์คอมพิวติ้งได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุด โดยเฉพาะการเปิดตัวผลิตภัณฑ์และบริการในกลุ่มคลาวด์ คอมพิวติ้ง อาทิ Office 365 และ Windows Azure ในอนาคต ผ่านทางการฝึกอบรม โอกาสทางการตลาด บริการหลังการขาย และการอัพเดทเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่จะช่วยให้คู่ค้าสร้างความแตกต่างให้กับธุรกิจของตน และถ่ายทอดประโยชน์ดังกล่าวไปยังลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ผู้ที่สนใจจะร่วมเป็นคู่ค้ากับไมโครซอฟท์ สามารถสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับการสมาชิกในโครงการ Microsoft Partner Network ได้ที่ Microsoft Call Center โทร. 02 685 1322 กด 3 เพื่อขอสอบถามเป็นภาษาไทย

View :1706

เทรนด์ ไมโคร เปิดตัว ไททาเนียม 2012

October 28th, 2011 No comments

บริษัท เทรนด์ ไมโคร อินคอร์ปอเรท (TYO: 4704; TSE: 4704) ผู้นำระดับโลกด้านโซลูชั่นรักษาความปลอดภัยสำหรับอินเทอร์เน็ต ประกาศเปิดตัวโซลูชั่นรักษาความปลอดภัยที่ออกแบบมาเพื่อปกป้องชีวิตดิจิทัลของผู้บริโภคในทุกด้าน จะเห็นได้ว่าอาชญากรรมไซเบอร์กำลังแพร่กระจายและมีอันตรายเพิ่มขึ้นทุกขณะโดยที่ภัยคุกคามที่มีความซับซ้อนเหล่านี้สามารถโจมตีได้ในทุกที่ที่มีข้อมูลอยู่ ด้วยเหตุนี้ เทรนด์ ไมโคร ไททาเนียม 2012 (Trend Micro™ Titanium™ 2012) จึงได้รับการออกแบบมาเพื่อช่วยให้ผู้บริโภคสามารถต่อสู้กับภัยคุกคามได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็น วิธีที่ภัยคุกคามพยายามเข้าสู่ระบบ หรือตำแหน่งที่ใช้ในการซ่อนตัว รวมถึงอุปกรณ์เชื่อมต่อที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือ โซลูชั่นนี้พัฒนาขึ้นจากระบบป้องกันที่ได้รับรางวัลมาแล้วซึ่งเปิดตัวไปเมื่อปีที่ผ่านมา ทำให้ไททาเนียม 2012 (Titanium 2012) สามารถนำเสนอการปกป้องโดยรวมที่ครอบคลุมต่อภัยคุกคามที่มีความซับซ้อนเพิ่มขึ้นซึ่งเป็นอันตรายต่อวิถีชีวิตดิจิทัลเป็นอย่างมาก โดยสามารถให้การปกป้องทุกสิ่งตั้งแต่รูปถ่ายครอบครัวไปจนถึงระบบการเงินของครอบครัว การช้อปปิ้งออนไลน์ไปจนถึงการใช้งาน Facebook การประมวลผลทางมือถือไปจนถึงการเล่นเกม และครอบคลุมในอุปกรณ์ทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นแล็บท็อป สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต และพีซีสำหรับการเล่นเกมโดยเฉพาะ
Trend Micro Titanium 2012
นายสุรศักดิ์ วนิชเวทย์พิบูล ที่ปรึกษาด้านเทคนิค บริษัท เทรนด์ ไมโคร (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “บริษัท เทรนด์ ไมโคร มีความมุ่งมั่นที่จะให้ช่วยให้ผู้ใช้ออนไลน์และครอบครัวสามารถใช้ชีวิตดิจิทัลของตนได้อย่างปลอดภัยโดยไม่ต้องหวาดระแวงหรือเกิดความกังวลใจในเรื่องใดๆ ในขณะที่ผู้บริโภคยังคงใช้ประโยชน์จากสิ่งที่อินเทอร์เน็ตนำเสนอให้อย่างต่อเนื่อง บริษัทเองก็มีความมุ่งมั่นที่จะเพิ่มประสิทธิภาพด้านการป้องกันให้กับผลิตภัณฑ์ของเราเช่นกัน แนวทางใหม่ที่มุ่งเน้นระบบคลาวด์ของเราจะช่วยป้องกันการใช้งานออนไลน์ของลูกค้าได้ในแบบเชิงรุก โดยขณะนี้บริษัทกำลังเพิ่มคุณลักษณะที่สามารถให้การป้องกันเทคโนโลยีล่าสุด เช่น สื่อสังคมออนไลน์และอุปกรณ์พกพา เพื่อให้แน่ใจได้ว่าวิถีชีวิตดิจิทัลจะได้รับการคุ้มครองอย่างครอบคลุม”

โซลูชั่นรักษาความปลอดภัยล่าสุด ไททาเนียม 2012 ได้รับการสนับสนุนจากโครงสร้างพื้นฐานเทรนด์ ไมโคร สมาร์ท โพรเท็คชั่น เน็ตเวิร์ค (Trend Micro™ Smart Protection Network™) ที่ช่วยให้ผู้บริโภคสามารถป้องกันภัยคุกคามได้อย่างมีประสิทธิภาพ เทคโนโลยี Smart Protection Network ได้รับการจัดอันดับให้เป็นที่ 1 ในด้านการป้องกันจากห้องปฏิบัติการอิสระสามแห่งภายใต้การทดสอบใน 10 ประเภทด้วยกันนับตั้งแต่เดือนกันยายน 2552 และเนื่องจากเป็นโซลูชั่นแบบคลาวด์ ทำให้ไททาเนียม 2012 ใช้พื้นที่ดิสก์และหน่วยความจำไม่ถึงครึ่ง เมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์รักษาความปลอดภัยจากบริษัทอื่นๆ อีกทั้งยังสามารถให้การป้องกันล่าสุดและหยุดภัยคุกคามก่อนที่จะเข้าถึงผู้บริโภคได้ในลักษณะเชิงรุก โดยทั้งหมดนี้ดำเนินการผ่านอินเตอร์เฟสแบบ “ตั้งค่าอัตโนมัติ” (set-and-forget) ที่ใช้งานง่าย

โซลูชั่นรักษาความปลอดภัย ไททาเนียม 2012 มีคุณสมบัติเด่นๆ ซึ่งประกอบด้วย เครื่องมือกำจัดโปรแกรมที่ลวงว่าเป็นซอฟต์แวร์ป้องกันไวรัส (Fake AV), การป้องกันไวรัส PE และบ็อตเน็ตเชิงรุก, การป้องกันเทคโนโลยีสำหรับแพ็คมัลแวร์ และเครื่องมือที่สามารถแยกแยะได้ว่าลิงก์ใดเป็นลิงก์ที่ปลอดภัยหรือเป็นอันตรายบนไซต์เครือข่ายสังคมออนไลน์ เช่น Facebook และ Twitter

บริษัท เทรนด์ ไมโคร ยังได้รวมผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มต่างๆ ไว้ในโซลูชั่นรักษาความปลอดภัย ”ไททาเนียม แม็กซิมัม ซิเคียวริตี้” (Titanium Maximum Security) ด้วย นั่นคือ Trend Micro™ Mobile Security Personal Edition ซึ่งพร้อมปกป้องผู้ใช้งานสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต รวมถึงเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพสำหรับอุปกรณ์ Android และยังมีเทรนด์ ไมโคร เซฟซิงค์ (Trend Micro™ SafeSync™) ที่จะช่วยสนับสนุนการซิงค์ไฟล์และโฟลเดอร์ ตลอดจนการสำรองข้อมูลในรูปแบบของบริการออนไลน์

นอกจากนี้ ไททาเนียม 2012 ยังเพิ่มประสิทธิภาพในส่วนของการควบคุมโดยผู้ปกครอง (Parental Controls) การติดตามพฤติกรรม และการป้องกัน และกำจัดรูทคิตส์ โดยจากการทดสอบล่าสุดของ AVTest.org พบว่า ไททาเนียม 2012 มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นถึง 60% ในด้านการตรวจหาและกำจัดรูทคิตส์ ซึ่งเป็นมัลแวร์บ่อนทำลายระบบที่ยากต่อการตรวจพบ และยังเพิ่มคุณลักษณะ “สกิน” (skin) แสนสนุกที่ยังเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคสามารถปรับแต่งลักษณะการป้องกันชีวิตดิจิทัลของตนได้อย่างครอบคลุมอีกด้วย

ทั้งนี้ ไททาเนียม 2012 พร้อมวางจำหน่ายในสองแพ็คเกจ คือ 1. ไททาเนียม แม็กซิมัม ซิเคียวริตี้ ราคา 759 บาท สำหรับผู้ใช้งาน 1 เครื่อง และ 2. ไททาเนียม อินเทอร์เน็ต ซิเคียวริตี้ ราคา 1,290 บาท สำหรับผู้ใช้งาน 3 เครื่อง โดยแต่ละแพ็คเกจออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการของครอบครัวและส่วนบุคคลโดยเฉพาะ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ เซอร์วิส เซ็นเตอร์ โทรศัพท์ 0 2333 3334 หรือ www.trendmicro.com

กาญจนหทัย กิ่งหิรัญวัฒนา ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท เทรนด์ ไมโคร (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวถึงแผนการทำตลาดไททาเนียม 2012 ว่า “เทรนด์ ไมโครเตรียมจัดกิจกรรมการตลาดสำหรับเปิดตัวผลิตภัณฑ์ไททาเนียม 2012 โดยเริ่มจัดกิจกรรมร่วมสนุกบน facebook เปิดโอกาสให้ลูกค้าและประชาชนทั่วไปร่วมสนุกกับกิจกรรม “แอ๊คหน้า เหวอ ให้โดนใจ” แล้วกด like ที่หน้า Fan Page Trend Micro (www.facebook.com/trendmicrothai) เพื่อลุ้นรับ IPad 2 ฟรีทันที ระหว่างวันนี้ – 20 พฤศจิกายน 2554”

View :1505

แอลจีผนึกกำลังเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ เปิดตัวคาราโอเกะ 3 มิติแห่งแรกของโลก ย้ำความเป็นผู้นำตลาดทีวี 3 มิติ

October 28th, 2011 No comments


คุณฉันท์ชาย พันธุฟัก หัวหน้ากลุ่มผลิตภัณฑ์โฮมเอ็นเตอร์เทนเมนต์ บริษัท อีเลคทรอนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด และ
คุณชัญญ์ญาณ์ ธำรงวินิจฉัย ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายการตลาด บริษัท กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)
ผนึกกำลังเปิดตัวห้องคาราโอเกะ 3 มิติแห่งแรกของโลก สร้างประสบการณ์ความบันเทิงที่เหนือชั้น

บริษัท แอลจี อีเลคทรอนิคส์ ประเทศไทย (จำกัด) ย้ำความเป็นผู้นำตลาดทีวี 3 มิติ ผนึกกำลังเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ ร่วมมอบประสบการณ์ความบันเทิงที่เหนือชั้น เปิดตัวคาราโอเกะสามมิติแห่งแรกของโลกที่บลูโอ ริธึ่ม แอนด์ โบวล์ ให้สนุกกับการร้องเพลงมิติใหม่อย่างไร้ขีดจำกัด

คุณฉันท์ชาย พันธุฟัก หัวหน้ากลุ่มผลิตภัณฑ์โฮมเอ็นเตอร์เทนเมนต์ บริษัท แอลจี อีเลคทรอนิคส์ ประเทศไทย (จำกัด) กล่าวว่า “หลังจากที่แอลจีกับเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ร่วมมือกันเปิดตัวเอ็กซ์คลูซีฟ คอนเทนต์ในแอลจี สมาร์ท ทีวี เราได้สานต่อกิจกรรมทางการตลาดเพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดทีวีสามมิติในประเทศไทย ด้วยการเปิดตัวห้องคาราโอเกะสามมิติแห่งแรกของโลกที่บลูโอ ริธึ่ม แอนด์ โบวล์ เพื่อสร้างประสบการณ์ความบันเทิงรูปแบบใหม่ให้แก่ผู้บริโภค โดยแอลจีได้ทำการติดตั้งทีวีแอลอีดีสามมิติ LG CINEMA 3D TV จำนวน 25 เครื่อง พร้อมแว่นตาสามมิติ 200 อัน รวมทั้งสื่อประชาสัมพันธ์ต่างๆ ที่บลูโอ ริธึ่ม แอนด์ โบวล์ เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ทั้ง 5 สาขา รวมมูลค่ากว่า 10 ล้านบาท

ด้วยเทคโนโลยี CINEMA 3D ของแอลจี ผู้ใช้งานสามารถรับชมได้เป็นเวลานานโดยไม่มีอาการล้าสายตาหรือปวดหัวจากการกะพริบของภาพ จึงเพลิดเพลินกับคาราโอเกะระบบสามมิติได้ได้อย่างเต็มอรรถรส ที่สำคัญ ทุกคนสามารถรับชมคอนเทนต์ได้พร้อมๆ กันจากทุกมุมห้อง ซึ่งแอลจีเป็นแบรนด์เดียวที่มีมุมมองการรับชมกว้างที่สุด เราจึงเชื่อมั่นว่าผู้บริโภคจะชื่นชอบเทคโนโลยี CINEMA 3D นี้อย่างแน่นอน”

เชิญสัมผัสกับห้องคาราโอเกะสามมิติได้แล้วตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปที่ บลูโอ ริธึ่ม แอนด์ โบวล์ทั้ง 5 สาขา ได้แก่ สาขารัชโยธิน, สุขุมวิท, พารากอน ซีนีเพล็กซ์, เอสพลานาด ซีนีเพล็กซ์ รัชดา และ งามวงศ์วาน-แคราย

View :1597